ยารักษามะเร็งตับอ่อน : ทำไมการนำเสนอการศึกษานี้ได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติอย่างยิ่งใหญ่
มะเร็งตับอ่อนนับว่าเป็นมะเร็งที่รุนแรงมาก อัตราการรอดชีวิตต่ำที่สุดอันหนึ่ง แถมไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา ปูชนียบุคคลแห่งแอปเปิ้ล สตีฟ จ๊อบส์ ก็จากโลกเราไปด้วยมะเร็งตับอ่อนเช่นกัน
ด้วยความที่อาการไม่เฉพาะเจาะจงทำให้ยากต่อการวินิจฉัย การตรวจจับทำได้ยาก ไม่มีก้อนให้คลำได้ การตรวจพิเศษต่าง ๆ ถ้าไม่โฟกัสเพื่อดูมะเร็งตับอ่อนก็ยากที่จะพบเจอ ทำให้กว่าจะพบอาการก็มากแล้ว ระยะของโรคลุกลามไปมากแล้ว การผ่าตัดทำได้ยาก และที่ผ่านมาการรักษาด้วยยา ไม่ว่ายาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า ยังไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้
อัตราการอยู่รอดไม่เกิน 10% ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน .. นี่คืออัตราแบบกลม ๆ ของมะเร็งตับอ่อนเมื่อได้รับการวินิจฉัย แต่วิทยาศาสตร์การแพทย์ของเราช่างแสนมหัศจรรรย์
จากการศึกษาชิ้นเนื้อและเทคโนโลยีทางโมเลกุล เราพบว่ามะเร็งตับอ่อน (ชนิด ..ซึ่งเจอบ่อยสุด) มีการควบคุมผ่านกลุ่มยีน KRAS Kirsten rat sarcoma ควบคุมหน่วยจ่ายพลังงานในการแบ่งตัวของเซลล์ มะเร็งตับอ่อนส่วนมากเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนกลุ่มนี้ และเมื่อยาเคมีบำบัดใช้การได้ไม่ดีนัก แล้วยามุ่งเป้าไปที่ KRAS ใช้ได้ไหม
KRAS target เคยสร้างชื่อมาแล้วกับมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่กับมะเร็งตับอ่อนมันไม่ง่าย เพราะตำแหน่งกลายพันธุ์ของ KRAS ของตับอ่อนนี้ ยากที่จะผลิตยาและยากที่ยาจะทำงานตามต้องการ จนกระทั่งการถือกำเนิดของ daraxonrasib ยากินวันละเม็ดที่สามารถยับยั้งผลแห่งการกลายพันธุ์ได้ในระดับเซลล์ ยาที่จะมาเป็นความหวังของการรักษา ยาที่จะเป็นต้นแบบของการรักษามะเร็งที่ยากทั้งหลาย
การศึกษา RASolute 302 ศึกษายากิน daraxonrasib ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนจากทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย จำนวน 500 ราย ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นการกลายพันธุ์ของยีน RAS G12 และทุกคนผ่านการให้ยาเคมีบำบัดมาตรฐานมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง อายุเฉลี่ย 66 ปี ร้อยละ 60 เป็นระยะแพร่กระจายเรียบร้อย นำมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มควบคุมจะให้ยาเคมีบำยัดตามสูตรของแต่ะสถาบัน ตามกำหนดของแต่ละที่ ส่วนกลุ่มทดลองจะได้รับยา daraxonrasib วันละเม็ด
ติดตามไปจนกว่าจะเสียชีวิตหรือโรคกำเริบ เพื่อศึกษาระยะเวลาการรอดชีวิตโดยรวม (ซึ่งจะมีผลแทรกซ้อนจากยาด้วย) และระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ และยังมีผลการศึกษารองที่หาอัตราส่วนของ “ผู้ป่วยที่เสียคุณภาพชีวิต” อีกด้วย
ผลการศึกษาพบว่า
1.ระยะเวลาติดตาม ในกลุ่มเคมีอยู่ที่ 1.9 เดือน (ก็แย่ลงหรือตายหรือออกจากการศึกษา) ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 8.5 เดือน
2.ระยะเวลาการรอดชีวิต (overall survival) กลุ่มยาเคมีคือ 6.7 เดือน ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 13.2 เดือน ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
3.ระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ (progression free survival) กลุ่มยาเคมีคือ 3.6 เดือน ส่วนยาทดลองคือ 7.2 เดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4.ย่อยจากข้อ 4 ถ้าไปพิจารณากลุ่มที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของ RAS จะต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ส่วนย่อยจากข้อ 2 ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกลายกลายพันธุ์ก็ส่งผลเหมือนกัน
5.สำหรับความรู้สึกคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ยาทดลองของเราให้ความรู้สึกคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นระยะเวลาประมาณ 9.2 เดือน เทียบกับกลุ่มยาเคมีที่ 3.8 เดือน
6.ผลข้างเคียงของยาทดลองพบ 100% คือมีผื่นแต่ไม่รุนแรง ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบในกลุ่มยาเคมีบำบัดมากกว่า
ด้วยความที่ยืดระยะเวลาการอยู่รอด ยืดระยะเวลาการกำเริบ โดยที่ไม่ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไป โดยรวมประมาณ 2 เท่าเทียบกับการรักษาเดิมในปัจจุบัน ที่ไม่เคยมียาใด หรือการรักษาใดทำได้มาก่อน และยังยืดระยะเวลาชีวิตมากกว่าปล่อยไว้โดยไม่รักษาอีกด้วย …ว้าวมาก
ที่สำคัญ สามารถทำยามุ่งเป้าจากจุดกลายพันธุ์สำคัญที่ทำยากที่สุด ควบคุมยากที่สุดในมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุด ให้ออกมาเป็นรูปธรรมแต่กินยาวันละเม็ด .. ว้าวมากขึ้น
แม้ว่ากลุ่มผู้ป่วยจะขนาดเล็ก (ส่วนมากตายก่อนรักษา) และมองในภาพรวมคนไข้เกือบทั้งหมดก็เสียชีวิตที่ 16 เดือน บวกกับค่ายาที่อาจจะล้มละลายได้ ก็ยังเป็นจุดที่ต้องคิดกันต่อไป
แต่เท่านี้มันก็ว้าวมาก กับการรักษาที่ไม่มีใครเคยชนะ ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ จนเราทำได้ในวันนี้ การศึกษาได้รับการเผยแพร่และนำเสนอในงานประชุมประจำปี ASCO 2026 โดยผู้วิจัยหลัก Brian Wolpin จากสถาบัน Dana-Farber Cancer Institute ภายใต้การสนับสนุนของ Revolution Medicines ผู้พัฒนายา daraxonrasib (ถ้าไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้เพราะยามันติดสิทธิบัตร)
หลังนำเสนอจบ เกิดเหตุการณ์ standing ovation จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งงานอย่างยิ่งใหญ่ที่นานครั้งจะปรากฏสักที