07 พฤศจิกายน 2567

เกลือในอาหาร เกือบ 70% มาจากเครื่องปรุงรส

 คุณรู้ไหม เกลือในอาหาร เกือบ 70% มาจากเครื่องปรุงรส

ไม่ว่าจะเครื่องปรุงเค็ม : เกลือ ผงปรุงรส น้ำปลา ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว น้ำปลาร้า
ไม่ว่าเครื่องปรุงไม่เค็ม : ซอสต่าง ๆ น้ำจิ้ม
หลักการลดเค็ม สำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม หัวใจล้มเหลว อย่างแรกที่สำคัญมากคือ ลดเครื่องปรุงนี่เอง
ตัวอย่างในภาพ ก่อนทอดก็เค็มพอแล้ว หลังทอด ใส่ผงปรุง พ่นซีอิ๊วขาว บางคนโรยเกลืออีก
ได้โปรตีนแต่แถมเกลือหนักแบบนี้ อาจไม่เหมาะกับทุกคนครับ มีอาหารโปรตีนอีกหลายชนิดที่ไม่เค็ม เช่น ไข่ต้ม นมสด ถั่วเหลือง เนื้อตุ๋น
แต่ถามว่าหยุดกินได้ไหม ... ยาก ต้องเข้มแข็งจริงนะครับ

06 พฤศจิกายน 2567

ORIGIN การใช้ยาสลายลิ่มเลือด tenecteplase เพื่อใช้ในการรักษาอัมพาตเฉียบพลัน

 ความรู้ความก้าวหน้าทางการแพทย์เกิดขึ้นทุกวัน ลองดูตัวอย่างจากการศึกษา ORIGIN ที่ตีพิมพ์ใน JAMA วันนี้ครับ

การศึกษานี้ออกเป็น early access ในช่วงการประชุมวิชาการมาแล้ว แต่คราวนี้ออกมาเป็น peer reviewed คือผ่านกระบวนการตรวจสอบเรียบร้อย เรื่องราวของการใช้ยาสลายลิ่มเลือด tenecteplase เพื่อใช้ในการรักษาอัมพาตเฉียบพลัน ที่ตอนนี้เราใช้ยา alteplase อยู่แล้ว ผมเอามาเล่าแบบง่าย ๆ ใคร ๆ ก็อ่านได้ครับ
1. จะใช้ยาใหม่ไปเพื่ออะไร : จริง ๆ ยาเก่าก็ดีอยู่แล้วครับ แต่มีการพัฒนา tenecteplase ขึ้นมาด้วยกระบวนการทางพันธุวิศวกรรมให้ออกฤทธิ์นานขึ้น สลายลิ่มเลือดได้นานขึ้น จับทำลายลิ่มเลือดได้แม่นยำขึ้น ซึ่งยาตัวใหม่ก็พัฒนามาจาก alteplase ซึ่งมีใช้ในโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลันมาแล้ว
2. อีกข้อที่สำคัญคือ การศึกษานี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้คิดค้นวิจัยและจำหน่ายยาใหม่ จึงมีความจำเป็นต้องทำการศึกษาแบบนี้เพื่อรองรับยาใหม่ที่จะออกวางตลาด และในเมื่อยาออกมาใหม่ จึงทำการศึกษาว่า “ไม่ด้อย” ไปกว่าการรักษาเดิม ส่วนหากมีแนวโน้มใดที่อาจจะดีกว่า คงจะมีการศึกษามาวิจัยจุดนี้เพิ่มอีกครั้ง
3. เดิมทีการรักษาอัมพาตเฉียบพลันเราให้ยา alteplase ใน 4.5 ชั่วโมงโดยฉีดบางส่วนและให้หยดทางหลอดเลือดตามไป แต่ยา tenecteplase จะให้การฉีดทีเดียว ผู้วิจัยจึงเลือกเอาผู้ป่วยอัมพาตเฉียบพลันที่มีข้อบ่งชี้การให้ยา alteplase มาแบ่งครึ่งหนึ่งให้ยาเดิมตามเดิม อีกครึ่งให้ยาใหม่ กลุ่มละประมาณ 750 คน โดยสองกลุ่มที่ว่าจะมีลักษณะเหมือน ๆ กัน จะได้เทียบกันได้
4. ปรากฏว่าเมื่อวัดผลว่าจากอัมพาตมาเป็นหายปกติ หรือเหลือความผิดปกติเพียงเล็กน้อย พบว่ายาใหม่ทำให้คนไข้ดีขึ้นจนถึงเป้าหมาย 72.7% เทียบกับยาเดิม 70.3% ตามสถิติที่กำหนดไว้พบว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน จำนวนผู้เข้าการศึกษา ผลที่เกิด ความแตกต่างเข้าได้ตามเกณฑ์ทั้งสิ้น แถมเมื่อไปดูผลว่าเลือดออกต่างกันไหม ก็ปรากฏว่าไม่ต่างกันเลย
5. เป็นการพิสูจน์ว่ายาใหม่นี้ไม่ได้ด้อยกว่ายาเดิม ถ้ายาเดิมใช้ไม่ได้ ถ้ายาใหม่ใช้สะดวกกว่า หรือมีปัจจัยราคา ก็ใช้ยาใหม่ได้ เคยมีการศึกษาแบบนี้มาบ้างผลลัพธ์ออกมาไปทางเดียวกัน แต่อันนี้เลียนแบบสถานการณ์การเกิดจริงในโลกแห่งความจริง ก็ใช้ได้
6. แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “ต้อง” ใช้ยาใหม่เสมอไปนะครับ จากการศึกษาทั้งหลายเป็นข้อพิสูจน์ว่า tenecteplase มีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่ต่างจากยามาตรฐานเดิม ต้องพิจารณาว่าสามารถหายาได้ง่ายไหม เข้าถึงได้ง่าย ราคาไม่แพงไหม โอกาสเกิดข้อผิดพลาดการบริหารยา ความสะดวกในการใช้ เอาทั้งหมดมาคำนวณความคุ้มค่าคุ้มทุนด้วย
7. หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า การศึกษานี้มาจากจีน สามารถทำการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ได้รวดเร็วมาก จะมีข้อกังขาหรือไม่ จากความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมก็ไปดูระเบียบวิธีวิจัยและส่วนเสริม ก็ไม่เห็นว่าน่ากังขาหรือไม่ตรงไปตรงมาอย่างใด ส่วนที่ว่าทำได้เร็ว ก็ต้องตอบว่าตอนนี้ประเทศจีนมีเครือข่ายงานวิจัยที่กว้างขวาง มาตรฐานสูงและพร้อมสรรพมาก ไม่ว่าจะวิจัยเรื่องใด สามารถ implement เข้าสู่ระบบที่วางไว้อย่างดี เรียกข้อมูลมาใช้ได้เลย งานวิจัยหลัง ๆ จึงออกจากจีนมากขึ้น (คล้าย ๆ กับ TIMI, UK biobank ของฝั่งตะวันตก)
8. อีกหนึ่งข้อคำถาม (อันนี้อ่านจากออนไลน์) คือกลุ่มผู้ป่วยที่อายุไม่มาก และคะแนนความพิการตอนเริ่ม ไม่ได้พิการมากเท่าการศึกษาอื่น ๆ แบบนี้จะมีผลต่องานวิจัยและการนำไปใช้ไหม ผมคิดว่า ไม่ส่งผลต่อผลการวิจัยและความเชื่อมั่นของงานวิจัยเอง ส่วนการนำไปใช้หรือเปรียบเทียบนั้น แต่ละการศึกษาคงมาเทียบกันไม่ได้ ด้วยข้อกำหนดและสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เอาไปเทียบกับยาอื่นหรือการศึกษาอื่นไม่ได้นะครับ
9. ข้อที่กังวลสำหรับผมคือ ประชากรในการศึกษาที่มาจากจีนจะเป็นคนเอเชียตะวันออก ที่รูปแบบการเกิดหลอดเลือดตีบและเลือดออก จะแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค อันนี้ต้องรอการศึกษาแบบ meta-analysis ที่จะมาวิเคราะห์การศึกษารวมทั้งหมดอีกครั้ง และอีกประการคือผู้ป่วยส่วนใหญ่มาถึงโรงพยาบาลภายในสามชั่วโมงแรก การวิเคราะห์ผลไม่ได้คิดแยกระยะเวลาที่มาถึง แต่คิดรวม อันนี้ต้องมาดูบริบทแต่ละประเทศที่จะนำไปใช้ด้วย
10. แข่ง 10 ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ได้ 19 เสีย 6 คะแนน 25 อันดับ 1





04 พฤศจิกายน 2567

ไมเกรน

 สำหรับคนที่เป็นไมเกรนนะครับ

1. เมื่อปวดให้รีบรักษา เพื่อป้องกันไม่ให้เรื้อรัง เรื้อรังแล้วจะรักษายากและเปลี่ยนรูปแบบ
2.ควรใช้ยาแก้ปวดโดยเร็ว และควรประเมินผลการใช้ยา ว่าควรดีขึ้นหรือหายปวดในสองชั่วโมง ถ้าไม่ได้ต้องปรับสูตร
3.ถ้าเป็นบ่อย รุนแรง ควรกินยาป้องกัน เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ยาแก้ปวดบ่อย หรือใช้จนเกิดอันตราย
4.อันนี้สำคัญ การใช้ยาแก้ปวดบ่อยและมากเกิน โดยไม่ได้ควบคุมและมีกลยุทธที่ดี จะเกิดอาการปวดศีรษะจากยาแก้ปวดได้

03 พฤศจิกายน 2567

Brodmann's area

 พาเที่ยว area 52

กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องที่รักทุกท่าน วันนี้ เราจะไปรู้จัก area 52 กัน หลังจากที่โมลเดอร์และสกัลลี่พาทุกท่านไปไขปริศนา area 51 กันมาแล้ว
Area 51 เป็นพื้นที่การบินทางทหารของสหรัฐอเมริกา ในมลรัฐเนวาดา ไม่ไกลจากลาสเวกัส ใช้เพื่อฝึกซ้อมบิน มีทฤษฎีสมคบคิดมากมายกล่าวว่าพื้นที่นี้ทางการสหรัฐใช้เก็บและศึกษาสิ่งมีชีวิตต่างดาว แต่ข้อมูลจากทางการสหรัฐแจ้งว่ามีเพื่อทดสอบสมรรถนะของเครื่องบินรบรุ่นใหม่ ๆ จึงเป็นความลับทางทหาร
แต่วันนี้เราจะล้ำไปกว่านั้น เราจะไปรู้จักแอเรีย 52 และคนค้นพบมัน ซึ่งต้องย้อนยุคไปสมัยปลายศตวรรษที่ 19 ที่ยุโรป ศูนย์กลางของโลกในแง่ geopolitics ในยุคนั้น
ในศตวรรษที่ 18 และ 19 โลกได้มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องมาจากยุคเรอเนซองต์และยุคแห่งการตื่นรู้ทางวิทยาการ เข้าสู่ยุคปฏิวัติวิทยาศาสตร์และปฏิวัติอุตสาหกรรม ความก้าวหน้าทางความคิดความรู้ ทำให้ยุโรปเปลี่ยน geopolitics ใหม่ เกิดอาณาจักรใหม่ ๆ ที่มาท้าทายจักรวรรดิอังกฤษและฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นอิตาลี หรือเยอรมัน
เยอรมันนั้นหลังจาก เสนาบดี ออตโต ฟอน บิสมาร์ค ได้รวบรวมแคว้นการปกครองต่าง ๆ รวมเป็นเยอรมนี ได้สำเร็จในปี 1870 และพยายามสร้างความยิ่งใหญ่ต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจ การทหารและวิทยาศาสตร์
โดยทางการเยอรมันได้ก่อตั้งสถาบันไกเซอร์ วิลเฮล์ม เพื่อรวบรวมนักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ มาช่วยกันสร้างองค์ความรู้และสร้างชาติเยอรมัน รวบรวมนักวิยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั่วฟ้าเมืองยุโรป ให้มาสร้างชาติ เรียกว่าให้ทุน ให้โอกาส อาจจะแถมบ้านพร้อมที่ดินด้วยก็ได้
ปัจจุบันสถาบันวิทยาศาสตร์ไกเซอร์วิลเฮล์มยังคงอยู่นะครับ แต่เปลี่ยนชื่อไปเป็นสถาบันพลังค์ ตามชื่อนักวิทยาศาสตร์ มักซ์ พลังค์ ผู้บุกเบิกวิชาควอนตัมฟิสิกส์ ที่เคยเป็นหัวหน้าสถาบันวิจัยนี้ในช่วงก่อนสงครามโลก ในช่วงปี 1930
ก่อนหน้านั้นในปี 1915 สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์มได้รับนักวิทยาศาสตร์สาขาชีววิทยาคนหนึ่งเข้ามาในสถาบัน เขาชื่อ โคบิเนียน บรอดมันน์
บรอดมันน์เกิดที่ดินแดนทางใต้สุดของเยอรมัน สมัยที่ยังเป็นอาณาจักรปรัสเซีย ก่อนการรวมชาติเยอรมันเป็นหนึ่งเดียว เขาเข้าเรียนจบที่มหาวิทยาลัยไลป์ซิกในปี 1898 ก่อนหน้านี้เข้าเรียนวิชาแพทย์ในหลายมหาวิทยาลัยทั้งมิวนิก และไร์บวร์ก รวมถึงมหาวิทยาลัยโลซานน์ที่สวิตเซอร์แลนด์
การเรียนแพทย์ในสมัยนั้นมีหลายระดับขั้นทั้งระดับ diploma ไปจนถึง doctoral และก็ไม่ได้มีสอนครบทุกรายวิชานะครับ ใครอยากเรียนสาขาไหนก็ต้องไปมหาวิทยาลัยที่มีอาจารย์สาขานั้น ๆ ทำวิจัยอยู่ และไม่ใช่ว่าสอบเข้า จ่ายตังค์ เข้าเรียนได้ สมัยก่อนต้องไปเป็นผู้ช่วยวิจัย ช่วยทำงาน เพื่อศึกษาหาความรู้ไปด้วย
ด้วยยุคสมัยนั้น อาจารย์มีน้อยมากและกระจายอยู่ทั่วไปในดินแดนยุโรป แม้สถานการณ์ทางสังคมและการทหารจะคุกรุ่นมากในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่เหตุการณ์ความร่วมมือทางวิชาการกลับไปได้ด้วยดี
บรอดมันน์เข้าสู่ระบบการศึกษาวิจัยหลังจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัย Jena หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของเยอรมัน ที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1558
โดยมีเพื่อนร่วมงานในสาขาประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่สำคัญสองคนคือ
ลุดวิก บินสแวงเกอร์ (ผู้ลูก) ตัวแม่ของวิชาจิตเวชในยุโรปเวลานั้น ถ้าใครรู้จักโรคบินสแวงเกอร์ โรคหลอดเลือดสมองจุดเล็กตีบหลายจุด จนทำให้เกิดความทรงจำที่แย่ลง โรคนี้ค้นพบโดย ออตโต บินสแวงเกอร์ (ผู้พ่อ)
ส่วนอีกคนอาจจะเคยได้อ่านเรื่องเล่าในเพจไปแล้วคือ อลอยส อัลซ์ไฮม์เมอร์ ผู้ค้นพบโรคอัลไซเมอร์อันโด่งดังนั่นเอง
เรียกว่าล้อมรอบด้วยผู้ร่วมงานระดับเซียนเหยียบเมฆทั้งสิ้น โดยบรอดมันน์ สนใจการทำงานของสมองว่าส่วนใดรับผิดชอบหน้าที่ใด มีรูปแบบของความรับผิดชอบแบบใด โดยการศึกษาสมองมนุษยนำมาชำแหละ ย้อมสี ดูลักษณะเซลล์และเส้นใยการเชื่อมโยง รวมทั้งการผ่าศพศึกษาในผู้ป่วยที่เสียชีวิต และมีโรคสมองที่ชัดเจน ว่ารอยโรคอยู่ตำแหน่งใด ก็น่าจะบอกความบกพร่องและตำแหน่งรับผิดชอบของสมองส่วนนั้น ๆ ได้
ยกตัวอย่างก่อน เช่นถ้าเรามีหลอดเลือดแดง middle cerebral artery เกิดตีบตันในบริเวณเนื้อสมองที่อยู่หน้าต่อรอยแยกใหญ่ central sulcus เนื้อสมองส่วนนี้เรียกว่า precentral gyrus หรือ motor cortex ทำหน้าที่เริ่มต้นการเคลื่อนที่ของกล้ามเนื้อ เมื่อส่วนนี้เสียหายจึงทำให้ขยับร่างกายตามที่คิดไม่ได้ หรืออัมพาตซีกตรงข้าม ที่เรารู้จักกัน
แต่การศึกษาสมัยนั้นไม่ง่าย ไม่มี MRI ต้องใช้การติดตาม การสังเกต การบันทึกและการผ่าศพพิสูจน์ แต่บรอดมันน์ก็ทำงานนี้มาเกือบ 10 ปี และต้องย้ายมาที่สถาบันที่ใหญ่กว่าคือ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน จึงได้ข้อมูลการทำงานครบ
มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน คือ มหาวิทยาลัยสูงสุดในยุคนั้น มีศิษย์เก่าชื่อดังเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, รูดอล์ฟ เวียคอฟ บิดาแห่งพยาธิวิทยา , มักซ์ พลังค์ หรือแม้กระทั่ง ตัวผู้รวมชาติเยอรมัน ออตโต วอน บิสมาร์ก
บรอดมันน์แห่งมหาวิทยาลัยเบอร์ลินได้ตีพิมพ์ผลงานชื่อ Localisation in the Cerebral Cortex ในปี 1909 ที่ถือว่าเป็นหนังสือโด่งดังมาก เพราะสามารถระบุการทำงานของผิวสมอง cerebral cortex ว่าส่วนไหนทำหน้าที่อะไร โดยมีแผนผังพื้นที่แต่ละบริเวณที่ชัดเจน เรียกแผนผังเหล่านี้ว่า Brodmann's area เพื่อให้เป็นที่เข้าใจกันเป็นภาษาเดียวกันว่าเรียกพื้นที่ใด จุดไหน และจุดนั้นทำหน้าที่อะไร เช่น
Area 4 ก็คือ premotor cortex ที่เรายกตัวอย่างกันไป
Area 17 คือ primary visual area รับผิดชอบการแปลภาพที่เห็น
Area 22 คือ primary auditory cortex แปลสัญญาณไฟฟ้าจากหูเป็นเสียงที่เรารู้จัก
Area 44 คือ พื้นที่รับผิดชอบเรื่องภาษาที่จะสื่อสารออกไป คนที่อัมพาตจุดนี้จะฟังออกแต่พูดออกมาไม่ได้
ผลงานนี้สร้างชื่อมากมายให้กับบรอดมันน์ ได้รับเชิญไปศึกษาและบรรยายในสาขาประสาทสรีรวิทยาและประสาทกายวิภาคศาสตร์ในอีกหลายมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลายในเยอรมัน และเข้าสู่สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์มในปี 1915 นั่นเอง
เสียดายที่เก้าปีหลังจากนั้น บรอดมันน์เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ยังไม่ทันเห็นความวุ่นวายของสถาบันหลังต้องกีดกันนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวออกไป
บรอดมันน์ได้เขียนและกำหนดบริเวณของสมองออกมาทั้งสิ้น 52 พื้นที่ โดยพื้นที่สุดท้ายเรียกว่า parainsular area ควบคุมความตั้งใจ สมาธิ รวมทั้งการทำงานอันเป็นความสามารถอันโดดเด่นของบุคคลนั้น ๆ
ส่วนแอเรีย 51 คือพื้นที่ส่วนรอบ olfactory area ที่รับผิดชอบการแยกแยะกลิ่นครับ หาใช่เกี่ยวมนุษย์ต่างดาวไม่
และสุดท้ายก็ขอขอบคุณพ่อแม่พี่น้องที่ไว้วางใจในบริการนำเที่ยวของเรา (คือทนอ่านจนจบ 55) แล้วโอกาสหน้าค่อยมาเที่ยวกันใหม่เด้อ

02 พฤศจิกายน 2567

โอ๊ตมีล

 ผมทำอาหารเช้าง่าย ๆ แบบนี้มานานแล้วครับ เพราะผมไม่ชอบตื่นมาทำตอนเช้า จึงทำและแช่เย็นไว้ทั้งคืน สูตรโอ๊ตมีลจะสุกพอง น่ากินพอดีเชียว ตื่นมาก็คน ๆ และนั่งกินพร้อมอ่านหนังสือพิมพ์ตอนเช้าและกาแฟหนึ่งถ้วย แต่นี้ก็พร้อมจะไปลุยงาน

ใครมีวิถีชีวิตแบบผม คือ เดินตรวจคนไข้ นั่งตรวจคนไข้ มีหัตถการเป็นบางวัน คุยอธิบาย ก็ไม่น่าจะต้องใช้พลังงานในตอนเช้ามากมายนักครับ อาหารเช้าถ้วยนี้ได้พลังงานประมาณ 250 แคลอรี่ แถมสารอาหารครบ สดชื่นและ "ง่ายมาก" อีกด้วย
วันไหนที่มีแผนออกแรงมากขึ้นสักหน่อยจะมีขนมปังปิ้งหนึ่งแผ่น กับมะเขือเทศมาคอยแกล้มด้วยครับ
เนื่องจากสูตรนี้เน้นไฟเบอร์ ทำให้อิ่มนาน ผมแทบไม่รู้สึกหิวจนไปถึงมื้อกลางวันครับ
ใครจำได้ตอนแรกผมทำตามเขาในยูทูป ได้อาหารมาเป็นชาม แต่ตอนนี้ปรับปรุงและพัฒนาจนเหลือเท่าที่เราพอ คือ หนึ่งถ้วยเล็ก ซึ่งอาหารทั้งหมดสามารถซื้อเก็บไว้ในตู้เย็น ซื้อครั้งนึงใช้ได้ถึง 7 วันครับ นอกจากได้มีความสุขการทำอาหาร กำหนดสารอาหารเองได้ รวมแล้วประหยัดกว่าไปซื้อกินรายมื้อรายวันอีกครับ

อันแรกก่อนเลย ใช้โอ๊ตชนิดแผ่นเล็ก ผมใช้ 4 ช้อนชงกาแฟ ช้อนหนึ่งก็ประมาณ 3 กรัม จะได้โอ๊ตมา 12 กรัมครับ ได้คาร์บมาเป็นพลังงานประมาณ 40-50 แคล และได้ความอิ่มกับเส้นใยมาอีกประมาณ 1.5 กรัม เป็นเนื้อหลักให้โยเกิร์ตเกาะเป็นเนื้อน่ากินครับ

ต่อด้วยเมล็ดเจียอีก 2 ช้อนชงกาแฟ เมล็ดเจียนี้จะคล้ายแมงลักครับ จะพองเมื่อได้น้ำ (คือนม) ขยายให้มีมวลหยุ่น น่ากิน ที่สำคัญของเจียนี้คือ เส้นใยอาหารเยอะมาก จัดไปอีก 2 กรัมเลย แถมมีแคลเซียม แมกนีเซียมอีก พลังงานอาจไม่ได้มากนักนะครับ ช่วยเสริม ๆ มาอีก 20-30 แคล

เสริมรสชาติด้วยลูกเกดอบแห้งครับ มีรสชาติหวานธรรมชาติอมเปรี้ยว ทำให้โอ๊ตมีลของเราไม่น่าเบื่อครับ พลังงานไม่มากนะครับ จัดไปสามช้อนชงกาแฟ ได้พลังงานมาประมาณ 40 แคล แต่ได้โปตัสเซียมมาก มีเส้นใยและน้ำตาลที่ให้พลังงานได้เร็วมาบูสต์ตอนเช้าได้ดี

ตามด้วยผลไม้แช่แข็งครับ ผมใช้แค่หนึ่งช้อนชงกาแฟ มีทั้งแบล็กเบอร์รี่และสตรอเบอรี่ จริง ๆ ใส่มาเพื่อเพิ่มรสชาติครับ ไปเปิดข้อมูลดู จะได้พลังงานเล็กน้อยประมาณ 50 แคล แต่ได้วิตามินและเกลือแร่พอควร ใครที่คิดว่าผลไม้แช่แข็งไม่ดี ก็ลองมาทบทวนใหม่ได้ครับ พอใช้ได้และสะดวกทีเดียว

อันนี้สำคัญ คือ กรีกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ผมใช้ 3 ช้อนชงกาแฟตักพูน ก็น่าจะราว ๆ 5 ช้อนเห็นจะได้ ใช้กรีกโยเกิร์ตเพราะเนื้อจะเหนียวนุ่ม ทำให้โอ๊ตมีลที่ได้แน่นเหนียวนุ่มหนึบ มีมวลกินง่าย พลังงานไม่มาก ได้มา 20 แคล แต่ได้โปรตีน ไขมัน มาพอประมาณ เราจะไม่กินไขมันเลยไม่ได้นะครับ นี่เป็นตัวอย่างว่าใช้ไขมันในอาหารก็พอ ไม่ต้องทอดผัด ก็ใช้ได้เช่นกัน และช่วยการขับถ่ายได้ดีด้วยนะครับ

นมสด ผมชื่นชอบนมพาสเจอร์ไรส์นะครับ อร่อยดี และชอบแบบปกติ ไม่พร่องมันเนย เพราะปริมาณที่ใช้ไม่มากนัก ไม่ต้องกลัวว่าไขมันจะเกิน กะด้วยสายตาประมาณ 70-80 ซีซี จัดโปรตีนดี ๆ เข้าไปประมาณ 3 กรัมและไขมันประมาณ 1 กรัม พร้อมแคลเซียมมากมาย หลังจากนั้นคนทุกอย่างให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน

ท้อปปิ้ง ผมใช้คอร์นเฟลกประมาณ 2 ช้อนชงกาแฟ โรยไว้ด้านบนเมื่อคนเสร็จ เฟลกจะลอยอยู่ด้านบน เมื่อกินจะยังมีความแข็ง ๆ พอได้เคี้ยวเล่น ไม่ได้คิดสารอาหาร ใช้เพื่อสะใจ และโรยท้อปปิ้งสตรอเบอรี่นิดนึง เอาไว้คนตอนเช้าที่จะกิน รสชาติเปรี้ยวหวานนี้จะช่วยให้โอ๊ตมีลของเรากลมกล่อมครับ ใครชอบท้อปปิ้งรสอื่นก็ตามสบาย สารอาหารและพลังงานกลุ่มท้อปปิ้งนี้น้อยมาก


บทความที่ได้รับความนิยม