22 พฤษภาคม 2569

การระบาดจากศพ

การระบาดจากร่างผู้เสียชีวิต : อีโบล่า

ข่าวก่อการไม่สงบในศูนย์กักกันโรคของคองโก ชาวบ้านไปเผ่าศูนย์ควบคุมโรคอีโบล่าที่กำลังระบาด เพราะไม่พอใจที่ไม่ให้ทำศพตามพิธีกรรมความเชื่อ ในความทรงจำใกล้ ๆ ของเราอาจจะคุ้นเคยกับยุคโควิดที่ต้องรีบเผาศพ หนึ่งในนั้นคือน้าค่อม ชวนชื่น

ความเป็นจริงแล้วมีโรคไม่เยอะนักนะครับ ที่มีหลักฐานว่าระบาดและติดต่อจากการสัมผัสศพ โรคที่มีรายงานและมีปัญหามากคือไวรัสอีโบล่า ด้วยสองสาเหตุ

หนึ่งคือ ปริมาณเชื้อที่ยังมากในศพผู้เสียชีวิต อีโบล่าแพร่เร็ว เป็นเร็ว ตายเร็ว ในขณะเสียชีวิตนั้น ปริมาณเชื้อในสารคัดหลั่งต่าง ๆ สูงมาก

สองคือ พิธีกรรมของชาวคองโกในแถบนั้น จะมีการสัมผัสศพแบบใกล้ชิดมาก ทั้งกอด ทั้งจัดให้อยู่ในกิจกรรมประจำวัน มีรายงานการจุมพิตศพอีกด้วย ทำให้เกิดการติดต่อง่าย

การระบาดของอีโบล่าในคองโก ฤดูระบาด 2015-2016 เกิดจากคลัสเตอร์งานศพครับ

นอกจากอีโบล่าแล้ว โรคติดเชื้อไวรัส Marlburg ก็เป็นอีกโรคที่มีรายงานการแพร่ระบาดจากศพ และมาจากดินแดนแอฟริกาเช่นกัน โรคที่เคยมีรายงานแต่เป็นรายงานทางประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันไม่ระบาดแล้วคือ กาฬโรค ในยุคที่เป็น black death ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการศพที่ไม่ดี (เยอะเกินกว่าจะจัดการได้)

ไวรัสซารส์โควีทู หรือโควิด ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถระบาดผ่านศพ แต่รายงานน้อยกว่าโรคอื่น เพราะเราจัดการได้ดีครับ โรควัณโรคปอดก็มีรายงานการระบาดในคนที่ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ แต่รายงานก็น้อยอีกเพราะเขาป้องกันอย่างดี

CDC ของแอฟริกาให้คำแนะนำการจัดการงานศพสำหรับโรคระบาดที่มาจากศพได้ ควรจำกัดคนเข้าร่วม ไม่สัมผัสศพโดยตรง เว้นระยะห่าง ใช้เวลางานศพไม่นาน (แต่ไม่ได้บอกเวลาที่แน่นอน) สัปเหร่อที่จัดการต้องสวมชุดป้องกันโรค personal protection equipment และในโรคอีโบล่า ต้องใส่แบบป้องกันสูงสุดที่ระบุเป็น ebola protocol ด้วยครับ

21 พฤษภาคม 2569

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก


วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก

มีคนสอบถามเข้ามาสามสี่ราย จึงยกมาตอบเป็นโพสต์เลยแล้วกัน จะได้ตัดสินใจได้

พ่นจมูก .. เป็นวัคซีนเชื้อเป็นนะครับ เชื้อจะถูกทำให้อ่อนแอ ไม่ก่อโรคและกระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ ในแง่ดีคือสร้างภูมิได้ดี ครอบคลุมหลายจุดการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ข้อเสียคือมันหลายจุดมากไป ผลจึงแปรปรวนและแตกต่างกันมากในแต่ละคน


เชื้อเป็น .. จึงไม่แนะนำฉีดในคนท้อง ไม่แนะนำฉีดในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันไม่ดีหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน อันนี้จะคล้าย ๆ กันกับทุกวัคซีนเชื้อเป็น


ทำไมต้องพ่นจมูก ทำไมไม่ฉีดเข้ากล้าม .. เพื่อจำลองแบบการติดเชื้อจริง การสร้างภูมิคุ้มกันตามสถานการณ์จริง มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน IgA ที่ปกป้องเยื่อเมือกและอยู่ในสารคัดหลั่งในจมูก อันนี้ตรงตามกลไกการติดเชื้อ


แล้วประสิทธิภาพจากการทดลองและประสิทธิผลจากการใช้จริง แตกต่างจากแบบฉีดไหม .. แบ่งเป็นสองแบบ

ในเด็ก .. มีการศึกษามากในทุกมิติ พบว่าประสิทธิภาพ (ในการทดลอง) สูงกว่าแบบฉีดประมาณหนึ่งเท่าตัว และประสิทธิผล (จากข้อมูลจริง) ก็สูงกว่าแบบฉีด

ในผู้ใหญ่ .. การศึกษาน้อยกว่า มีความแปรปรวนสูง ประสิทธิภาพน้อยกว่าแบบฉีดและแปรปรวนมากขึ้นกับสายพันธุ์ที่ระบาด ส่วนประสิทธิผลนั้น ข้อมูลยังไม่มากพอ (จากข้อกำหนดผลิตภัณฑ์คืออายุต้องไม่เกิน 49 ปี)


คุ้มค่าไหม .. มีการศึกษาความคุ้มค่าทางสาธารณสุข พบว่าคุ้มค่าในเด็กวัยเรียนและก่อนวัยเรียน 2-17 ปี เพราะประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีกว่า รวมถึงการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่มากกว่า แต่ความคุ้มค่านี้จะแปรผันตามราคาวัคซีนและมูลค่า GDP ของประเทศนั้น การศึกษาที่ทำในไทย (WHO+มหิดล+อังกฤษ ไม่มีทับซ้อน) พบว่าคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ส่วนในผู้ใหญ่ยังไม่มีข้อมูลนี้


ราคาต่างกันมากไหม .. วัคซีนพ่นจมูกราคาสูงกว่าแบบฉีดประมาณ สามเท่า และต้องคิดถึงวิธีการใช้วัคซีนด้วย ต้องถูกต้องแม่นยำ และความคงตัวการเก็บรักษา 


สำหรับผู้ใหญ่ ..สรุปว่า ยังไม่แนะนำเป็นมาตรฐานเพราะประสิทธิภาพประสิทธิผลต่ำกว่าแบบฉีด และยิ่งต้องระวังผลเสียมากกว่าในเด็กเพราะโรคที่รบกวนภูมิคุ้มกันมีมากกว่า ต่างจากแบบฉีดที่แทบไม่มีข้อห้ามและข้อควรระวังเลย อาจจะพิจารณาใช้ในรายที่ไม่ต้องการฉีดยาเข้ากล้ามเท่านั้น

 

12 พฤษภาคม 2569

ยาขับปัสสาวะทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำ thiazide

 ยาขับปัสสาวะทำให้เกลือแร่ในเลือดต่ำ : เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากในไทย

ยาขับปัสสาวะ เป็นยาลดความดันโลหิตตัวแรก ๆ เลยนะครับและยังใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หน้าที่หลักของบรรดายาขับปัสสาวะคือยับยั้งการดูดกลับโซเดียมที่ท่อไตจุดต่าง ๆ และตัวที่เกิดโซเดียมต่ำได้มากคือ thiazide
ตัวยาจะไปยับยั้งการดูดกลับโซเดียมที่ตำแหน่ง distal tubule ท่อไตส่วนที่ยอมให้โซเดียมกลับเข้าตัวแต่ไม่ยอมให้น้ำกลับเข้าตัว ในที่นี้ขออธิบายคร่าว ๆ นะครับ ส่วนกลไกรายละเอียดของท่อไต ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความเข้าใจมากที่สุดในวิชาสรีรวิทยาเลย ให้เป็นเรื่องที่แพทย์ประจำบ้านเขาไปเข้าใจกัน ส่วนพวกเรารู้เท่าที่จะบอกย่อหน้าต่อไป
เมื่อท่อดูดกลับถูกยับยั้ง โซเดียมจะเหลือเยอะมากในน้ำปัสสาวะ ทำให้กลไกการเจือจางน้ำปัสสาวะทำไม่ได้ น้ำและถูกดูดกลับเข้าตัวมากขึ้น (ปัสสาวะไม่จาง) ผ่านกลไกฮอร์โมน ADH ทำให้น้ำในตัวดูเกิน ๆ ก็คือความเข้มข้นโซเดียมในเลือดต่ำ (ความเข้มข้น = ตัวถูกละลาย/ตัวทำละลายคือน้ำ) หรือกินน้ำเข้าไปเกินสักหน่อย น้ำก็ขับจากตัวไม่ได้แล้ว
เรียกว่าการยับยั้งการดูดกลับโซเดียมของยาขับปัสสาวะ thiazide ทรงพลังมากทีเดียว แต่ทว่า การไม่ยอมให้โซเดียมกลับเข้ามามันมีผลสองอย่าง อย่างแรกคือความดันโลหิตลดลง อย่างที่สองคือความเข้มข้นโซเดียมในเลือดต่ำ
ยิ่งขนาดยาขนาดสูง กินยานาน ความเข้มข้นโซเดียมในเลือดยิ่งต่ำหนักเลย แต่ว่าขนาดยาที่สูงขึ้นกลับไม่ได้ลดความดันได้ดีกว่าขนาดต่ำ ตรงนี้คือประเด็น
คำแนะนำที่ผ่านมาสำหรับยา thiazide คือใช้ขนาดต่ำก็พอ ยา thiazide ในยุคปัจจุบันที่แพร่หลายคือ hydrochlorothiazide จึงใช้ในขนาด 6.25, 12.5 และ 25 มิลลิกรัมเท่านั้น ยายุคเก่าในขนาด 50 มิลลิกรัมแนะนำเลิกใช้ครับ
หรือยา thiazide ที่ผสมในยาลดความดันเป็นยาเม็ดรวม จะเป็นยาขนาดต่ำทั้งสิ้น เพื่อลดผลข้างเคียงโซเดียมในเลือดต่ำ (และโปตัสเซียมในเลือดต่ำด้วย) ผมเคยเจอกินยาเม็ดรวมที่มี HCTZ ในขนาดต่ำ กินคู่กับ HCTZ เม็ดเดี่ยวในขนาดต่ำ พอรวมกันเลยเป็นขนาดสูงเลย
นอกจากขนาดยาที่ส่งผลต่อความเข้มข้นโซเดียมในเลือดต่ำ ยังมีผลอื่นอีก เราจะเห็นว่าบางคนก็กินยาขับปัสสาวะในขนาดต่ำมากแล้ว ทำไมความเข้มข้นโซเดียมในเลือดยังต่ำง่าย ๆ เลย ก็จะมีปัจจัยดังนี้
1.สูงวัย การตอบสนองต่อยาและตัวควบคุมต่าง ๆ ในไตจะทำงานผิดปกติ หนักไปทางไวต่อการกระตุ้น เสมือนทำงานหนัก โซเดียมจึงต่ำง่าย น้ำจึงเกินง่าย
2.ดื่มน้ำปริมาณมาก การดื่มน้ำมากไม่ผิดและในภาวะปกติก็ขับออกได้ แต่หากเรากินยา thiazide ความสามารถในการขับน้ำออกจากตัวไม่ลดลง ของเดิมก็ขับออกยากปริ่มจะเกิน ยังดื่มเข้าไปมากอีก ก็เกินได้ง่าย
3.ความผิดปกติของยีน คนเราเกิดมาต่างกัน บางคนยีนควบคุมบกพร่องเช่น SLCO2A1, SLC12A3 ก็จะเสียโซเดียมทางปัสสาวะได้ง่ายกว่าคนที่ยีนปกติ
ความเข้มข้นโซเดียมในเลือดต่ำ (hyponatremia) มีหลายสาเหตุนะครับ แต่ในเมืองไทย จะต้องสำรวจยาที่ใช้หรือประวัติยาเดิมให้ดี ว่ามียาขับปัสสาวะ thiazide หรือไม่ครับ

10 พฤษภาคม 2569

ตำนานเล่มเล็ก : สยามกีฬาสตาร์ซ็อกเกอร์ฉบับบ่าย


ตำนานเล่มเล็ก : สยามกีฬาสตาร์ซ็อกเกอร์ฉบับบ่าย 20 บาท
ย้อมกลับไปหลายสิบปีก่อน หัวเกรียนขาสั้นขาบอลทุกคนรู้จักหมดแหละครับกับ ซ็อกเกอร์เล่มเล็ก ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น
หนังสือพิมพ์สยามกีฬาจะมีฉบับเช้า เป็นฉบับใหญ่ มีกีฬาทุกชนิด และจะออกฉบับบ่ายที่มีแต่เรื่องฟุตบอลล้วน ผมเป็นเด็กเตะบอล ดูบอล แน่นอนย่อมไม่พลาด
ในสมัยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตในมือ นี่คือสื่อที่เราจะติดตามผลบอล วิเคราะห์เกม ตลาดนักเตะ หรือแม้แต่บรรยายเกมเป็นหน้า ที่อ่านแล้วจินตนาการตามได้ ซีดานขึ้นบอลทางกราบซ้าย ล็อกหลบกองหลังสองคนแล้วเทิร์น ส่งให้เทรเซเกต์ยิงเสียบสามเหลี่ยมเสาไกล ชนิดที่นายทวารได้แต่ยืนขาตาย อ้าปากค้าง
ไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีกนะครับ สมัยนั้นตามหมดทุกลีก กัลโช่, บุนเดสลีกา, ลีกวัน, ลาลีกา, เจลีก รู้ชื่อนักเตะ ตำแหน่ง ย้ายมาจากทีมไหน ค่าตัวเท่าไร มีวีรกรรมวีรเวรอะไร ผู้จัดการชื่ออะไร … ทำไมรู้ละเอียด
สื่อยุคนั้นไม่มีปัดผ่านครับ ซื้อมาเล่มนึง 20 บาท แพงนะครับกับราคาข้าวในรร.มัธยมจานละ 15 บาท น้ำขวดละ 3-5 บาท อ่านจนครบทุกหน้า อ่านแล้วอ่านอีก และผมคิดว่าเด็กมัธยมยุคนั้นมีประสบการณ์นี้ทุกคนคือ ฉีกเล่มอ่าน..
ตัวอย่างคือ รร.ของผม จะห้ามออกนอกโรงเรียนตอนก่อนเลิกใช่ไหม เราจะรวมเงินกัน ฝากพ่อค้าข้างรั้วซื้อให้แล้วโยนเข้ามา หรือถ้าเพื่อนคนไหนจะซื้อเองก็คือเป็นเจ้านายในวันนั้น เมื่อได้มาแล้ว หนังสือพิมพ์จะถูกแบ่งออกเป็นแผ่น ๆ แย่งกันอ่าน จบแล้วเวียนกันไปเรื่อย ๆ โดยหน้าที่จะถูกแย่งชิงเป็นหน้าแรกคือ ผลบอลเมื่อคืน
ใครจะพนันติดปลายนวม ใครจะมาขิงกัน (สมัยนั้นมีการวิเคราะห์ทายผล) หรือดูว่าใครลงตัวจริง เอามาให้คะแนนทีมที่เราจัดกันเอง หน้าแรกจะถูกมือที่ไวที่สุดเอาไปเสมอ ซึ่งอาจจะไม่ใช่เจ้าของหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ
และหน้าที่จะอ่านยาวและสนุกสนานคือคอลัมน์ต่าง ๆ ที่กูรูสยามกีฬาจะมาเขียนให้เราอ่าน เยอะเลยครับที่จำได้ก็ บิ๊กจ๊ะ, มาเฟียรี่, แจ็คกี้ ผู้เคยไปกินซกเล็กวัวกระทิงที่สเปนมาแล้ว, สาธนันท์ปั่นฟรีคิก
ส่วนคนที่มีการพูดถึงบ่อยที่สุด ด้วยสำนวนอันเป็นเอกลักษณ์มากคือ พี่จอม หรือ บอ.บู๋นั่นเองครับ สะเด่าส์ไปเลยมั้ยละไอ้น้อง
ผมเองก็ติดตามมาอย่างยาวนาน จนมาเรียนต่อ จึงจางหายไปด้วยเวลาและตอนนี้สตาร์ซ็อคเกอร์ “เล่มเล็ก” ได้ปิดตัวไปแล้วครับ เหลือไว้แต่ความทรงจำในอดีต สมัยที่เราบ้าบอลกันแบบสุด ๆ และหนังสือพิมพ์กีฬาก็เป็นเพียงเครื่องมืออันเดียวที่จะปลดปล่อยตัณหาของพวกเราได้ครับ


 

08 พฤษภาคม 2569

ไม่แนะนำใช้ ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น เพียงตัวเดียวอีกต่อไป

 ต่อไปนี้ ไม่แนะนำใช้ ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น เพียงตัวเดียวอีกต่อไปในการรักษาโรคหืด GINA 2026

จริง ๆ แล้วตั้งแต่คำแนะนำ GINA ฉบับที่แล้วเราก็แนะนำใช้ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น (SABA) เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ในกรณีโรคไม่รุนแรงและใช้คู่กับยาสูดสเตียรอยด์ ในกรณีกำเริบไม่บ่อย
แต่ในแนวทาง 2026 นี้หลักฐานชัดเจนขึ้น และยกระดับคำแนะนำว่า ไม่สนับสนุนการใช้ SABA เดี่ยวในทุกกรณี แม้ว่าจะเป็นโรคที่ควบคุมได้ ความรุนแรงน้อย กำเริบไม่บ่อย
ปรับเป็น SABA+ICS ในทุกระยะของโรคแล้วนะครับ
เพราะ SABA เดี่ยว ไม่มีผลในการควบคุมโรคและยิ่งใช้บ่อยแสดงว่าต้องกลับมาทบทวนว่าทำไมยังคุมโรคไม่ได้
ใครยังใช้ยาสูดหรือยาพ่นขยายหลอดลมแบบเดี่ยว (blue inhaler) ใช้เวลาอาการกำเริบ ให้กลับไปทบทวนการรักษากับคุณหมอที่รักษาประจำนะครับ

07 พฤษภาคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง


เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง
มีผู้ป่วยชายชาวออสเตรเลียเข้ามาปรึกษาขอความเห็นและส่งตรวจ สุภาพบุรุษชาวออสเตรเลียคนนี้เป็น ‘เขยฝรั่ง’ มาพร้อมกับภรรยาชาวไทย หน้าตาดูกังวลใจระดับหนึ่ง มาพร้อมเอกสารการตรวจจากรพ.แห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ผมพอสื่อสารกับเขาได้ ภาษาอังกฤษก็พอออกงานได้บ้าง ได้ความดังนี้ คุณออสเตรเลียเขาทำงานเก็บเงินเก็บทองได้พอควร ตั้งใจจะมาใช้ชีวิตเกษียณที่นี่ เขาแต่งงานกับภรรยามาสิบปีแล้วแต่ไม่มีลูกด้วยกัน นี่ก็จะย้ายมาประเทศไทยถาวรเลย
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เธอปวดท้องพอสมควรหลังดื่มเหล้า จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยก่อนหน้านี้แข็งแรงดีและด้วยความที่แข็งแรงดี เธอดื่มเบียร์วันละไม่ต่ำกว่าสองขวดใหญ่ ดื่มไวน์ ดื่มวิสกี้ สลับกันไปมาเกือบสามสิบปี
คุณหมอที่โรงพยาบาลให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ อาการกำเริบจากเหล้าและได้ส่งตัวไปทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง พบลักษณะของตับแข็ง และภรรยาให้ประวัติว่า “หมอที่ทำอัลตร้าซาวนด์บอกว่าม้ามโตมาก ต้องไปทำตรวจเพิ่มเติมนะ อาจจะเป็นมะเร็งได้” คนไข้อาจจะฟังผิดหรือถูก ไม่ทราบได้ แต่ให้ประวัติมาแบบนี้
มะเร็ง ชื่อนี้ใครก็กังวล ผู้ป่วยและภรรยาจึงมาปรึกษา
ผมถามว่า “เคยทราบเรื่องตับแข็งมาก่อนหรือไม่ และคุณหมอแจ้งว่าเป็นตับแข็งจากอะไร” ทั้งคู่ตอบมาพร้อมกันว่าเกิดจากดื่มเหล้า เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับว่าดื่มหนัก ภรรยาเคยเตือนบ่อยแต่ไม่ฟัง จนมาพบภาพอัลตร้าซาวนด์นี้
“คุณหมอเขาตรวจเลือดเพิ่มเติมไหมครับ”
คำตอบที่ได้คือ ยังไม่ตรวจอะไรเพิ่มและแจ้งคุณหมอท่านเดิมว่าดื่มเหล้าจัด ก็น่าจะตับแข็งจากเหล้า
เมื่อชำเลืองมองรายงานผลพบว่ามีลักษณะตับแข็งที่ชัดเจน ท่อทางเดินน้ำดีปกติ ไม่มีก้อนแต่อย่างใด ผู้ป่วยและญาติปรึกษาว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมจึงถามว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นตับแข็งจากสาเหตุใด” คำตอบที่ได้เหมือนเดิม ผู้ป่วยและภรรยาฟันธงว่าเหล้า เขาบอกว่าคนในครอบครัวเขาก็บอกแบบนี้
คนไข้และญาติฝังใจมาแล้วว่าตับแข็งจากเหล้า และไม่มีทางรักษา
“ตับแข็งจากเหล้า การรักษาก็แค่หยุดเหล้า ซึ่งคุณตั้งใจจะหยุดอยู่แล้ว แต่คุณทราบไหมว่าถ้าคุณมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดตับแข็ง แล้วคุณละเลยมันไปเพียงเพราะคุณยึดมั่นว่าคุณตับแข็งจากเหล้าเท่านั้น คุณจะเสียโอกาสในการรักษาและป้องกันมะเร็ง ถ้าสาเหตุอื่น ๆ อันนั้นมันรักษาได้” ผมไม่ได้พูดแบบหมอใจดีด้วยนะครับ แต่จริงจังขึงขัง เสียงดังขึ้น บอกด้วยภาษาท่าทางว่า คุณต้องฟังฉัน
หลักใหญ่ใจความคือ เข้าใจนะว่าคุณดื่มเหล้ามาก พบตับแข็งก็โทษแต่เหล้า โดยลืมสาเหตุหลักคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี เพราะเป็นสาเหตุของตับแข็งและมะเร็งตับที่พบมากกว่า บ่อยกว่า และแก้ไขได้
ได้ผลแฮะ…คนไข้และภรรยา ดูกังวลใจน้อยลงและเข้าสู่อารมณ์ขี้สงสัย สายตาพร้อมจะเรียนรู้ ผมจึงหยิบกระดาษเอสี่มาสองแผ่นพร้อมปากกาสามสี วาดรูป อธิบายสาเหตุหลักของตับแข็งที่พบบ่อย แนวทางการตรวจและรักษา การปะเมินภาวะตับแข็งและเฝ้าระวังมะเร็งตับที่จำเป็น
ใช้เวลา 45 นาทีถ้วน ใช้ทั้งภาษาอังกฤษชั้นมัธยม ภาษามือ อธิบายภาษาไทยให้ภรรยาเขาช่วย วาดรูปประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม ในนาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราต้องช่วยเขาให้กระจ่างให้ได้
สำเร็จ…การรักษาขั้นแรกประสบผล คนไข้และภรรยาเข้าใจอย่างดี สีหน้าคลายกังวล คนเรานะครับจะกลัวสิ่งที่ไม่รู้มากกว่ากลัวว่ารู้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราคุยถึงแผนการตรวจ การติดตาม ถ้าเจอนี่ทำอย่างไร ถ้าไม่เจอนั่นทำอย่างไร
ก่อนกลับคนไข้ลุกขึ้นของจับมือและบอกว่า ผมได้รักษาเขาแล้ว เขาไม่กังวล ไม่ว่าจะเจออะไร เพราะมั่นใจว่าเราจะมีทางรับมือปัญหาต่าง ๆนั้น
อืม…การรักษาโรคก็เรื่องนึง การรักษาคนก็อีกเรื่องนะ ฝรั่งไทยจีนก็คนเหมือนกัน หวาดหวั่น ตกใจ เครียด ถ้าไม่รักษา 'คน' ก่อน จะยากที่จะไปรักษาโรค และถ้าใจพร้อม กายพร้อม เจอโรคอะไรก็หมดกังวล
ผลการตรวจเพิ่มเติม ส่งทำอัลตร้าซาวนด์ซ้ำก็ไม่พบก้อน การทำงานตับเข้าข่ายตับแข็งและมีผลจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ผลการตรวจ alpha-fetoprotein ไม่สูง ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี สายพันธุ์ที่ 1 ปริมาณ RNA ของเชื้ออยู่ที่ประมาณ แปดแสนตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี
ผู้ป่วยตกลงใจรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และต้องการเข้าสู่การเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวต่อไป
ขอบคุณในความอดทนของตัวเอง

 

03 พฤษภาคม 2569

Daya's Eatery


คุณเคยกินแฮมเบอเกอร์ฉ่ำ ๆ ซ้อสเยิ้ม ๆ เนื้อนุ่ม กลมกล่อม กินแล้วหยุดไม่อยู่ไหมครับ
ร้านดาย่า ในอดีตเคยเป็นอาคารพาณิชย์เล็ก ๆ คูหาเดียวในเมือง หาที่จอดรถยาก แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนไปไม่ขาดสาย ด้วยการตกแต่งร้านสวย มินิมอลแต่มีเอกลักษณ์
และที่สำคัญคืออาหารนี่แหละครับ สิ่งที่ขึ้นชื่อคือ แฮมเบอเกอร์ดาย่า คุณลืมแฮมเบอเกอร์ร้านแฟรนไชส์ชื่อดังไปเลย ลืมไปให้หมด
นี่คือแฮมเบอเกอร์โฮมเมด ที่ตั้งใจทำทุกอย่าง ขนมปังนุ่มอบและจี่หอม ผักสด กรอบ กร้วม ๆ กรุบ ๆ และเนื้อที่ฉ่ำ วาว ราดซ้อสเอกลักษณ์ดาย่า หอมมาก และหวานเค็มเปรี้ยว อยู่ในคำเดียว
เนื้อเยอะ ซ้อสฉ่ำ แบบไม่ต้องกลัวร้านเจ๊ง กินเมนูเดียว อิ่ม ยังมีเครื่องเคียงอีกนะ มันฝรั่งทอดเอง ชิ้นพอดี กรอบนอกนุ่มใน
กินไปยิ้มไป
และตอนนี้ร้านย้ายมาเปิดที่ใหม่ โอ่โถง เป็นร้านอาหารฟิวชั่น จัดแต่งร้านสวยกว่าเดิมร้อยเท่า ที่นั่งเพิ่ม มีสองชั้น ที่จอดรถเยอะเลย มาง่ายด้วยอยู่ในหมู่บ้านวีไอพี หลังโรงเนียนอัสสัมชัญนครราชสีมา
อาหารยังพรีเมี่ยม หอม สด อร่อย มีเมนูหลากหลายขึ้น เน้นอาหารตะวันตก แต่ก็มีเมนูอาหารไทย อาหารอีสานด้วย
วันนี้มากิน Daya's Brunch ชื่อเมนูนี้เลยนะ ขนมปังฝรั่งเศสปิ้งหอม เสริฟมาพร้อมเนย แยม กลิ่นหอมสุด ๆ
ตามมาด้วยเมนคอร์ส เบคอนชิ้นโตและหนา สุกทั่วแผ่น ไม่เหนียว ไข่ดาวสุกไข่แดงเยิ้ม จัดกันไป มะเขือเทศเอามาจี่กระทะ ตัดความมันของเบคอน และที้ด็ด มันฝรั่งบดเอามาทอด กรอบแบบในคลิป เอามีดสเตนเลสมาปาดส่วนทอดกรอบเหลืองทอง...ชิ้ง
กรอบนอก มันฝรั่งบดด้านในแทบละลายในปาก ไม่ต้องปรุงรสใด ๆ ทั้งสิ้น
กินเสร็จดื่มกาแฟคั่วสด เม็ดพรีเมี่ยม หอมจิ้บหาย
นี่แค่เมนูเดียวนะ เมนูอื่นรับประกันความปราณีต อร่อย สมกับที่ดั้นด้นตามหา (ว่าร้านใหม่อยู่ไหนนะ)
อ้อ..ร้านดาย่า มาจากชื่อคุณสุภาพสตรีเจ้าของร้าน ที่คุณสุภาพบุรุษเจ้าของร่วม ต้องให้เกียรติชื่อเธอเป็นชื่อร้าน ตามประสาพ่อบ้านใจกล้าครับ
ใครอยู่ในนครราชสีมา..เชิญ
ใครอยู่จังหวัดใกล้เคียง..เชิญ
และถ้าบอกว่า มาจากเพจอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว เจ้าของและพนักงานในร้านจะถามกลับทันทีว่า "มันคือใคร ไม่เคยรู้จัก"
ตามนั้นครับ







 

มิวนิค 1972


มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ


ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล  ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล 


48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย 


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก 


แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ 


ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป


แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!


โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา


กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย


ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน


DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก  

  theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก

  hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า


  ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น 


  คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ


  ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้


  จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย


  ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน 

  WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน


  ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล 

  ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก 


  ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้  จบนะเดมอนต์ 


  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre


  ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)


  สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ  0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป


01 พฤษภาคม 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป
ระยะการรักษาหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้น ต้องเร็วมต้องประสานงาน ต้องตัดสินใจ แน่นอนว่ามีสำเร็จ มีผิดพลาด มีล้มเหลว แต่ชีวิตต้องเดินต่อไปครับ หลังจากผ่านช่วงเร่งด่วนแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและป้องกันการเกิดซ้ำ
ขอบอกว่าขั้นตอนการฟื้นฟู (rehabilitation) คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการหายหรือกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การรักษาก่อนหน้านี้เพียงเพื่อเปิดหลอดเลือด (revascularization) และให้ยาเป็นเพียงเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ (secondary prevention)
1.หลังให้ยาหรือใส่สายสวนแล้ว แนะนำรอ 24 ชั่วโมงจึงประเมินซ้ำทั้งร้อยละการหายหรือโอกาสเลือดออก เราจะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวเลือด ยาเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันสูง ใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทุ่มเทเวลาให้การเปิดหลอดเลือดเต็มที่ในช่วงแรกและลดโอกาสเลือดออก
2.ประเมินทำกายภาพบำบัดได้เลย หลังอาการคงที่ คุณหมอกายภาพและนักกายภาพจะเข้าถึงคนไข้โดยเร็ว มีการศึกษาว่าฟื้นฟูเร็ว โอกาสสำเร็จจะเร็ว ไม่ว่าจะประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การพูด ความเข้าใจ การทำตามสั่ง การหายใจ โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องประเมินทุกรายคือ ‘ความสามารถในการกลืนและโอกาสการสำลัก’ ผู้ป่วยอัมพาตส่วนมากจะเสียชีวิตจากภาวะสูดสำลัก และหากการกลืนแย่ ภาวะดูแลโภชนาการและการให้ยาจะลำบากมาก
3.เครื่องมือสองชนิดที่น่าสนใจและกล่าวถึงในแนวทาง คือ
หากประเมินการกลืนและฝึกด้วยวิธีมาตรฐานแล้วยังได้ผลไม่ดีพอ มีทางเลือกการใช้ pharyngeal electrical stimulation การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนคงไม่สามารถทำได้อย่างแพร่หลายในไทย ดังนั้นการฝึกกลืน ฝึกพูดตั้งแต่แรกจึงสำคัญมาก
อีกอย่างคือการใช้ intermittent pneumatic compression กางเกงแบบที่สูบลมเข้าออกเป็นจังหวะคอยบีบไล่เลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่ขา ในกรณีขยับไม่ได้ และเหตุผลเดียวกันกับการกระตุ้นไฟฟ้า คือหายากในไทย คำตอบจึงเหมือนเดิม การประเมินและการฝึกกายภาพจึงมีความสำคัญมาก ต้องทำเร็ว ทำถูกวิธีและทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ
4.อันนี้เขียนมาในทุกแนวทางและหลายปีมาแล้วด้วยว่า neuroprotective agents ยาหรืออาหารเสริมหรือสารเคมีใดที่บอกว่าช่วยปกป้องสมอง ฟื้นฟูเซลล์ เพิ่มโอกาสฟื้นตัว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ 'ไม่แนะนำ' ไม่เกิดประโยชน์ใด ในทางตรงข้ามกลับเกิดความสิ้นเปลือง โอกาสแพ้ยาหรือผลข้างเคียงและโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นด้วย …ปรึกษากายภาพบำบัดดีกว่าครับ
5.หญิงตั้งครรภ์ สามารถใช้แนวทางนี้ได้นะครับ ให้ยาสลายลิ่มเลือด ใส่สายสวน แม้จะไม่ได้มีการศึกษาชัดเจน แต่หลักฐานเก็บข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแนะนำรักษาตามปกติ เพราะหากแม่มีความพิการเกิดขึ้น ลูกน่าจะอยู่ลำบากทีเดียวครับ และควรรีบตัดสินใจ รีบคุยปรึกษาให้ดี ก่อนจะให้ยา (ต้องเร็วด้วย)
6.การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน ยาป้องกันการแข็งตัวเลือด (ในบางกรณี) ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะหยุดยา จะพักยา จะเปลี่ยนยา ปรึกษาหมอที่รักษาก่อนนะครับ และเมื่อมีหลอดเลือดสมองตีบแล้ว โรคหลอดเลือดอื่นก็ต้องประเมินด้วย เบาหวานความดัน ไตเสื่อม ยูริกเกิน หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดส่วนปลาย รักษาโรคเดิมให้ดี
จบซีรี่ส์ยาวสำหรับสิ่งที่ประชาชนน่าจะเข้าใจในแนวทางนี้ ผมคิดว่าแนวทางนี้ค่อนข้างสมบูรณ์และร่วมสมัย น่าจะอีกนานพอควรกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับหลักการออกมาอีก อาจจะมีศัพท์วิชาการบ้าง ก็ถือว่าค่อย ๆ เรียนรู้กันไปครับ


 

บทความที่ได้รับความนิยม