แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าวันอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าวันอาทิตย์ แสดงบทความทั้งหมด

13 กันยายน 2569

Honda CB 400 NC42 ปี 2008


 


เท่าที่เคยขี่มา รุ่นไหนประทับใจสุด : วันนี้มาคุยกันแบบขาลุย สายนักบิด มอเตอร์ไซค์ในใจของผม

ใครติดตามมานานจะทราบว่าผมเป็นอดีตไบค์เกอร์ ตั้งแต่รถเล็กไปจนรถใหญ่ เคยมีครอบครองซื้อมาขายไป เคยลองของพรรคพวกเพื่อนฝูง ตั้งแต่ยุคสมัยรถมอเตอร์ไซค์ยังสีดำ คือ ไม่มีทะเบียนอะไรเลย มาถึงยุคสีเทาคือมีทะเบียนอะไหล่แต่มาประกอบเอง จนมายุคสีขาวคือจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนมากจะฉายเดี่ยว หาเส้นทางใหม่ กินลาบข้างทาง นอนโรงแรมจิ้งหรีด มีออกทริปบ้างแล้วแต่โอกาสว่าง แน่นอนว่าเคยลองรถมาหลายแบบ รถสปอร์ตตัวแรงเช่น CBR 600 R, รถกึ่งวิบาก BMW F850 GS, ครุยเซอร์ HD fatboy, สายสตรีท CB 400 superfour และรถในบ้านเรา ไม่ว่า NSR 150SP proarm, kawasaki victor R, belle 100, honda nova sonic, suzuki raider 150 สุดท้ายชีวิตสงบ ใช้แค่ honda click 125i ฮ่า ๆ
ถามว่าให้เลือกคันไหน ที่จะเป็นคู่ชีวิต โดยรวมแล้วประทับใจที่สุด ขอยกให้ Honda CB 400 NC42 ปี 2008 หรือ superfour หัวฉีด เครื่องวีเทค รุ่นแรก
ตัวเครื่องตัวถังไม่ใหญ่ไป ใช้เดินทางระยะกลางได้ดี จากประสบการณ์ผมนะครับ ถนนเมืองไทย ลากยาวได้ยาก ไม่ว่าจะสภาพถนน รถรามากมาย อากาศร้อน และของอร่อยริมทางเพียบ การเดินทางระยะกลางคือครั้งละ 50-100 กิโลเมตร ผมว่ากำลังดี ไม่เหนื่อยไป ซูเปอร์โฟร์มีกำลังมากพอ และทยทาน ไม่ต้องเร่งมาก ตัวถังเป็นแบบเปลือย ไม่ร้อน และท่านั่งสบายไม่ก้มมากไปและไม่ปะทะลมจนเหนื่อย
ใช้ในเมืองก็ได้ ด้วยความที่ไม่ใช่บิ๊กไบค์ ไม่เทอะทะ ควบคุมรถตามแยก ไฟแดง ซอกซอยได้ดี หาที่จอดง่าย จอดหน้าร้านสะดวกซื้อยังได้ จึงตอบโจทย์ของผมที่ชอบเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก แวะนู่นนี่ เข้าไปที่ต่าง ๆ ซอกแซกไปเรื่อย
กำลังเร่งและความเร็ว ในย่านความเร็วปานกลาง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซูเปอร์โฟร์ยังนิ่ง ไม่สั่น ไม่วอกแว่ก แช่ยาว ๆ ได้เลย และอัตราเร่งแซงที่ดีมากจาก 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พรวดเดียวไปที่ 120 ได้เลย ทำให้เร่งแซงหนีพี่ ๆ รถพ่วงรถบรรทุกได้ดี ใครขับขี่ทางไกลจะรู้ว่าข้อนี้สำคัญมาก และเมื่อติดระบบวีเทค พอวีเทคเปิดนะคุณ หัวตั้งเลยล่ะ
ระบบความปลอดภัยทำได้ดี ผมจำไม่ได้ว่าเบรกรถติด ABS มาหรือยัง แต่ว่าเบรกทำได้ดี ไม่เคยปัดไม่เคยล้ม ระบบกันกระแทกนุ่มมาก ไม่โยน ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองไม่ต้องพูดกันครับ รถสี่สูบ รอบจัดจ้าน กินน้ำมันสุด ๆ แถมตอนนั้นเดิม 95 ด้วย ดีที่มีเกจ์น้ำมันมาให้ไม่งั้นลำบาก (รถรุ่นอนาล็อกเก่า ๆ ยังไม่มีนะครับ) ยุคปัจจุบันคงขายทิ้ง
การควบคุมดีมาก แฮนด์แบบสั้นไม่ต้องออกแรงเยอะ เลี้ยวง่ายไม่ต้องตั้งวงเลี้ยวมาก ศูนย์ถ่วงสูงสักหน่อยต้องตั้งสติตอนกลับรถดี ๆ ติดกันสะบัดหนึ่งตัวครับ นิ่งกริ๊บเลย
เรียกว่าทางกลางสบายมาก ทางไกลจะเหนื่อยหน่อยแต่ผมก็ไม่เคยขี่ยาวไกล ๆ อยู่แล้ว ในเมืองก็คล่องดี ขึ้นเนินขึ้นเขาสะดวก บังคับดี อยู่มือ รถรุ่นอื่นก็มีดีของมันนะครับ ตอนผมขี่สปอร์ต พอถึงจุดหมายมือชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย และปวดหลังมาก ส่วนรถใหญ่อย่าง HD ผมรู้สึกว่าเหนื่อยไปหน่อยตอนบังคับรถครับ
และถ้าเป็นรถบ้านเรา จริง ๆ ผมรัก honda nova sonic RS super รุ่นเต๋าสมชายเป็นพรีเซนเตอร์ครับ ครบเครื่อง แรงพอควร ทนทาน ไม่จุกจิก ถ้าไม่ต้องเดินทางไกลก็คันนี้เลย ของผมสีเทาสวยมาก
มอเตอร์ไซค์คันแรกที่ฝึกขับ : yamaha belle R 100 cc
มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ปัจจุบันและคิดว่าคงใช้ไปอีกสักพัก : honda click 125i helmet in
ถ้าจะซื้อคันใหม่แทนคันเดิม : yamaha all new aerox SP 155 cc
สุดยอดรถในฝัน และยังอยู่ในฝันตลอดไป : BMW R1200 C
เอาล่ะถึงเวลาของพวกคุณแล้ว บอกกันมา ใครชอบอะไร ใครฝันอะไร

30 สิงหาคม 2569

ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

 ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

1.บัญชียาหลักแห่งชาติตอบสนองภาระการเจ็บป่วย ไม่ใช่จำนวนโรคที่มี ดังนั้นก่อนจะมาบรรจุเป็นบัญชียา ต้องมีการศึกษารองรับที่ดี มีการคิดเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขถึงความคุ้มค่า ตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ
2.สำหรับโรคที่พบบ่อย พบมาก ผมอ่านบัญชียาหลักแล้ว มีความครอบคลุมและใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
3.ยาหลายตัวที่ไม่อยู่ในบัญชี ไม่ใช่ไม่ดี หลายตัวอยู่ในแนวทางการรักษาระดับโลก แต่พอมาคิดให้เข้ากับบริบทประเทศ อาจไม่คุ้มและมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า
4.ยาที่ดี ไม่ใช่ยาที่แพงหรือยานำเข้า ยานอกบัญชีแต่อย่างใด แต่คือยาที่ตอบโจทย์การรักษาผู้ป่วยได้ รักษาชีวิต เข้ากับวิถีชีวิต ไม่แพงจนล้มละลาย ไม่แพงจนชาติเสียหาย
5.ยาสามัญ ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยกว่ายาต้นฉบับ (จากข้อมูลการวิจัย) สามารถใช้ได้ รักษาได้ จริงอยู่ที่แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะยามันไม่เหมือนกัน 100% ค่อย ๆ ปรับกันไป
6.โรคอันเป็นปัญหาหลัก ขอยกตัวอย่างโรคทางอายุรกรรมแล้วกัน เช่น กลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ โรคต่าง ๆ เหล่านี้เกือบทั้งหมดยังสามารถจัดการได้ด้วยยาในบัญชี และยาสามัญทั่วไป
7.การจัดยาที่ถูกต้อง ถูกข้อบ่งชี้ เลือกยาให้เหมาะกับคนไข้ ห่วงใยผลข้างเคียง ยังมีความสำคัญมากกว่าชื่อเสียงเรียงนามของตัวยา ถ้าเราจัดถูกต้องนั่นคือคุ้มค่า เน้นไม่แพงแต่ไม่หายก็ไม่ดี จัดแพงเต็มที่แต่ล้มละลาย ก็ไม่ดีอีก
8.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ประมาณ 90% ผมก็ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ยาสามัญ ยังจัดการคนไข้ได้ดี (ไอ้ที่แพง ๆ หายาก ก็ใช้บ้าง เฉพาะกรณีไป)
9.อยากให้พวกเราเข้าใจว่า การรักษาด้วยยาในประเทศของเรา มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และไม่แพงเกินไป ส่วนความสะดวกสบาย หรือใหม่ล่าสุด หรือตามเมืองนอก อันนี้ต้องปรับเป็นรายบุคคล
10.การจัดการยาในมือ ก็เหมือนจอมยุทธสู้จอมมารด้วยกระบี่ ถ้าจอมยุทธจบสิ้นถ้วนกระบวนวิชา กิ่งพฤกษาในมือก็ฟาดฟันจอมมารได้ และแม้กระบี่คมปานใด จอมยุทธผู้ไร้ใจก็พ่ายจอมมาร

29 สิงหาคม 2569

ตรวจฟันประจำปี

 วันนี้ไปพบทันตแพทย์มา จึงนำความหวังดีมาฝากทุกคนก่อนนอน

😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂
ขอกล่าวถึงชายชราหน้าวัยรุ่น
เกิดว้าวุ่นงุ่นง่านนานอยู่ไหว
ฟันกรามล่างฝั่งซ้ายไม่เป็นใจ
แตะโดนจุดทีไรเสียวทุกที
จะไก่แก่หนังเหนียวเสียวทุกคราว
จะไก่สาวเสียวสุดทุกวันวี่
ปล่อยเอาไว้เห็นจะไม่ได้ที
จรลีสามหมื่นลี้หาหมอฟัน
คุณหมอสาวผู้ช่วยสวยรุมเข้าหา
เสียวที่ฟันสั่นอุราโอ้ตัวฉัน
บอกอายอายว่าเสียวตอนโดนฟัน
สาวทั้งสองคาดคั้นให้ฉันนอน
คว้าผ้าทึบปิดตาบอกอ้ากว้าง
ฉันก็ถ่างกางองศาไม่ต้องสอน
โดนแท่งเหล็กล่วงล้ำเสียวอุทร
แตะซอกซอนถูซอกหว่างกลางซอกทนต์
ถามออกมาตรงนี้เสียวไหมคะ
ฉันก็ห้ะบอกดีไหมลุกขุมขน
เอ่ยไปว่าหมอครับเสียวสุดทน
หมอแตะวนจุดกระสันสั่นทั้งกาย
เอ่ยบอกฉันว่าลึกคอสึกมาก
อุดไม่ยากปาดลึกเอาให้หาย
เจ็บสักหน่อยเสียวสักนิดเดี๋ยวสบาย
ก็เอาวะยอมพลีกายให้พวกเธอ
เสียงจ๊าดจี๊ดกรีดกรอในหูฉัน
เสียงsuctionซู้ดซ้าดในทีเผลอ
น้ำเอ่อล้นทะลักมากเกินเบอร์
บอกพวกเธอพักก่อนผ่อนหายใจ
เธอให้หยุดสิบวิแล้วทำซ้ำ
เสียงกระหน่ำจี๊ดจ๊าดหวั่นเหลือหลาย
ไหล่เกร็งยกกลั้นใจหวิวปางตาย
แล้วสุดท้ายจบเสร็จเสียวเข็ดฟัน
เธอบอกหุบไม่ต้องอ้าเวลาพัก
ถอนหายใจหนักหนักไม่ทันฝัน
เธอให้อ้าสะกิดจุดอีกโดยพลัน
เสียวอีกไหมถามฉันฉันก็อาย
อ้อมแอ้มตอบไม่เสียวแล้วครับหมอ
พอแล้วพอรุมฉันจนฟันหาย
หมอบอกแล้วเดี๋ยวตัวเบาเดี๋ยวสบาย
ถ้าอีกซี่คงบ๊ายบายเสียวสุดทน
มาบอกเล่าให้ตระหนักอย่าเหมือนฉัน
ควรตรวจฟันทุกปีปีละหน
อย่าปล่อยให้ฟันแล้วเสียวสุดทานทน
ต้องโดนคนรุมกระหน่ำอย่างฉันเอย

25 สิงหาคม 2569

หนึ่งวันบนท้องถนนกับลุงหมอ : อุบัติเหตุ กับ น้ำใจ


 


หนึ่งวันบนท้องถนนกับลุงหมอ : อุบัติเหตุ กับ น้ำใจ

การขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน จะมีมุมมองที่แปลกจากรถยนต์นั่งและอาจจะพบเจออะไรง่ายกว่ารถยนต์นั่ง เช่นกัน ก็จะประสบเหตุและเข้าร่วมได้ง่ายกว่าด้วย
หลังจากดื่มกาแฟในปั๊มเรียบร้อย หมอชราหน้าหนุ่มคนหนึ่งก็มาที่รถจักรยานยนต์ สวมหมวกนิรภัย ถุงมือขับขี่ (คนรุ่นนี้อะไหล่หายาก ต้องป้องกันไว้ก่อน) ขณะขี่รถออกจากปั๊ม ก็เจอชายหนุ่มนอนกองบนพื้น มือกุมข้อเท้าขวา ใบหน้าบ่งบอกความเจ็บพอสมควร ข้างกันมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันเล็กจอดอยู่ ทิศทางของรถนั้นขับย้อนทิศทางจราจร มีสุภาพสตรียืนข้างคนเจ็บ เด็กอีกสองคนนั่งบนอานรถจักรยานยนต์นั้น
สุภาพสตรีกำลังพยายามพยุงคนเจ็บมานั่งบนพื้นฟุทปาธ แต่เธอตัวเล็กเกิน และชายคนเจ็บตัวใหญ่เกิน … มันก็ถึงฉากที่พระเอกของเรื่องจะปรากฏตัวใช่ไหมครับ
หมอชราจอดรถ เลือกหลบเข้าด้านในไม่ขวางทาง อันนี้สำคัญมากนะครับ กฏข้อที่หนึ่งของการเข้าช่วยคนอื่น คือ ต้องปลอดภัยและอย่าให้การเข้าช่วยของเรา เสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ
หมอชรามองรอบที่เกิดเหตุ ไม่มีประกายไฟ รถที่อยู่บนถนนไม่เร็ว ผู้ประสบเหตุรู้ตัว ไม่หอบ ไม่มีลักษณะของกระดูกต้นคอบาดเจ็บ ก็เลยเข้าไปพยุง .. ซึ่งคนเจ็บไม่สามารถพยุงตัวเองได้ หมอชราก็เอาไม่อยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงจากด้านหลัง “เดี๋ยวผมช่วย”
ชายหนุ่มในชุดไรเดอร์สีเขียว จอดรถข้าง ๆ แล้วเข้ามาช่วยพยุง การพาคนเจ็บเข้าริมทางที่ปลอดภัยเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนคุณสุภาพสตรีที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ สวนทางจราจรและซ้อนเด็กสองคน ดูตกใจ ตื่นเต้น
“พี่ เป็นอะไรไหม เอายังไงดี หนูไม่ได้ตั้งใจ ไป รพ.ไหมพี่” ตอนนั้นคนเจ็บก็จัดการสถานการณ์ได้น้อย คนชนก็ตกใจ หมอชราคนนั้นบอกว่า “ใจเย็น ๆ ไม่อันตรายมาก ผมเป็นหมอนะครับ”
ท่ามกลางสายตาแห่งความงุนงง แต่ทุกคนก็เชื่อ สถานการณ์แบบนี้คงไม่มีใครมาหลอกว่าเป็นหมอกระมัง คุณสุภาพสตรีตกใจมากถามว่าอันตรายไหมกระดูกหักไหม
หมอชราให้เธอพาเด็กสองคนเข้าที่ปลอดภัยก่อน .. ที่ปลอดภัย ริมถนนนี่นะ .. แล้วที่ปลอดภัยก็เกิดขึ้นได้ด้วย พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นเข้ามาช่วย เอาร่มผ้าใบกางออก แล้วนำเก้าอี้สองตัวมาให้เด็กนั่งพัก
หมอชราพยายามงัดความรู้การปฐมพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุมาใช้
อย่างแรก life-treatening condition มีไหม จากคำบอกเล่าและสถานการณ์ เขาโดนรถจักรยานยนต์ที่เบรกชะลอแล้วชนไม่แรงที่โคนขา แต่ตัวเองล้มลงและข้อเท้าพลิกตะแคง ทรวงอกไม่ปกระแทก หัวไม่กระแทก โอเคอันตรายรุนแรงคงไม่มี
อย่างที่สอง secondary survey ตรวจว่ามีอันตรายต่อเนื่องไหม แผลมีจุดเดียว ข้อเท้าขวา ไม่มีเลือดออก มีแต่รอยถลอก ไม่ฉีกขาด กดดูไม่มีเสียงกรอบกรบของกระดูกหัก ขยับนิ้วเท้าได้ ไม่ชา คลำชีพจรปกติดี หมอชราคิดในใจน่าจะบาดเจ็บเส้นเอ็นมหรือข้อเคลื่อน มากสุดก็กระดูกรอบข้อหัก
ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์ของหมอชรา มีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีถุงมือ ผ้ายืด ผ้าก๊อซ หมอชราหยิบขวดน้ำดื่มมาที่แผลถลอกว่าไม่มีเลือดออกอีก แล้วใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก พันข้อเท้าของคนเจ็บไว้
บอกคนเจ็บว่าไม่รุนแรงนะ แค่บาดเจ็บรอบข้อ อยู่นิ่ง ๆ รอสักครู่ คุณคนเจ็บกำลังโทรหาญาติ คุณสุภาพสตรีก็โทรหาญาติ หมอชราล่ะ..โน่น วิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อในปั๊ม
“น้องครับ กดซื้อน้ำแข็งได้ที่ไหน” หมอชราไปหาซื้อน้ำแข็งมาประคบเพื่อหยุดเลือดที่ไหลข้างใน พนักงานชี้ไปที่ตู้น้ำแข็ง หมอชราไปกดมาค่อนถุงกำเงินสิบบาท จะมาจ่ายเงิน แค่มันราคา 11 บาท
จังหวะที่จะหยิบเหรียญมาจ่ายเพิ่ม ด้วยความรีบจึงทำน้ำแข็งหกใส่พื้น พนักงานอีกคนบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาเช็ดเอง ชายชรามองดูน้ำแข็งที่เหลือในถุงในมือว่า น่าจะเพียงพอ แต่พนักงานบอกว่า “พี่ไปเติมให้เต็มก็ได้นะคะ”
หมอชราบอกว่าเท่านี้ก็พอ จะเอาไปช่วยคนเจ็บอุบัติเหตุหน้าปั๊ม กำลังควักเงินจ่าย พนักงานสองคนบอกว่า “ไม่ต้องจ่ายหรอกค่ะพี่ ไม่คิดเงิน”
หลังจากออกไป หมอชราก็ไปจัดท่า ยกขาสูง ประคบน้ำแข็ง … การจัดท่าให้อยู่นิ่ง ยกสูงกว่าระดับหัวใจ ประคบเย็น คือการปฐมพยาบาลการบาดเจ็บที่ข้อเบื้องต้น น้ำแข็งใส่ห่อผ้า พันผ้ายึดตรึงข้อ ..โอเคปลอดภัย เงยหน้าขึ้นมาน้องพนักงานร้านสะดวกซื้อ ยืนดูและในมือถือถุงน้ำแข็งมาเตรียม ประมาณว่าถ้าไม่พอ เธอก็พร้อมจะช่วย
สอบถามเบื้องต้น รถจักรยานยนต์ขาดต่อประกันภัยบุคคลที่สาม คุณสุภาพสตรีก็หาเช้ากินค่ำ มีเงินเก็บอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวจะให้ญาติมาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเด็ก ตัวเองจะไปเอาเงินที่บ้าน เตรียมรับผิดชอบคนเจ็บ
หมอชรากำลังโทรเรียกรถพยาบาล สภาพแบบนี้หอบหิ้วขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปไม่ได้แน่ ขณะจะโทร ทั้งคนเจ็บและคนชน ถามว่า เรียกรถพยาบาลจะแพงไหม ไปโรงพยาบาลมหาราชได้ไหม จะได้ไม่แพง .. วินาทีนั้นหมอชรารู้สึกสะดุด เขาเป็นหมอ คำนึงถึงแต่เอาชีวิตและความปลอดภัยก่อน แต่จริง ๆ ค่ารักษาพยาบาลมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกคนคิด ยิ่งกับเงินที่ต้องใช้กับเด็กสองคนนั้น คนเป็นแม่ยิ่งต้องคิด
หลังจากอธิบายเรื่องสิทธิการรักษาแล้ว หมอชรากด 1669 รายงานเหตุการณ์ ใครไม่เคยรายงานไม่ต้องตกใจนะครับ เจ้าหน้าทึ่เขาฝึกมาอย่างดี และเขารับมือสถานการณ์ได้ เกิดเหตุอะไร มีผู้บาดเจ็บกี่คน รู้สติหรือไม่ จุดเกิดเหตุอยู่ไหน ถนนอะไร มุ่งหน้าไปทางไหน
หลังเสร็จเรียบร้อย จึงบอกคนเจ็บและผู้ขับขี่ว่าทุกอย่างเรียบร้อย แม้แต่เป็นคู่กรณีแต่เขาไม่ได้เจตนา แม้จะผิดแต่ก็ช่วยกันดูแล หันไปมองเด็กสองคนนั้น คุณพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวนำน้ำดื่มมาให้บรรเทาร้อน บรรเทาใจเรียบร้อย
หมอชราสังเกตชายอีกคนเข้ามาช่วย เขาถีบจักรยานขายลอตเตอรี่ผ่านมาและตัดสินใจเข้ามาช่วย ในจังหวะที่หมอชราจัดการทุกอย่างได้ และบอกว่าขอตัวไปทำงานต่อเพราะสายมากแล้ว คนเจ็บและผู้ขับขี่กล่าวขอบคุณ หนุ่มขายลอตเตอรี่บอกว่า “เดี๋ยวผมช่วยรอกู้ภัยมาก็ได้ ผมเคยอบรมปฐมพยาบาลตอนติดทหาร”
ขับขี่รถสวนทาง หมวกไม่ใส่ พรบ.ขาด ซ้อนสอง มันก็ผิดจริง
แต่ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิด นับว่าดี
เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสภาพสังคมจะทุกข์ยาก แต่น้ำใจคอยช่วยเหลือกัน มันคือสิ่งที่หล่อเลี้ยง เป็นพลังเล็ก ๆ ที่มีคุณค่าอย่างมากในทุกยุคสมัย

28 มิถุนายน 2569

โกงข้อสอบ : เรื่องเล่าที่ไม่น่าเอาอย่าง


 โกงข้อสอบ : เรื่องเล่าที่ไม่น่าเอาอย่าง

ช่วงนี้กระแสข่าวการโกงข้อสอบกำลังดัง มันทำให้เรื่องนี้แว่บขึ้นมาในความทรงจำ แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแต่ยังจำได้ไม่รู้ลืม
ตอนที่ผมเรียนชั้นมัธยมปลายชั้น ม.6 จะมีนักเรียนในห้องอยู่แค่ประมาณ 20-25 คนเท่านั้น ในยุคสมัยผม นักเรียนนิยมสอบเทียบเอาวุฒิม.6 จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน แล้วเอาไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ส่วนหนึ่งจึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนใคร มันเป็นค่านิยมในสมัยนั้น กลุ่มที่ยังเหลืออยู่คือ ไม่รู้จะไปสอบอะไร สอบเอ็นทรานซ์ยังไม่ติด และบางส่วนแบบผมคือ ไม่ได้สอบเทียบ
กลุ่มเพื่อนของผมในชั้นม.6 นั้น เกือบทั้งหมดวางแผนจะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งการคิดคะแนนของการสอบเข้าจะไม่มีการคิดคะแนนวิชาชีววิทยา แน่นอนพวกเขาเลือกที่จะ 'ทิ้ง' วิชาชีววิทยา เอาเวลาไปอ่านติววิชาอื่น แต่ว่าการ 'ทิ้ง' มันทิ้งได้แค่ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนการสอบม.6 คุณจะมีติดศูนย์หรือติด ร. ไม่ได้มันไม่จบ
วิธีการเอาตัวรอดด้วย 'โพย' เวลาสอบจึงเป็นทางเลือก
ลุงหมอสมัยนั้นเรียนทุกวิชาครับ ชอบอ่านและทำข้อสอบเก่า การสอบทุกวิชาก็เตรียมตัวพร้อมทุกครั้ง รวมทั้งการสอบครั้งนี้ (ปลายภาคเรียนที่ 1) เพื่อนคนหนึ่งของผม เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ ม.1 ก็มาร้องขอให้ผมทำโพยคำตอบส่งให้ เขาไม่ได้อ่านมา
"กูขอแค่สามสิบข้อหลังก็พอ น่าจะผ่านได้ มึงทำสามสิบข้อเสร็จส่งโพยมาเลยนะ ข้าวมื้อนึงเว้ย"
เทคนิคของพวกเราคือ ทำสามสิบข้อแรกอย่างไม่มีพิรุธ มันจะมีแต่ผมคนเดียวที่ทำจากหลังขึ้นมาหน้า เวลามันจะได้สมกันพอดี ผมทำครึ่งล่าง มันทำครึ่งบน เสร็จแล้วส่งโพย วัตถุสื่อสารคือกระดาษสมุดขนาดแบ๊งค์ร้อยพับครึ่ง คำตอบ ก ข ค ง จะเปลี่ยนเป็นรหัส 5 6 7 8 ไม่เขียนเลขข้อ
ส่วนจังหวะการส่งมอบ ไปว่ากันหน้างาน
เมื่อถึงชั่วโมงสอบ ทุกอย่างเป็นปกติ ข้อสอบสมัยนั้นมีชุดเดียว เลขข้อตรงกัน ห้องเดียวกันเพื่อนกันนั่งสอบใกล้กัน ช่างเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการโกงอย่างยิ่ง พอกระดาษคำตอบมาวาง กระบวนการก็เริ่ม ผมเริ่มทำจากหน้าไปหลัง เมื่อผ่านไปสี่สิบนาทีตามกำหนดนัดหมาย โพยก็พร้อมส่ง ในรหัส encrypt เรียบร้อย (ซึ่งมาคิดย้อนหลังก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ยุ่งยากมากขึ้นอีก)
ตึง...!! เสียงเก้าอี้อีกฝั่งของห้องกระแทกพื้นเสียงดัง ทุกคนหันไปมอง ยกเว้นคนสองคน ผมรู้ทันทีว่าไอ้เพื่อตัวแสบของผม มันนัดให้อีกคนสร้างเสียงดังเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อสร้างจังหวะการส่งโพยและสำเร็จเสียด้วย ไม่ถึงสองวินาที การส่งมอบวัตถุสื่อสารก็เรียบร้อย ทุกอย่างดำเนินไปต่อเหมือนกับไม่เกิดอะไรขึ้น
หลังจากสอบเสร็จ เจ้าเพื่อนตัวแสบมาพร้อมกับเพื่อนอีกคน ใช่ครับ มันส่งโพยนั้นไปให้อีกคนด้วยโดยที่ผมไม่รู้ แบบนั้นควรจะได้ข้าวสองจานสินะ
"เรียบร้อย งานหวาน แต่ที่สงสัยคือ มึงจะเขียนมาเกินข้อหนึ่งทำไม" เพื่อนผมถาม
"เกินอะไรวะ ก็สามสิบข้อตามตกลง ข้อสามสิบถึงหกสิบไง" ผมตอบไปแบบไม่คิดอะไรเลย
"เฮ้ย เดี๋ยวนะ สามสิบข้อหลัง มันต้องเป็น สามสิบเอ็ดถึงหกสิบ ซิ" เพื่อมผมเริ่มเสียงสั่น
เรือหายแล้ว ผมเริ่มทบทวนเหตุการณ์ ผมทำข้อสอบจากข้อหกสิบมาถึงประมาณข้อ ยี่สิบกว่า ๆ เมื่อเห็นใกล้ถึงเวลาส่งโพย ผมก็จัดการเขียนคำตอบตามรหัสเรียงข้อ ..ใช่ ผมเขียนเริ่มที่ข้อ 30!!! ในหัวตอนนั้นครึ่งหลังคือสามสิบข้อ แต่ผมดันไปเริ่มที่ข้อ 30 มันเลยเป็น 31 ข้อ โดยที่ผมไม่รู้ตัว
"แล้วมึง...ฝนคำตอบจากหลังไปหน้าไหม" ผมเริ่มรู้สึกหวั่น
"ไม่สิ กูทำสามสิบข้อแรก แล้วก็ลอกโพยมึงจากข้อ 31"
ครับ เพื่อนผมลอกผิด เคลื่อนยกแผง มันบอกว่าพอเห็นตัวเลขสุดท้าย มันคิดว่าผมใส่มาเพื่อลวงครู หากถูกจับได้ (มึงก็คิดได้เนอะ) พอจะส่งต่อให้เหยื่อรายที่สอง มันก็เลยปรับแต่งโพยให้อ่านง่าย โดยลบตัวเลขข้อสุดท้ายทิ้งไป เหยื่อรายที่สองจึงเคลื่อนสมบูรณ์แบบ
"เรือหาย" เราสามคนตะโกนพร้อมกัน
ผลสอบครั้งนั้นตกอยู่สองคนครับ คุณครูบอกว่าข้อสอบอยู่ในตำรา แค่อ่านก็ทำได้แล้ว แต่ไอ้สองคนนี่มันไม่อ่านไงครับ แถมไอ้คนทำโพยก็เซ่อเหลือเกิน สุดท้ายก็กลายเป็นผมเองที่ต้องเสียค่าข้าวให้มันทั้งสองคน เป็นการเลี้ยงปลอบใจวันซ่อม
แต่เรื่องนี้นึกทีไรก็ยิ้มทุกที คนที่สอบตกวันนั้น ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเหยื่อรายที่สองปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาครับ สำหรับคนทำโพยก็อยู่ร้านกาแฟแถวนี้แหละ
การโกงข้อสอบ สุดท้ายมันไม่เกิดผลดีกับใครเลยน

10 พฤษภาคม 2569

ตำนานเล่มเล็ก : สยามกีฬาสตาร์ซ็อกเกอร์ฉบับบ่าย


ตำนานเล่มเล็ก : สยามกีฬาสตาร์ซ็อกเกอร์ฉบับบ่าย 20 บาท
ย้อมกลับไปหลายสิบปีก่อน หัวเกรียนขาสั้นขาบอลทุกคนรู้จักหมดแหละครับกับ ซ็อกเกอร์เล่มเล็ก ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
หนังสือพิมพ์สยามกีฬาจะมีฉบับเช้า เป็นฉบับใหญ่ มีกีฬาทุกชนิด และจะออกฉบับบ่ายที่มีแต่เรื่องฟุตบอลล้วน ผมเป็นเด็กเตะบอล ดูบอล แน่นอนย่อมไม่พลาด
ในสมัยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตในมือ นี่คือสื่อที่เราจะติดตามผลบอล วิเคราะห์เกม ตลาดนักเตะ หรือแม้แต่บรรยายเกมเป็นหน้า ที่อ่านแล้วจินตนาการตามได้ ซีดานขึ้นบอลทางกราบซ้าย ล็อกหลบกองหลังสองคนแล้วเทิร์น ส่งให้เทรเซเกต์ยิงเสียบสามเหลี่ยมเสาไกล ชนิดที่นายทวารได้แต่ยืนขาตาย อ้าปากค้าง
ไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีกนะครับ สมัยนั้นตามหมดทุกลีก กัลโช่, บุนเดสลีกา, ลีกวัน, ลาลีกา, เจลีก รู้ชื่อนักเตะ ตำแหน่ง ย้ายมาจากทีมไหน ค่าตัวเท่าไร มีวีรกรรมวีรเวรอะไร ผู้จัดการชื่ออะไร … ทำไมรู้ละเอียด
สื่อยุคนั้นไม่มีปัดผ่านครับ ซื้อมาเล่มนึง 20 บาท แพงนะครับกับราคาข้าวในรร.มัธยมจานละ 15 บาท น้ำขวดละ 3-5 บาท อ่านจนครบทุกหน้า อ่านแล้วอ่านอีก และผมคิดว่าเด็กมัธยมยุคนั้นมีประสบการณ์นี้ทุกคนคือ ฉีกเล่มอ่าน..
ตัวอย่างคือ รร.ของผม จะห้ามออกนอกโรงเรียนตอนก่อนเลิกใช่ไหม เราจะรวมเงินกัน ฝากพ่อค้าข้างรั้วซื้อให้แล้วโยนเข้ามา หรือถ้าเพื่อนคนไหนจะซื้อเองก็คือเป็นเจ้านายในวันนั้น เมื่อได้มาแล้ว หนังสือพิมพ์จะถูกแบ่งออกเป็นแผ่น ๆ แย่งกันอ่าน จบแล้วเวียนกันไปเรื่อย ๆ โดยหน้าที่จะถูกแย่งชิงเป็นหน้าแรกคือ ผลบอลเมื่อคืน
ใครจะพนันติดปลายนวม ใครจะมาขิงกัน (สมัยนั้นมีการวิเคราะห์ทายผล) หรือดูว่าใครลงตัวจริง เอามาให้คะแนนทีมที่เราจัดกันเอง หน้าแรกจะถูกมือที่ไวที่สุดเอาไปเสมอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ
และหน้าที่จะอ่านยาวและสนุกสนานคือคอลัมน์ต่าง ๆ ที่กูรูสยามกีฬาจะมาเขียนให้เราอ่าน เยอะเลยครับที่จำได้ก็ บิ๊กจ๊ะ, มาเฟียรี่, แจ็คกี้ ผู้เคยไปกินซกเล็กวัวกระทิงที่สเปนมาแล้ว, สาธนันท์ปั่นฟรีคิก
ส่วนคนที่มีการพูดถึงบ่อยที่สุด ด้วยสำนวนอันเป็นเอกลักษณ์มากคือ พี่จอม หรือ บอ.บู๋นั่นเองครับ สะเด่าส์ไปเลยมั้ยละไอ้น้อง
ผมเองก็ติดตามมาอย่างยาวนาน จนมาเรียนต่อ จึงจางหายไปด้วยเวลาและตอนนี้สตาร์ซ็อคเกอร์ “เล่มเล็ก” ได้ปิดตัวไปแล้วครับ เหลือไว้แต่ความทรงจำในอดีต สมัยที่เราบ้าบอลกันแบบสุด ๆ และหนังสือพิมพ์กีฬาก็เป็นเพียงเครื่องมืออันเดียวที่จะปลดปล่อยตัณหาของพวกเราได้ครับ


 

03 พฤษภาคม 2569

Daya's Eatery


คุณเคยกินแฮมเบอเกอร์ฉ่ำ ๆ ซ้อสเยิ้ม ๆ เนื้อนุ่ม กลมกล่อม กินแล้วหยุดไม่อยู่ไหมครับ
ร้านดาย่า ในอดีตเคยเป็นอาคารพาณิชย์เล็ก ๆ คูหาเดียวในเมือง หาที่จอดรถยาก แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนไปไม่ขาดสาย ด้วยการตกแต่งร้านสวย มินิมอลแต่มีเอกลักษณ์
และที่สำคัญคืออาหารนี่แหละครับ สิ่งที่ขึ้นชื่อคือ แฮมเบอเกอร์ดาย่า คุณลืมแฮมเบอเกอร์ร้านแฟรนไชส์ชื่อดังไปเลย ลืมไปให้หมด
นี่คือแฮมเบอเกอร์โฮมเมด ที่ตั้งใจทำทุกอย่าง ขนมปังนุ่มอบและจี่หอม ผักสด กรอบ กร้วม ๆ กรุบ ๆ และเนื้อที่ฉ่ำ วาว ราดซ้อสเอกลักษณ์ดาย่า หอมมาก และหวานเค็มเปรี้ยว อยู่ในคำเดียว
เนื้อเยอะ ซ้อสฉ่ำ แบบไม่ต้องกลัวร้านเจ๊ง กินเมนูเดียว อิ่ม ยังมีเครื่องเคียงอีกนะ มันฝรั่งทอดเอง ชิ้นพอดี กรอบนอกนุ่มใน
กินไปยิ้มไป
และตอนนี้ร้านย้ายมาเปิดที่ใหม่ โอ่โถง เป็นร้านอาหารฟิวชั่น จัดแต่งร้านสวยกว่าเดิมร้อยเท่า ที่นั่งเพิ่ม มีสองชั้น ที่จอดรถเยอะเลย มาง่ายด้วยอยู่ในหมู่บ้านวีไอพี หลังโรงเนียนอัสสัมชัญนครราชสีมา
อาหารยังพรีเมี่ยม หอม สด อร่อย มีเมนูหลากหลายขึ้น เน้นอาหารตะวันตก แต่ก็มีเมนูอาหารไทย อาหารอีสานด้วย
วันนี้มากิน Daya's Brunch ชื่อเมนูนี้เลยนะ ขนมปังฝรั่งเศสปิ้งหอม เสริฟมาพร้อมเนย แยม กลิ่นหอมสุด ๆ
ตามมาด้วยเมนคอร์ส เบคอนชิ้นโตและหนา สุกทั่วแผ่น ไม่เหนียว ไข่ดาวสุกไข่แดงเยิ้ม จัดกันไป มะเขือเทศเอามาจี่กระทะ ตัดความมันของเบคอน และที้ด็ด มันฝรั่งบดเอามาทอด กรอบแบบในคลิป เอามีดสเตนเลสมาปาดส่วนทอดกรอบเหลืองทอง...ชิ้ง
กรอบนอก มันฝรั่งบดด้านในแทบละลายในปาก ไม่ต้องปรุงรสใด ๆ ทั้งสิ้น
กินเสร็จดื่มกาแฟคั่วสด เม็ดพรีเมี่ยม หอมจิ้บหาย
นี่แค่เมนูเดียวนะ เมนูอื่นรับประกันความปราณีต อร่อย สมกับที่ดั้นด้นตามหา (ว่าร้านใหม่อยู่ไหนนะ)
อ้อ..ร้านดาย่า มาจากชื่อคุณสุภาพสตรีเจ้าของร้าน ที่คุณสุภาพบุรุษเจ้าของร่วม ต้องให้เกียรติชื่อเธอเป็นชื่อร้าน ตามประสาพ่อบ้านใจกล้าครับ
ใครอยู่ในนครราชสีมา..เชิญ
ใครอยู่จังหวัดใกล้เคียง..เชิญ
และถ้าบอกว่า มาจากเพจอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว เจ้าของและพนักงานในร้านจะถามกลับทันทีว่า "มันคือใคร ไม่เคยรู้จัก"
ตามนั้นครับ







 

มิวนิค 1972


มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ


ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล  ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล 


48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย 


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก 


แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ 


ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป


แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!


โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา


กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย


ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน


DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก  

  theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก

  hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า


  ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น 


  คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ


  ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้


  จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย


  ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน 

  WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน


  ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล 

  ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก 


  ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้  จบนะเดมอนต์ 


  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre


  ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)


  สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ  0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป


13 เมษายน 2569

เมื่อคนแบบลุง มาเยือน universal studios beijing

 



เมื่อคนแบบลุง มาเยือน universal studios beijing

สืบเนื่องจากวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายมักจะปิดซึ่งเกือบทั้งโลกเป็นแบบนี้ ผมเลยซื้อตั๋วมา USB ทุกคนงงล่ะซิ อย่างผมนี่นะ มาสวนสนุก ... มันก็ตื่นตาตื่นใจ อีกอย่างภาพยนตร์ทุกเรื่องก็ผ่านตามาหมด และอยากมาดูว่า soft restriction ระหว่างจีนกับอเมริกา ตอนสร้างที่นี่ เขาพบกันตรงกลางอย่างไร ปัจจัยทางการเมืองและความขัดแย้ง เขาจัดการร่วมกันได้อย่างไร
ผมนั่งรถเมโทรสาย 7 มาลงสุดสาย จากโรงแรมคือ 16 สถานี เกือบหลับ สิ่งที่ตื่นตามากคือ มีคนมาขายเสื้อพลาสติกกันฝน หมวก ร่ม บนรถไฟด้วย !!
สวนสนุกเปิด 0900 ผมมาถึงตั้งแต่ 0830 คนเยอะพอควร ด่านแรกเข้าแถวตรวจความปลอดภัย ที่จีนตรวจทุกจุด สแกนแล้วสแกนอีก นี่ถ้าเป็นเนื้องอก คงเจอแต่แรก
ขอบอกว่าตอนเดินเข้ามานึกว่าที่นี่คือโรงเรียนเวทมนตร์ฮอกวอตส์ มีนักเรียนครบทุกบ้าน เดินถือไม้กายสิทธิ์ร่ายใส่กัน
พอเข้ามาด้านใน ตรวจหนังสือเดินทสง บัตรเข้าชมน่าจะลิ้งค์กับหนังสือเดินทางเรียบร้อย ที่นี่ไม่ต้องถ่ายสำเนาเอกสารและรับรองสำเนา
ภายในคือดินแดนแห่งความสนุก ทุกคนยิ้มแย้ม เด็ก ผู้ใหญ่ คนเฒ่า มนุษย์ล้อ ครอบครัว รถเข็นเด็ก มาสนุกแบบไร้พรมแดน
ตัวละครในหนัง ถูกเสกให้มีชีวิต มาพบกับเรา โรงหนังสี่มิติ สถานที่ต่าง ๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนัง
ดูโชว์ของ Sing เจอมิสครอวลี่ และคุณบัสเตอร์มูน
ไปปฏิบัติภารกิจกับออฟติมัส ไพร์ม และถูกหนอนของช็อคเวฟรับประทาน
เจอเควิน แอ็กเนส ด็อกเตอร์เนฟราริโอ
เจอร้านก๋วยเตี๋ยวของโป กังฟูแพนด้า
แต่ผมไม่กล้าขึ้นรถไฟเหาะ จะยอมขึ้นนะถ้าได้ไปกับ gal gadot, alexandro daddario, ชิน มินอา
ทุกคนที่นี่ดูสนุก มีความสุข แม้แต่พนักงานเก็บขยะยังยิ้มและทักทายเรา พร้อมกองทัพสิ่งของที่จะดูดสตางค์ในกระเป๋าในทุก ๆ จุด

บทความที่ได้รับความนิยม