05 เมษายน 2569

one day trip bag

 


เคยเขียนในชุมชนนักอ่าน e-Book ไปหนึ่งรอบ วันนี้ใช้อีก หนึ่งวันกับการไปงานสัปดาห์หนังสือ
1. กระเป๋าสะพายใบเล็ก เปิดปิดง่าย ผมมักจะสะพายไขว้ด้านหน้า หยิบก็ง่าย ใครมายุ่มยามก็จะจับตีก้น ขนาดพอเหมาะกับหนึ่งวัน
2. เพาเวอร์แบงค์ อันเล็ก พกง่าย อันนี้มีปลั๊กและสายมาด้วย เป็นทั้งหัวชาร์จและพาวเวอร์แบงค์ อันเดียวจบ ชาร์จได้ทั้งโทรศัพท์ เครื่องเล่นเพลง ไฟฉาย
3. หูฟัง ผมเป็นมนุษย์หูฟังมีสาย ใช้ JBL มาตลอดอันนี้เป็นรุ่น endurance ไว้ใส่ออกกำลังกาย ทนทานดีมาก เสียงดี เวลาเดินงานหนังสือจะใส่หู ไม่ใช่อินดี้ แต่เวลาคนโทรมาจะได้ยิน
4. โทรศัพท์ ตั้งแต่ก่อนโควิด เครื่องเดิม โทรเข้าออกได้ รับเมลได้ ฟังวิทยุได้ จ่ายตังได้ แค่นี้พอ เครื่องนี้ซื้อมา 4000 ยังใช้ได้ดี
5. ปากกา ไฟฉาย เครื่องฟังเพลง ผมพกปากกาสามสีเป็นประจำ เอาไว้แยกไอเดีย และเป็นลูกเสือยุคเก่าไปไหนต้องพกไฟฉาย (ตรวจร่างกายได้ด้วย) เครื่องฟังเพลงอันนี้ฟัง lossless ได้ และใส่เนื้อหาประชุมวิชาการที่ถอดเป็น MP3 ไว้ฟัง จะได้ไม่เปลืองแบตโทรศัพท์
6. kindle basic 2022 คู่กายจริง ๆ ครับ มีนิยาย นันฟิคชั่น ตำรา อ่านได้ทุกที่ แบตอึดมาก ที่สำคัญฟังหนังสือเสียงได้ ผมซื้อไว้หนึ่งเล่มคือ thinking, fast and slow
7. ยาเล็กน้อย ที่พกใน oneday trip คือ paracetamol, loratadine และ พลาสเตอร์ยา ไว้ใช้เผื่อฉุกเฉิน ส่วนอื่น ๆ ไปหาดาบหน้า ที่พกมานี่ก็ไม่เคยใช้สักที
8. อุปกรณ์อนามัยพื้นฐาน คือ สบู่โฟมล้างหน้าแบบพกพา ใช้ล้างมือ ล้างหน้า มันสดใจจริง ๆ นะครับ ได้ล้างหน้าหลังลุยงานหนังสือ มีผ้าขนหนูผืนเล็กสารพัดประโยชน์ (ผืนที่แล้วเคยใช้ห้ามเลือด) และยาดม สักปื้ด มีแรงดีเชียว
9.เป๋าตัง อันนี้เข้าปีที่สิบแล้ว แต่ก็ยังสภาพดี ตั้งใจว่าไม่พังไม่เปลี่ยน ที่สำคัญคือเวลามางานหนังสือ จะบรรจุเงินมาจำกัดืใช้เงินสดเท่านั้น ไม่งั้นมีเลยเถิด มีเกินแน่ กำหนดเลยไม่เกินเท่าไร
เท่านี้ครับ หนึ่งกระเป๋าเท่านั้นกับ one day trip ไม่เกะกะ สบายเบา
ไหนใครมี one day trip bag มาโชว์บ้าง


04 เมษายน 2569

น้ำตาลต่ำ หรือ อัมพาต

 น้ำตาลต่ำ หรือ อัมพาต

ภาวะน้ำตาลต่ำ : ต้องมีอาการทางระบบประสาท + ตรวจเลือดพบว่าต่ำ + ให้น้ำตาลเข้าไปแล้วน้ำตาลขึ้นอาการหายหมด
และอาการระบบประสาทจากน้ำตาลต่ำนี้ หลายครั้งเหมือนอาการจากอัมพาตเฉียบพลันเลยครับ พูดไม่ได้ สับสน ชาหรืออ่อนแรงครึ่งซีก ทุกครั้งที่มีอาการเหมือนอัมพาตนี้ นอกจากจะส่งไปถ่ายภาพสมองทันที อีกหนึ่งอย่างคือต้องเจาะเลือดดูน้ำตาลต่ำด้วย ถ้าน้ำตาลต่ำก็ให้ฉีดกลูโคสและดูการตอบสนอง หากอาการหายสนิท แสดงว่าเกิดจากน้ำตาลต่ำ
แล้วถ้าแก้ไขแล้วไม่หาย หรือหายช้า หรือสงสัยอัมพาตหลอดเลือดตีบเฉียบพลันจะทำอย่างไร จะรอต่อไปก็กลัวว่าหากเป็นหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน มันจะยิ่งช้าน่ะสิ
คำตอบ : ก็รักษาอัมพาตไปเลยครับ รีบให้ยาสลายลิ่มเลือด rt-PA ไปเลย
ความตกใจ : เฮ้ย..มันจะดีหรือ ไม่รอสักหน่อยล่ะ ก็เจาะเลือดเจอน้ำตาลต่ำเห็น แค่ดีขึ้นช้า จะให้ยาสลายลิ่มเลือด เกิดเลือดออกในสมอง ก็แย่สิหมอ
คำตอบ : อธิบายสั้น ๆ สองข้อให้มั่นใจ ตามแนวทางการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน 2026
1. time is brain ในกรณีเป็นอัมพาตจริง ถ้ายิ่งเราปล่อยเวลาเนิ่นนาน ไม่รีบเปิดหลอดเลือด เนื้อเยื่อสมองจะตายมากขึ้น คืนสภาพเดิมยากขึ้น หากเราเสียเวลารอให้คืนสภาพ 1 ชั่วโมง สมองอาจเสียหายถาวรไปแล้ว อย่าเสียโอกาสในการรักษา
2. โอกาสเลือดออกต่ำกว่าที่คิด เอาว่าการรักษาหลอดเลือดตีบโดยรวม 3-5% นี่คือนับรวม ‘เหมือนอัมพาตแต่ไม่ใช่อัมพาต’ ไปด้วยแล้วนะ หากมาพิจารณาเฉพาะ ‘mimicker’ คือไม่ใช่อัมพาต แต่ได้รับยาสลายลิ่มเลือด โอกาสเลือดออกและอันตรายในกลุ่มนี้เกือบแตะ 0% ครับ
ยิ่งยาใหม่อย่าง tenecteplase และการแก้ไขเลือดออกที่ดีมาก ทำให้ความน่ากังวลตรงนี้ลดลงไปอีกมาก
วิชาการสรุปว่า … ถ้าแก้น้ำตาลต่ำแล้วไม่ดี ดีขึ้นช้า หรือแยกอัมพาตไม่ได้ ให้รักษาแบบอัมพาตได้เลย อย่ารอ อย่าเสียโอกาสในการรักษาเนื้อสมอง
โลกแห่งความจริง : ถูกร้องเรียนจากให้ยาไม่ตรงโรค ถูกร้องเรียนความเสี่ยง เกิดเลือดออกถูกฟ้องร้อง
หมอ : หมอต้องทราบความเสี่ยง อธิบายก่อนรักษา ติดตามใกล้ชิด หากเกิดปัญหาต้องรีบคุยกับญาติและแก้ไข
คนไข้และญาติ : เข้าใจความเสี่ยง เข้าใจโอกาสการรักษา ตัวเลือกมีไม่มากเมื่อเวลาเดินหน้าไปเรื่อย ๆ
หมอรักษาเบาหวาน : ถ้าเลือกยาที่ไม่เกิดน้ำตาลต่ำก็จะดี ถ้าเลือกไม่ได้ ต้องสอนการสังเกตอาการ การเจาะตรวจปลายนิ้ว และการแก้ไขเบื้องต้น

risk enhancers

 risk enhancers

น่าจะเป็นหัวข้อสุดท้ายที่จะมาอธิบายเรื่องแนวทางการจัดการไขมันล่าสุดกันแล้ว
risk enhancer คือปัจจัยเสี่ยงเพิ่มที่ระบุว่าหากคุณมีความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อย่างน้อยข้อเดียว ก็จะมีโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่ไม่มี
โดยเราจะประเมิน risk enhancer เมื่อเป็นกลุ่มความเสี่ยงไม่สูงจากการใช้สูตร PREVENT-ASCVD แล้วยังกังขาว่าจะเกิดประโยชน์จากการใช้ยาหรือไม่ หรือยังไม่ความมีความเสี่ยงอื่นที่ไม่สามารถเอามากำหนดเป็นสมการได้ไหม ถ้ามีสักข้อจะเพิ่มน้ำหนักว่า ‘น่าจะ’ กินยาเพื่อลดความเสี่ยงครับ
1. ประวัติคนในสายพันธุกรรมมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเร็วกว่าที่ควร จะนับญาติสายตรงคือ พ่อแม่ และ พี่น้องร่วมพ่อแม่ กำหนดเร็วกว่ากำหนดคือ หากผู้ป่วยรายนั้นเป็นชายต้องอายุน้อยกว่า 55 ปี หากเป็นหญิงต้องเกิน 65 ปี …
ข้อนี้จะบ่งชี้โรคไขมันในเลือดผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดรุนแรงครับ พบบ่อยคือ familial hypercholesterolemia และเพราะเราป้องกันได้รักษาดี กลุ่มโรคพันธุกรรมนี้จึงอยู่รอดสืบพันธุ์ส่งต่อยีนต่อไป (เราจึงเจอโรคพวกนี้เยอะขึ้นในปัจจุบัน)
2. มีบรรพบุรุษเชื้อสายเสี่ยงสูง สำหรับแนวทางไขมันนี้และ prevent-ascvd นี้จะระบุเชื้อสายเอเชียใต้ (indian subcontinent) อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน มัลดีฟส์ อีกกลุ่มเชื้อชาติคือ filippinos ซึ่งมาจากข้อมูลทางระบาดวิทยา ไม่ได้มาจากข้อมูลโดยตรงเหมือน indian subcontinent และ..!!! ไม่รวม southeast asian
3. คะแนน polygenic risk score สูง … เทคโนโลยียุคใหม่เราสามารถลงลึกไปถึงความเสี่ยงระดับยีน ที่จะตรวจยีนหลายตัวที่เป็น pathogenic gene มาคำนวณคะแนน สามารถระบุเป็นกลุ่มยีนก่อโรค เช่น มะเร็ง หลอดเลือด ในที่นี่เราจะตรวจยีนก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดปัจจุบันมีหลายบริษัทเอกชนในไทยตรวจได้ แต่ค่าตรวจยังราคาสูงครับ เท่ากับ PS5+NSW2
การตรวจจะใช้โปรแกรมสำเร็จเช่น UK Biobank PRS และคิดค่าออกมาเป็น percentile ของประชากร เช่น เกิน percentile 80 ความเสี่ยงเพิ่มประมาณ 2 เท่า
4. มีโรคการอักเสบเรื้อรัง ผมขออธิบายเพิ่ม มีการศึกษาพอสมควรที่แสดงให้เป็รความสัมพันธ์อย่างหนักแน่นระหว่างโรคอักเสบเรื้อรังกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนปกติ โดยสามโรคที่มีการศึกษาแบบ prospective cohort และ registry ขนาดใหญ่ แถมเอามาทำ meta-analysis ด้วยคือ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง
หลังจากนั้นมีการศึกษาโรคอักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้น แม้ขนาดการศึกษาจะไม่ใหญ่เท่าสามโรคข้างต้นและสัดส่วนความสัมพันธ์ต่อโรคหัวใจจะไม่หนักแน่นเท่า ในโรค ankylosing spondilitis, inflammatory bowel disease และล่าสุดคือการติดเชื้อ HIV (มี chapter แยกเลย)
5. Lp(a) มากกว่า 125 nmol/L อันนี้หลายคนคงทราบแล้ว ในกรณีคำนวณความเสี่ยงหลักแล้วก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม การตรวจพบ Lp(a) ระดับสูงจะช่วยสนับสนุนข้อแนะนำการใช้ยาได้ดี เพราะ Lp(a) เป็นการควบคุมจากยีนที่บกพร่อง ควรตรวจสักครั้งในชีวิตอยู่แล้วครับ
แต่อย่าลืมว่านี่เป็นส่วนเสริม เพราะเรายังไม่สามารถไปจัดการ Lp(a) ได้โดยตรงและยังไม่มีหลักฐานว่า Lp(a) ลดลงแล้วความเสี่ยงและการเกิดโรคจะลดลงไหม แค่บอกว่าเสี่ยงสูง ต้องจัดการ
6. ค่าการอักเสบ hs-CRP มากกว่า 2 ng/L จากการตรวจอย่างน้อยสองครั้ง การอักเสบนี้พูดกัน วิจัยกันมามากเช่น JUPITOR, CANTOS ว่าเพิ่มการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในทุกระดับ LDL และหากใช้ยา statin จนได้เป้า สามารถลดการอักเสบและลดโรคหลอดเลือดได้จริง ไม่ว่า LDL จะลดถึงเป้าหรือไม่ (ถ้า LDL ถึงเป้าก็ลดได้มากกว่า)
7. ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างต่อเนื่อง (ผ่านการควบคุมอาหารแล้ว) หากไม่งดอาหารนับที่มากกว่า 175 mg/dL หากงดอาหารจะนับที่เกิน 150 mg/dL …
ปัจจุบันเราพบว่าในกรณีนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เรียกว่า residual risk หรือ lipoprotein remnant หากสูง โอกาสเกิดโรคหัวใจจะสูงขึ้น (Copenhegen Cohort Study) แต่ที่เป็นเพียงส่วนเสริม เพราะเรายังมีหลักฐานจำกัดว่าไปลด TG แล้วโรคหัวใจจะลดลง มันเป็นจริงแค่ในบางกรณีคือ เบาหวาน+TG สูง+HDL ต่ำ และยาที่ส่งผลก็มีเพียง high dose EPA (นี่แหละน้ำมันปลาที่ส่งผลต่อโรคหัวใจ)
8. มีภาวะ cardiovascular-kidney-metabolic syndrome ปัจจุบันนี้ถือว่าสามโรคนี้ไม่ได้แยกกัน มีอันหนึ่งจะส่งผลกระทบอีกอันหนึ่ง และหากเสียหนึ่งที่เหลือจะเสียตาม และเวลาใช้ยาตัวหนึ่งจะต้องส่งผลดีต่อโรคที่เหลือ
แนวทางทุกแนวทางปัจจุบันจะ ‘บูรณาการ’ สามโรคนี้ด้วยกัน เช่น อ้วน เบาหวาน ไตเสื่อมเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง การศึกษายายุคใหม่ทั้งหมดต้องมีผลลัพธ์ครบ หัวใจ-ไต-เมตาบอลิก เพราะมันคือกลุ่มโรคเดียวกัน ตายจากสาเหตุเดียวกัน และรอดจากการรักษาเดียวกัน
9. ค่า LDL-C 160-189 mg/dL อย่างต่อเนื่อง หรือค่า non-HDL cholesterol 190-219 mg/dL หรือค่า apo(B) มากกว่า 120 mg/dL …
อันนี้น่าจะตอบคำถามทุกคนที่สงสัย ในเมื่อ LDL มันสำคัญนัก มันก่อโรค แต่ทำไมไม่มีการคำนวณค่า LDL ใน PREVENT-ASCVD !!! อธิบายง่ายคือ LDL คือผู้ร้านก่อโรคไปแล้ว ไม่ต้องเอามาคิดคำนวณ ‘’ความเสี่ยง’ แล้ว เอาไปเป็นเป้าหมายการรักษาได้ การใส่ LDL ในสมการไม่ได้เพิ่ม acuuracy ในการบอกความเสี่ยง จึงเอามาช่วยเสริมว่า ถึงแม้คุณเสี่ยงไม่มาก แต่ผู้ร้ายตัวเอ้ของคุณสูง คุณน่าจะจัดการมันเสีย
10. มีความเสี่ยงอันเกิดจากการเจริญพันธุ์ …อันนี้มาใหม่ ดูไม่น่าเชื่อ แต่มันคือข้อมูลเชิงประจักษ์ในเชิงความสัมพันธ์ว่าหากมีภาวะแบบนี้โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น ยังไม่ถึงระดับขั้นเป็นเหตุเป็นผล และไม่ได้บอกว่าอย่าเจริญพันธุ์ ,!! ระดับคำแนะนำแค่ ‘อาจจะ’ เสี่ยงเพิ่ม หลักฐานก็ไม่ได้หนักแน่นมากนัก
Hypertension of pregnancy
Gestational DM
SGA (small for gestational age)
preterm delivery
recurrent spontaneous abortion
อื่น ๆ อันนี้ระดับความเสี่ยงต่ำกว่าด้านบน คือ มีประจำเดือนเร็ว, หมดประจำเดือนเร็ว, PCOS
หวังว่าทุกคนคงมีแนวคิดที่ถูกต้อง เรื่องของการจัดการโรคไขมันในเลือด ว่าต้องหาความเสี่ยง ระบุตำแหน่งความเสี่ยงของตน ไม่ว่าเสี่ยงมากน้อยก็ต้องปฏิบัติตนให้ดี และค้นหาคนที่เหมาะสมที่ได้ประโยชน์จากการใช้ยา และวิธีใช้ยาให้ได้ประโยชน์สูงสุด
หลายคนบอกว่าแนวทางออกมาแบบนี้ หุ้นบริษัทยาก็ขึ้น ขายยาได้ดีมาก มันก็จริงในเชิงธุรกิจ แต่ถ้ามาดูผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ไม่ได้อ้างอิงแค่การศึกษาเดียว (ขนาดผมรีวิวไม่กี่สิบ ยังเหนื่อย) จะพบว่าเป้าหมายหลักคือการลดโรค การลดความรุนแรงและลดอัตราการตายทั้งสิ้น คงไม่สามารถแยกประโยชน์สองอย่างนี้ออกจากกันได้
ในสายตาผม การจัดการความเสี่ยง การปฏิบัติตัว การใช้ยา มีประโยชน์มากกว่าโทษครับ

01 เมษายน 2569

สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป ถ้าคุณไปตรวจไขมันในเลือด โดยที่ยังไม่มีโรคใด ๆ มาก่อน คุณควรทำอย่างไร

 สรุปสำหรับประชาชนทั่วไป ถ้าคุณไปตรวจไขมันในเลือด โดยที่ยังไม่มีโรคใด ๆ มาก่อน คุณควรทำอย่างไร จริง ๆ ต้องทราบแนวทางก่อนตรวจนะครับ ถ้าไปตรวจมาก่อนแล้ว มันจะโน้มเอียงเข้าข้างตัวเอง ไม่ว่าจะกินหรือไม่กินยา

ก่อนจะไปถึงข้อแนะนำ (ใช้คำว่าแนะนำ ไม่ใช่ข้อกำหนด) แนวทางนี้กำหนดวิธีหาความเสี่ยงได้ละเอียดมากขึ้น ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงหลักและปัจจัยเสี่ยงเพิ่มที่มากขึ้น แน่นอนว่าจะมีคนที่ได้รับคำแนะนำให้กินยามากขึ้นด้วยพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งระยะเวลาที่เราอยู่กับไขมันที่ผิดปกตินานเท่าไร โอกาสเสี่ยงการเกิดโรคเราจะมากขึ้นตามไป และมีบทพิสูจน์ว่าถ้าเราจัดการได้ดีเร็วเท่าไร โอกาสเสี่ยงก็ลดลงเร็วขึ้นเช่นกัน
1. การคัดกรอง ‘โดยทั่วไป’ เริ่มเห็นผลตั้งแต่อายุ 30 ปี แต่ถ้าอายุน้อยกว่านี้ต้องพิจารณาเป็นกรณีหรือมากกว่า 79 ปี ก็พิจารณาเป็นกรณีไป (ของเดิมคือ 40-79)
2. เมื่อคิดจะคัดกรอง ให้ทำการปรับพฤติกรรม ปรับอาหาร ออกกำลังกาย เลิกบุหรี่ ได้เลย ไม่ต้องรอผล เมื่อคิดจะคัดกรองคือคุณมีความตระหนักรู้ในภาวะสุขภาพแล้ว เริ่มทำได้ทันที
3. เราจะใช้การคัดกรองและแบ่งลำดับความเสี่ยงตามแบบคำนวณ PREVENT-ASCVD สามารถกดคำนวณได้ฟรีที่เว็บไซต์สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกา มีข้อมูลเพศ การสูบบุหรี่ ยาที่ใช้ประจำ ค่าไขมัน (คำแนะนำนี้ไม่ต้องงดอาหารกรณี ‘’ทั่วไป’) ผลครีอะตินีนและ creatinine clearance, ค่าโปรตีนในปัสสาวะ (urine albumin creatinine ratio) และค่าน้ำตาลสะสม HbA1c
4. เมื่อกดคำนวณจะได้ความเสี่ยงออกมาสองค่า ค่าความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดในสิบปี และค่าประมาณการความเสี่ยงในสามสิบปี เราใช้ค่าสิบปีเป็นหลักนะครับ
5. ในกรณีความเสี่ยงสูง คือ เกิน 10% แนะนำว่า ‘ควร’ ใช้ยาลดไขมัน และหาขนาดยาที่ทำให้ลด LDL ลงได้อย่างน้อย 50% และค่า LDL ควรต่ำกว่า 70 mg/dL หากใช้ statin เต็มที่แล้วยังลดไม่ถึงเป้าให้เพิ่มยากลุ่มอื่นเข้าไป
6. กรณีความเสี่ยงปานกลาง คือ 5-10% แนะนำว่า ‘ควร’ ใช้ยาลดไขมันโดยเป้าหมายลดไขมัน LDL ลงจากเดิม 30-50% และถ้ายังก้ำกึ่งหรือลังเลว่าจะใช้ยาหรือไม่ ‘ควร’ ทำการเอ็กซเรย์วัดแคลเซียมหลอดเลือดหัวใจ ถ้าค่ามากกว่า 0 agatston unit ก็ควรกินยาลดไขมัน
7. กรณีความเสี่ยงก้ำกึ่ง คือ 3-5% แนะนำว่า ‘อาจจะ’ กินยาลดไขมันโดยหวังผลลดไขมันเหมือนกับข้อ 6 เนื่องจากระดับคำแนะนำเป็นแค่อาจจะกิน จึงมีการใช้ risk enhancers จำนวน 10 ข้อมาประกอบการพิจารณา หากมี risk enhancers จะเพิ่มน้ำหนักการตัดสินใจในการกินยามากขึ้น และถ้ายังต้องการความมั่นใจเพิ่มขึ้นให้ไปทำการเอ็กซเรย์วัดแคลเซียมในหลอดเลือดหัวใจ ถ้ามากกว่า 0 จะเพิ่มความมั่นใจในการกินยาลดไขมันมากขึ้น
8. กรณีความเสี่ยงต่ำ คือ น้อยกว่า 3% แนะนำว่ายังไม่ต้องเริ่มยา และติดตามต่อเนื่อง มีบางเงื่อนไขที่ ‘อาจจะ’ เริ่มยาลดไขมันคือ LDL 160-189 mg/dL และ 30 years risk มากกว่า 10%
9. ก่อนหน้านี้เราเลือกใช้ยาตามความเสี่ยงและความแรงของยาที่จะลด LDL จากเดิม แต่ในแนวทางนี้เรามีเป้าหมายในการลดตัวเลขที่ชัดเจน กรณีความเสี่ยงสูงจะลด LDL ลงอย่างน้อย 50% ส่วนความเสี่ยงระดับอื่นลด LDL ลง 30-50% พอระดับ LDL ได้เป้าหมาย ต้องกำจัดความเสี่ยงที่เหลือให้เรียบคือติดตามระดับ non-HDL chilesterol ที่ตั้งระดับไม่เกิน ‘goal LDL+30’ โดยประมาณ
10.การติดตามหลังให้ยาเพื่อปรับยาให้ได้เป้า ไม่ได้เป้าควรเพิ่มชนิดยาใหม่ แต่ต้องคุยผลได้ผลเสีย ราคา กับผู้ป่วยด้วยนะครับ และถ้าได้เป้าแล้ว ควรใช้ยานั้นต่อไป ถ้าไม่มีผลแทรกซ้อนหรือข้อห้าม ไม่มีสูตรการใช้ยาตายตัว อันนี้คือศิลปะการปรับยาของคุณหมอแต่ละคนครับ
มองโดยรวมอาจจะดูว่าเราใช้ยามากขึ้น แต่ผมมองแล้วคิดว่าเรากำลังมองหากลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จริงจากยา เพื่อมาลดความเสี่ยง จริงอยู่ว่ายาจะขายดีขึ้น แต่โรคหัวใจและหลอดเลือดมันก็ลดลงเช่นกัน และการป้องกันยังทรงประสิทธิภาพและคุ้มค่ากว่าการรักษาเสมอครับ ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ยา

บทความที่ได้รับความนิยม