risk enhancers
น่าจะเป็นหัวข้อสุดท้ายที่จะมาอธิบายเรื่องแนวทางการจัดการไขมันล่าสุดกันแล้ว
risk enhancer คือปัจจัยเสี่ยงเพิ่มที่ระบุว่าหากคุณมีความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้อย่างน้อยข้อเดียว ก็จะมีโอกาสการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนที่ไม่มี
โดยเราจะประเมิน risk enhancer เมื่อเป็นกลุ่มความเสี่ยงไม่สูงจากการใช้สูตร PREVENT-ASCVD แล้วยังกังขาว่าจะเกิดประโยชน์จากการใช้ยาหรือไม่ หรือยังไม่ความมีความเสี่ยงอื่นที่ไม่สามารถเอามากำหนดเป็นสมการได้ไหม ถ้ามีสักข้อจะเพิ่มน้ำหนักว่า ‘น่าจะ’ กินยาเพื่อลดความเสี่ยงครับ
1. ประวัติคนในสายพันธุกรรมมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเร็วกว่าที่ควร จะนับญาติสายตรงคือ พ่อแม่ และ พี่น้องร่วมพ่อแม่ กำหนดเร็วกว่ากำหนดคือ หากผู้ป่วยรายนั้นเป็นชายต้องอายุน้อยกว่า 55 ปี หากเป็นหญิงต้องเกิน 65 ปี …
ข้อนี้จะบ่งชี้โรคไขมันในเลือดผิดปกติทางพันธุกรรมชนิดรุนแรงครับ พบบ่อยคือ familial hypercholesterolemia และเพราะเราป้องกันได้รักษาดี กลุ่มโรคพันธุกรรมนี้จึงอยู่รอดสืบพันธุ์ส่งต่อยีนต่อไป (เราจึงเจอโรคพวกนี้เยอะขึ้นในปัจจุบัน)
2. มีบรรพบุรุษเชื้อสายเสี่ยงสูง สำหรับแนวทางไขมันนี้และ prevent-ascvd นี้จะระบุเชื้อสายเอเชียใต้ (indian subcontinent) อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา เนปาล ภูฏาน มัลดีฟส์ อีกกลุ่มเชื้อชาติคือ filippinos ซึ่งมาจากข้อมูลทางระบาดวิทยา ไม่ได้มาจากข้อมูลโดยตรงเหมือน indian subcontinent และ..!!! ไม่รวม southeast asian
3. คะแนน polygenic risk score สูง … เทคโนโลยียุคใหม่เราสามารถลงลึกไปถึงความเสี่ยงระดับยีน ที่จะตรวจยีนหลายตัวที่เป็น pathogenic gene มาคำนวณคะแนน สามารถระบุเป็นกลุ่มยีนก่อโรค เช่น มะเร็ง หลอดเลือด ในที่นี่เราจะตรวจยีนก่อโรคหัวใจและหลอดเลือดปัจจุบันมีหลายบริษัทเอกชนในไทยตรวจได้ แต่ค่าตรวจยังราคาสูงครับ เท่ากับ PS5+NSW2
การตรวจจะใช้โปรแกรมสำเร็จเช่น UK Biobank PRS และคิดค่าออกมาเป็น percentile ของประชากร เช่น เกิน percentile 80 ความเสี่ยงเพิ่มประมาณ 2 เท่า
4. มีโรคการอักเสบเรื้อรัง ผมขออธิบายเพิ่ม มีการศึกษาพอสมควรที่แสดงให้เป็รความสัมพันธ์อย่างหนักแน่นระหว่างโรคอักเสบเรื้อรังกับการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่าคนปกติ โดยสามโรคที่มีการศึกษาแบบ prospective cohort และ registry ขนาดใหญ่ แถมเอามาทำ meta-analysis ด้วยคือ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเอสแอลอี โรคสะเก็ดเงินชนิดรุนแรง
หลังจากนั้นมีการศึกษาโรคอักเสบเรื้อรังเพิ่มขึ้น แม้ขนาดการศึกษาจะไม่ใหญ่เท่าสามโรคข้างต้นและสัดส่วนความสัมพันธ์ต่อโรคหัวใจจะไม่หนักแน่นเท่า ในโรค ankylosing spondilitis, inflammatory bowel disease และล่าสุดคือการติดเชื้อ HIV (มี chapter แยกเลย)
5. Lp(a) มากกว่า 125 nmol/L อันนี้หลายคนคงทราบแล้ว ในกรณีคำนวณความเสี่ยงหลักแล้วก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม การตรวจพบ Lp(a) ระดับสูงจะช่วยสนับสนุนข้อแนะนำการใช้ยาได้ดี เพราะ Lp(a) เป็นการควบคุมจากยีนที่บกพร่อง ควรตรวจสักครั้งในชีวิตอยู่แล้วครับ
แต่อย่าลืมว่านี่เป็นส่วนเสริม เพราะเรายังไม่สามารถไปจัดการ Lp(a) ได้โดยตรงและยังไม่มีหลักฐานว่า Lp(a) ลดลงแล้วความเสี่ยงและการเกิดโรคจะลดลงไหม แค่บอกว่าเสี่ยงสูง ต้องจัดการ
6. ค่าการอักเสบ hs-CRP มากกว่า 2 ng/L จากการตรวจอย่างน้อยสองครั้ง การอักเสบนี้พูดกัน วิจัยกันมามากเช่น JUPITOR, CANTOS ว่าเพิ่มการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในทุกระดับ LDL และหากใช้ยา statin จนได้เป้า สามารถลดการอักเสบและลดโรคหลอดเลือดได้จริง ไม่ว่า LDL จะลดถึงเป้าหรือไม่ (ถ้า LDL ถึงเป้าก็ลดได้มากกว่า)
7. ค่าไตรกลีเซอไรด์สูงอย่างต่อเนื่อง (ผ่านการควบคุมอาหารแล้ว) หากไม่งดอาหารนับที่มากกว่า 175 mg/dL หากงดอาหารจะนับที่เกิน 150 mg/dL …
ปัจจุบันเราพบว่าในกรณีนี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นที่เรียกว่า residual risk หรือ lipoprotein remnant หากสูง โอกาสเกิดโรคหัวใจจะสูงขึ้น (Copenhegen Cohort Study) แต่ที่เป็นเพียงส่วนเสริม เพราะเรายังมีหลักฐานจำกัดว่าไปลด TG แล้วโรคหัวใจจะลดลง มันเป็นจริงแค่ในบางกรณีคือ เบาหวาน+TG สูง+HDL ต่ำ และยาที่ส่งผลก็มีเพียง high dose EPA (นี่แหละน้ำมันปลาที่ส่งผลต่อโรคหัวใจ)
8. มีภาวะ cardiovascular-kidney-metabolic syndrome ปัจจุบันนี้ถือว่าสามโรคนี้ไม่ได้แยกกัน มีอันหนึ่งจะส่งผลกระทบอีกอันหนึ่ง และหากเสียหนึ่งที่เหลือจะเสียตาม และเวลาใช้ยาตัวหนึ่งจะต้องส่งผลดีต่อโรคที่เหลือ
แนวทางทุกแนวทางปัจจุบันจะ ‘บูรณาการ’ สามโรคนี้ด้วยกัน เช่น อ้วน เบาหวาน ไตเสื่อมเรื้อรัง ความดันโลหิตสูง การศึกษายายุคใหม่ทั้งหมดต้องมีผลลัพธ์ครบ หัวใจ-ไต-เมตาบอลิก เพราะมันคือกลุ่มโรคเดียวกัน ตายจากสาเหตุเดียวกัน และรอดจากการรักษาเดียวกัน
9. ค่า LDL-C 160-189 mg/dL อย่างต่อเนื่อง หรือค่า non-HDL cholesterol 190-219 mg/dL หรือค่า apo(B) มากกว่า 120 mg/dL …
อันนี้น่าจะตอบคำถามทุกคนที่สงสัย ในเมื่อ LDL มันสำคัญนัก มันก่อโรค แต่ทำไมไม่มีการคำนวณค่า LDL ใน PREVENT-ASCVD !!! อธิบายง่ายคือ LDL คือผู้ร้านก่อโรคไปแล้ว ไม่ต้องเอามาคิดคำนวณ ‘’ความเสี่ยง’ แล้ว เอาไปเป็นเป้าหมายการรักษาได้ การใส่ LDL ในสมการไม่ได้เพิ่ม acuuracy ในการบอกความเสี่ยง จึงเอามาช่วยเสริมว่า ถึงแม้คุณเสี่ยงไม่มาก แต่ผู้ร้ายตัวเอ้ของคุณสูง คุณน่าจะจัดการมันเสีย
10. มีความเสี่ยงอันเกิดจากการเจริญพันธุ์ …อันนี้มาใหม่ ดูไม่น่าเชื่อ แต่มันคือข้อมูลเชิงประจักษ์ในเชิงความสัมพันธ์ว่าหากมีภาวะแบบนี้โอกาสเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น ยังไม่ถึงระดับขั้นเป็นเหตุเป็นผล และไม่ได้บอกว่าอย่าเจริญพันธุ์ ,!! ระดับคำแนะนำแค่ ‘อาจจะ’ เสี่ยงเพิ่ม หลักฐานก็ไม่ได้หนักแน่นมากนัก
Hypertension of pregnancy
SGA (small for gestational age)
recurrent spontaneous abortion
อื่น ๆ อันนี้ระดับความเสี่ยงต่ำกว่าด้านบน คือ มีประจำเดือนเร็ว, หมดประจำเดือนเร็ว, PCOS
หวังว่าทุกคนคงมีแนวคิดที่ถูกต้อง เรื่องของการจัดการโรคไขมันในเลือด ว่าต้องหาความเสี่ยง ระบุตำแหน่งความเสี่ยงของตน ไม่ว่าเสี่ยงมากน้อยก็ต้องปฏิบัติตนให้ดี และค้นหาคนที่เหมาะสมที่ได้ประโยชน์จากการใช้ยา และวิธีใช้ยาให้ได้ประโยชน์สูงสุด
หลายคนบอกว่าแนวทางออกมาแบบนี้ หุ้นบริษัทยาก็ขึ้น ขายยาได้ดีมาก มันก็จริงในเชิงธุรกิจ แต่ถ้ามาดูผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ไม่ได้อ้างอิงแค่การศึกษาเดียว (ขนาดผมรีวิวไม่กี่สิบ ยังเหนื่อย) จะพบว่าเป้าหมายหลักคือการลดโรค การลดความรุนแรงและลดอัตราการตายทั้งสิ้น คงไม่สามารถแยกประโยชน์สองอย่างนี้ออกจากกันได้
ในสายตาผม การจัดการความเสี่ยง การปฏิบัติตัว การใช้ยา มีประโยชน์มากกว่าโทษครับ