แมลงวันสเปน ไม่ใช่ยาปลุกกำหนัด (ศัพท์โบราณมาก)
31 กรกฎาคม 2569
แมลงวันสเปน
ไม่เคยมีหลักฐานใด ๆ ว่าช่วยกระตุ้น
ไม่เคยมีหลักฐานใด ๆ ว่ากระตุ้นได้
เป็นความเชื่อล้วน ๆ แม้ว่าจะมีความเชื่อว่าสารสกัดจากแมลงนี้คือ cantharidin จะเกิดการระคายเคืองและอักเสบ ทำให้เกิดการบวม แดง ร้อน คือ ซู่ซ่า เลือดมาคั่งเตรียมพร้อมมีเซ็กซ์
เท่าที่ผมค้นมันมีรายงานพิษจากแมลงวันสเปนอยู่น้อยมาก ๆ ๆ คือเลือดซิบเท่านั้น จะไปบอกว่าเพราะมันอักเสบจึงดูเหมือนกระตุ้นเซ็กซ์ก็ไม่ได้หรอก แทบไม่มีผลเลยแหละ ผลที่เกิดน้อยมาก ๆ ๆ เพราะปริมาณน้อยมาก น้อยเกินกว่าจะเกิดอันตราย
ดังนั้นแมลงวันสเปนช่วยกระตุ้นกำหนัดจึงหลอกลวงล้วน ๆ ครับ เชื่อผม ผมลองมาทุกยี่ห้อแล้ว
โฆษณาผลิตภัณฑ์ในเฟซบุ๊ก : ท่านลองพิจารณากันเองนะครับ การทำงานของตับลดลง
โฆษณาผลิตภัณฑ์ในเฟซบุ๊ก : ท่านลองพิจารณากันเองนะครับ
เรื่องราวของผู้ป่วยที่ดื่มเหล้าประจำเป็นสิบสิบปี เมื่อป่วยด้วยโรคหลอดเลือดและตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสตับเสบ พร้อมพบค่าการทำงานของตับสูงกว่าปกติประมาณ 10 เท่า แต่ไม่มีอาการใดจึงไม่ได้สนใจติดตามรักษา จนมาวันหนึ่งเริ่มมีอาการปวดจุกท้อง ตรวจพบการทำงานของตับสูงขึ้นกว่าค่าปกติประมาณ 18 เท่า จึงเริ่มกังวล และตัดสินใจใช้ผลิตภัณฑ์นี้ หลังจากใช้ไประยะเวลาหนึ่งพบว่าค่าการทำงานของตับลดลง และแจ้งว่าเขาคือผู้ใช้งานจริงไม่ได้รับว่าจ้างเพื่อการโฆษณา
ผมลองกดปุ่มเพื่อติดต่อ ได้รับข้อความผลิตภัณฑ์เบื้องต้นประมาณเม็ดละ 60 บาท
1.เรารู้ได้อย่างไร ว่าเขาไม่ได้รักษาด้วยการเลิกเหล้า และการเลิกเหล้าก็ทำให้เอนไซม์การทำงานตับลดลง
2.เรารู้หรือไม่ว่าค่าการทำงานของตับของเขาคือ “อะไร” ค่าการทำงานของมันที่เพิ่มขึ้น ได้หมายความว่าตับเราพังนะครับ เป็นเพียงตัวบ่งชี้อันหนึ่งของโรคเท่านั้น
3.อาจจะไม่เกี่ยวอะไรกับไวรัสตับอักเสบ หากจะประเมินว่าการอักเสบของตับเกิดจากไวรัสหรือไม่ จะต้องทำการตัดชื้นเนื้อไปตรวจ ร่วมกับการตรวจนับปริมาณไวรัส และค่าการทำงานของตับที่ลดลงก็อาจไม่เกี่ยวอะไรกับไวรัส เพราะการวัดความสำเร็จการรักษาวัดจากปริมาณไวรัสที่ลดลง
4.เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์ที่เขาใช้ คือ “สาระสำคัญ” ที่ทำให้การทำงานของตับลดลง เพราะอาจมีการรักษาอื่นที่ทำหน้าที่นี้ หรือว่าค่าการทำงานมันลดลงด้วยตัวเอง
5.เขาไม่ได้บอกด้วยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้ส่งผลต่อค่าการทำงานของตับ “ตัวอื่น” หรือไม่
6.ค่าการทำงานของตับที่ไม่อยู่ในค่าปกติ ไม่ได้บอกว่าตับมันพังนะครับ เราต้องใช้ค่านี้ประกอบการคิดวินิจฉัย ไม่สามารถแปลตรง ๆ ตามตัวเลขได้ อันนี้สำคัญมาก ถ้าไม่เข้าใจจะเกิดความหวาดกลัว นำไปสู่อวิชชาได้
จากที่เล่าไป เนื้อหาที่ลงในสื่อสังคมออนไลน์ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรเข้าข่ายเกินจริง และแจ้งให้ปฏิบัติตามคำแนะนำคุณหมออีกด้วย แต่ในโพสต์บอกเล่าเรื่องราวเฉพาะที่ตัวเองอยากจะบอก บอกที่จะเกิดผลประโยชน์กับตัวเอง หากผู้อ่านและผู้บริโภคไม่พิจารณาให้ดีร่วมกับมีความหวาดกลัวว่าตัวเองแย่ไปด้วยเพราะเหมือนกับเขา จึงเลือกซื้อมาใช้ก็อาจไม่ได้ผลตามที่คิดหรืออาจเกิดอันตรายขึ้นได้ครับ
เนื่องจากผมก็เขียนเนื้อหาทางการแพทย์ เขียนนิยาย เขียนเรื่องเล่า จึงพอเข้าใจการใช้ข้อความจูงใจ การผูกเรื่อง การเว้นเนื้อความให้คนอ่านคิดเอง ก็พอเข้าใจเทคนิคและวิธีนี้เช่นกันครับ
30 กรกฎาคม 2569
anti alcoholism dietary pattern : อาหารช่วยเลิกเหล้า
anti alcoholism dietary pattern : อาหารช่วยเลิกเหล้า : จริงหรือไม่
ต้องขอตอบก่อนว่า มีการศึกษาจริงแต่ว่าเป็นแค่ตัวอย่างการศึกษาที่กลุ่มตัวอย่างขนาดไม่กี่คน และมีการศึกษาในเชิงชีวเคมี ผลการศึกษาออกมาเป็นบวก หมายถึงแนวโน้มไปทางมีประโยชน์กับผู้เลิกเหล้า แต่ไม่ได้หนักแน่นถึงขั้นแนะนำเป็นแนวทางปฏิบัติ หรือใช้ได้กับทุกคน
การศึกษาที่มีอยู่บ้าง แนะนำไม่ได้แตกต่างกันนัก พิจารณาดูจากหลักฐานอ้างอิงส่วนมากจะอ้างอิงจากแหล่งเดียวกันอันเป็นข้อมูลจากข้อมูลเชิงชีวเคมีเป็นหลักครับ ในความเห็นของผม มันก็เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ถ้าเลือกจะกินแล้วเสริมพลังการเลิกเหล้าให้สำเร็จได้ ก็ดีครับ
1.คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่นข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแข็ง เผือกมัน ให้เหตุผลว่ารักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้ดี …อาจจะช่วยในกรณีที่อยากเหล้าแล้วต้องการน้ำตาลมาก ๆ หากมีน้ำตาลคงที่และใช้ได้ดี น่าจะดีกว่า ความแปรปรวนฮอร์โมนไม่สูงนัก
2.โปรตีนคุณภาพสูง เช่นเนื้อสัตว์ นม ให้เหตุผลว่าบรรจุวัตถุดิบโปรตีนให้พอ เพื่อการสร้างเพิ่มในช่วงที่ไม่มีแอลกอฮอล์มาทำลาย เช่นสาร Dopamine, Serotonin … เหตุผลดูไม่เฉพาะเจาะจงนัก แต่ไม่มีโทษใด
3.อาหารแมกนีเซียมสูง วิตามินสูง ให้เหตุผลแบบตรง ๆ ว่าชดเชยวิตามินและแร่ธาตุที่บกพร่องไปจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เข้าใจได้ แม้จะไม่ได้ส่งผลต่อการเลิกเหล้าหรือบรรเทาความอยาก แต่ไม่ได้อันตราย เช่น กล้วยน้ำว้า งาดำ ผักใบเขียว
ถามว่าสารเคมีในอาหารอาจจะไม่ได้มีผลมากนัก แต่ความตั้งใจในการจัดสรรอาหารเป็นการเบนความสนใจที่ดี ไม่ให้คิดถึงแอลกอฮอล์ ทดแทนอาการอยากด้วยการทำกิจกรรมอื่น และคุณค่าแห่งการหาอาหารที่ดีมีประโยชน์เป็นพลังเสริมให้เราดูแลสุขภาพต่อเนื่องต่อไปครับ
วันนี้วันเข้าพรรษา เริ่มต้นหยุดเหล้าวันนี้ เพื่อการหยุดเหล้าถาวร
29 กรกฎาคม 2569
American Heart Association ออกมาประกาศปริมาณกาแฟที่ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจ
American Heart Association ออกมาประกาศปริมาณกาแฟที่ยังมีประโยชน์ต่อหัวใจ
นั่นคือ เกินกว่านี้ประโยชน์ไม่ชัดหรือเกิดอันตราย และไม่ได้หมายความว่าใช้ได้กับทุกคน ใครมีข้อห้ามข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ก็ทำตามข้อจำกัดนั้น
บอกว่ากาแฟ 1-5 ถ้วยต่อวัน หรือ คาเฟอีนไม่เกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน ยังพอได้
กาแฟสดเอสเปรสโซ่ ประมาณไม่เกิน 5 ช็อต ไปแปลงเป็นกาแฟอื่น ๆ เอาเอง และจะต้องเป็นคาเฟอีนจากกาแฟเท่านั้นนะครับ เป็นคาเฟอีนจากเครื่องดื่มให้กำลังงานไม่ได้นะครับ เพราะในกาแฟจะมีสารอื่นมาช่วยให้เกิดผลดีต่อสุขภาพด้วย มันจะบาล้านซ์กันได้
ใครชอบดื่มทั้งวันก็ชงบาง ๆ สักหน่อยแล้วกัน จะได้ไม่เกินปริมาณที่ระบุ
enlicitide เป็นยากลุ่ม PCSK9 inhibitor ยาลดไขมันโคเลสเตอรอลและ LDL แบบกิน
Enlicitide ดาวดวงใหม่แห่งอนาคต
สำหรับปี 2025-2026 คงต้องยกให้ GLP1a ยาเบาหวานมหัศจรรย์ที่ลดน้ำหนักได้ดีมาก แต่ในอนาคตดาวดวงนี้อาจจะเด่นมาก enlicitide
enlicitide เป็นยากลุ่ม PCSK9 inhibitor ยาลดไขมันโคเลสเตอรอลและ LDL แบบกิน ทลายข้อจำกัดยากลุ่มนี้ที่เดิมต้องฉีดเท่านั้น ยานี้ไม่ใช่ยาใหม่นะครับ มีการรับรองใช้และบรรจุในแนวทางการรักษานานาชาติมาหลายปีแล้วแต่ที่เราไม่ค่อยพบเห็นเนื่องจากยายังมีราคาแพงและใช้ยาก อีกหนึ่งเหตุผลคือคนไทยเราตอบสนองค่อนข้างดีต่อยา statin จึงไม่ต้องขยับไปยาตัวที่สองตัวที่สาม
พลังของ PCSK9i ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนหรือ SiRNA สามารถลดระดับ LDL ลงได้ประมาณ 70-80% มากแค่ไหนน่ะหรือ เอาเป็นว่ายา statin ความแรงสูงนิยามไว้ว่าลด LDL ลงได้ 50% นอกจากลดระดับ LDL ลงได้แล้วยังสามารถลดโอกาสการเกิดโรคหัวใจ ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจลงได้อีกด้วย
สามารถอ่านเรื่องราวของ PCSK9i ที่นี่ https://medicine4layman.blogspot.com/2016/10/pcsk9.html
ปกติยาที่เป็นโปรตีน สายเปปไทด์ จะบริหารยาด้วยการฉีดเพราะจะได้ไม่ถูกทำลายด้วยระบบย่อยอาหารเรา ส่วน enlicitide ได้รับการพัฒนามาให้รอดพ้นการทำลายจากกรดในกระเพาะ ดูดซึมเข้าลำไส้และไปสู่จุดออกฤทธิ์ที่ตับ โดยกินยาวันละครั้งขนาด 20 มิลลิกรัมขณะท้องว่าง
การศึกษาชุด CORALreef ศึกษาในคนที่เสี่ยงโรคหัวใจสูง ได้รับยา statin มาแล้วจนเต็มขนาดแต่ยังลด LDL ไม่ถึงเป้าหมายหรือทนยา statin ไม่ได้ มาทำการศึกษา
1.CORALreef Lipids ศึกษาในคนที่ไขมันเลือดสูงและเสี่ยงสูงมาก หรือเป็นโรคหัวใจแล้ว ได้รับยา statin แล้วด้วย เมื่อให้ enlicitide ยังลดไขมันลงไปได้อีก
2.CORALreef HeFH ศึกษาในคนที่เป็นไขมันโคเลสเตอรอลสูงแบบสูงจัดจากพันธุกรรม คือ familial hypercholesterolemia ได้ยา statin แล้วแต่ยังไม้ถึงเป้า เมื่อใส่ encilitide เข้าไปก็ลดไขมันในเลือดลงได้
ต้องบอกว่าไขมันในเลือดที่ลดลง ไม่ใช่แค่ LDL นะครับ ตัวที่เราพูด ๆ กันเยอะเช่น non-HDL, apo B, Lp(a) ก็ลดลงด้วย ต่อยอดจากความสำเร็จของ statin ให้ถึงเป้าหมายได้ … แต่ว่ามันก็เป็นเพียงตัวเลขไขมันที่ลดลงเท่านั้น ถามว่าแล้วโรคหัวใจลดลงไหม ตายลดลงไหม มันจะมาตีขลุมสรุปไม่ได้ครับ
แม้ว่ารุ่นพี่อย่าง alirocumab จะมีการศึกษา FOURIER และ evolocumab จะมี ODYSSEYS-outcomes ก็จะอ้างอิงเขาก็ไม่ได้เพราะตัวยามีเภสัชจลนศาสตร์ที่ต่างกันมาก ต้องใช้การศึกษาของตัวเองคือ CORALreef OUTCOMEs ที่ศึกษาอัตราตาย อัตราการเกิดโรคหัวใจในยา enlicitide เทียบกับยาหลอก ย้ำอีกรอบในคนที่ได้รับการรักษามาตรฐานแล้วแต่ว่าค่าไขมันยังลดไม่ถึงเป้าหมาย
ตอนนี้องค์การอาหารและยาสหรัฐรับรองการใช้ยาเพื่อ “ลดระดับ LDL” เท่านั้น ยังไม่ได้ขยับคำแนะนำเพื่อลดอัตราตาย นั่นคือยังใช้เป็นยาเสริมจาก statin เสริมจาก ezetimibe และจริง ๆ แล้วตัวที่สามยังเป็น PCSK9i แบบฉีดนะครับ เพราะข้อมูลลดตายมันชัดเจนกว่ายากิน
สำหรับความเห็นส่วนตัว คิดว่าขณะนี้ยานี้ใช้แทน PCSK9i แบบฉีด เฉพาะในคนที่ไขมันสูง จะเป็นโรคหัวใจแล้วหรือไม่ก็ตาม หลังได้รับยา statin แล้วยังไม่ถึงเป้าหมายการรักษาครับ …และไม่ประสงค์จะใช้ยาฉีด โดยย้ำให้เห็นว่ายาฉีดมีข้อมูลดีกว่า ก่อนจะเลือกฉีดหรือกิน อันนี้ก็ตามใจคนไข้ …เอ่อ ค่ายาประมาณเดือนละ 12000 บาท
ยืนยัน lower LDL is better และ first line ยังเป็น statin
27 กรกฎาคม 2569
ไข้หวัดสเปน
แชมป์ฟุตบอลโลก 2026 คือ ทีมชาติสเปน
เมื่อ 108 ปีก่อนเรารู้จักสเปน ในอีกมิติหนึ่ง
11 มีนาคม 1918 โลกทั้งใบได้รู้จักไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จากรายงานเจ้าหน้าที่ทหารในค่ายทหารแคนซัส ทหารนายนี้กลับจากการรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นี่คือการระบาดไข้หวัดใหญ่ครั้งแรกในโลกในชื่อ spanish flu
อ้าว … เรื่องเกิดอเมริกา ทำไมจึงไปชื่อไข้หวัดสเปน
อย่างที่เรารู้กันว่าองค์การอนามัยโลกเลิกการเรียกชื่อโรคจากเมืองต้นกำเนิดไปแล้ว เช่น ไข้หวัดใหญ่จากหมู ปี 2009 ที่เราเรียกตอนแรกว่า mexican swine flu หรือโรคโควิด-19 จากเชื้อ SARs-CoV2 ที่ตอนแรกเรียกว่าไวรัสอู่ฮั่น การเรียกชื่อเมืองต้นระบาดเป็นบาดแผลของคนในเมือง ผู้คนทั้งโลกจะไปจดจำสิ่งไม่ดีของเมืองนั้นแทน เราจึงเลิกใช้ชื่อเมืองในการเรียกชื่อโรค แต่ว่าในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ยังไม่มีองค์การอนามัยโลกและอดมริกาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดจะไปบังคับใครให้เรียกชื่ออื่น ไม่ใช่ Kansas flu
แล้วเกิดอะไรขึ้น..
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจกลางคือ เยอรมัน-ออสเตียฮังการี-ออตโตมัน กับพันธมิตรจักรพรรดิ ฝรั่งเศส-อังกฤษ-รัสเซีย-ญี่ปุ่น-อเมริกา สงครามครั้งนี้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตโดยตรงจากสงครามประมาณ 20 ล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งประมาณ 40 ล้านคน เป็นสองเท่าของสงครามเลยทีเดียว
ความสูญเสียครั้งนั้นยิ่งใหญ่ เพราะยังไม่มีใครรู้จักเชื้อ ยังไม่รู้วิธีการควบคุม ทุกชาติที่เข้าร่วมรบสงครามล้วนมีทหารที่ติดเชื้อ ลามไปถึงพลเรือนในประเทศสงคราม และเมื่อทหารกลับไปประเทศของตนก็พาไข้หวัดใหญ่ตามไปด้วย การระบาดจึงเป็น pandemic เหมือนกับการระบาดของกาฬโรคในยุคสำรวจโลกและเริ่มล่าอาณานิคม
แต่ละประเทศมีการทำสงครามข่าวสาร ปกปิดข้อมูลผู้ป่วย คนเสียชีวิต เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ ในช่วงสงครามจึงไม่มีข่าวสารการระบาดจากประเทศคู่สงครามเลยทั้งที่เป็นตัวการการระบาด ข่าวสารการระบาดและการค้นพบ ออกมาจากประเทศที่ไม่เข้าร่วมสงคราม ประเทศที่ประกาศตัวเป็นกลาง และประเทศนั้นคือ สเปน
ประเทศสเปนบอบช้ำและสูญเสียความเป็นมหาอำนาจหลังจากพ่ายแพ้กับกองทัพเรือราชนาวี (แนะนำซีรี่ส์ Elizabeth: The Golden Age บอกเล่าเรื่องราวความเสื่อมถอยของกองเรืออาร์มาด้าแห่งสเปน กองเรือที่ไม่เคยพ่ายแพ้) การพ่ายแพ้สงครามสามสิบปีให้กับมหาอำนาจใหม่อย่างฝรั่งเศส ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย สูญเสียอาณานิคมหลายแห่งเช่น ฟิลิปปินส์ คิวบา ทำให้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อกับต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้สเปนตัดสินใจไม่ยุ่งกับประเทศใด และประกาศตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ด้วยความที่เป็นกลาง ข่าวสารต่าง ๆ จึงไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกบิดเบือน รวมไปถึงข่าวรายงานการป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงที่เมืองมาดริดในเดือนพฤษภาคม 1918 ที่ถือว่าเป็นรายงานแรกที่ทำให้โลกรู้จักไข้หวัดใหญ่สเปน อย่างแพร่หลายและทางการ
การป่วยของทหารในค่ายฟุนสตัน เมืองแคนซัส เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1918 แต่โลกรู้จักไข้หวัดใหญ่ในเดือน พฤษภาคม 1918 เพราะอเมริกาปิดข่าวและสเปนเป็นกลาง ไม่ได้ปิดข่าว แถมสเปนยังโชคร้ายต่อเนื่องเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซที่สาม และนายกรัฐมนตรีมานูเอล ปรีเอโต ก็ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่นี้เช่นกัน (สองรายนี้หายดี) ทำให้โลกได้รับรู้ว่ามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สานฝยพันธุ์ใหม่ ระบาดพร้อมสงคราม สงครามที่เกิดและรบในยุโรป รายงานและโด่งดังจากสเปน ดังนั้นไข้หวัดนี้คือ spanish flu
** กษัตริย์อัลฟองโซ่ที่สามนี้ เกี่ยวข้องทั้งกับราชวงศ์บูรบงและราชวงศ์ฮับสบูร์ก พระองค์ก็เลยเลือกเป็นกลางเสียเลย ก็พอดีกับจังหวะประเทศสเปนอ่อนแอลงมากด้วย**
แต่ชาวสเปนเขาเรียกไข้หวัดตัวนี้ว่า French Flu เพราะเขาก็ไล่เรียงลำดับว่ามาจากฝรั่งเศส มาจากสงคราม เพราะสเปนเองไม่ได้เข้าร่วมสงครามเลย
ไข้หวัด 1918 การระบาดแพร่หลายทั้งโลก นับเป็นบันทึกการระบาดไข้หวัดใหญ่ระดับ pandemic ครั้งแรก เชื้อไวรัสตอนนั้นคือไวรัสไข้หวัดใหญ่ A H1N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เกิดการระบาดทั่วโลกบ่อยมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเรารู้จักโรคดีขึ้น มียารักษา มีวัคซีนป้องกัน เมื่อเปรียบเทียบเราจะเห็นภาพ
อัตราการแพร่ระบาดจาก 35% ประมาณ ⅓ ของคนบนโลก มาเหลือ 8% เพราะเรารู้จักวิธีการแพร่ระบาด การล้างมือ การกักกันโรค
อัตราการเสียชีวิต (เทียบกับประชากร) จาก 3% ลงมาเหลือประมาณ 0.02% เพราะเรามีการป้องกัน มีวัคซีน
อัตราการป่วยตาย(เทียบกับผู้ป่วยโรคนี้) จาก 5% ลงมาเหลือ 0.1% จากเทคโนโลยีการรักษาและยาที่ดีขึ้น
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เมื่อมีการใช้ในวงกว้างเริ่มในปี 1945 พบว่าอัตราการป่วย อัตราการตาย อัตราป่วยตาย ลดลงไป 40-60% ในทุก ๆ ตัวเลขสถิติ สามเสาหลักสำคัญในการควบคุมไข้หวัดใหญ่คือ วัคซีน-ยา-การลดการแพร่กระจาย เป็นมาตรการสำคัญที่จะไม่เกิด ไข้หวัดสเปน ไข้หวัดฮ่องกง ไข้หวัดเม็กซิโก
ทุกวันนี้ไม่เรียกไข้หวัดสเปนแล้วนะครับ ใช้คำว่า influenza 1918 (pandemic) และต่อไปก็จะใช้ Influenza (A/B) HxNx year xxxx ในการระบุการระบาดไข้หวัดใหญ่ครับ
26 กรกฎาคม 2569
โรคเรื้อน Hansen’s disease
นอร์เวย์ ไม่ได้มีแค่ Erling Haaland แต่ที่นอร์เวย์ยังมีเรื่องราวทางการแพทย์ที่สำคัญ
ศตวรรษที่ 19 เกิดเรื่องราวมากมาในยุโรปตั้งแต่การล่มสลายของราชอาณาจักรต่าง ๆ หลังจากสงครามนโปเลียนก่อให้เกิดพรมแดนรัฐที่ชัดเจน การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดชนชั้นนายทุน ชนชั้นกลาง การผลิตเพื่อส่งออก แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันตก ถ้าเรามองขึ้นไปด้านบน ที่คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ทุกอย่างยัง “slow life”
ประเทศนอร์เวย์ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยังคงอยู่ในสังคมเกษตร ประมง การปกครองยังอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ร่วม ร่วมกับใคร คือร่วมกับสวีเดนครับ ด้วยความที่ประเทศติดกัน ทรัพยากรเหมือนกัน วัฒนธรรมคล้ายกัน จึงมีกษัตริย์ร่วมกันได้ใช่ไหม…ไม่ใช่ครับ เกิดจากความขัดแย้งหลังสงครามนโปเลียนและความพ่ายแพ้ของนอร์เวย์ในการทำสงครามกับสวีเดนในปี 1814 และนั่นคือการอยู่ร่วมกันแต่ในนามเท่านั้น คลื่นใต้น้ำและความต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระมีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงแตกต่างกันมาก นอร์เวย์ไม่ได้รับโอกาสเพื่อการพัฒนามากนักเมื่อเทียบกับสวีเดน
การพัฒนาอันโดดเด่นในยุคปี 1780-1850 มีสองอย่างคือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการผลิตเพื่อจำหน่าย เกิดชนชั้นแรงงาน ชั้นนายทุน ทำให้เกิดปัญหาจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมี สุขอนามัยของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการพัฒนาที่โดดเด่นอีกประการคือ การแพทย์และการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเรื่องการกักกันโรค การล้างมือ การจัดการน้ำเสีย ทำให้ยุโรปก้าวล้ำนำภูมิภาคอื่นจนได้เป็นจ้าวอาณานิคมทั้งโลก แต่นั่นไม่ใช่กับนอร์เวย์
นอร์เวย์ในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ต้องเผชิญโรคร้ายอันหนึ่งคือโรคเรื้อน โรคที่ทำให้สูญเสียทรัพยากร แรงงาน บุคลากรไปมากมาย ทางการนอร์เวย์มีมาตรการหลายอย่างทั้งการกักกัน แยกส่วนผู้ป่วยและทำการศึกษาปัญหานี้อย่างมาก แต่ด้วยทรัพยากรที่ไม่มากพออย่างที่กล่าวไป จึงไม่สามารถรับมือได้ดี ความยากลำบากในการรับมือเกิดขึ้นเช่นกันกับคุณหมอ Gerhard Hendrik Armauer Hansen ขอเรียกสั้น ๆ ว่าคุณหมอ Hansen
คุณหมอแฮนเซ่น เธอเกิดที่เมือง Bergen เมืองใหญ่อันดับสองของนอร์เวย์และเป็นเมืองท่าสำคัญ เมืองใหญ่ระดับนี้แต่ที่นี่มีปัญหาโรคเรื้อนอันดับหนึ่งของประเทศ คุณหมอแฮนเซ่นรับรู้และอยู่กับปัญหานี้มาตั้งแต่เกิด คุณหมอไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมือง Christensen ต่อมาคือกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศ ตั้งใจจะกลับมาช่วยประชาชน
ความเชื่อเดิมในยุคนั้นเชื่อว่าโรคเรื้อนมีสาเหตุสารพัดอย่าง ในยุคก่อนคริสตศักราช เชื่อว่าเกิดจากการส่งถ่ายสิ่งเลวร้ายจากพ่อแม่สู่ลูกหรือเครือญาติ หลังจากนั้นมีความเชื่อว่านี่คือบทลงโทษคนบาปของพระเจ้า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเชื่อว่าเกิดจากอากาศที่ไม่สะอาดและไม่ถ่ายเท และไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด การรักษาโรคเรื้อนตั้งแต่อดีตคือการกักกันผู้ป่วยมาอยู่ใน “นิคมโรคเรื้อน” เพราะข้อสังเกตว่าถ้าปล่อยไปโลกภายนอก คนที่ปกติจะพาลเป็นโรคเรื้อนไปด้วย
เอาจริง ๆ ข้อสังเกตนี้ก็คือข้อสังเกตของโรคติดต่อนั่นเอง คุณหมอแฮนเซ่นเชื่อว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดจากบาปแต่เกิดจากการติดต่อ ทำให้เวลากักกันโรคแล้วอุบัติการณ์ของโรคจะลดลง แล้วจะพิสูจน์การติดต่อหรือตัวการแห่งการติดต่ออย่างไร
ในปี 1873 คุณหมอแฮนเซ่นประกาศทฤษฎีว่าโรคเรื้อนที้เป็นปัญหาอยู่นี้ เป็นโรคติดต่อ เป็นโรคติดเชื้อ ด้วยรูปแบบการแพร่ระบาดและการกักกันโรค แต่แทบไม่มีใครเชื่อเลย เนื่องจากคุณหมอแฮนเซ่นไม่สามารถหาตัวการสำคัญที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีนี้ได้คือ “ไหนล่ะตัวเชื้อที่แพร่ระบาด” คุณหมอแฮนเซ่นหมดหนทางที่จะไปต่อในนอร์เวย์จึงเดินทางมาที่ศูนย์กลางความเจริญทางการแพทย์ในยุคนั้น จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ที่เวียนนาและบอนน์
หลุยส์ ปาสเตอร์และโรเบิร์ต คอคช์ ได้คิดค้นและพิสูจน์ตัวกลางแห่งการติดต่อคือเชื้อโรค ในช่วงปี 1860 ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับ มีการศึกษาค้นคว้าทดลองมากมายและได้ข้อสรุปว่า โรคติดต่อเกิดจากเชื้อโรคและพิสูจน์เห็นตัวเชื้อโรคเรียบร้อย ในจังหวะเดียวกันกับการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์สมัยใหม่และเทคโนโลยีการย้อมสีเชื้อโรค ทำให้ Vienna Medical School คือแหล่งกำเนิดความรู้ทางการแพทย์โรคติดเชื้อที่ยิ่งใหญ่มาก และที่นี่คือจุดหมายของคุณหมอแฮนเซ่น มาศึกษาความรู้ที่นี่เพื่อหวังผลจะไปสนับสนุนแนวคิดโรคเรื้อนคือโรคติดเชื้อที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา
น่านับถือมากนะครับ มีความปรารถนาและมุ่งมั่น หาหนทางที่จะพิสูจน์แนวคิดของตัวเองโดยการไปศึกษาเพิ่มเติมสิ่งที่จะมาช่วยสนับสนุนความคิดของตัวเอง
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้าคุณจำได้ ในปี 1873 คุณหมอแฮนเซ่นพยายามพิสูจน์ตัวเชื้อก่อโรคแต่ทำไม่ได้สักที จนต้องไปเรียนเพื่อหาวิธีพิสูจน์ เบื้องหลังความมุ่งมั่นนั้นมันมีความขัดแย้งในเชิงวิชาการอยู่ด้วย
คุณหมอแฮนเซ่น ส่งชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจหาตัวเชื้อโรคกับ Albert Neisser นักวิจัยชาวเยอรมันที่ประยุกต์ใช้การย้อมสีเชื้อโรคจนได้สูตรอันเป็นแบบฉบับของตัวเอง ผลงานสร้างชื่อของเขาคือการย้อมเชื้อหนองใน แบคมีเรียรูปกลมติดสีแดง เชื้อหนองในจึงได้รับการตั้งชื่อตาม albert neisser ว่า Neisseria (Neisseria gonorrhea)
ข้อมูลในยุคนี้บอกว่า Albert Neisser เล่นไม่ซื่อกับคุณหมอแฮนเซ่นโดยการแอบอ้างว่าตัวเองนี่แหละเป็นผู้ค้นพบเชื้อโรคก่อโรคเรื้อน ก็ชื้นเนื้ออยู่กับเขา ตัวเชื้อก็อยู่ในมือเขา เขานี่แหละคนค้นพบ (ด้วยข้อมูลของภาพตัวเชื้อเท่านั้น ไม่มีข้อมูลการระบาดและรูปแบบการระบาด)
โลกยุคนั้นเป็นยุคแห่งการค้นพบนะครับ ใครก็อยากมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ทั้งนั้น การเล่นไม่ซื่อ การแทงด้านหลัง เป็นเรื่องที่เกิดบ่อยมาก แน่นอนว่าแฮนเซ่นไม่ยอมและต่อสู้ แต่ด้วยพลังที่ด้อยกว่า คุณหมอแฮนเซ่นจึงใช้วิธีนี้
คุณหมอแฮนเซ่นทำการศึกษาทางการแพทย์นำเข็มที่สะกิดเชื้อจากแผลโรคเรื้อนจากผู้ป่วยรายหนึ่ง ไป ‘ปลูกถ่าย’ บนผิวหนังของสุภาพสตรีรายหนึ่งโดยแอบทำไม่ให้สุภาพสตรีรายนั้นทราบว่าเขากำลังทดลองทางการแพทย์อยู่นะ ผลการทดลองนี้ได้พิสูจน์ว่า เชื้อโรคจากโรคเรื้อนมีจริง สามารถติดต่อได้จริง ก่อโรคจริง ตรวจพบทั้งจากรอยโรคและการเพาะเชื้อ ตีพิมพ์ผลงานแสดงให้เห็นว่าเขานี่แหละที่ค้นพบจะพิสูจน์เชื้อโรคเรื้อน
มันเลยทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบเชื้อโรคเรื้อน mycobacterium laprae และเรียกโรคเรื้อน (leprosy) ตามชื่อคุณหมอแฮนเซ่นว่า Hansen’s disease แต่สิ่งที่ตามมากลับโด่งดังกว่าการค้นพบของแฮนเซ่น คือ การฟ้องร้องของสุภาพสตรีรายนั้น ฟ้องร้องแฮนเซ่นว่ามาทำการทดลองทางการแพทย์โดยเธอไม่รู้และไม่ได้ยินยอม และผลปรากฎว่าสุภาพสตรีเธอชนะคดี แฮนเซ่นถูกปรับและถูกริบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทำได้เพียงการศึกษาวิจัยโรคเรื้อนต่อไป
ผลจากคดีนี้ทำให้เกิดกฎสำคัญว่าด้วยการให้ความยินยอมของผู้เข้ารับการวิจัย โดยต้องทำเป็นเอกสารหลักฐาน โดยการบังคับนี้เกิดในนอร์เวย์ก่อนและได้รับความสนใจในหลายประเทศ สุดท้ายก็ได้รับการบรรจุในหลักการจริยธรรมเพื่อการวิจัย หลังจากชำระคดีที่นูเรมเบิร์ก (การทดลองในมนุษย์ในค่ายกักกันเอาชวิตช์) และการก่อเกิด Declaration of Helsinki ข้อตกลงสากลว่าด้วยจริยธรรมการวิจัยในคน เราอาจจะเคยเห็นในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยว่าต้องได้รับคำอธิบายครบถ้วนและมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการวิจัยในคน ในอดีตเคยมีงานวิจัยที่ถูกถอนออกเพราะเอกสารคำยินยอม (inform consent) ไม่ครบถ้วน
ที่นอร์เวย์ แต่มาสำเร็จที่ฟินแลนด์
เริ่มที่ฮาลันด์ แต่มาจบที่ infrom consent
04 กรกฎาคม 2569
ปากกาลดน้ำหนัก มันคือ ยาเบาหวาน
วันนี้มีคนไข้มาปรึกษา ในเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นได้เลย
คนไข้เป็นสุภาพสตรีวัยประมาณ 40 รูปร่างไม่ถึงกับอ้วน ดัชนีมวลกาย 27 เธอเข้ามาขอความเห็นที่สอง เรื่องการใช้ปากกาลดน้ำหนัก โดยไปรับคำแนะนำจากคลินิกความงามแห่งหนึ่ง
แต่เนื่องจากเธอมีโรคประจำตัว จึงมาปรึกษา
เธอถามผมว่า ถ้าเธอจะใช้ปากกาลดน้ำหนักจะส่งผลเสียต่อโรคเบาหวานของเธอไหม คลินิกความงามแห่งนั้น (ไม่ทราบปรึกษากับเจ้าหน้าที่ท่านใด) แจ้งว่าไม่ส่งผลอะไรกับโรคเบาหวาน
หลังจากถามไปมา สรุปว่าเธออยากสวยงาม และคุณหมอที่รักษาเบาหวาน บอกว่าให้ลดน้ำหนัก จึงเลือกใช้ปากกา เธอบอกว่าพยายามคุมอาหารแล้ว (แต่เท่าที่ซักประวัติคือยังทำได้อีกมาก)
แต่เธอไม่เคยทราบเลยว่า ปากกาลดน้ำหนัก มันคือ ยาเบาหวาน !!
และแม้ไปปรึกษาคลินิกความงามมาแล้ว ก็ยังไม่ทราบว่ามันคือยาเบาหวาน !!
อิทธิพลจากคำโฆษณาบอกเล่า มันส่งผลมากกว่าข้อเท็จจริงในเอกสารกำกับยา เรามองเห็นเพียงสิ่งที่เราต้องการ โดยลืมมองไปว่า ข้อดีข้อเสียที่สำคัญคืออะไร
จึงอธิบายไปตามที่ควรจะเป็น ว่าหากใช้ยาปากกาลดน้ำหนักจริง ก็ควรใช้ตามขนาดแนะนำ และอย่าลืมแจ้งคุณหมอที่รักษาเบาหวานด้วย จะได้ปรับยาได้ถูกต้อง
01 กรกฎาคม 2569
Capillary refill time
Capillary คือหลอดเลือดฝอยที่กระจายอยู่รอบตัว เป็นทางเชื่อมของหลอดเลือดแดงและดำ เป็นจุดที่ผนังหลอดเลือดบางมากจนสารเคมี เกลือแร่และสารน้ำ สามารถแพร่ผ่านเยื่อบาง ๆ นี้ได้ เมื่อมันมีพื้นที่มหาศาล การเปลี่ยนแปลงของมันก็ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือดมากมายเช่นกัน
การประเมินระบบไหลเวียนเลือด โดยเฉพาะในภาวะช็อกจะประเมินสองอย่าง หนึ่งคือระบบ macro-circulation ระบบทางหลวงไหลเวียน เช่น ความดันโลหิต ชีพจร แรงดันหลอดเลือดดำ สองคือระบบ micro-circulation ระบบที่จะส่งออกซิเจนไปที่เนื้อเยื่อ มีความพยายามจะใช้ตัวชี้วัดทางอ้อมหลายชนิดเช่น ระดับ lactate ในเลือดที่บ่งชี้การหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนของเซลล์ หรือ SVO2 ที่บ่งชี้การนำส่งออกซิเจนไปสู่เซลล์ แต่วิธีทั้งหลายต้องเจาะ ต้องใส่สาย ต้องรอผล จึงมีการพัฒนาใช้ capillary refill ที่ตรวจเร็วและง่าย มาช่วยตัดสินในรักษาภาวะช็อก
Capillary refill time เราจะใช้กระจกสไลด์ใหม่ นำมาทาบบนนิ้วผู้ป่วยด้านตรงข้ามกับเล็บมือ ออกแรงกดจนสีเลือดที่เห็นนั้นหายไปเกลี้ยงเลย แล้วปล่อยและจับเวลา จากการศึกษาพบว่าที่เวลาเกิน 3 วินาที บ่งชี้ว่าการไหลเวียนระดับ micro-circulation ยังไม่ดี
จากการศึกษาผู้ป่วยในภาวะช็อกติดเชื้อ ชื่อการศึกษา ANDROMEDA SHOCK-1 และ ANDROMEDA SHOCK-2 วัดผลการใช้ capillary refill time มาใช้ในช็อกก็พบว่าใช้ได้ดี สามารถลดระยะเวลาในการอยู่ไอซียู ลดการใช้ยากระตุ้นความดันและยากระตุ้นหัวใจลงได้ โดยที่ไม่มีอันตรายต่อผู้ป่วย
โดยวิธีตามการศึกษาคือ เมื่อผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยสารน้ำและยากระตุ้นความดันจนได้ระดับ mean arterial pressure ไม่น้อยกว่า 65 mmHg ที่เราถือว่าเพียงพอในการส่งเลือดไปถึงอวัยวะต่าง ๆ เราสามารถใช้ capillary refill time มาประเมินต่อไปได้ ถ้า capillary refill น้อยกว่า 3 วินาทีจะใช้วิธีคงการรักษาเดิมและติดตาม แต่ถ้าเกิน 3 วินาทีต้องมาประเมินภาวะสารน้ำ การปรับยากระตุ้นหัวใจ หรือตัดสินใจทำหัตถการเพื่อวัดค่าต่าง ๆ เรียกว่าสะดวกขึ้น เร็วขึ้น ลดการทำงานที่ไม่จำเป็นลงได้
ข้อจำกัดสำคัญของ capillary refill time คือ เทคนิคการกด การนับเวลา สีผิวผู้ป่วย โรคหลอดเลือดที่มีอยู่เดิม และข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ การวัดค่าทั้งหลายเป็นเพียงส่วนประกอยในการประเมิน ไม่สามารถใช้ค่าเดียวเป็นตัวแทนได้ ต้องประเมินต่อเนื่องและใช้สติไตร่ตรองในการประเมินอยู่เสมอ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
หลายปี หลายเดือนมานี้ เราให้ความสนใจกับแนวทางการรักษาโคเลสเตอรอลในเลือดอย่างมาก และรอแนวทางของสมาคมโรคหัวใจของไทย ตอนนี้เรามาสนใจยาอีกกลุ่มห...
-
แบบประเมินอาการโรคถุงลมโป่งพอง(COPD Assessment Test) หรือ CAT เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้ประเมินอาการผู้ป่วยในแต่ละครั้ง ทำไมต้องใช้แบ...
-
ยารักษามะเร็งตับอ่อน : ทำไมการนำเสนอการศึกษานี้ได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติอย่างยิ่งใหญ่ มะเร็งตับอ่อนนับว่าเป็นมะเร็งที่รุนแรงม...






