แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ต่างสาขา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การแพทย์ต่างสาขา แสดงบทความทั้งหมด

24 กุมภาพันธ์ 2569

ตาบอดจากกินเหล้า

 เพื่อนหรั่ง : ตาบอดจากกินเหล้า : เรามาไขปริศนากันครับ

ผมเป็นแฟนรายการเฮ็ดอย่างเซียนหรั่ง มาเห็นภาพยนตร์ของเขาในจักรวาลไทบ้าน “เซียนหรั่งเดอะมูฟวี่” ช่วงต้นของเรื่อง เพื่อนคนหนึ่งของเขาบอกว่ามีอาการแสบตาและตามัวลงอย่างเฉียบพลัน มองเห็นลดลงอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อไปพบหมอ ได้รับการแจ้งว่ากำลังจะตาบอดเพราะดื่มเหล้าขาวที่มีเมธิลแอลกอฮอล์เจือปน ใครดูหนังเรื่องนี้จะเห็นว่าเซียนหรั่งกับผองเพื่อน ดื่มเหล้าขาวชนิดว่าหัวราน้ำ เช้ากรึ๊บ กลางวันกรึ๊บ เย็นกรึ๊บ แต่หนังไม่ได้ฉายให้เห็นว่าเหล้าขาวที่เอามาดื่มนั้น มีที่มาอย่างไร
ตาบอดจากเหล้า เป็นไปได้หรือ : เป็นไปได้ครับ แต่ตัวที่ทำให้บอดมันคือเมธานอลหรือ methyl alcohol ที่ปนเปื้อนมากับเหล้าที่เราดื่มคือ เอธานอล (ethyl alcohol)
เมธานอล ไม่ได้ร้ายกาจเท่าไรครับ แต่พอมันเข้าตัวเรา ร่างกายเราจะกำจัดเมธานอลโดยใช้เอนไซม์ alcohol dehydrogenase แล้วกลายเป็นสารที่ชื่อว่าฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิก (formic acid) เจ้ากรดฟอร์มิกนี่แหละครับ คือตัวอันตรายของเรื่อง มันจะไปขัดขวางการใช้ออกซิเจนระดับเซลล์ เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และเซลล์ที่กินออกซิเจนสูงมากคือเซลล์ระบบประสาท นั่นคือระบบประสาทเกือบทั้งหมด และการมองเห็นเป็นอาการทางระบบประสาทส่วนกลางที่ “ชัดเจน” ที่สุด
อาการอย่างไร : มีอาการระคายเคือง แสบตา การมองเห็นลดลงมาก ในเวลาอันรวดเร็ว อาจมีอาการระบบประสาทอย่างอื่นด้วย จุดที่เกิดโรคเวลาตรวจคือ จอประสาทตาและจุดต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่สอง (optic nerve) กับลูกตา คุณหมอจักษุเขาจะขยายม่านตาตรวจ ส่องกล้อง ถ่ายภาพครับ
มันจะไปปนเปื้อนในเหล้าได้อย่างไร : ถ้ากระบวนการกลั่นสุราได้มาตรฐานอุตสาหกรรม มันไม่มีปัญหาหรอกครับ เมื่อเราเอาผลไม้มาหมักทำเหล้า มันจะมีทั้งเมธานอลและเอธานอล และเมื่อเราไปกลั่นเพื่อต้องการเอธานอลนั้น ตัวเมธานอลมันเดือดเร็วกว่า เป็นไอเร็วกว่าและกลั่นออกมาได้ก่อน ถ้ากระบวนการดี จะมีการดึงเอาส่วนเมธานอลออกไป (foreshots) ในทุกช่วงของการกลั่นครับ
มีไม่เยอะหรอกมั้ง : คือเมธานอลเข้มข้นหรือเกือบบริสุทธิ์ (เหมือนลุงหมอ) จากการกลั่น แค่ 10 ml ก็เพียงพอให้ตาบอดและ 30-40 ml ก็เสียชีวิตได้ เมื่อดื่มเข้าไปจะดูดซึมเร็วมาก ที่แย่กว่านั้นคือ ในช่วงเวลาการกลั่น ถ้าควบคุมไม่ดี ไอระเหยเมธานอลก็เข้าร่างกายทางการหายใจได้ และมีพิษเช่นกัน เคยมีรายงานผู้ป่วยตาบอดจากพิษไอระเหยเมธานอลในกระบวนการผลิตด้วยนะครับ
รักษาได้ไหม : เนื้อเยื่อระบบประสาทนั้น ไม่ทนการขาดออกซิเจน พังง่าย พังแล้วพังเลย การรักษามักจะเกิดหลังมีอาการตามัวตาพร่า คือมีการทำลายไปแล้ว การรักษาจึงหวังผลปกป้องส่วนที่เหลือและอาจคืนสภาพที่เสียไปได้บางส่วน หลักการรักษาคือ ลดการสร้าง formaldehyde และกรด formic โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alcohol dehydrogenase ด้วยยา formepizole หรือการใช้ ethanol
ป้องกันอย่างไร : อยากบอกเหลือเกินว่าเลิกเหล้า แต่คิดว่าเซียนหรั่งกับผองเพื่อนคงมาถล่มผมเป็นแน่แท้ ถ้าแบบนั้นก็เลือกดื่มแอลกอฮอล์จากแหล่งผลิตมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม เลี่ยงการผลิตเหล้าดื่มเอง และถ้าทำงานในโรงงานผลิต โรงงานกลั่น ต้องป้องกันตัวตามมาตรฐานโรงงานด้วยครับ
นอกจากความรักแล้ว ก็มีเหล้าเถื่อนนี่แหละครับ
ที่ทำให้คนตาบอด

29 ธันวาคม 2568

GLP1a ปากกาลดน้ำหนัก กับ การตั้งครรภ์

 GLP1a ปากกาลดน้ำหนัก กับ การตั้งครรภ์

มีการศึกษาแบบ retrospective อันหนึ่งลงตีพิมพ์ใน JAMA ถือว่าน่าสนใจครับ ผลของการใช้ยาฉีด GLP1a ต่อการตั้งครรภ์ ปกติแล้วเราใช้ยา GLP1a กันในสองข้อบ่งชี้หลักคือ ควบคุมเบาหวานและลดน้ำหนัก โดยยามีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
ผมขอคิดเองก่อนนะครับ ตอนเห็นการศึกษานี้คิดว่ามันก็น่าจะมีผลเชิงบวก เนื่องจากยามันลดน้ำหนัก ก่อนตั้งครรภ์ก็จะไม่อ้วนผลแทรกซ้อนน่าจะไม่มากและมันก็เป็นยาเบาหวาน ก็น่าจะส่งผลดี อย่างน้อยคนที่เป็นเบาหวานก็คุมได้ก่อนการตั้งครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ น่าจะน้อยลงมาก
การศึกษานี้เก็บข้อมูล 10 ปีตั้งแต่ปี 2016 (เริ่มมีการอนุมัติใช้ liraglutide ในการลดน้ำหนัก) กับประมาณ 149,000 หญิงตั้งครรภ์ โดยนำมาผ่านกระบวนการ propensity score matching คือมาจัดคัดข้อมูลย้อนหลังที่เราไม่ได้จัดการอคติและโน้มเอียง นำมาจัดลำดับให้ “เสมือน” การแบ่งกลุ่มเพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว ได้มา 1792 ราย โดยเป็นกลุ่มที่เคยได้รับยาก่อนตั้งครรภ์ 448 ราย
448 รายนี้ ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 36 และมีจำนวน 23% ที่เป็นเบาหวาน แสดงว่าการใช้ยาหลักคือใช้ลดน้ำหนักนี่แหละ โดยเป้าวัตถุประสงค์หลักที่เราพิจารณาคือ น้ำหนักตัวที่เพิ่ม (ลูก+แม่) ในช่วงตั้งครรภ์ ส่วนวัตถุประสงค์รอง คือ นน.ลูก คลอดก่อนกำหนด เบาหวานในขณะตั้งครรภ์
ผลที่พบคือ กลุ่มที่ได้ยาจะมีน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์เพิ่มมากกว่ากลุ่มไม่เคยได้ยา 13.7 และ 10.5 คือต่างกัน 3.3 กิโลกรัมและมีนัยสำคัญ (ผ่านการปรับด้วย propensity score เรียบร้อย) อีกคำอธิบายคือต้องหยุดยาเมื่อตั้งครรภ์ก็อาจจะมี rebound มากกว่าคนที่ไม่เคยฉีด และอีกข้อคือ กลุ่มที่เคยได้รับยานี้พบเบาหวานในขณะตั้งครรภ์มากกว่าอีกกลุ่ม
น้ำหนักแรกเกิดและภาวะคลอดก่อนกำหนด พบว่ากลุ่มที่เคยฉีดยาก็สูงกว่า และที่แปลกใจคือกลับพบว่า ในกลุ่มที่เคยฉีดยาเบาหวานมาแล้ว กลับพบเบาหวานขณะตั้งครรภ์ “มากกว่า” อีกกลุ่ม โอเคล่ะหลายคนบอกว่าก็เริ่มต้นกลุ่มฉีดยามันมีเบาหวานมากกว่าอยู่แล้ว จะแปลกใจทำไม ก็ต้องบอกว่าพอผ่าน propensity score แล้วเราจะคิดได้ว่าพื้นฐานเฉลี่ยสองกลุ่มจะประมาณเทียยเท่ากัน มันก็เลยดูแปลกใจว่าน่าจะพบน้อยกว่า
สรุปว่าในคนที่เคยฉีดยา GLP1a มาก่อนตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดน้ำหนักครรภ์ น้ำหนักเด็ก มากกว่าไม่เคยฉีด มีการคลอดก่อนกำหนดและเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่าอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะยังไม่เชื่อมโยงไปถึงอัตราการเกิดรอด อัตราผลแทรกซ้อนในแม่ แต่ก็ต้องเอะใจสักอึดใจก่อนจะใช้ และรอสะสมข้อมูลต่อไป
Maya J, Pant D, Fu Y, et al. Gestational Weight Gain and Pregnancy Outcomes After GLP-1 Receptor Agonist Discontinuation. JAMA. 2025;334(24):2186–2196. doi:10.1001/jama.2025.20951

22 เมษายน 2568

อาการวัยหงุดหงิดช่วงมีประจำเดือน : อาจรักษาง่ายกว่าที่คิด : อิทธิพลแห่งจิตใจ

 อาการวัยหงุดหงิดช่วงมีประจำเดือน : อาจรักษาง่ายกว่าที่คิด : อิทธิพลแห่งจิตใจ

หลายคนอาจจะงงว่ามาผิดเพจ ลุงหมอกินยาผิดหรือเปล่า ไม่ใช่นะครับ คือว่าผมสมัครเป็นสมาชิกวารสารการแพทย์หลายฉบับ และหลายกลุ่ม
หนึ่งในนั้นคือเรื่องการวิจัยและระบาดวิทยาคลินิก เพื่อแปลผลการศึกษาทางการแพทย์ต่าง ๆ นั่นแหละครับ มีการศึกษาอันหนึ่งแสดงให้เห็นอีกมุมของการรักษาครับ ถ้าใครอยากจบเร็วข้ามไปสรุปย่อหน้าสุดท้ายเลย
ปกติแล้วหากคุณผู้หญิงเริ่มเข้าสู่วงรอบประจำเดือน ก็จะมีอาการของฮอร์โมนแปรปรวน อารมณ์ไม่คงที่ หงุดหงิด ขวางหูขวางตา ซึ่งส่วนมากคนที่เกิดปัญหาคือสามีของเธอ !! หากไปหาหมอ คุณหมอจะช่วยโดยการให้ยาควบคุมอารมณ์กลุ่มยาต้านซึมเศร้ามากิน แล้วถ้าเรามองว่ามันคือเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องกินยาล่ะ มันจะดีขึ้นไหม
คณะนักวิจัยจากสวิสเซอร์แลนด์ทำการศึกษาลงใน BMJ evidence-based medicine ตีพิมพ์เมื่อ 25 มีนาคม 2568 โดยเขาทำการศึกษาแบบ RCTs ทำการสุ่มและแบ่งกลุ่มสุภาพสตรีที่มีปัญหานี้จำนวน 150 คน อายุประมาณ 26-28 ปี
แบ่งออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มละ 50 คน แล้ววัดผลคะแนนความหงุดหงิด (PMS symptom intensity and interference) หลังจากผ่านไปสามรอบประจำเดือน
กลุ่มแรก ให้ยาหลอก โดยบอกว่าเป็นยาหลอกด้วยนะ แต่อธิบายว่าจากการศึกษาเดิม ยาหลอกก็มีผลลดอาการได้
กลุ่มสอง ให้ยาหลอกเช่นกัน บอกด้วยว่ายาหลอก แต่ไม่ได้อธิบายอะไร
กลุ่มสาม อันนี้ให้การรักษาตามปกติ แนะนำการปฏิบัติตัว ใช้ยาตามแนวทางการรักษา
ปรากฏว่าทั้งสามวิธีสามารถลดอาการได้ดีตั้งแต่รอบประจำเดือนที่สอง โดยการรักษาที่ลดอาการได้ดีที่สุด คือ การใช้ยาหลอกร่วมกับอธิบายว่ายาหลอกก็มีผลดี แตกต่างจากทั้งสองวิธีอย่างมีนัยสำคัญ
ส่วนวิธีแจกยาหลอกโดยไม่อธิบายอะไรก็ยังลดอาการได้ดีกว่าการใช้การรักษาตามปกติอีกด้วย (แต่ต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ) โดยที่ผลข้างเคียงจากการรักษาและการติดตามการใช้ยา ไม่ต่างกันในทั้งสามกลุ่ม นั่นคืออิทธิพลของการอธิบายและยาหลอกมีผลจริง
ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้กับทุกโรคทุกอาการ บางโรคก็ใช้ไมได้นะครับ จะมาใช้ยาหลอกแบบนี้ถือว่าผิดเลย แต่ในโรคที่เราคิดว่าอาจจะไม่จำเป็นต้องรักษา หรือ ผลจากการรักษาให้ยามันไม่มากนัก โรคแบบนี้มันมีอิทธิพลของยาหลอกมาก แต่ไม่มีใครพิสูจน์แบบ บอกโต้ง ๆ แบบนี้สักเท่าไร การศึกษานี้มาเพื่อพิสูจน์แนวคิดนี้ครับ
หึหึ คุณผู้ชาย คุณสามีทั้งหลาย เวลาทองของคุณมาถึงแล้ว คราวนี้พอคุณผู้หญิงหงุดหงิดจากวันแดงเดือด เราก็ไม่ต้องแก้ไขโดย...กระเป๋าลองชอมป์ รองเท้าปราด้า นาฬิกาแอร์เมส หรือทริปฝรั่งเศสสุดหวิว ก็ให้ยาหลอกวันละสองเม็ด แล้วบอกว่า เดี๋ยวก็หายเองนะเธอ อย่าเยอะ !!!
อ่านฟรี
Frey Nascimento A, Gaab J, Degen B, et alEfficacy of open-label placebos for premenstrual syndrome: a randomised controlled trialBMJ Evidence-Based Medicine Published Online First: 25 March 2025. doi: 10.1136/bmjebm-2024-112875

19 เมษายน 2568

หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa)

 สั้น ๆ เร็ว ๆ กับ หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa)

1. ส่วนมากเกิดจากการแคะหู น้ำเข้าหู
2.อาการคือบวม แดง เจ็บ ที่อาจเป็นเฉพาะจุด หรือเป็นทั่วทั้งใบหู
3. การรักษาคือ หยุดแคะหู ใช้ยากินฆ่าเชื้อ.ยาหยอดหู อาจให้ยาต้านการอักเสบถ้าบวมมาก
4.เชื้อก่อโรคส่วนมากคือเชื้อที่ผิวหนัง Staphylococcus ยากินที่เป็นยาหลักคือ cloxacillin และยาหยอดหู polymyxin
5.หากเป็นทั้งใบหู หรือ มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจลุกลามเข้าช่องกะโหลก ที่สำคัญคือ เบาหวาน ต้องระมัดระวังเชื้อ Pseudomonas และต้องให้ยาครอบคลุมเชื้อนี้
6.ติดตามอาการเสมอ ถ้าลุกลามมาก อาจต้องให้ยาทางหลอดเลือด หรือผ่า,เจาะ

24 มีนาคม 2568

ช่องคลอดอักเสบและของฝากถึงสามี

 ช่องคลอดอักเสบและของฝากถึงสามี

โรคตกขาวชนิด bacterial vaginosis เกิดจากเชื้อโรคที่เจริญเติบโตอย่างผิดปกติในช่องคลอด ส่วนมากคือเชื้อ gardnerella และเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน เกิดได้จากอนามัยช่องคลอดที่ไม่ดี โยเฉพาะจากการสวนล้างช่องคลอดด้วยผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จนเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นที่ปกป้องช่องคลอดลดลง
อาการที่พบคือมีตกขาวมาก อาจจะมีฟอง กลิ่นเหม็นฉุนของสารเอมีน หรือเราเรียกว่ากลิ่นปลานั่นเอง การรักษาคือการพักการใช้งานช่องคลอด หยุดผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รักษาอนามัยช่องคลอดภายนอก และใช้ยา metronidazole กับครีม clindamycin ทาในช่องคลอด เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์
ส่วนของฝากถึงสามี คือ การรักษาคู่นอน แม้ปัจจุบันยังไม่มีคำแนะนำในการรักษาคู่นอนสำหรับโรคนี้ แต่มีการศึกษาที่น่าสนใจ ลงตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine วันที่ 5 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยมี 164 คู่หญิงชาย (monogamy) ที่ฝ่ายหญิงป่วยโรคนี้ มี 81 คู่ที่ใช้ยากับฝ่ายชายทั้งยากินและยาทาเพื่อเอาไปทาที่ส่วนหัวอวัยวะเพศ เป็นเวลาเจ็ดวัน กับอีก 83 คู่ที่ให้การรักษาปกติ ไม่มีของฝากไปถึงสามี แล้ววัดผลการเกิดซ้ำที่สามเดือน
ผลปรากฏว่าการศึกษาต้องยกเลิกก่อนกำหนด เพราะในคู่ที่มีของฝากไปใช้สามี มีอัตราการเกิดซ้ำที่ 35% ส่วนกลุ่มที่สามีไม่ต้องใช้ยา เกิดซ้ำถึง 63% ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผลข้างเคียงสำคัญของยา คือคลื่นไส้อาเจียน ก็เกิดมากกว่าในกลุ่มที่สามีใช้ยา นั่นหมายความว่าหากฝ่ายหญิงตรวจพบโรคช่องคลอดอักเสบติดเชื้อแบบนี้ การฝากยาไปให้ฝ่ายชายใช้ จะช่วยให้ฝ่ายหญิงเกิดโรคนี้ลดลง แต่ในชีวิตจริงเราจะพบว่าการฝากยาไปให้อีกฝ่าย ทำได้ยากและแทบไม่เกิด
ในอนาคต อาจจะต้องเพิ่มอีกโรคที่ต้องรักษาคู่นอน แต่ครั้งนี้ไม่ได้รักษาเพื่อป้องกันฝ่ายชาย แต่รักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายหญิงเกิดโรคซ้ำ เรียกว่า เสียสละเพื่อรัก อย่างแท้จริง
..
..
หมอ : หมอฝากยากินและครีม ไปให้แฟนหนูใช้ด้วย หนูจะได้ไม่เป็นบ่อย
คนไข้ : ได้ค่ะหมอ ว่าแต่..
หมอ : เขายอมกินยาแน่ครับ เพราะเขารักคุณ ผลข้างเคียงเล็กน้อยเจ็ดวัน แพ้ความรักแท้ครับ
คนไข้ : ไม่ใช่ประเด็นนั้นค่ะ แต่หนูของยาไปฝากแฟนส์สัก..หะ..ห้าชุด ได้ไหมคะ
หมอ : ….อึ้ง ..เงียบ..และใช้ไม้เกาหลังอันเดิมต่อไป

30 พฤศจิกายน 2567

ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและคอร์สวิธีกินอาหาร

 คุณหมอคะ นี่คือเอกสารวิชาการของผลิตภัณฑ์ของเราค่ะ

ผมลองขอเอกสารอ้างอิงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและคอร์สวิธีกินอาหารของผู้ผลิตยี่ห้อหนึ่งมาดู ผมไม่ได้เฉพาะเจาะจงเอกสารชนิดใด ทำตัวเหมือนผู้สนใจคนหนึ่ง แล้วลองอ่านเอกสารจำนวน 5 ฉบับจากสองผลิตภัณฑ์และหนึ่งคอร์สอาหาร
ผมสรุปข้อสังเกตทั้งห้าเอกสารมาให้นะครับ เผื่อใครมีประสบการณ์แบบเดียวกัน จะได้นำไปใช้
1.การตรวจวัดสารเคมีใดในเลือด ไม่สามารถบอกถึงภาวะสุขภาพได้ครับ สารเคมี ยา หรืออาหาร เมื่อกินเข้าไประยะเวลาหนึ่งแล้วส่งผลต่อสารเคมีใดในเลือด อันนี้เราเรียก surrogate คือตัวกลางการศึกษา อาจจะพอบอกคร่าว ๆ ได้แต่ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพดีขึ้นหรือโรคลดลง เช่น กินอาหารนี่แล้ว โคเลสเตอรอลลดลง เม็ดเลือดขาวที่บ่งชี้การอักเสบลดลง ก็อาจจะลดลงจริง แต่ยังไม่สามารถแปลผลไปมากกว่านี้ และแปลผลไม่ได้ว่าจะทำให้สุขภาพดี อัตราการป่วยหรือตายลดลง
2.การศึกษาทางวิทยาศาสตร์จะต้องเฉพาะเจาะจง อะไรที่มีรายละเอียดปลีกย่อย ต้องแจงแจงว่าแต่ละรายละเอียดปลีกย่อยมีผลต่อการศึกษาหรือคิดแยกแล้วมันไปทางเดียวกันกับการศึกษารวมหรือไม่ เช่น การกินมังสวิรัติ ก็ต้องแจงแจงชนิดให้ครบ เช่น มังสวิรัติแบบกินไข่ได้ มังสวิรัติแบบกินไข่และนมได้ มังสวิรัติเคร่งครัด มังสวิรัติยืดหยุ่น และความเป็นจริงแห่งการศึกษาจะจริงแค่กลุ่มที่ศึกษา จะแปลความมากกว่านั้นไม่ได้
3.การศึกษาทั้งหมดที่อ่าน (และส่วนมากที่ผมพบ) เป็นการศึกษาแบบเก็บข้อมูลช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-section) เก็บข้อมูลย้อนหลัง (retrospective) รวบรวมข้อมูลผู้ที่ใช้สารแต่ไม่ได้มีการเปรียบเทียบ (case series) เช่นบอกว่ารวบรวมข้อมูลจากผู้ใช้อาหารเสริมนี้ 20 ราย พบว่าสารนี้ในร่างกายดีขึ้น แบบนี้อาจมีอคติได้ เพราะไม่ได้มีการเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมเคย
4.ผมเคยอ่านการศึกษาแบบนี้ รูปแบบชุดอาหารที่เขานำเสนอ เปรียบเทียบกับกลุ่มคนที่กินอาหารปกติ แล้ววัดเทียบมวลไขมัน ผลเลือด แล้วพบว่ากลุ่มที่กินอาหารที่เขานำเสนอมีผลดีกว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือ unblind และ allocation เพราะคนที่กินอาหารที่เขาบอกว่าเป็นอาหารสุขภาพก็มักจะรู้ว่าต้องปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพด้วย กลุ่มคนกลุ่มนี้จึงมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าเนื่องจากเขาปฏิบัติตัวแง่อื่นด้วย หรือหากเขาเก็บข้อมูลกลุ่มคนที่กินอาหารสุขภาพตามคอร์ส เทียบกับประชากรปกติ ก็ต้องเข้าใจว่าคนที่จะมาเลือกอาหารสุขภาพ เขามีแนวโน้มจะรักษาสุขภาพดีอยู่แล้ว จึงอาจมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้
5.ก่อนที่เราจะนำผลการศึกษามาใช้กับตัวเรา ดูด้วยว่าเขาศึกษาในกลุ่มประชากรใด เอามาใช้กับเราได้ไหม ไม่ใช่ทำการศึกษาในผู้ป่วยทั่วไป คัดกรองแล้วไม่มีโรค แข็งแรงดี แล้วได้ผล แบบนี้จะมาใช้กับคนที่เป็นเบาหวาน เป็นโรคอ้วน กินยาโรคประจำตัวใด ๆ แบบนี้ผลการศึกษาจะแปลมาถึงคนที่ใช้โดยไม่ตรงกับประชากรที่ศึกษาไม่ได้นะครับ
6.ทั้งห้าเอกสาร ผมลองไปเปิด supplementaryซึ่งเจอแค่วารสารเดียว และไม่ได้อธิบายด้วยว่า คำนวณกลุ่มตัวอย่างแบบไหน แล้วที่ตีพิมพ์นี้ได้ตามเกณฑ์วิชาสถิติไหม เท่าที่อ่านวารสารกลุ่มนี้ มักจะมีกลุ่มตัวอย่างขนาดปริมาณไม่มาก 20-40 คนเท่านั้น ซึ่งมันอาจจะได้เกณฑ์ตามวิชาสถิติก็ได้นะ แต่ควรจะมีการแสดงให้ดู ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่ากรรมวิธีนั้นดีพอ
7.อาหารเสริมในรูปแบบต่าง ๆ เป็น ultra processed food อย่างแน่นอน สารอาหารที่ระบุในฉลากก็คงจะตรงตามที่แจ้งแน่นอน แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า องค์ประกอบอื่นที่เพิ่มเข้ามา กระบวนการอื่น ๆ ที่เพิ่มเข้ามามันจะส่งผลหรือไม่ ไม่ว่าการเอาอาหารมาผ่านกรรมวิธี ย่อย ปั่น ผสม บด ใช้สารเคมี ความร้อน แรงดัน เพื่อให้ได้ตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ มันจะห่างไกลจากแนวทางอาหารที่นานาชาติแนะนำคือ ลด processed food ให้มากที่สุด ประเด็นนี้ก็น่าคิด
8.บางผลิตภัณฑ์ เอาเอกสารทางยาและการจดทะเบียนของ สารเดียวกันยี่ห้ออื่น เช่นเอาเอกสารรับรอง เบต้าแคโรทีน ให้ใช้เป็นอาหารเสริมได้จากต่างประเทศ แล้วมาบอกว่าผลิตภัณฑ์ฉันก็เบต้าแคโรทีนนะ อ้างอิงเหมือนกัน เอาล่ะ มันไม่ใช่ยาที่จะต้องทำการทดสอบความเท่ากัน (bio-equilavent study) และการจดทะเบียนอาหารเสริมก็ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนยา แต่จะมาอ้างอิงทุบดินแบบนี้ ผมว่าก็ไม่ดี เพราะรูปแบบไม่เหมือนกัน
มันก็คงไม่ใช่ทุกคนที่มาอ่านเอกสารแบบนี้ ผมก็ไม่ได้อยากจะไปแฉหรือวิจารณ์ใด ๆ แค่อยากรู้ว่าในฐานะคนทั่วไป เราจะสามารถรู้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ระดับใดบ้าง เขาเอาอะไรมาให้เราผู้บริโภคดูบ้าง
ผมว่าอนาคต อาชีพ ที่ปรึกษาสุขภาพ แบบที่ต้องอบรมและสอบ คงจะต้องมาแน่ คล้าย ๆ ที่ปรึกษาการเงิน ท่ามกลางข้อมูลมหาศาลแบบนี้เราต้องมีสติ คิดวิเคราะห์แยกแยะให้ดีนะครับ

23 กันยายน 2567

การตรวจระดับแอลกอฮอล์เพื่อวัดความเมา

 การตรวจระดับแอลกอฮอล์เพื่อวัดความเมา ตามกฎกระทรวงใหม่

เมื่อวานนี้ 20 กย. กฎกระทรวงนี้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับการตรวจแอลกอฮอล์ตาม พรบ.การจราจรทางบก ผมมาเล่าให้ฟังแบบง่าย ๆ นะครับ
1.การตรวจแอลกอฮอล์ทำได้โดยวัดจากลมหายใจก่อนเป็นลำดับแรก
2.ในกรณีไม่ยินยอมให้ตรวจ เจ้าพนักงานสามารถสันนิษฐานไว้ก่อนได้ว่าเมา และเปรียบเทียบปรับ ดำเนินคดีได้ เมื่อแจ้งข้อหาว่าเมาแล้ว หากจะหักล้าง ต้องไปหักล้างกันในชั้นศาล
3.ในกรณีตรวจลมหายใจไม่ได้ (ด้วยกรณีใด ๆ ก็ตาม) กฎกระทรวงใหม่นี้ให้อำนาจพนักงานจราจร หรือพนักงานสอบสวน เก็บตัวอย่างปัสสาวะเพื่อส่งตรวจได้ด้วย คือมีที่ให้เก็บตรงด่านตรวจได้เลยนะ
4.นอกจากจะให้เก็บปัสสาวะได้แล้ว กฎกระทรวงใหม่ ให้อำนาจพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน ส่งตัวผู้ขับขี่ไปที่ รพ.ใกล้ที่สุด เพื่อตรวจหาแอลกอฮอล์จากเลือดได้ ภายในระยะเวลาที่กำหนด (คือภายในสามชั่วโมง) โดยแจ้งด้วยวาจาหรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ก่อนได้ หนังสือค่อยตามมาทีหลัง
5.การตรวจในข้อสามหรือสี่ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ขับขี่ ถ้าไม่ยินยอม กลับไปอ่านข้อสอง
6.ในข้อสามและสี่ ให้ปฏิบัติภายใต้การกำกับดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือพูดง่าย ๆ คุณหมอต้องเซ็นรับทราบ และมีโอกาสไปเป็นพยานได้ครับ
7.ตัวเลขที่ถือว่าเมา คือ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มันมีค่าการคำนวณจากลมหายใจหรือปัสสาวะไปเป็นในเลือด แต่เครื่องยุคนี้เขาปรับและคำนวณออกมาให้แล้ว
8.ส่วนตัวเลขที่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะใช้เมื่อ ไม่มีใบขับขี่, มีใบขับขี่แต่ผิดประเภท, ถูกเพิกถอนชั่วคราว, มีใบขับขี่ประเภทชั่วคราว, อายุน้อยกว่า 20 ปี
ผมอยากบอกว่า คนเรา นน.มาตรฐาน 50 กิโลกรัม ดื่มเบียร์หนึ่งกระป๋อง มีโอกาสถึง 85% ที่จะเป่าแล้วเกิน 50mg% นะครับ ดังนั้น ดื่มไม่ขับนะครับ
เพราะก่อนจะถึงขีดเมา มันจะเลยขีดเริ่มมีความผิดปกติทางการตัดสินใจไปแล้วครับ และหากตรวจว่าอุบัติเหตุนั้นเกิดร่วมกับเมา จะมาอ้างว่าเพราะเมาจึงเกิดอุบัติเหตุ ไม่เจตนาไม่ได้นะ แถมยังเป็นข้อที่จะไม่มีการลดโทษ ผิดเงื่อนไขประกันวินาศภัยอีกด้วยครับ

07 พฤษภาคม 2567

Painpoint งานวิจัย

 painpoint กับ ยาสมรรถภาพทางเพศ


รายงานการศึกษายา MED 3000 จากการประชุมแพทย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะอเมริกา สรุปดังนี้


ผลการศึกษายา Eroxon ในกลุ่มชายที่ด้อยสมรรถภาพทางเพศ 250 คน ระหว่างกลุ่มใช้ eroxon ตลอด กับใช้ eroxon บ้างหรือ tadalafil บ้าง วัดผลที่ครึ่งปี


เด้งดึ๋งภายใน 10 นาทีหลังใช้ยา : กลุ่มใช้ eroxon อย่างเดียวทำได้มากกว่า 60% เทียบกับ 45%


ผลข้างเคียง eroxon เจอได้ 2% ส่วนอีกกลุ่มพบ 4% สำหรับผลข้างเคียงสำคัญคือปวดหัว กลุ่ม eroxon พบ 3% เทียบอีกกลุ่ม 19% 


eroxon น่าจะดีกว่า เนื่องจากยาใหม่นี้เป็นยาทา มันต่างจากยากิน ไอ้เจ้าวิธีใช้ที่ต่างกันก็ส่งผลต่อผลลัพธ์การศึกษาที่ต่างกัน แต่นี่คือจุดปิด painpoint อันหนึ่งเลย 


  1. eroxon มันเป็นครีมทาหัวเสียม แน่นอนผลข้างเคียงต่อหลอดเลือดย่อมน้อยกว่า ปวดหัว ความดันต่ำ น้อยกว่า

  2. eroxon ใช้เวลาทำงานน้อยกว่า ทาถูทาถู ประมาณ 10 นาที เสียมพร้อมใช้งาน ยากินเดิมต้อง 1-2 ชั่วโมง 

  3. ทางบริษัทพยายามผลักดันให้เป็น OTC คือ ซื้อได้โดยไม่มีใบสั่งยา เพราะว่า บรรดาชายเสื่อม ไม่ค่อยอยากไปหาหมอ

  4. ราคาไม่แพง ประมาณ 4 หลอดต่อกล่อง ราคา 1120 บาท (ใช้แล้วทิ้งหลอดละครั้ง) 

  5. เมื่อผลข้างเคียงน้อย ซื้อง่าย ใช้คล่อง น่าจะลดปัญหาชายเสื่อมลงได้เยอะ

  6. อันนี้ผู้ผลิตเขาแนะนำ บอกว่า เพราะมันใช้การทาถูนวดคลึงที่หัวเสียมเท่านั้น (ทาด้ามจะเปลือง) ถ้าให้คู่ของคุณ ทาถูให้ มันจะดีนะ  ยากินมันต้องกินเองไงท่าน มันไม่เร้า


เออแฮะ อ่านระเบียบวิธีวิจัย งานวิจัย กลไกยา มันก็เฉย ๆ พอมาอ่านแนวคิด เขาไอเดียดีนะ เวลาไปฟังงานประชุม ชอบฟังว่าทำไมจึงคิดแบบนี้ painpoint คืออะไร แล้วจะแก้อย่างไร


29 มกราคม 2567

การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูสภาพ

 การทำกายภาพบำบัดฟื้นฟูสภาพ มันทรงพลังมากนะครับ

วันก่อนไปตัดผมที่ร้านแห่งหนึ่ง ช่างเป็นชายหนุ่มอายุประมาณ 30 ปี ท่าทางการตัดไม่ได้คล่องแคล่วมากนัก โดยเฉพาะมือขวา ช่างตัดผมเดินไม่ราบรื่นเท่าไร จากสายตาผม ทราบได้ว่านี่คือท่าเดินของคนที่มีปัญหาระบบประสาท น่าจะเป็นส่วนสมอง
ที่คอ มีรอยแผลเป็นการเจาะคอ
ช่างใช้เวลานานกว่าปกติ ไม่ได้เชื่องช้า แต่ทำอย่างปราณีต งานละเอียดเขาใช้กล้ามเนื้อหลายมัดช่วยทำ สุดท้ายออกมาดูดีทีเดียว
ช่างประสบอุบัติเหตุ นอนติดเตียงอยู่สองสามปี ต้องเจาะคอ อ่อนแรงซีกขวา แต่ทำกายภาพบำบัดจนกลับมาเดินได้ทำงานได้ ด้วยความอดทนของคนไข้ และความร่วมมือของญาติ
ช่างไปฝึกอาชีพเรียนตัดผม เพื่อจะได้ทำงานที่บ้านได้ จนจบวิชาตัดผม มาเปิดร้านตัดผมชาย คู่กับพี่สาวที่เปิดร้านเสริมสวยข้าง ๆ กัน สามารถทำมาหากินได้ แถมยังทำสวนผลไม้หลังบ้านด้วย
ฝึกกล้ามเนื้อ-มีรายได้-ไม่เป็นภาระ
ไปค้นดูการศึกษา ก็พบว่าการกายภาพบำบัดมีส่วนสำคัญมาก สำหรับผู้ป่วยที่มีการบาดเจ็บระบบประสาทและหลอดเลือดสมอง
ยิ่งทำเร็ว ยิ่งฟื้นฟูสภาพได้ดีและการพยากรณ์โรคดี ต้องเน้นนะครับ ผู้ป่วยระยะใด ก็กายภาพบำบัดได้ แต่จะกายภาพส่วนใดหรือวิธีอะไร ให้ปรึกษาคุณหมอและทีมกายภาพมาช่วยเรา เพื่อไม่ให้เสียโอกาส
การพยากรณ์โรคที่สำคัญอีกอย่างคือ อายุ ยิ่งอายุน้อย ยิ่งต้องทำ เพื่อฟื้นฟูได้ดีและอย่าลืมว่าเขาต้องมีชีวิตอีกยาวนาน การไม่เป็นภาวะพึ่งพาจึงสำคัญมาก
สุดท้ายคือความเสียหายต่อระบบประสาท หากเสียหายไม่มาก โอกาสฟื้นฟูสภาพยิ่งสูง จึงต้องรีบทำ อย่ารอ อย่าละเลยครับ
ภาพนี้ถ่ายจากโต๊ะรอลูกค้าหน้าร้าน เป็น open air ร่มรื่น ก็นั่งทำงานรอคิวครับ
อยากบอกว่าพลังของการกายภาพมันสูงมาก อย่าละเลย อย่าย่อท้อครับ จากชายหนุ่มอุบัติเหตุติดเตียงเจาะคอ มาเรียนช่างตัดผม มาประกอบอาชีพ สุดไหมล่ะครับ
ที่อยู่ร้าน

13 พฤศจิกายน 2566

อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ต่อหน้า

 เรื่องราวระทึกระหว่างทาง : อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ต่อหน้า

ผมมีอุปกรณ์การปฐมพยาบาลฉุกเฉินชุดเล็กไว้ใต้เบาะรถจักรยานยนต์เสมอ ครั้งหนึ่งใช้กับตัวเองที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อห้าปีก่อน ครั้งนี้ได้ใช้อีกครา กับผู้อื่น
ในจุดทางร่วมทางแยกมักมีอุบัติเหตุโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ จุดที่เกิดเหตุนี้คือจุดร่วมระหว่างทางลงสะพานกลับรถและทางตรงคู่ขนาน ลักษณะอุบัติเหตุที่พบบ่อยคือรถทางขนานจะออกทางหลัก รถลงสะพานก็จะเลี้ยวเข้าซ้าย จุดนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ผมเองชะลอรถทุกครั้ง แต่รถจักรยานยนต์พ่วงข้างขายก๋วยเตี๋ยวและรถจักรยานยนต์ซ้อนสอง ที่อยู่ข้างหน้าไม่ทำอย่างนั้น สองคันเบียดชนกัน รถจักรยานยนต์ซ้อนสองเสียหลักแต่พอประคองไม่ให้ล้มได้ ส่วนรถพ่วงประคองตัวเองไม่ไหว และล้มตะแคงจนรถหงาย คนขับและคนซ้อนกลิ้งบนพื้นถนน
ยานพาหนะที่ใกล้ที่สุดและตามเขามาคือ ผมเอง !!
สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ ปลอดภัยพอจะไปช่วยไหม ผมมองซ้ายขวาหน้าหลังจนครบ ไม่มีรถตามมาเลย ผมจอดรถชิดซ้าย เปิดเบาะ หยิบชุดถุงมือ หน้ากาก น้ำสะอาด ผ้าก๊อสชุดเล็กและเบต้าดีนที่บรรจุเรียบร้อยแล้ววิ่งไปหา
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือ สุภาพสตรีแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวพยายามถัดตัวมาบนเกาะกลาง แสดงว่าบาดเจ็บไม่สาหัสนัก สุภาพบุรุษคนขับรถก๋วยเตี๋ยวพยายามดันรถให้ปกติ อีกสักพักคนขับมอไซค์ซ้อนสอง เข้ามาช่วยแม่ค้า ส่วนน้องสาวสองคนที่ซ้อนท้ายยังตะลึงและสับสนกับเหตุการณ์อยู่ริมทาง
ไม่มีบาดเจ็บสาหัส เลือดไม่ออก ไม่ต้องกู้ชีพ ขั้นต่อไปพยายามพาไปในที่ปลอดภัย
ผมแนะนำตัวกับกลุ่มคนตรงนั้นว่าผมเป็นหมอ กำลังจะช่วย ทุกคนพยักหน้า บอกให้คนขับรถมอไซค์ซ้อนสองไปช่วยโบกรถว่าเกิดอุบัติเหตุเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำ แล้วก็ปราดเข้าไปหาคนที่เจ็บหนักที่สุดคือแม่ค้า
จังหวะที่ผมเข้าไปหา คุณพ่อค้าตั้งรถเสร็จก็เข้ามาหาแฟนเขาทันที ผมแนะนำตัวอีกครั้งว่าผมเป็นหมอนะ ใจเย็น ๆ กำลังจะช่วย
วินาทีแรก..ผมสังเกตแผลเลือดออกและการหายใจ พบมีแผลถลอกและฉีกขาดประมาณสามถึงสี่เซนติเมตรที่เท้าขวาของแม่ค้า การหายใจปกติ รู้ตัวดี ผมถามว่าเจ็บตรงไหน เธอว่าเจ็บสะโพกมากเพราะก้นกระแทก และเจ็บแผลที่ขา …เอาล่ะ รู้ตัวดี หายใจดี ไม่น่ามีกระดูกคอบาดเจ็บ ไม่น่ามีทรวงอกบาดเจ็บ ..ปลอดภัยพอจะเคลื่อนย้าย
ผมกับแฟนคุณแม่ค้า ช่วยกันประคองโดยให้คุณแม่ค้าใช้แขนโอบคอแล้วใช้ตัวเราพยุง ผมมองดูรถ พบว่ารถทุกคันจอด และเปิดไฟฉุกเฉิน รอให้เราข้ามไป คนขับมอไซค์ซ้อนสองกำลังโบกรถช่วย เมื่อมาถึงไหล่ทาง ผมให้คนขับมอไซค์นำรถมอไซค์มาจอดเป็นสัญลักษณ์ให้รู้ว่ามีอุบัติเหตุ แล้วเข้าไปทำ secondary survey คนเจ็บ
ใข้มือจับทรวงอกด้านหลัง พบว่าทรวงอกขยับปกติ ไม่มีแผลแทงทะลุ ไม่เหนื่อย หายใจปกติเพียงแต่ร้องไห้ พบว่าถูกน้ำก๋วยเตี๋ยว (ที่ไม่ร้อนนัก) ลวกที่ข้างลำคอและพริกป่นกระเด็นเข้าตา ผมเอาน้ำสะอาดล้างหน้าล้างตาและล้างแผลที่เท้า ใช้ผ้าก๊อซกดไว้ บอกให้แฟนแม่ค้าไปหาน้ำสะอาดมาเพิ่ม
ตะโกนบอกน้องสาวสองคนนั้น (ทำอย่างกับอยู่ในไอซียูของตน) ว่าน้องช่วยโทร 1669 มีคนเจ็บจากรถมอไซค์ชน บาดเจ็บไม่รุนแรง ผมเป็นหมอที่ผ่านมาและช่วยเบื้องต้นแล้ว ส่วนน้องอีกคนผมรบกวนให้ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุโดยรอบ (แอบบอกด้วยว่าให้ถ่ายคนขับซ้อนสองที่กำลังช่วยคู่กรณี เพื่อเป็นหลักฐานแสดงเจตนา) และโทรบอกญาติของพวกเขา เพราะพวกเขายังเป็นผู้เยาว์ อาจจะมีปัญหาทางแพ่งและอาญา
ผมกลับไปดูคนเจ็บอีกรอบ บอกแฟนเขาและคนขับมอไซค์ซ้อนสอง ให้เก็บของและออกจากทางจราจร กลัวจะมีอุบัติเหตุซ้อน บอกคนเจ็บว่าไม่เป็นไร ตอนนี้ปลอดภัย กำลังแจ้งกู้ภัย กำลังมาแล้ว ให้แฟนเขามากดแผลต่อไป
แล้วหันไปถามคนขับทั้งสองและน้องสาวซ้อนท้าย ว่าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าคนขับมีแผลถลอกที่เท้าเล็กน้อย ก็เลยใช้น้ำสะอาดล้างและใช้เบต้าดีนทาแผล กำลังทำแผลอยู่ น้องสาวคนที่โทรเรียก 1669 ก็ยื่นโทรศัพท์ให้ บอกว่ากู้ภัยขอสาย
ผมโทรกับกู้ภัย แจ้งก่อนว่าผมเป็นหมอ ผ่านมาเจอเหตุพอดี บอกตำแหน่งที่เกิดเหตุ รายงานว่ามีคนเจ็บหนึ่งคน มีแผลถลอกฉีกขาดและน้ำร้อนลวก ผมปฐมพยาบาลแล้ว ทุกคนปลอดภัย แต่อาจต้องส่งคนเจ็บไปตรวจเรื่องกระดูกต่อไป กู้ภัยรับทราบและแจ้งว่าออกไปแล้ว คงอีกไม่นาน
ใช้เวลาทั้งหมดนี้ประมาณ 15 นาทีเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างปลอดภัย ผมจึงขอตัวไปทำธุระต่อ ป่านนี้คุณบาริสต้าที่ผมโทรไปสั่งกาแฟและสโคนไว้คงชะเง้อรอแล้ว เฮ้อ…คงต้องไปจัดเตรียมชุดปฐมพยาบาลชุดใหม่ไว้ใต้เบาะอีกแล้วสินะ

06 กันยายน 2566

สั้น ๆ กับการลดน้ำหนักด้วย gastric balloon

 สั้น ๆ กับการลดน้ำหนักด้วย gastric balloon

ผมสแกนคร่าว ๆ ในประเด็นที่อยากจะมาสื่อสารครับ ประมาณ ยี่สิบกว่าการศึกษาและสอง meta analysis พบว่า
1. ทุกการศึกษาจะเปรียบเทียบการทำ gastric balloon เพิ่มจากการปรับชีวิต เทียบกับการปรับชีวิตอย่างเดียว ... ไม่มีการอยู่เฉย ๆ ขี้เกียจ ไม่ควบคุมอาหาร แล้วจะสำเร็จ
2.เกือบทั้งหมดวัดผลในระยะสั้น 6-8 เดือน พบว่าใส่บอลลูนดีกว่าคุมอาหารอย่างเดียว แต่มีนัยสำคัญบ้าง ไม่มีนัยสำคัญบ้าง ปะปนกัน ... ไม่ได้ผลในทุกกรณีนะ และระยะยาวยังบอกไม่ได้
3. นน. ที่ลดลงในช่วงหกเดือน ใส่บอลลูนจะลดลง 6-9 กิโลกรัม ส่วนคุมอาหารอย่างเดียวจะลดลงได้ครึ่งหนึ่งของที่บอลลูนทำได้ มีไม่กี่การศึกษาที่ติดตามต่อไปอีก พบว่าส่วนมาก นน. เด้งขึ้น แต่ไม่เยอะเท่าเดิม
4. เกือบทั้งหมดของการศึกษาใช้ผู้ป่วยที่ดัชนีมวลกายเกิน 30 มองเร็ว ๆ แล้วส่วนมากอยู่ที่ 35-37 นะครับ หมายความว่า ถ้าคุณผอมกว่านี้หรืออ้วนกว่านี้ อาจจะไม่ได้ผลตามนี้ก็ได้
5. ผลข้างเคียงส่วนมาก เกิดจากกระบวนการใส่บอลลูน ซึ่งไม่อันตราย ผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดจากกระบวนการใส่บอลลูน คือ ท้องอืด กรดไหลย้อน ซึ่งก็ไม่มาก
6.ส่วนผลระยะยาวเรื่อง การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด น้ำตาลในเลือด เมตาบอลึซึมต่าง ๆ ยังมีการศึกษาน้อยมาก ไม่แสดงผลชัดเจนเหมือนการผ่าตัดลดน้ำหนัก ที่ลดโรคหัวใจและผลแทรกซ้อนจากเบาหวานได้
ย้ำ..ก่อนคุณจะใส่บอลลูน คุณก็ต้องคุมอาหารเคร่งครัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ย้ำ 2...หลังใส่บอลลูน คุณก็ต้องคุมอาหารเคร่งครัด ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ย้ำ 3 ..ถ้าคุณไม่คิดว่าจะต้องคุมอาหารเคร่งครัด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ คุณก็อย่าคิดไปใส่บอลลูนเลยครับ

02 สิงหาคม 2566

USPSTF โฟลิกก่อนท้อง

 สั้น ๆ วันหยุด กับซูซี่ : โฟลิกก่อนท้อง

กราบสวัสดีค่า ชาวด้อมลุงหมอทั้งหลาย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะคะ ซูซี่จะมีวาสนาได้มาเจอทุกคนก็ตอนที่อีตาลุงหมอไปเที่ยว เฟเค้ชึ่น โน่นค่ะ ไปโผล่อยู่เขื่อนภูมิพลนู่น ป่านนี้นอนกลิ้งอ่านหนังสือสบายไป คือลุงหมอเนี่ย แกไปเที่ยวไหนก็คือย้ายที่อ่านนิยายค่ะ ไม่รู้จะไปไกลทำไม
วันนี้ซูซี่เอาเรื่องเบา ๆ มาฝากค่ะ น้อง ๆ คงเคยได้ยินเรื่องการกินยาเม็ดโฟลิกก่อนตั้งครรภ์ว่ามีประโยชน์ลดความพิการของระบบประสาทที่ชื่อ neural tube defect ใช่ไหมคะ ก็แนะนำกันมาสักพัก ลุงหมอเขาก็เคยลงเรื่องนี้ค่ะ คราวนี้ระยะหลัง ๆ ก็เริ่มมีคนสงสัยว่า เอ เริ่มมีเรื่องของความผิดปกติอื่น ๆ ของการตั้งครรภ์มากขึ้น มันจะเกี่ยวกับโฟลิกนี่ไหมล่ะ มันก็โผล่มาเวลาไล่เลี่ยกับคำแนะนำโฟลิกก่อนท้องเลย
วันนี้วารสาร JAMA ลงรายงานคำแนะนำของ USPSTF (ไปหาคำแปลเองนะลูก ซูซี่ขาโหด ไม่ใจดีเหมือนลุงหมอนะคะ) เขาไปรวบรวมงานวิจัยในช่วงหลังที่ว่าเกิดเรื่อง ว่ามันจริงหรือเปล่าหว่า มีลับลมคมใน ดีลล้งดีลลับ อะไรหรือเปล่าเนี่ย
ก็ปรากฏว่าไม่เกี่ยวกันค่ะ กินได้นะคะเด็ก ๆ ปลอดภัยดีและยังช่วยป้องกัน neural tube defect ได้ดีค่ะ
จะให้ดีก็กินก่อนท้อง ..ลูก ๆ จะสงสัยว่า แม่ขา จะรู้ไหมล่ะคะว่าดอกไหนจะท้องจะไม่ท้อง ไม่เป็นไรค่ะลูก แค่คิดจะท้อง วางแผนมีลูก ก็เริ่มกินได้เลย โฟลิกราคาโคตรถูกค่ะลูก เอาเงินที่ไปเอฟ 8.8 9.9 เอาแค่ของอย่างเดียวที่ลูกไปเอฟนี่แหละค่ะ จ่ายค่าโฟลิกได้เป็นปี
ถึงท้องแล้ว ..อุ๊ยตาย !! ท้องแล้วเหรอ นึกว่าท้วม ก็ยังกินได้นะคะลูก
ใครคุมกำเนิดอยู่ ใครยังไม่มีผอ จะยังไม่กินก็ไม่ว่า ใครปิดอู่ จะไม่กินก็ไม่ว่าค่ะ
ซูซี่ก็จะหามากินบ้างนะคะ มดลูกเริ่มเขย่าแล้ว นัดไว้คืนนี้ด้วยค่ะ

28 มิถุนายน 2566

ยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศชายแบบทา

 หวังว่าคุณคงรู้จัก PDE5i ยาเพิ่มสมรรถภาพเพศชายกันแล้ว กินก่อนใช้ประมาณ 30-60 นาที เริ่มในขนาดต่ำก่อนได้ อาจมีอาการปวดหัวและการมองเห็นผิดปกติชั่วคราว ห้ามใช้ยานี้พร้อมกับยาลดความดันไนเตรต และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข่าวทั่วโลกกล่าวถึงยาเพิ่มสมรรถภาพแบบใหม่ ใช้ทาก่อนลุย !!

ยาตัวนี้เป็นยาทา 0.2% glyceryl trinitrate ใช้ทาที่ส่วนปลายอวัยวะเพศชายก่อนมีเพศสัมพันธ์ ใช้เวลา 5-10 นาทีก็ทำงานแล้ว และด้วยความที่เป็นยาทาเฉพาะที่ โอกาสเกิดผลข้างเคียงจึงต่ำ มันทำงานโดยส่งไนตริกออกไซด์เข้าสู่หลอดเลือดดำในอวัยวะเพศชาย ทำให้หลอดเลือดขยายและแข็งได้นานพอ
มีการศึกษารองรับตัวยา ทำในชายที่มีภาวะไม่แข็งตัว การศึกษา FM 57 ทำในผู้ป่วย 1000 รายในเก้าประเทศ วัดผลระดับคะแนนสมรรถภาพหมดทางเพศ (IIEF) เทียบกับยาหลอก พบว่าพึงพอใจมากกว่ายาหลอก อีกการศึกษาคือ FM 71 ที่ทำในผู้ป่วย 96 รายอันนี้จะเทียบกับยา teladefil โดยใช้ระดับคะแนน IIEF เช่นกัน พบว่าระดับคะแนนที่ดีขึ้นไม่ต่างจากการใช้ยา teladefil แต่ออกฤทธิ์เร็วกว่ามากและผลข้างเคียงต่ำกว่ามาก
ประเด็นคือ ผมหาวารสารตัวเต็มของ FM57 และ FM71 ไม่เจอ มีแต่เอกสารสรุปจากบริษัท Futara Medical ผู้เป็นเจ้าของยาและเจ้าภาพการวิจัย น่าอ่านดีนะแต่มันคือวารสารสรุปจากบริษัทไง ก็เลยพยายามหาวารสารอื่น ไปพบอันนี้เข้ารูปแบบการศึกษาคล้ายกันเลย จากบริษัทเดียวกันในยุโรป ยาตัวนี้เลย วารสารตัวเต็มด้วย สรุปมาให้สักย่อหน้า ก่อนจะไปวิจารณ์ว่า เอามาใช้ได้ไหม
การศึกษาเฟสสอง ทำในยุโรปสองประเทศคืออังกฤษและโปแลนดฺ์ ในผู้ชายที่เป็น erectile dysfuction 232 คนแบ่งเป็นแบบรุนแรง แบบปานกลาง และแบบเล็กน้อย นำทั้งหมดมาแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบการใช้ยาเทียบกับยาหลอก
โดยกลุ่มแรกใช้ยาทดสอบก่อนพักหนึ่งสัปดาห์แล้วเปลี่ยนเป็นยาหลอก ส่วนกลุ่มสองทำสลับกัน วัดผลคะแนน IIEF ที่เพิ่มมากกว่า 4 คะแนนเรียกว่า ดีขึ้น โดยก่อนแบ่งกลุ่มต้องมีการ run in คือนำมาใช้ยาดูก่อนว่าใช้ได้ ไม่มีผลข้างเคียงจึงนำมาแบ่ง
ผลพบว่า กลุ่มที่ได้ยามีคะแนนเพิ่มมากกว่ายาหลอกแต่ไม่มีนัยสำคัญ หากไปพิจารณาแล้วกลุ่มที่ได้ผลคือกลุ่มที่เสื่อมสมรรถภาพแบบไม่รุนแรง (ซื่งคือครึ่งนึงของกลุ่มตัวอย่าง) และอายุเฉลี่ยของผู้เข้าศึกษาคือ 40 ปี
1.การศึกษาใช้ระดับคะแนน IIEF ที่เพิ่มเพียง 4 คะแนนมาบอกว่าดีขึ้น ซึ่งระบบคะแนน IIEF เป็นการให้คะแนนแบบนามธรรม มีความแปรปรวนสูง และมีหัวข้อ 'พึงพอใจ' ที่แปรปรวนได้มาก แถมคะแนนที่ดีขึ้นก็ต่างกันแค่คะแนนเดียว
2.คนส่วนใหญ่ เสื่อมสมรรถภาพเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนคนที่เสื่อมหนัก ๆ ไม่ได้ดีขึ้นจากการใช้ยาเมื่อเทียบยาหลอก
3.ไม่มีคนที่แข็งแรงดี อย่างน้อยต้องเสื่อมสมรรถภาพระดับเล็กน้อย จึงจะได้ประโยชน์
4.การศึกษามีช่วง run in นั่นคือต้องผ่านช่วงทดลองการใช้ยาและผ่านข้อบังคับ คือ ความต้องการมีเพศสัมพันธ์ต่อเนื่องเท่านั้น อยู่ดี ๆ จะมาลองป้ายสักสีสองทีโดยไม่พร้อมอาจไม่เห็นผล
5.ผลที่เป็นบวกคือจากยาหลอกแล้วไปใช้ยาทดลอง ส่วนกลุ่มที่เริ่มจากยาทดลองก่อนแล้วตามด้วยยาหลอก พบว่าผลไม่ต่างกัน บางทีเหตุผลทางจิตใจและความมั่นใจก็มีผลนะ เรียกว่าครั้งแรกจุดติด ที่เหลือมาเอง
FM57 ทำในขนาดการทดลองใหญ่ขึ้นและหลายประเทศ ผลออกมาเหมือนกัน ส่วน FM71 ทำเทียบ active comparator คือ teladefil ไม่ใช่ยาหลอกและคนละวิธีการใช้ยา อาจมีผลต่อการศึกษา
สรุปคือมันเป็นตัวช่วยที่ดี แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่หนักหน่วงในกลุ่มที่สมรรถภาพเสื่อมหนัก ๆ ได้ และอย่าไปคาดหวังกับผลมากนัก ที่สำคัญไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าคนปรกติที่ไม่เสื่อมจะมาใช้เพิ่มความปึ๋งปั๋งได้เลย และยังไม่ได้ชนะยากลุ่มเดิม ที่สำคัญที่สุดยังไม่มีขายในเมืองไทยครับ

31 มีนาคม 2566

ตั้งครรภ์ แต่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

 ตั้งครรภ์ แต่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

1. การรักษาช่วงตั้งครรภ์เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกเป็นหลัก
2. สำหรับแม่ ถ้าปริมาณไวรัส (HBV DNA viral load) เกิน 200,000 iu/ml แนะนำกินยา tenofovir ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 28 แล้วไปประเมินว่าต้องกินต่อไปไหม
3. ถ้าแม่มีภาวะตับแข็งด้วย อันนี้กินยาเลยเมื่อตรวจพบ หวังผลรักษาแม่ด้วย
4. ถ้าแม่ตรวจปริมาณไวรัสน้อยกว่า 20,000 iu/ml แต่มีตับอักเสบเรื้อรัง อันนี้ก็กินยาได้เลย หวังผลดูแลแม่ด้วย
5. ยา TDF (tenofovir disoproxil) ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ได้ ส่วน TAF (tenofovir alafenamide) ให้รอข้อมูลเพิ่ม
6. ในเด็กแรกเกิด ให้เลื่อนวัคซีนเข็มสองมาฉีดที่หนึ่งเดือนแทนสองเดือน และพิจารณาให้ immunoglobulins สำหรับตับอักเสบบี
7. ให้ลูกกินนมแม่ได้
8. ควรตรวจทราบสถานะไวรัสตับอักเสบบีตัวเองสักครั้ง ถ้ายังไม่ได้วัคซีน หรือไม่มีภูมิคุ้มกัน จัดการให้เรียบร้อยก่อนตั้งครรภ์
9. ติดเชื้อแล้ว รักษาอยู่ ก็ตั้งครรภ์ได้ แต่ต้องรู้วิธีการจัดการ และความเสี่ยงแพร่เชื้อสู่คู่แต่งงาน
จบ

26 พฤศจิกายน 2565

ไซนัสอักเสบ มีผลแทรกซ้อนไหม

 ไซนัสอักเสบ มีผลแทรกซ้อนไหม

ไซนัสอักเสบ หรือติดเชื้อในโพรงไซนัสข้างจมูก เป็นผลแทรกซ้อนสำคัญของโรคหวัด
จะเกิดอาการบวมบริเวณรูเปิดของไซนัสที่ต่อกับโพรงจมูก ทำให้ระบายสารคัดหลั่งไม่ได้ จนคั่งค้าง อักเสบติดเชื้อ
มีอาการไข้ เสมหะน้ำมูกมาก ปวดหัว ปวดบวมข้างแก้ม ถ้าถ่ายภาพเอ็กซเรย์จะเห็นโพรงไซนัสมีฝ้าขาว เยื่อบุบวม และอาจมีน้ำขัง (เห็นเป็นระดับน้ำที่เรียกว่า air-fluid level)
การรักษาคือให้ยาฆ่าเชื้อ ยาลดบวม ล้างจมูก
ถ้าไม่รักษา อาจจะเกิดผลแทรกซ้อนอันตรายได้ในบางคน โดยเฉพาะคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น เบาหวาน
อันตรายที่ว่าคือ
1. เยื่อหุ้มสมองอักเสบติดเชื้อ ลึกลงกว่าไซนัสก็ถึงเยื่อหุ้มสมองและสมองแล้ว
2. ฝีที่สมอง ติดเชื้อลุกลามทะลุกะโหลกไปที่สมองได้
3. กระโหลกติดเชื้อลุกลาม อันนี้อันตรายสุด ๆ เพราะกระโหลกเป็นกระดูกที่มีช่องว่างระหว่างชั้นเยอะมาก การติดเชื้อจะซอกซอนไปกว้างมาก
ถ้าเป็นหวัดแล้วไม่หาย ปวดหัว ปวดหู ปวดแก้ม เสมหะน้ำมูกมากขึ้นผิดหูผิดตา สีข้นกลิ่นเหม็น อย่าละเลยนะครับ



21 ตุลาคม 2565

ตั้งท้องแล้ว กินอะไร....

 ตั้งท้องแล้ว กินอะไร....

❤️ยาเม็ดโฟลิก จริง ๆ ควรกินตั้งแต่ก่อนท้อง
❤️ยาเม็ดธาตุเหล็ก ส่วนมากจะเป็นเม็ดรวมที่มีวิตามินรวมอยู่ด้วย
❤️นมวันละอย่างน้อยหนึ่งกล่อง เสริมแคลเซียมและวิตามินดี แถมมีโปรตีนและสารอาหารอื่นเพียบ
อยากตั้งท้อง กินอะไร...
กินอะไรก็ได้ในมื้อค่ำ เอาที่บรรยากาศโรแมนติก แล้วใส่ชุดนอนไม่ได้นอน

บทความที่ได้รับความนิยม