26 กุมภาพันธ์ 2569

pyrazinamide-induced hyperuricemia

 เชิญ โคนัน คินดะอิจิ ปัวโรต์ โฮล์มส์ มาแกะปริศนาสนุก ก่อนอ่านเฉลย

สุภาพบุรุษอายุ 45 ปี เดินกะเผลกเข้ามาในคลินิก สวมหน้ากากอนามัย ในมือมีถุงพลาสติกใบใหญ่ บรรจุยาไว้เต็ม และม้วนกระดาษชำระ มองด้วยตาพบว่าข้อเท้าซ้ายบวมจนลงน้ำหนักได้ยาก น่าจะปวด ข้อมูลเพิ่มเติมคือผู้ป่วยรายนี้ปัสสาวะสีส้มแดง
จงให้การวินิจฉัยที่ตรงใจผมมากที่สุด
....
....
เดินกะเผลก ข้อเท้าบวม – คิดถึงข้ออักเสบไว้ก่อน เพราะถ้าเป็นอุบัติเหตุ คงไม่มาคลินิกอายุรแพทย์
ชายกลางคน ข้อเท้าบวมข้างเดียว – ติดเชื้อ หรือ ข้ออักเสบจากผลึก เลือดออกในข้อก็ได้นะ แต่อย่างว่าถ้าอุบัติเหตุ เขาไป รพ.แล้ว เลือดออกเองเป็นฮีโมฟิเลีย ส่วนมากจะเป็นข้อเข่า ข้อศอก ..พบน้อย เอาไว้ทีหลัง
ถุงพลาสติกใบใหญ่ ใส่ยามาเต็ม … น่าจะได้รับการรักษามาแล้ว อาจไม่เข้าใจตัวโรค หรืออาการไม่ดีขึ้น หรือมีปัญหาจากยา
สวมหน้ากาก กับ ม้วนทิชชู … ใคร ๆ ก็ถือกัน ไม่เห็นแปลกนี่ แปลกสิ ถือลงมาจากรถเลยนะ ต้องเอามาซับบางอย่าง แถมเอามาเป็นม้วน แสดงว่าเป็นต่อเนื่อง เช่น เลือดซึม หนองไหล น้ำลาย หรือ เสมหะน้ำมูก สวมหน้ากากแต่เจ็บเท้า แสดงว่าเขามีสองภาวะก็ได้
ปัสสาวะสีส้มแดง .. พบบ่อยสุดก็จากสารเคมี บ่อยมากสุดอีกแหละคือยา rifampicin ในการรักษาวัณโรค
เอาข้อมูลมารวมกัน อาจเป็นข้ออักเสบจากวัณโรค อาจเป็นโรคเกาต์กำเริบในช่วงป่วยวัณโรค หรือเกิดผลข้างเคียงจากยาทำให้เกิดเกาต์และกรดยูริกสูง
…..
เปิดดูถุงยา มียา isoniazid, rifampicin, pyrazinamide, ethambutol เขียนว่ายาเดือนที่สอง มียา colchocine แก้ปวดเกาต์ ยา naproxen, paracetamol แก้ปวด น่าจะไปพบหมอมาแล้ว และน้องหมอน่าจะวินิจฉัยเกาต์ ไม่ว่าเจาะข้อหรือเจาะเลือด
เกาต์แน่นอน เกาต์กำเริบ หรือเกาต์ใหม่
…...
ไม่เคยเป็นเกาต์ ไม่ดื่มเหล้า … แบบนี้มีโอกาสสูงมากที่เป็น กรดยูริกในเลือดสูง หรือเกาต์จากยาวัณโรค ที่พบบ่อยมาก ๆ คือยา pyrazinamide ส่วน ethambutol พบบ้าง
ถ้าอาการไม่รุนแรง ก็รักษาเกาต์ไป เพราะอีกไม่ช้าก็หยุดทั้ง pyrazinamide และ ethambutol เมื่อครบสองเดือน แต่ถ้ารุนแรงมากหรืออันตรายจากยูริกสูง อาจเปลี่ยนยาวัณโรคเป็น ยาสามตัวและยืดเวลาเป็นเก้าเดือน
….
สรุปว่าคนไข้ต้องการมาปรึกษา second opinion จะว่า second ก็ไม่ถูกนัก เพราะยังไม่มีประเด็น pyrazinamide-induced hyperuricemia ในหัวข้อสนทนาที่ผ่านมาของคนไข้เลย
จบเรื่องสั้น นพ.โคนัน หน้าหนุ่ม

25 กุมภาพันธ์ 2569

sourdough

 sourdough จริง ๆ แล้วก็คือขนมปังแบบหนึ่ง ที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติในการหมักแป้ง และทิ้งไว้นานกว่าปกติ

พลังงานต่ำกว่าขนมปังขาวแค่เล็กน้อย อย่าคิดว่ากินเยอะแล้วจะไม่อ้วนนะจ๊ะ
ด้วยความที่ใช้ยีสต์ธรรมชาติและหมักนานสิ่งที่ได้คือ คารโบไฮเดรตสายสั้นที่ทำให้ท้องอืดจะลดลง เทียบดัชนีน้ำตาลก็ต่ำกว่าขนมปังขาวอยู่เล็กน้อย
ผมชอบรสชาติเปรี้ยวเล็กน้อยและเมื่ออบแล้วจะกรอบน่ากิน ตอนเช้าหยิบมาหนึ่งแผ่น (ซึ่งใหญ่มาก) เอามาใส่หม้ออบความร้อน ผมใช้ 200 องศา 3 นาที
กำลังหอม หอมมาก ควันร้อนกรุ่น ๆ ทีเดียว
วางแล้วใส่สลัดไข่อาโวคาโด เสริฟคู่นมสดถ้วยเล็ก แตงกวาหั่นแว่น กัดกินมะเขือเทศสดอีกสักลูก ตบท้ายด้วยกาแฟสดเอสเปรสโซอีกช็อต อิ่มถึงเที่ยงครับคุณผู้ชม ครบสารอาหาร ไม่อ้วน
พออายุมากก็มีความสุขกับการสรรหาเมนูมาประกอบอาหาร ไม่ใส่เครื่องปรุงรสใด ยกเว้นพริกไทยป่นกับมะนาว ไม่ทอด ผัดจะใช้น้ำมันแค่เคลือบกระทะ
สุขภาพดีน่ะไม่เท่าไร แต่หน้าหนุ่มอันนี้คือ primary endpoint
อยากโฆษณาให้ ร้านซาวร์โดจ์ ร้านนี้มีทั้งพร้อมกิน แช่แข็ง แบบเพลน แบบโฮลวีต อบรายวัน สั่งได้ส่งได้
ผมไม่ได้ค่าตอบแทนนะครับ กินแล้วชอบ หากิน sourdough แบบสด อร่อย ในเมืองนครราชสีมาได้ยาก ได้ร้านนี้แหละ ไปตำกันได้ครับ 24 Cafe Korat

smokeless tobacco : มะเร็งช่องปาก

 smokeless tobacco : มะเร็งช่องปาก : ยาสูบอีกชนิดที่มีข้อมูลมาฝากกัน

บทความตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อ 15 มกราคม 2026 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับ smokeless tobacco และมะเร็งช่องปาก โดยนักวิจัยจาก national cancer institute และ international agency of cancer research
smokeless tobacco ยาสูบไร้ควัน คือการเสพนิโคตินแบบไม่ต้องจุดสูบใด ๆ ใช้ยาสูบมาผ่านกระบวนการพิเศษเพื่อให้ดูดซึมผ่านเยื่อบุช่องปากได้ดี หรือใช้นิโคตินสังเคราะห์มาผ่านกระบวนการเพื่อเพิ่มการดูดซึมเช่นกัน ความจริงผลิตภัณฑ์แบบนี้มีมาเป็นสิบปีแล้วนะครับ นำโดยกลุ่มประเทศทางยุโรปเหนือ ที่ใช้ชื่อว่า SNUS (ใบยา) ตอนนี้พัฒนามาเป็นนิโคตินสังเคราะห์แล้ว เป้าหมายหลักคือลดอันตรายจากควันและสารเผาไหม้ ในกรณีที่คนนั้นไม่สามารถเลิกนิโคตินได้ถาวร หรือยังไม่พร้อมในการเลิกนิโคติน
*ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเลิกบุหรี่ ไม่สามารถทดแทนการเลิกนิโคตินถาวรได้* ปัจจุบันมีวางจำหน่ายแบบถูกกฎหมายในประเทศไทยแล้วทั้งคู่
จริงอยู่ครับ มันสามารถลดอันตรายจากสารเผาไหม้ต่าง ๆ (tobacco harm reduction) แต่ยังไม่หมดอันตราย ในช่วงแรกของการใช้นั้น มีรายงานการเกิดเยื่อบุช่องปากอักเสบจากการใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้พอสมควร เมื่อเก็บข้อมูลมากขึ้น และระยะเวลายาวนานพอ ก็พบความสัมพันธ์กับมะเร็งช่องปาก
ข้อมูลจาก IARC สถาบันที่เป็นมาตรฐานในการกำหนดกลุ่มสารก่อมะเร็งของ WHO พบว่ามะเร็งช่องปากกำลังเพิ่มสูงมากขึ้น ถ้ามองภาพรวมทั่วโลกแล้ว 30% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก มีความสัมพันธ์โดยตรงกับผลิตภัณฑ์ยาสูบไร้ควัน (ไม่ได้หมายความว่าใช้แล้วต้องเป็นนะครับ มันมีปัจจัยเสี่ยงอื่นอีก)
และมาโฟกัสในภูมิภาคที่ใช้ยาสูบไร้ควันปริมาณมาก คือกลุ่มเอเชียใต้ พบว่าประมาณ 50% ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากนั้นมีความเกี่ยวข้องกับยาสูบไร้ควัน หรือถ้าไปมองประเทศพัฒนาแล้วที่เขาใช้ผลิตภัณฑ์แบบนี้ไม่มากนักอย่างในสหรัฐอเมริกา พบตัวเลขที่ 4%
ปัจจุบัน IARC จัดผลิตภัณฑ์ยาสูบไร้ควันเป็นสารก่อมะเร็ง คือมีหลักฐานเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ แถมในบางภูมิภาคยังมีการผสมสารอื่นเพื่อเพิ่มการดูดซึมหรือเสริมฤทธิ์ ตัวอย่างเช่นในเอเชียใต้มีการผสม “หมาก” ที่ตัวหมากเองก็จัดเป็นสารก่อมะเร็ง class I อยู่แล้วด้วย
เหมือนกับผลิตภัณฑ์ harm reduction ทุกประเภทที่เรายังไม่สามารถบอกผลระยะยาวได้แน่ชัดเนื่องจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ ต้องใช้ระยะเวลาติดตามและจำนวนประชากรมาก อีกทั้งการติดตามข้อมูลปัจจุบันจะยากขึ้นเพราะมีการใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจริงแล้วจากการเก็บข้อมูลมาเป็นสิบปีและจากการศึกษาทดลองคือ
ผลิตภัณฑ์ tobacco harm reduction .. less toxic .. เมื่อเทียบกับบุหรี่
แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ .. still toxic .. เมื่อเทียบกับการเลิกขาดทุกผลิตภัณฑ์
และต้องเพิ่ม .. new toxic .. เข้ามาอีกด้วย

24 กุมภาพันธ์ 2569

ตาบอดจากกินเหล้า

 เพื่อนหรั่ง : ตาบอดจากกินเหล้า : เรามาไขปริศนากันครับ

ผมเป็นแฟนรายการเฮ็ดอย่างเซียนหรั่ง มาเห็นภาพยนตร์ของเขาในจักรวาลไทบ้าน “เซียนหรั่งเดอะมูฟวี่” ช่วงต้นของเรื่อง เพื่อนคนหนึ่งของเขาบอกว่ามีอาการแสบตาและตามัวลงอย่างเฉียบพลัน มองเห็นลดลงอย่างปัจจุบันทันด่วน เมื่อไปพบหมอ ได้รับการแจ้งว่ากำลังจะตาบอดเพราะดื่มเหล้าขาวที่มีเมธิลแอลกอฮอล์เจือปน ใครดูหนังเรื่องนี้จะเห็นว่าเซียนหรั่งกับผองเพื่อน ดื่มเหล้าขาวชนิดว่าหัวราน้ำ เช้ากรึ๊บ กลางวันกรึ๊บ เย็นกรึ๊บ แต่หนังไม่ได้ฉายให้เห็นว่าเหล้าขาวที่เอามาดื่มนั้น มีที่มาอย่างไร
ตาบอดจากเหล้า เป็นไปได้หรือ : เป็นไปได้ครับ แต่ตัวที่ทำให้บอดมันคือเมธานอลหรือ methyl alcohol ที่ปนเปื้อนมากับเหล้าที่เราดื่มคือ เอธานอล (ethyl alcohol)
เมธานอล ไม่ได้ร้ายกาจเท่าไรครับ แต่พอมันเข้าตัวเรา ร่างกายเราจะกำจัดเมธานอลโดยใช้เอนไซม์ alcohol dehydrogenase แล้วกลายเป็นสารที่ชื่อว่าฟอร์มัลดีไฮด์และกรดฟอร์มิก (formic acid) เจ้ากรดฟอร์มิกนี่แหละครับ คือตัวอันตรายของเรื่อง มันจะไปขัดขวางการใช้ออกซิเจนระดับเซลล์ เกิดความเสียหายต่อเซลล์ และเซลล์ที่กินออกซิเจนสูงมากคือเซลล์ระบบประสาท นั่นคือระบบประสาทเกือบทั้งหมด และการมองเห็นเป็นอาการทางระบบประสาทส่วนกลางที่ “ชัดเจน” ที่สุด
อาการอย่างไร : มีอาการระคายเคือง แสบตา การมองเห็นลดลงมาก ในเวลาอันรวดเร็ว อาจมีอาการระบบประสาทอย่างอื่นด้วย จุดที่เกิดโรคเวลาตรวจคือ จอประสาทตาและจุดต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่สอง (optic nerve) กับลูกตา คุณหมอจักษุเขาจะขยายม่านตาตรวจ ส่องกล้อง ถ่ายภาพครับ
มันจะไปปนเปื้อนในเหล้าได้อย่างไร : ถ้ากระบวนการกลั่นสุราได้มาตรฐานอุตสาหกรรม มันไม่มีปัญหาหรอกครับ เมื่อเราเอาผลไม้มาหมักทำเหล้า มันจะมีทั้งเมธานอลและเอธานอล และเมื่อเราไปกลั่นเพื่อต้องการเอธานอลนั้น ตัวเมธานอลมันเดือดเร็วกว่า เป็นไอเร็วกว่าและกลั่นออกมาได้ก่อน ถ้ากระบวนการดี จะมีการดึงเอาส่วนเมธานอลออกไป (foreshots) ในทุกช่วงของการกลั่นครับ
มีไม่เยอะหรอกมั้ง : คือเมธานอลเข้มข้นหรือเกือบบริสุทธิ์ (เหมือนลุงหมอ) จากการกลั่น แค่ 10 ml ก็เพียงพอให้ตาบอดและ 30-40 ml ก็เสียชีวิตได้ เมื่อดื่มเข้าไปจะดูดซึมเร็วมาก ที่แย่กว่านั้นคือ ในช่วงเวลาการกลั่น ถ้าควบคุมไม่ดี ไอระเหยเมธานอลก็เข้าร่างกายทางการหายใจได้ และมีพิษเช่นกัน เคยมีรายงานผู้ป่วยตาบอดจากพิษไอระเหยเมธานอลในกระบวนการผลิตด้วยนะครับ
รักษาได้ไหม : เนื้อเยื่อระบบประสาทนั้น ไม่ทนการขาดออกซิเจน พังง่าย พังแล้วพังเลย การรักษามักจะเกิดหลังมีอาการตามัวตาพร่า คือมีการทำลายไปแล้ว การรักษาจึงหวังผลปกป้องส่วนที่เหลือและอาจคืนสภาพที่เสียไปได้บางส่วน หลักการรักษาคือ ลดการสร้าง formaldehyde และกรด formic โดยไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ alcohol dehydrogenase ด้วยยา formepizole หรือการใช้ ethanol
ป้องกันอย่างไร : อยากบอกเหลือเกินว่าเลิกเหล้า แต่คิดว่าเซียนหรั่งกับผองเพื่อนคงมาถล่มผมเป็นแน่แท้ ถ้าแบบนั้นก็เลือกดื่มแอลกอฮอล์จากแหล่งผลิตมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม เลี่ยงการผลิตเหล้าดื่มเอง และถ้าทำงานในโรงงานผลิต โรงงานกลั่น ต้องป้องกันตัวตามมาตรฐานโรงงานด้วยครับ
นอกจากความรักแล้ว ก็มีเหล้าเถื่อนนี่แหละครับ
ที่ทำให้คนตาบอด

23 กุมภาพันธ์ 2569

ส้นเท้าแตก

 ส้นเท้าแตก

หลายคนน่าจะประสบปัญหานี้นะครับ นับว่าน่ารำคาญมากปัญหาหนึ่งเลย ไม่ว่าจะห่มผ้า เดินในบ้าน ยิ่งถ้ามีคนนอนข้าง ๆ ลองเอาส้นเท้าไปกรีดดูสิครับ…รับรอง มีเรื่อง
ส้นเท้าแตกเป็นผิวหนังแห้ง (xerosis) แต่เนื่องจากผิวหนังส้นเท้านี้หนามาก เมื่อแห้ง จะไม่ได้เป็นขุยเหมือนที่แขน ใบหน้า แต่จะหลุดจากด้านนอก มีรอยแตกรอยงา หลายคนเจ็บหรือมีเลือดออก ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ น้ำหนักตัวมาก การเดินเท้าเปล่าที่เสียดสีมาก ๆ การขาดการดูแล
การรักษาส้นเท้าก็ไม่ได้ต่างจากผิวหน้า !! มันมีการศึกษาและทำ systematic review เลยนะ ส่วนมากเป็น cohort ที่คุณภาพการศึกษา ส่วนที่เป็น RCT มีน้อยมาก แถมคุณภาพการศึกษาเท่าที่มีทั้งหมดอยู่ในกลุ่ม moderate quality เท่านั้น
เริ่มต้นด้วยทำความสะอาดล้างน้ำ อาบปกตินี่แหละครับ การแช่เท้านาน ๆ หรือแช่น้ำอุ่น ไม่ได้มีบทพิสูจน์ว่าช่วยการหาย หลังจากนั้นใช้ foot scrubber ที่ขูดส้นเท้า หรือจะใช้หินขัดขี้ไคลก็ได้ อย่าขูดแรงมากเพราะอาจเกิดแผล หลังจากนั้นล้าง ฟอกสบู่และเช็ดให้หมาด
คราวนี้เป็นเรื่องของครีม ครีมรักษาส้นเท้าแตกจะมีสมบัติลอกผิวออกมาได้ (exfoliants) ที่ใช้รักษาคือมีส่วนประกอบของ alpha-hydroxy acid (AHA) จะลอกผิวส่วนที่หนาและตายออกไป จะคล้าย ๆ กับการใช้ salicylic acid ในสิวอุดตัน แต่ AHA จะละลายน้ำได้จึงใช้ในผิวแตก ส้นแตก แต่ salicylic จะใช้ในสิวที่มีไขมันเพราะละลายในไขมันได้ดี
ครีมจะมีส่วนผสมของสารเพิ่มความชุ่มชื้นเช่น urea ผสมสารที่ลดการระเหยของน้ำเช่น petroleum สารเหล่านี้มาผสมเป็นครีมใดก็ทาส้นแตกได้ คำแนะนำคือให้ชโลมก่อนนอน และสวมถุงเท้าเพื่อกันลื่นหัวแตก (อันตรายกว่าส้นแตก)
เรื่องการเสียดสีและน้ำหนักกดทับก็สำคัญ สวมรองเท้าหนานุ่ม โอบกระชับพอดี ไม่หลวมจนเสียดสี อาจสวมถุงเท้าหนาเพิ่มเติม ผมอ่านจากหลายเปเปอร์เขาแนะนำ “รองเท้าเทนนิส” บอกว่าสมบัติตรงที่ต้องการมากที่สุด โดยสวมรองเท้าทั้งในบ้านและนอกบ้าน
*หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าแตะ อันนี้สำคัญมากเลย*
ไม่พอ วันก่อนผมเลยไปที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อไปดูครีมทาส้นเท้าแตก ข่าวดีคือ เกือบทุกยี่ห้อมี urea cream, petroleum, AHA, บางยี่ห้อแถม propylene glycol ที่มีสมบัติ emolient อุดรอยแตกลายงาของผิวหนังได้ด้วย คุณจะใช้ยี่ห้อไหนก็น่าจะไม่ต่างกัน
ไปดูรองเท้าเทนนิส อันนี้แพงเลยนะ ผมว่ารองเท้าวิ่งทั่วไปก็น่าจะใช้ได้ คู่หนึ่งในบ้าน คู่หนึ่งนอกบ้าน ส่วนถุงเท้าสามคู่ร้อยก็ใช้ได้นะครับ
หินขัดแบบสำเร็จรูปมีด้ามจับ ผมว่าแพง เลยเดินไปดูหินขัดจากพม่า (กี่ร้านก็บอกว่ามาจากพม่า !!) ก็หินขัดขี้ไคลนี่แหละ ราคาไม่แพงอันละไม่กี่สิบบาท
สรุปว่าการรักษาส้นเท้าแตก ไม่ได้ยาก แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยทำเพราะไม่ได้เจ็บปวด แต่เมื่อไรเจ็บปวด แสดงว่ามันบาดลึกแล้วครับ

15 กุมภาพันธ์ 2569

ไขปริศนา ทำไมอรชุนจึงมิอาจน้าวศรได้ ในมหาสงครามกุรุเกษตร ในมหาภารตะ

 ไขปริศนา ทำไมอรชุนจึงมิอาจน้าวศรได้ ในมหาสงครามกุรุเกษตร ในมหาภารตะ

ที่มหาสงครามแห่งทุ่งกุรุเกษตร สุดยอดสงครามแห่งยุคระหว่างเการพและปาณฑพ รถม้าคันหนึ่งพุ่งทะยานเข้าสู่สงครามอย่างองอาจ บนรถม้านั่นคือตัวท้อปของเรื่อง อรชุน นักธนูผู้เกรียงไกร ฝีมือแม่นยำเก่งกาจ ยิงแม่นทั้งกลางวันและกลางคืน ทั้งภาพจริงและภาพสะท้อน เรียกว่าขอให้เห็นเป้าหมาย ลูกศรอรชุนไม่เคยพลาด
ยังไม่พอ เรื่องราวยังโกงสุดยอด พลขับรถม้านั้นคือสุดยอดนักรบแห่งยุค..กฤษณะ ที่สงครามครานี้ต่อแต้มให้คู่ต่อสู้คือพวกเการพ กฤษณะมาทำเพียงหน้าที่คนขับ แต่ถึงกระนั้นก็นับว่าโกงอยู่ดี … 100 คะแนนให้กริฟฟินดอร์
กลางสมรภูมิ กฤษณะเห็นอรชุนเหลียวใบหน้า ง้างคันธนู แต่แล้วก็ลดมือลง ไม่ยอมปล่อยลูกศร กฤษณะก็งุนงง ทำไมไม่ยิงฟระ กฤษณะจึงหยิบกล้องส่องทางไกลไปที่เป้าหมายต่าง ๆ ของอรชุน ..อ้อ เพราะว่าบรรดาขุนศึกที่ออกมาล้วนแต่เป็นคนที่อรชุนคุ้นเคย เคยร่วมหัวจมท้าย หัวเราะร้องไห้ เรียนร่วมกันมา ในสมัยที่ห้าพี่น้องปานฑพมาพักอาศัยในกรุงหัสตินาปุระของบรรดาเการพ
กฤษณะจึงบอกอรชุนว่า “ท่าน กรุณาใช้ความเป็นมืออาชีพ แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวด้วย” อรชุนจึงได้สติและนำชัยชนะมาสู่ปาณฑพ
นั่นคือสิ่งที่มหาภารตะและภควัทคีตาบอกเล่าให้คุณฟัง แต่ข้อมูลที่ผมได้สัมภาษณ์กฤษณะทางโทรศัพท์เมื่อสองสัปดาห์แตกต่างไปสิ้นเชิง และวันนี้เราจะเปิดเผยเบื้องหลังแห่งชัยชนะของอรชุน
ย้อนกลับไปที่รถม้าที่ทุ่งกุรุเกษตร
อรชุนหยิบธนูคู่ใจหกเหรียญทองโอลิมปิก น้าวศร หันคอเพื่อเล็งยิง ฉับพลันนั้นภาพที่เห็นก็มืดมัวลง อรชุนตกใจมาก จึงลดคันธนูลงและกลับมามองด้านตรง ก็พบว่าภาพกลับมาคมชัดเช่นเดิม อรชุนคิดว่า หรืออาจจะเป็นมนต์แห่งเทพที่ไม่อยากให้เราสังหารเหล่าคนรู้จัก
อรชุนจึงยกธนู น้าวศร หันคอเพื่อเล็งอีกครั้ง และเช่นเคยภาพมืดลงอีก
กฤษณะเห็นผิดสังเกต จึงตะโกนถามว่า “อรชุน ท่านไม่ยิง ที่ท่านมีดีลลับกับฝั่งตรงข้ามรึ” อรชุนจึงบอกสิ่งที่เกิดขึ้นกับกฤษณะ
กฤษณะได้ยินก็เข้าใจ บอกอรชุนว่า สิ่งที่ท่านเจอ หาใช่มนตราของเทพ แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Bow Hunter syndrome อาการภาพมืดมัวลงในขณะหันลำคอ อันเนื่องจากการตีบแคบของ หลอดเลือด vertebral artery ที่วางตัวอยู่คู่ขนานกระดูกสันหลังส่วนคอ ถูกกดเบียดในขณะหมุนซ้ายขวา เพราะมีปุ่มกระดูกไปกดเบียด เมื่อหันลำคอมาท่าตรงก็ไม่ถูกกดเบียด
ขณะกดเบียด เลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองผ่าน vertebral artery ลดลง ทำให้ระบบเลือดเลี้ยงสมองส่วนหลัง (posterior circulation) ลดลง สมองส่วนนี้มีบริเวณ occipital cortex ที่แปลผลการมองภาพ จึงทำให้มืดมัวลง นอกจากนี้อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน บ้านหมุนได้
ลักษณะที่ท่าทางตอนที่เกิดอาการเหมือนนายพรานที่กำลังหันลำคอยิงธนูล่าสัตว์จึงมีชื่อว่า Bow Hunter sundrome
อรชุนได้ฟังก็เข้าใจด้วยปรีชาญาณ บวกกับได้เกรด A ตอนเรียนวิชามหกายวิภาคศาสตร์ นึกภาพออกทันที จึงตะโกนกลับไปว่า “แบบนั้น ข้าก็เพียงเล็งเป้า น้าวศร แบบหน้าตรง ไม่หันลำคอ เพียงเท่านี้ก็ยิงธนูแม่นเช่นเดิม”
กฤษณะยิ้มและกล่าวออกไป “แม่นแหล่ว มันสิไปยากจังใด๋ ดังนั้น รบเถิดอรชุน”
แล้วเรื่องราวก็เป็นดังที่มหาภารตะบันทึกไว้ แต่กฤษณะก็เล่าให้ฟังว่าหลังจากเสร็จสงครามแล้ว อรชุนได้ไปรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อไม่ให้กระดูกไปกดเบียดหลอดเลือด หลังผ่าตัดอาการก็หายไป กลับมาเป็นมือธนูอันดับหนึ่งแห่งปาณฑพ
และนั่นคือเรื่องราวที่ไม่มีใครเคยเล่าให้คุณฟังมาก่อน ความลับของอรชุน

14 กุมภาพันธ์ 2569

ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ก็วินิจฉัยโรคเกาต์ได้ dual enegy CT



 ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ก็วินิจฉัยโรคเกาต์ได้นะ แต่…

การวินิจฉัยข้ออักเสบจากคริสตัลยูเรต หรือโรคเกาต์ อาศัยประวัติปวดข้อเฉียบพลันหนึ่งถึงสองข้อ มักจะเป็นซ้ำข้อเดิม หายเองได้ในเวลาห้าถึงหกวัน หรือมีก้อนเกาต์ ตรวจร่างกายพบข้ออักเสบหรือก้อนเกาต์ การวิจิฉัยที่ถือเป็นมาตรฐานสูงสุดคือเจาะตรวจน้ำในข้อและพบผลึกกรดยูริกการการใช้กล้องจุลทรรศน์แบบ polarized
ก็ไม่ยากเท่าไร ราคาไม่แพง แต่ถ้าเจาะน้ำในข้อไม่ได้หรือปริมาณน้ำในข้อน้อย ๆ จะทำอย่างไร
ถ้าในบ้านเราอาจจะทำการให้ยาแล้วดูการสนองตอบ ยาที่ใช้คือ colchicine ซึ่งจะตอบสนองดีมากในกรณีปวดเฉียบพลัน แต่ถ้าตอบสอบตามแนวทางการรักษาโรคเกาต์ ตัวเลือกการใช้เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ชนิด dual enegy CT เป็นอีกทางเลือก
เอ็กซเรย์ธรรมดาจะแค่ช่วยเสริมการวินิจฉัยเกาต์ …ย้ำว่าเสริม .. ในกรณีเห็นการทำลายของข้อและกระดูกรอบข้อ แต่ก็บอกได้ว่ามีการทำลาย ไม่ได้บอกว่าทำลายจากอะไรที่ชัดเจน
แต่ DECT จะใช้รังสีสองคลื่นสองพลังงานในเวลาเดียวกัน ความแตกต่างของรังสีจะบอกได้ว่าเป็นย่านของวัตถุใด เมื่อเราถ่ายภาพจะในย่านตรวจจับผลึกกรดยูริก เราจะเห็นผลึกกรดยูริกในข้อได้เลย (มันคือข้อวินิจฉัยโรคเกาต์) หรือเห็นผลึกกรดยูริกในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง คือก้อนเกาต์ (tophus) นั่นเอง
จึงใช้สำหรับในกรณีสงสัยข้ออักเสบเกาต์แต่เจาะน้ำออกมาตรวจไม่ได้ หรือสงสัยก้อนโทฟัสของเกาต์ ที่แยกจากก้อนอย่างอื่นยาก
ในกรณีมีอาการชัดเจน ความไวของการตรวจอยู่ที่ประมาณ 70-85% ส่วนความจำเพาะจะสูง 85-95% แต่ถ้ามีอาการน้อยหรือเป็นเกาต์ในระยะแรก ความไวจะลดลงมาที่ 50-60% เลยทีเดียว จึงไม่สามารถใช้คัดกรองโรคเกาต์ได้ เพราะความไวต่ำ ประโยชน์อีกข้อคือสามารถใช้ตรวจติดตามปริมาณของผลึกกรดยูริกโทฟัสว่าลดลงเพียงใดหลังให้ยาลดกรดยูริก
เป็นอีกทางเลือกในการวินิจฉัยเกาต์ครับ ส่วนข้อจำกัดที่สำคัญคือ DECT ไม่ได้ทำได้กว้างขวางนัก ราคาไม่ถูกเสียด้วย
สำหรับส่วนตัวผมนะครับ ผมยังนิยมการเจาะข้อมากกว่า เพราะสามารถแยกโรคข้อติดเชื้อ เลือดออกในข้อ และแยกโรคผลึกอื่น ๆ ตกตะกอนในข้อเช่นเกาต์เทียม จากการตรวจน้ำในข้อ นอกจากนี้เมื่อได้เจาะก็จะระบายน้ำในข้อออกไป ทำให้อาการปวดตึงลดลงมากอีกด้วย
ภาพที่เอามาให้ดูจะเห็นสีเขียว ๆ คือผลึกเกาต์ครับ มีเขียวปลอมบริเวณรอบเล็บเท้าเล็กน้อย ส่วนภาพขวาคือผลึกเกาต์หายไปหลังใช้ยาลดกรดยูริกครับ



13 กุมภาพันธ์ 2569

oxygen delivery in shock

 oxygen delivery in shock…สำหรับชาววิกฤต ปรับให้เข้าใจง่าย นักเรียนมัธยมก็อ่านได้

เมื่อวานฟังเพลง “...น้ำที่หยดลงไปเท่าใด ก็คงซึมไป แห้งแล้ง เหลือเกิน เหตุใด เติมใจเธอไม่เคยเต็ม เติมใจเธอไม่เคยพอ…” โดยคุณทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี แล้วก็แว่บคิดถึงกลไกของการติดตามภาวะช็อกในไอซียู
ภาวะช็อก หลักสำคัญคือเซลล์ในร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอในการหายใจระดับเซลล์ เกิดพร้อมกันทั่วร่างกาย จนมีการทำงานที่ผิดปกติทุกระบบ การรักษาภาวะช็อกคือการทำให้เซลล์ในร่างกายได้รับออกซิเจนเพียงพอ
ในช่วงแรกของการช็อก ร่างกายจะอยู่ในภาวะ supply independent oxygen consumption หมายถึงร่างกายยังสามารถปรับตัวให้เซลล์ใช้ออกซิเจนได้คงที่ ด้วยกลไกต่าง ๆ แม้ว่าการขนส่งออกซิเจนมาที่เซลล์จะลดลง เพื่อรีดและสกัดเอาออกซิเจนจากเลือดออกมาให้มากสุด ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มการบีบตัวหัวใจ เพิ่มการสูดลมหายใจ ตัดการขนส่งเลือดไปยังอวัยวะที่ไม่สำคัญเพื่อรักษาอวัยวะหลัก ทำให้ออกซิเจนออกมาจากเซลล์เม็ดเลือดแดงมากขึ้น ระยะนี้จะยังไม่เห็นความเสียหายต่อเซลล์มากนัก หมอยังไม่ต้องช่วยมาก
แต่หากร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ เช่นสาเหตุการช็อกไม่ได้แก้ไขสักทีหรือหมอช่วยไม่ได้ด้วยสาเหตุใด ก็จะเข้าสู่ภาวะ supply dependent oxygen consumption เรียกว่าถ้าช่วยไม่พอหรือไม่ช่วย เซลล์ตายแน่
จุดเปลี่ยนจากไม่ต้องช่วยมากนัก เป็นทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อช่วย มันคืออะไร จะรู้ได้อย่างไรเพื่อจะได้ช่วยทัน ไม่สายเกินไป จะได้ไม่เกิดเพลง “เติมไม่เต็ม”
จุดเปลี่ยน (critical point) ที่ใช้ง่ายใช้บ่อย
superior vena cava oxygen saturation (ScvO2) ค่าความอิ่มตัวออกซิเจนของเลือดจากหลอดเลือดดำในครึ่งบนของหัวใจ วัดได้จากการใส่สายสวนหลอดเลือดดำที่คอหรือไหปลาร้า แล้วดูดเลือดมาวิเคราะห์แก๊สในเลือด
mixed venous oxygen saturation (SVO2) ค่าความอิ่มตัวออกซิเจนของหลอดเลือดดำรวมทั้งร่างกายก่อนจะไปฟอกเลือดที่ปอด วัดได้จากการใส่สายสวนหลอดเลือดไปผ่านหัวใจห้องล่างขวาไปที่หลอดเลือดแดงของปอด แล้วดูดเลือดตรงนั้นมาวิเคราะห์แก๊ส
ในช่วงแรกเมื่อเซลล์ต้องการออกซิเจน (supply independent) ก็จะสกัดเอาออกซิเจนออกมามากมาย ดูดไปใช้เกลี้ยง จนเหลือกลับไปน้อยมากก่อนจะไปเติมออกซิเจนที่ปอด ค่าทั้งสองนั้นจะต่ำ
แต่ถ้าเราพบว่าถ้าค่า ScvO2 เกิน 70 หรือ SVO2 เกิน 65 เป็นจุดที่บอกว่า โอเค..เซลล์ได้ออกซิเจนพอแล้วแหละ ไม่ต้องสกัดออกซิเจนไปใช้มากมายแล้ว มันเลยเหลือกลับมามากไงครับ และหากต่ำกว่านี้จะสัมพันธ์กับอัตราการตายจากช็อกที่เพิ่มขึ้น
จึงใช้ค่า ScvO2 หรือ SVO2 มาช่วยบอกว่า “เติมเต็มหัวใจเธอแล้วนะ”
กลับมาที่ supply dependent oxygen consumption อีกครั้งที่เราบอกว่าถ้าออกซิเจนไม่พอจะเริ่มแย่ เซลล์มีออกซิเจนไม่พอ เซลล์จึงต้องเปลี่ยนโหมดการทำงานไปสู่การหายใจระดับเซลล์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน (ซึ่งเป็นโหมดที่ห่วย ประสิทธิภาพต่ำ) เราจะรู้ว่าเซลล์เข้าโหมดนี้เพราะมันจะปล่อยกรดแล็กติกออกมา
ใช่แล้ว มันคือ serum lactate ที่เราใช้ประเมินภาวะช็อกนั่นเอง การมี serum lactate เกิน 2 จึงหมายความว่าเซลล์ยังใช้ออกซิเจนได้ไม่พอ ภาวะช็อกยังอันตรายอยู่ แต่ถ้าลดลงและต่ำกว่า 2 ก็แสดงว่าเติมออกซิเจนให้เธอเต็มแล้วนะ (เปลี่ยนโหมดเป็นการหายใจระดับเซลล์ที่ใช้ออกซิเจน)
เราจึงใช้ค่า lactate มากกว่า 2 mg/dL เป็นจุดตัดที่บอกว่าเกินนี้คือร่างกายต้องเปลี่ยนโหมดจากใช้ออกซิเจนมาเป็นไม่ใช้ออกซิเจน เพราะรีดออกซิเจนจนหมดทุดหยาดแล้ว ก็สอดคล้องไปกับค่า ScvO2 และ SVO2 ที่ลดต่ำลงไปมากนั่นเอง
เราจึงแบ่งการติดตามภาวะช็อกตามพยาธิสรีรวิทยา supply independent และ supply dependent หรือจะเรียกว่า macrocirculation กับ microcirculation ก็ได้
1. supply independent ให้สารน้ำให้พอ รักษาความดันเลือดแดงเฉลี่ยให้เกิน 65 มิลลิเมตรปรอท ให้ออกซิเจนให้เพียงพอ ถ้าให้สารน้ำแล้วความดันเลือดแดงไม่ขึ้น ก็พิจารณายาเพิ่มความดัน ถ้าซีดก็ให้เลือด หัวใจบีบตัวไม่ดีก็ให้ยาเพิ่มแรงบีบหัวใจ
2. supply dependent เมื่อมั่นใจว่าการขนส่งไปถึงปลายทาง ก็ต้องมั่นใจว่าออกซิเจนที่ขนส่งไปนั้น เอาไปใช้ได้ โดยติดตามค่า lactate หรือ ScvO2 หรือ SVO2 ถ้ายังไม่ถึงเป้าก็การปรับแต่งการรักษาในข้อหนึ่ง หรือเพิ่มการรักษาอื่นเช่น ให้ยาสเตียรอยด์ รักษาทดแทนไต ใส่เครื่องช่วยหายใจ
และกระบวนการทั้งหมดควรประเมินและจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 60 นาที (1-hour sepsis bundle) ซึ่งผมคิดว่าสามารถปรับใช้กับภาวะช็อกจากสาเหตุอื่น ๆ ได้เช่นกันครับ
นั่นแหละครับ ฟังเพลงแล้วก็คิดเพ้อเจ้อเป็นตุเป็นตะมาเล่าให้ฟัง

12 กุมภาพันธ์ 2569

แมลงเม่า มีอันตรายโดยตรงกับสุขภาพหรือไม่

 แมลงเม่า มีอันตรายโดยตรงกับสุขภาพหรือไม่

ช่วงนี้แมลงเม่าเยอะมากครับ บินว่อนเต็มตลาดหุ้นและตลาดทองคำ เลยนึกคำถามตัวเองได้ว่าแล้วแมลงเม่ามันอันตรายโดยตรงไหม
ไม่เจอว่ากัด เข้าตา เข้าหูแต่อย่างใดนะครับ ที่เจอคือ contact dermatitis ผื่นแพ้ผิวหนังเกิดจากการสัมผัสสารแพ้ ซึ่งเกิดได้หลายอย่าง จากตัวแมลงเม่าเองคือขี้แมลงเม่า หรือน้ำลายของมันที่ใช้ย่อยเนื้อไม้ ที่อาจเกาะบนตัวแมลงเม่า หรือปนเปื้อนที่จุดต่าง ๆ ในบ้าน หรือจากเชื้อรา ละอองเกสร ฝุ่นไม้ ที่เกาะบนตัวแมลงเม่า
อาการคือมีผื่นแดงขึ้นฉับพลัน คัน ตรงบริเวณที่สัมผัส มีรายงานพบบ้างในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อนำไปศึกษาพบว่าเป็นปฏิกิริยาผ่าน IgE เหมือนผื่นลมพิษทั่วไป
แต่ไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดการช็อก หลอดลมตีบ หน้าบวม หรือระบบไหลเวียนผิดปกติ มีแค่ผื่นนี่แหละครับ
การรักษาเป็นการหลีกเลี่ยงสิ่งแพ้ ล้างทำความสะอาด ฟอกสบู่ ลดการกระตุ้น และใช้ยาแก้แพ้กลุ่มยาต้านฮิสตามีนจนอาการดีขึ้น

11 กุมภาพันธ์ 2569

Toe walking หรือ เขย่ง

 Toe walking หรือ เขย่ง

ให้ผู้ป่วยเดินเขย่งแบบนี้ เป็นการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อน่อง (gastrocnemius and soleus) ว่าแรงดีหรือไม่
หรือเป็นการทดสอบการสั่งการของเส้นประสาท tibial nerve ที่มาจากรากเส้นประสาทไขสันหลัง S1 ถ้าเดินเขย่งไม่ได้ น่าจะมีความผิดปกติของเส้นประสาทเส้นนี้
ตรวจคู่กับเดินส้นเท้า (heel walking) อันนี้เป็นการตรวจเส้นประสาท common peroneal nerve ถ้าเดินไม่ได้ก็ผิดปกติที่เส้นนี้
ทั้งสองใช้ในการตรวจเท้ากระดกไม่ขึ้น (foot drop) แยกโรคว่าเกิดความผิดปกติที่เส้นประสาทใดกันแน่
จบบทความทางการแพทย์

10 กุมภาพันธ์ 2569

health literacy และ primary care

 ขอบ่นสักหน่อยเถอะ ..

คนไข้มาปรึกษาว่ามีอาการวิงเวียนไม่หาย ใกล้เที่ยงแล้วเป็นทุกครั้ง หรือเป็นเพราะอากาศร้อน ถือถุงยาแก้วิงเวียนเต็มถุงเลย หลายตัวจากหลายที่
ตรวจไปมาติดตามไปมาสรุปว่า ทั้งหมดเกิดจากอาการน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยให้ประวัติเป็นเบาหวานมา 15 ปี ซื้อยากินเองซึ่งเป็นยาเดิมที่คุณหมอคลินิกเคยให้เมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นตรวจน้ำตาลปลายนิ้วติดตามผลอยู่สักสี่ห้าครั้ง หมอบอกควบคุมได้ดี เลยซื้อยากินเอง
ยาที่ใช้คือ Glipizide 2 เม็ดเช้าและหนึ่งเม็ดเย็น วันไหนกินข้าวเยอะก็ปรับเองเป็นสองเม็ดเย็น วันไหนวิงเวียนมากคิดว่าน้ำตาลขึ้นก็เพิ่มยาอีกเม็ด
โรคต่าง ๆ มีการดำเนินโรคต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพโรค สภาพร่างกาย ความเป็นอยู่ ต้องมีการปรับยาต่อเนื่องนะครับ ไม่ใช่ว่ายาไม่ดี แต่ต้องปรับให้เหมาะกับสภาพโรค
อาการที่เกิดก็อาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่อาจเป็นโรคเดิมนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาหรือเป็นจากยา...คนไข้รู้ว่ายาจะลดน้ำตาล แต่ไม่รู้ว่ายาทำให้น้ำตาลต่ำ
สถานพยาบาลที่ผ่านมาหลายที่ก็ดี คือผมเข้าใจนะว่าคนไข้เยอะ ไม่มีเวลา หรือบางทีเห็นคนไข้คนเดิมมาด้วยอาการเดิมซ้ำ ๆ ก็ไปคิดว่าย้ำคิด คิดมาก ช้อปปิ้ง ก่อนจะคิดแบบนั้นให้ทบทวนก่อนว่าเขาน่าจะมีปัญหาที่ยังไม่แก้ไข มีอะไรที่ยังค้นไม่เจอ
ดีนะที่ยังไม่มีผลข้างเคียงจากยาแก้วิงเวียน 4 ชนิดและยาแก้เครียดอีก 2 ชนิดในถุงยานั้น (คนไข้กินแล้วไม่หายเลยไม่กิน!)
เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ที่ถูกละเลยอาจเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญมากที่สุดของประเทศเรา คือ health literacy และ primary care
ฝากท่านรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยนะครับ

eosiophil ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

 เจาะเลือดไปทำไม ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพองคือ ต้องมีประวัติของโรค ไอ เหนื่อย มีเสมหะ มีประวัติสัมผัสสารต้องสงสัยเช่น บุหรี่ ควันเผาถ่าน ตรวจร่างกายเข้าได้เช่นทรวงอกโป่ง หายใจมีเสียงวี๊ซ และวัดสมรรถภาพปอดพบการตีบแคบของหลอดลม (FEV1/FVC < 70%)
ใช่แล้ว ไม่เห็นมีผลเลือดมาเกี่ยวข้องสักหน่อย แต่ที่ต้องเจาะเลือดมันมีเหตุผลในการเลือกยารักษาครับ เลือดที่เราเจาะตรวจคือการตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) และเฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือการตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด eosiophil หน่วยออกมาเป็นจำนวนเซลล์ต่อหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร
ปกติแล้วโรคถุงลมโป่งพอง เราจะไม่ใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ยกเว้นในบางกรณีที่จะใช้เม็ดเลือด eosinophil ช่วยเลือก ถ้าให้โดยไม่จำเป็นจะเสี่ยงการเกิดเชื้อราในปากโดยไม่จำเป็น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดติดเชื้อในปอดอีกด้วย
เมื่อเริ่มการรักษา ถ้าพบ eosiophil มากกว่า 300 ใช้ยาสูดสเตียรอยด์ ‘ร่วมกับ’ ยาขยายหลอดลมเพื่อลดโอกาสกำเริบ และถ้าติดตามต่อไปและไม่กำเริบเลย ก็อาจหยุดยาสูดสเตียรอยด์ได้ เหลือแต่ยาขยายหลอดลมอย่างเดียว
ในกรณีกำเริบ โรคแย่ลง ก็ตรวจเลือดนับ eosinophil อีกครั้งถ้าระดับเกิน 300 ให้ใช้ยาสูดสเตียรอยด์เพิ่มเข้าไป
ในกรณีกำเริบและใช้ยาสูดขยายหลอดลมสองชนิดแล้ว (LABA+LAMA) ให้เพิ่มยาสูดสเตียรอยด์หากระดับ eosiophil เกิน 100
นอกเหนือจากระดับเม็ดเลือดขาว eosinophil แล้ว ค่าความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) เป็นอีกหนึ่งค่าที่ใช้ประกอบการจัดกลุ่มผู้ป่วย ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนที่บ้าน คือมีลักษณะของการขาดออกซิเจนเรื้อรังจะพบค่า hematocrit มากกว่า 55% (ร่วมกับลักษณะอื่น ๆ ของการขาดออกซิเจนด้วย)
เราจะได้มองหาค่าที่จำเป็นเวลาเห็นผล CBC ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ไม่ปล่อยผ่านสายตาโดยไม่เกิดประโยชน์ครับ

09 กุมภาพันธ์ 2569

ลูกเดือยต้ม

  ลูกเดือยต้ม

ลูกเดือยเป็นอาหารที่มีโปรตีนไม่สูงนัก คาร์บพอสมควร แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ต้องการแจ้ง สิ่งสำคัญของลูกเดือยที่อยากมาบอกกัน
1. ลูกเดือยเป็นอาหารที่ไม่แพง ถ้าเก็บโดยไม่โดนความชื้น จะเก็บได้นานมาก เอาไว้ทำอาหารได้ตลอดปี
2.ลูกเดือยสุก 100 กรัมมีเส้นใยประมาณ 5 กรัม ทั้งเส้นใยละลายน้ำที่ช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหาร และเส้นใยไม่ละลายน้ำช่วยการจับก้อนอุจจาระ ขับถ่ายง่าย
3.เป็นพรีไบโอติกชั้นดี ช่วยให้แบคทีเรียดีในลำไส้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
4.อิ่มนาน ผมใช้เป็นอาหารเช้า ผสมในมื้อเช้า ไม่ว่าจะใส่ในนม ผสมกับโยเกิร์ต เสริมในสลัด
5.อันนี้สูตรผมเองนะ ผมจะแช่ลูกเดือยประมาณ 6 ชั่วโมง เสร็จแล้วเอาไปต้ม ผมจะเติมน้ำท่วมเลย ใช้หม้อไม่ใหญ่มาก ต้มไฟอ่อนแต่นาน ต้มจนเม็ดพองอวบ น้ำที่ต้มระเหยไปเกือบหมด จะสุกนุ่มพอดี
6.ต้มเสร็จพักให้น้ำสะเด็ด ให้ลดความร้อน แล้วเก็บในกล่องอาหารสุญญากาศ ใส่ตู้เย็นช่องธรรมดา เก็บได้หลายวัน พอจะใช้ก็หยิบมาปรุงได้เลย
7.ใครอยากเพิ่มความหนึบกรุบในอาหาร ลูกเดือยนี่ดีมากครับ เพิ่มความหลากหลายและรสชาติอาหารเช้าได้ดี

08 กุมภาพันธ์ 2569

ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

 ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

นี่เป็นเรื่องยาวที่ร้อยเรียงมาให้ท่านได้อ่านกัน เป็นของขวัญอ่านเล่นหลังจากที่พวกท่านไปช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ไม่นานมานี้ fibanserin ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ สามารถใช้รักษา HSDD (hypoactive sexual desire disorder) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตามรอยการรับรองของยาเดียวกันนี้ในหญิงวัยยังมีประจำเดือนที่เคยรับรองเมื่อหลายปีก่อน
fibanserin ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนิน เพื่อทำให้เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหมือนไวอะกร้านะครับ นั่นเขาเพิ่มความอดทน แต่นี่เพิ่มความต้องการ เพิ่มความสุข วิธีใช้ให้กินยาทุกวันวันละเม็ด เรียกว่ารักษาระดับความต้องการต่อเนื่อง
เป็นเรื่องที่ดีในวงการแพทย์ แต่เบื้องหลังพรมแดงและกลีบกุหลาบ มีเรื่องราวเช่นกัน
หลายสิบปีก่อน sildanafil หรือไวอะกร้าของบริษัทไฟเซอร์ ได้สร้างความมหัศจรรย์กับชายทั่วโลก แม้ว่าเดิมทีตัวยาจะถูกกำหนดมาเป็นยาลดความดันโลหิต ทำให้ยอดขายยาไวอะกร้าของไฟเซอร์เป็นสถิติยาที่ทำกำไรมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก
ด้วยความสำเร็จของไวอะกร้า จึงมีคำถามว่า แล้วสุภาพสตรีเล่า มีอะไรช่วยได้บ้างหรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นความท้าทายของวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อช่วยคนทุกข์กาย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก
ประมาณกลางปี 1995 บริษัทโบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์ม เริ่มทำการศึกษาพัฒนายาต้านซึมเศร้าที่มีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ตัวรับซีโรโทนินในสมอง ก่อนหน้านี้เรามียารักษาโรคซึมเศร้าที่ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนินอยู่แล้ว ทำงานโดยยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนิน (ยับยั้งการดูดกลับ เท่ากับ ทำงานนานขึ้น) แต่ครั้งนี้เป้าหมายจะล็อกที่ตัวรับซีโรโทนินในสมองเลย
เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยาที่ทดสอบมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสุขทางเพศมากขึ้นและเร้าอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในอาสาสมัครผู้หญิง
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงเริ่มปรับเป้าหมายจากการรักษาโรคซึมเศร้า มาเป็นการรักษา hypoactive sexual desire disorder ในช่วงปลายทศวรรษ 90 ด้วยการศึกษาชื่องดงามทั้งหลายคือ VIOLET, DAISY และ BEGONIA
ผลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสุขสมและอารมณ์เพศในสุภาพสตรีที่ยังมีประจำเดือนได้จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวเลขของจริงยังนับว่าต่างจากยาหลอกไม่มากนัก แถมด้วยผลข้างเคียงสำคัญคือความดันโลหิตลดลง และอันตรกิริยารุนแรงกับแอลกอฮอล์ จนถึงขั้นห้ามใช้ยาหากยังดื่มแอลกอฮอล์ ในเมื่อยาต้องกินไปเรื่อย ๆ ทุกวันในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญมาก
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงขออนุมัติใช้รักษา HSDD ต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2010 และปี 2013 ถึงสองครั้งแต่ปรากฎว่าถูกปฏิเสธทั้งสองครั้งด้วยเหตุผลของข้อจำกัดตัวยาจากงานวิจัยและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทำให้อินเจ้นไฮล์มถอดใจกับโปรเจ็กต์นี้ และคิดว่าจะ “ไม่ไปต่อ” แต่ในขณะนั้นบริษัทยาสตาร์ตอัพเล็ก ๆ ที่ชื่อ Sprout Pharmaceuticals กลับมองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไป
Sprout ยื่นซื้อ fibanserin จากอินเจ้นไฮล์ม
บริษัทยาสตาร์ตอัพขนาดเล็กหลายบริษัท มีโมเดลทางธุรกิจที่มุ่งเป้ากับยาตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การตลาด เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก การเริ่มต้นวิจัยพัฒนาทำได้ยาก จึงใช้วิธีซื้อสิทธิบัตรแล้วมาต่อยอด Sprout ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อได้สิทธิบัตรมาแล้ว Sprout ไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่ว่าใช้กลยุทธเดินเกม “EvenTheScore campaign” รณรงค์ความเท่าเทียมกันของการรักษาปัญหาทางเพศในสตรี เพราะว่าเพศชายมีไวอะกร้าแล้ว แต่เพศหญิงยังไม่มีมาตรการใด เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางสังคมต่อองค์การอาหารและยา ร่วมกับเวลานั้น fibanserin คือยาตัวเดียวที่จะแก้ไข HSDD ได้ และการรณรงค์แคมเปญนี้จุดติด สเปราท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาต่อ FDA อีกครั้ง คราวนี้ได้รับอนุมัติ
ผ้าขี้ริ้วของอินเจ้นไฮล์มกลายเป็นทองคำในมือของสเปราท์ไปแล้ว
สเปราท์วางจำหน่าย fibanserin ในชื่อการค้า Addyi หลังได้รับอนุมัติในปี 2015 และสเปราท์ก็ขายสิทธิบัตรของยา fibanserin ในอีกปีกว่าหลังได้อนุมัติ !!! เกิดอะไรขึ้น
การขายของสเปราท์ให้กับ Valeant Pharmaceuticals (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Bausch Health Companies Inc.) ในเวลานั้นมีมูลค่า 1000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับเป็นราคาที่สูงมากสำหรับยาใหม่ สเปราท์รีบขายทันทีจากโมเดลทางธุรกิจซื้อมาปั้นแล้วขาย exit strategies ขายตอนราคาสูงสุด
และที่สำคัญสเปราท์เจอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือปริมาณการขายของ fibanserin ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คิด ครั้นจะลงทุนทำต่อ คงต้องศึกษาเพิ่ม ขยายข้อบ่งใช้ และจะต้องทำการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ ทำคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดในการสั่งยา เป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์
แต่นี่คือสเปราท์ สตาร์ตอัพเล็ก ๆ พวกเขาจึงเลือกขาย
ส่วน Valeant Pharmaceuticals มีโมเดลธุรกิจคล้ายกับสเปราท์คือ ซื้อมาปั่นแล้วขาย พอได้สิทธิบัตร fibanserin มาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นพลุลูกใหญ่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยข้อกำหนดมากมายของการใช้ยา บุคลากรต้องอบรมก่อนใช้ยา ที่สำคัญมากคือคำเตือนปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดขาย fibanserin ไม่ถึงเป้า และเขาก็ไม่สามารถจะไปขายใครได้ เวลาที่ผ่านไปทำให้ทุกคนรู้กำไร ต้นทุนและมูลค่าทางการตลาดของ fibanserin อย่างแจ่มชัด ทำให้วาลีอันท์ต้องหาทางรอด ศึกษาข้อบ่งชี้ใหม่ ฉากหน้าคือขยายโอกาสทางการใช้ยา แอบไว้ด้วยหนทางที่ตีบตันของยอดขายจากข้อบ่งชี้เดิม และสิ่งที่วาลีอันท์เลือกมาเป็นตัวพลิกคือ HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
วาลีอันท์จึงตัดสินใจทำการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษายานี้ในเงื่อนไขหญิงวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะ ดูดีมีเหตุผลและความรับผิดชอบ จะว่ากันตามจริงแล้วโครงการศึกษาเพื่อขยายข้อบ่งชี้การใช้ยานี้ ทางสเปราท์ได้ริเริ่มแนวคิดไว้แล้วก่อนที่จะขายสิทธิบัตร เป็นการชี้ช่องก่อนขายว่ายายังมีศักยภาพมากกว่าเฉพาะในหญิงวัยมีประจำเดือน ศักยภาพที่จะเกิดในอนาคตเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นไปอีกของ fibanserin การศึกษาที่ทำใหม่นี้ชื่อว่า SNOWDROP
SNOWDROP ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 949 ราย อายุเฉลี่ย 55 ปีแบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มศึกษาได้ยาทุกวันวันละเม็ด ส่วนกลุ่มควบคุมได้ยาหลอกวันละเม็ดเช่นกัน ระยะเวลาในการศึกษาหกเดือน วัดผลจำนวนครั้งของการมีเซ็กซ์ที่พึงพอใจ และคะแนนความสามารถทางเพศ (FSFI) ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับยา fibanserin มีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลข้างเคียงเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ มากกว่ากลุ่มยาหลอก
วาลีอันท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาเพื่อรักษา HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อต่อทางรอดของตัวเอง ทว่า FDA ไม่อนุมัติ
ทำไม FDA ไม่อนุมัติ
ว่าด้วยเรื่องของตัวการศึกษาก่อนนะครับ แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเรามาพิจารณาถึงตัวเลขจริง กลุ่มรับยามีกิจกรรมทางเพศที่พอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 ครั้ง ส่วนกลุ่มยาหลอกก็เพิ่มขึ้น !! เพิ่มจากเดิม 0.6 ครั้งต่อเดือน พูดเป็นภาษาทางสถิติคือ absolute different น้อยมาก และหากไปดู FSFI เพิ่มขึ้น 0.7 เทียบกับยาหลอก 0.4 ต่างกันน้อยมากเช่นกัน
ต่อมาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์ของ FDA เขาบอกว่าการศึกษาเดียวมันไม่พอว่ะแชท การวัดผลก็เป็นนามธรรม ถึงจะแปรมาเป็นระบบคะแนนและจำนวนแจงนับแล้วก็ตาม แถมผลการศึกษาก็แทบไม่ต่างกัน จำนวนผู้เข้าศึกษาไม่เยอะ
แถม FDA ยังเปรย ๆ อีกว่า นี่นะ ครั้งทำการศึกษาในหญิงที่ยังมีประจำเดือน ผลการศึกษาก็ก้ำกึ่งแบบนี้ แถมต้องทำการศึกษาถึงสามครั้ง โดนปฏิเสธในสองครั้งแรกด้วย คุณไปทำการศึกษามาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม และขอดูผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะ การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุมีข้อกังวล และข้อกังวลนี้ยังผลให้การใช้ยาไม่มากเท่าที่คาดการณ์
วาลีอันท์แทบล้มทั้งยืน ซื้อสิทธิบัตรมาอย่างแพง ยาก็ไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่คาด แถมข้อบ่งชี้ใหม่ที่ต้องการก็ถูกเบรกอย่างจัง แต่สิ่งหนึ่งที่วาลีอันท์แอบเห็น หรืออาจจะแอบสงสัยถึงความแตกต่าง คือ
การอนุมัติใช้ยา bremelanotide ในชื่อการค้า Vyleesi จาก Palatin Technologies
ยา bremelanotide เป็นยารักษา HSDD แต่ทำงานในกลไกอื่น เป็นการใช้ยาเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน fibanserin ไม่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่เป็นจุดตายสำคัญของ fibanserin ข้อเสียคือเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ใช้ยากกว่า แต่ Vyleesi ทำการศึกษา RECONNECT และได้รับอนุมัติเร็วมาก (แต่เฉพาะหญิงวัยยังมีประจำเดือนนะ)
แสดงว่าปัญหา HSDD กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระแสของธุรกิจยา
วาลีอันท์จึงเดินหน้าการศึกษาชื่อ PLUMERA ที่แทบจะเลียนแบบ SNOWDROP เพราะต้องการตอบคำถามของ FDA ที่ต้องการ ‘ความหนักแน่น’ ของข้อมูลมากขึ้น เช่นเคยโฟกัสที่หญิงวัยหมดประจำเดือน กลุ่มเป้าหมายของ fibanserin ที่รุ่นน้องมาแรงอย่าง bremelanotide ก็ยังทำไม่ได้ และการศึกษา PLUMERA ไปได้ด้วยดี ผลการศึกษาแนวโน้มเหมือน SNOWDROP
แต่เมื่อการศึกษาดำเนินไปได้ 45% วาลีอันท์ตัดสินใจยุติการศึกษา ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเหตุผลทางสถิติ แต่เป็นเรื่องเงินทุน
เหตุผลทางธุรกิจนั้นหรือคืออะไร … วาลีอันท์คาดหวังยอดขายของ Addyi แต่ทำไม่ได้ การศึกษา PLUMERA ก็ไม่ได้ดีมากกว่าเดิม วาลีอันท์ตัดสินใจตัดจบ (cut-loss) เพราะวาลีอันท์เป็นสตาร์ทอัพเหมือนสเปราท์ ซื้อมา-ขยายข้อมูลให้ราคาสูง-ขายต่อ ไม่มีเครือข่ายหนุนจะทำการศึกษาต่อ และไม่มีสายป่านการเงินที่มากพอ เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ วาลีอันท์ก็ตัดจบโดยการขายสิทธิบัตรยา fibanserin ในราคาที่ถูกมากให้กับสตาร์ตอัพแบบเดียวกัน โมเดลธุรกิจเหมือนกัน ผมว่าคุณน่าจะเดาถูก
คนที่มาซื้อคือ Sprout Pharmaceuticals ซื้อคืนไปนั่นเอง
นอกจากราคาถูกอย่างเหลือเชื่อยังได้ของแถมมาพร้อมกับผลการศึกษา PLUMERA ที่เสร็จแล้ว (แม้จะเสร็จแค่ 45%) ก็ตาม
สเปราท์เดินเกมชาญฉลาดกว่านั้น หลังจากที่ซื้อ fibanserin กลับมาในอ้อมอก สเปราท์ยื่น PLUMERA เพื่อขออนุมัติอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉียบคมกว่าเดิม มาพร้อมเงื่อนไขว่า เราก็ทำการศึกษาเพิ่มเติมอย่างที่คุณต้องการแล้ว ผลการศึกษามีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิม เรียกว่าทำกี่ครั้งก็เหมือนเดิม (แต่ทำแค่สองครั้งเองนะ)
สเปราท์ยังเน้นว่า ปัญหา HSDD นี้สำคัญนะ FDA เองก็เห็นแล้วจากการอนุมัติ bremelatotide ด้วยการศึกษา RECONNECT แถมยาที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีแค่ fibanserin ของเราเท่านั้น ยังไม่พอ สเปราท์หยิบเรื่องความเท่าเทียมทางสุขภาพมายืนยันกับ FDA ด้วย ตามด้วยจุดตายที่วาลีอันท์ไม่ได้ทำคือ
สเปราท์แจ้งว่าจากการเก็บข้อมูลระยะสี่ คือเก็บข้อมูลหลังจากยาวางจำหน่าย มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยว่าการใช้ยาในชีวิตจริง ต่างจากผลการวิจัยมากน้อยเพียงใด สเปราท์หยิบประเด็นที่ FDA เคยเตือนคือ การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าปฏิกิริยาที่กังวลคือ ความดันโลหิตต่ำมากจนถึงอันตราย ไม่ได้พบจนเป็นที่น่ากังวล และน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ FDA อนุมัติการใช้ยา fibanserin ในปี 2025 สเปราท์จึงได้เดินกลยุทธ์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดันเรือธงเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท ให้มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่อไป
เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมองเป็นช่วงจังหวะ อาจมองเป็นการวางเกม อาจมองเป็นการขับเคี่ยว แล้วแต่มุมมองนะครับ ผมอยากมานำเสนอให้ทุกท่านทราบว่า
โลก…ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เสมอไป

บทความที่ได้รับความนิยม