ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง
นี่เป็นเรื่องยาวที่ร้อยเรียงมาให้ท่านได้อ่านกัน เป็นของขวัญอ่านเล่นหลังจากที่พวกท่านไปช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ไม่นานมานี้ fibanserin ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ สามารถใช้รักษา HSDD (hypoactive sexual desire disorder) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตามรอยการรับรองของยาเดียวกันนี้ในหญิงวัยยังมีประจำเดือนที่เคยรับรองเมื่อหลายปีก่อน
fibanserin ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนิน เพื่อทำให้เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหมือนไวอะกร้านะครับ นั่นเขาเพิ่มความอดทน แต่นี่เพิ่มความต้องการ เพิ่มความสุข วิธีใช้ให้กินยาทุกวันวันละเม็ด เรียกว่ารักษาระดับความต้องการต่อเนื่อง
เป็นเรื่องที่ดีในวงการแพทย์ แต่เบื้องหลังพรมแดงและกลีบกุหลาบ มีเรื่องราวเช่นกัน
หลายสิบปีก่อน sildanafil หรือไวอะกร้าของบริษัทไฟเซอร์ ได้สร้างความมหัศจรรย์กับชายทั่วโลก แม้ว่าเดิมทีตัวยาจะถูกกำหนดมาเป็นยาลดความดันโลหิต ทำให้ยอดขายยาไวอะกร้าของไฟเซอร์เป็นสถิติยาที่ทำกำไรมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก
ด้วยความสำเร็จของไวอะกร้า จึงมีคำถามว่า แล้วสุภาพสตรีเล่า มีอะไรช่วยได้บ้างหรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นความท้าทายของวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อช่วยคนทุกข์กาย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก
ประมาณกลางปี 1995 บริษัทโบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์ม เริ่มทำการศึกษาพัฒนายาต้านซึมเศร้าที่มีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ตัวรับซีโรโทนินในสมอง ก่อนหน้านี้เรามียารักษาโรคซึมเศร้าที่ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนินอยู่แล้ว ทำงานโดยยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนิน (ยับยั้งการดูดกลับ เท่ากับ ทำงานนานขึ้น) แต่ครั้งนี้เป้าหมายจะล็อกที่ตัวรับซีโรโทนินในสมองเลย
เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยาที่ทดสอบมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสุขทางเพศมากขึ้นและเร้าอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในอาสาสมัครผู้หญิง
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงเริ่มปรับเป้าหมายจากการรักษาโรคซึมเศร้า มาเป็นการรักษา hypoactive sexual desire disorder ในช่วงปลายทศวรรษ 90 ด้วยการศึกษาชื่องดงามทั้งหลายคือ VIOLET, DAISY และ BEGONIA
ผลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสุขสมและอารมณ์เพศในสุภาพสตรีที่ยังมีประจำเดือนได้จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวเลขของจริงยังนับว่าต่างจากยาหลอกไม่มากนัก แถมด้วยผลข้างเคียงสำคัญคือความดันโลหิตลดลง และอันตรกิริยารุนแรงกับแอลกอฮอล์ จนถึงขั้นห้ามใช้ยาหากยังดื่มแอลกอฮอล์ ในเมื่อยาต้องกินไปเรื่อย ๆ ทุกวันในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญมาก
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงขออนุมัติใช้รักษา HSDD ต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2010 และปี 2013 ถึงสองครั้งแต่ปรากฎว่าถูกปฏิเสธทั้งสองครั้งด้วยเหตุผลของข้อจำกัดตัวยาจากงานวิจัยและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทำให้อินเจ้นไฮล์มถอดใจกับโปรเจ็กต์นี้ และคิดว่าจะ “ไม่ไปต่อ” แต่ในขณะนั้นบริษัทยาสตาร์ตอัพเล็ก ๆ ที่ชื่อ Sprout Pharmaceuticals กลับมองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไป
Sprout ยื่นซื้อ fibanserin จากอินเจ้นไฮล์ม
บริษัทยาสตาร์ตอัพขนาดเล็กหลายบริษัท มีโมเดลทางธุรกิจที่มุ่งเป้ากับยาตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การตลาด เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก การเริ่มต้นวิจัยพัฒนาทำได้ยาก จึงใช้วิธีซื้อสิทธิบัตรแล้วมาต่อยอด Sprout ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อได้สิทธิบัตรมาแล้ว Sprout ไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่ว่าใช้กลยุทธเดินเกม “EvenTheScore campaign” รณรงค์ความเท่าเทียมกันของการรักษาปัญหาทางเพศในสตรี เพราะว่าเพศชายมีไวอะกร้าแล้ว แต่เพศหญิงยังไม่มีมาตรการใด เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางสังคมต่อองค์การอาหารและยา ร่วมกับเวลานั้น fibanserin คือยาตัวเดียวที่จะแก้ไข HSDD ได้ และการรณรงค์แคมเปญนี้จุดติด สเปราท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาต่อ FDA อีกครั้ง คราวนี้ได้รับอนุมัติ
ผ้าขี้ริ้วของอินเจ้นไฮล์มกลายเป็นทองคำในมือของสเปราท์ไปแล้ว
สเปราท์วางจำหน่าย fibanserin ในชื่อการค้า Addyi หลังได้รับอนุมัติในปี 2015 และสเปราท์ก็ขายสิทธิบัตรของยา fibanserin ในอีกปีกว่าหลังได้อนุมัติ !!! เกิดอะไรขึ้น
การขายของสเปราท์ให้กับ Valeant Pharmaceuticals (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Bausch Health Companies Inc.) ในเวลานั้นมีมูลค่า 1000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับเป็นราคาที่สูงมากสำหรับยาใหม่ สเปราท์รีบขายทันทีจากโมเดลทางธุรกิจซื้อมาปั้นแล้วขาย exit strategies ขายตอนราคาสูงสุด
และที่สำคัญสเปราท์เจอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือปริมาณการขายของ fibanserin ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คิด ครั้นจะลงทุนทำต่อ คงต้องศึกษาเพิ่ม ขยายข้อบ่งใช้ และจะต้องทำการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ ทำคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดในการสั่งยา เป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์
แต่นี่คือสเปราท์ สตาร์ตอัพเล็ก ๆ พวกเขาจึงเลือกขาย
ส่วน Valeant Pharmaceuticals มีโมเดลธุรกิจคล้ายกับสเปราท์คือ ซื้อมาปั่นแล้วขาย พอได้สิทธิบัตร fibanserin มาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นพลุลูกใหญ่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยข้อกำหนดมากมายของการใช้ยา บุคลากรต้องอบรมก่อนใช้ยา ที่สำคัญมากคือคำเตือนปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดขาย fibanserin ไม่ถึงเป้า และเขาก็ไม่สามารถจะไปขายใครได้ เวลาที่ผ่านไปทำให้ทุกคนรู้กำไร ต้นทุนและมูลค่าทางการตลาดของ fibanserin อย่างแจ่มชัด ทำให้วาลีอันท์ต้องหาทางรอด ศึกษาข้อบ่งชี้ใหม่ ฉากหน้าคือขยายโอกาสทางการใช้ยา แอบไว้ด้วยหนทางที่ตีบตันของยอดขายจากข้อบ่งชี้เดิม และสิ่งที่วาลีอันท์เลือกมาเป็นตัวพลิกคือ HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
วาลีอันท์จึงตัดสินใจทำการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษายานี้ในเงื่อนไขหญิงวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะ ดูดีมีเหตุผลและความรับผิดชอบ จะว่ากันตามจริงแล้วโครงการศึกษาเพื่อขยายข้อบ่งชี้การใช้ยานี้ ทางสเปราท์ได้ริเริ่มแนวคิดไว้แล้วก่อนที่จะขายสิทธิบัตร เป็นการชี้ช่องก่อนขายว่ายายังมีศักยภาพมากกว่าเฉพาะในหญิงวัยมีประจำเดือน ศักยภาพที่จะเกิดในอนาคตเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นไปอีกของ fibanserin การศึกษาที่ทำใหม่นี้ชื่อว่า SNOWDROP
SNOWDROP ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 949 ราย อายุเฉลี่ย 55 ปีแบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มศึกษาได้ยาทุกวันวันละเม็ด ส่วนกลุ่มควบคุมได้ยาหลอกวันละเม็ดเช่นกัน ระยะเวลาในการศึกษาหกเดือน วัดผลจำนวนครั้งของการมีเซ็กซ์ที่พึงพอใจ และคะแนนความสามารถทางเพศ (FSFI) ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับยา fibanserin มีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลข้างเคียงเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ มากกว่ากลุ่มยาหลอก
วาลีอันท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาเพื่อรักษา HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อต่อทางรอดของตัวเอง ทว่า FDA ไม่อนุมัติ
ทำไม FDA ไม่อนุมัติ
ว่าด้วยเรื่องของตัวการศึกษาก่อนนะครับ แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเรามาพิจารณาถึงตัวเลขจริง กลุ่มรับยามีกิจกรรมทางเพศที่พอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 ครั้ง ส่วนกลุ่มยาหลอกก็เพิ่มขึ้น !! เพิ่มจากเดิม 0.6 ครั้งต่อเดือน พูดเป็นภาษาทางสถิติคือ absolute different น้อยมาก และหากไปดู FSFI เพิ่มขึ้น 0.7 เทียบกับยาหลอก 0.4 ต่างกันน้อยมากเช่นกัน
ต่อมาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์ของ FDA เขาบอกว่าการศึกษาเดียวมันไม่พอว่ะแชท การวัดผลก็เป็นนามธรรม ถึงจะแปรมาเป็นระบบคะแนนและจำนวนแจงนับแล้วก็ตาม แถมผลการศึกษาก็แทบไม่ต่างกัน จำนวนผู้เข้าศึกษาไม่เยอะ
แถม FDA ยังเปรย ๆ อีกว่า นี่นะ ครั้งทำการศึกษาในหญิงที่ยังมีประจำเดือน ผลการศึกษาก็ก้ำกึ่งแบบนี้ แถมต้องทำการศึกษาถึงสามครั้ง โดนปฏิเสธในสองครั้งแรกด้วย คุณไปทำการศึกษามาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม และขอดูผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะ การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุมีข้อกังวล และข้อกังวลนี้ยังผลให้การใช้ยาไม่มากเท่าที่คาดการณ์
วาลีอันท์แทบล้มทั้งยืน ซื้อสิทธิบัตรมาอย่างแพง ยาก็ไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่คาด แถมข้อบ่งชี้ใหม่ที่ต้องการก็ถูกเบรกอย่างจัง แต่สิ่งหนึ่งที่วาลีอันท์แอบเห็น หรืออาจจะแอบสงสัยถึงความแตกต่าง คือ
การอนุมัติใช้ยา bremelanotide ในชื่อการค้า Vyleesi จาก Palatin Technologies
ยา bremelanotide เป็นยารักษา HSDD แต่ทำงานในกลไกอื่น เป็นการใช้ยาเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน fibanserin ไม่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่เป็นจุดตายสำคัญของ fibanserin ข้อเสียคือเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ใช้ยากกว่า แต่ Vyleesi ทำการศึกษา RECONNECT และได้รับอนุมัติเร็วมาก (แต่เฉพาะหญิงวัยยังมีประจำเดือนนะ)
แสดงว่าปัญหา HSDD กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระแสของธุรกิจยา
วาลีอันท์จึงเดินหน้าการศึกษาชื่อ PLUMERA ที่แทบจะเลียนแบบ SNOWDROP เพราะต้องการตอบคำถามของ FDA ที่ต้องการ ‘ความหนักแน่น’ ของข้อมูลมากขึ้น เช่นเคยโฟกัสที่หญิงวัยหมดประจำเดือน กลุ่มเป้าหมายของ fibanserin ที่รุ่นน้องมาแรงอย่าง bremelanotide ก็ยังทำไม่ได้ และการศึกษา PLUMERA ไปได้ด้วยดี ผลการศึกษาแนวโน้มเหมือน SNOWDROP
แต่เมื่อการศึกษาดำเนินไปได้ 45% วาลีอันท์ตัดสินใจยุติการศึกษา ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเหตุผลทางสถิติ แต่เป็นเรื่องเงินทุน
เหตุผลทางธุรกิจนั้นหรือคืออะไร … วาลีอันท์คาดหวังยอดขายของ Addyi แต่ทำไม่ได้ การศึกษา PLUMERA ก็ไม่ได้ดีมากกว่าเดิม วาลีอันท์ตัดสินใจตัดจบ (cut-loss) เพราะวาลีอันท์เป็นสตาร์ทอัพเหมือนสเปราท์ ซื้อมา-ขยายข้อมูลให้ราคาสูง-ขายต่อ ไม่มีเครือข่ายหนุนจะทำการศึกษาต่อ และไม่มีสายป่านการเงินที่มากพอ เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ วาลีอันท์ก็ตัดจบโดยการขายสิทธิบัตรยา fibanserin ในราคาที่ถูกมากให้กับสตาร์ตอัพแบบเดียวกัน โมเดลธุรกิจเหมือนกัน ผมว่าคุณน่าจะเดาถูก
คนที่มาซื้อคือ Sprout Pharmaceuticals ซื้อคืนไปนั่นเอง
นอกจากราคาถูกอย่างเหลือเชื่อยังได้ของแถมมาพร้อมกับผลการศึกษา PLUMERA ที่เสร็จแล้ว (แม้จะเสร็จแค่ 45%) ก็ตาม
สเปราท์เดินเกมชาญฉลาดกว่านั้น หลังจากที่ซื้อ fibanserin กลับมาในอ้อมอก สเปราท์ยื่น PLUMERA เพื่อขออนุมัติอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉียบคมกว่าเดิม มาพร้อมเงื่อนไขว่า เราก็ทำการศึกษาเพิ่มเติมอย่างที่คุณต้องการแล้ว ผลการศึกษามีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิม เรียกว่าทำกี่ครั้งก็เหมือนเดิม (แต่ทำแค่สองครั้งเองนะ)
สเปราท์ยังเน้นว่า ปัญหา HSDD นี้สำคัญนะ FDA เองก็เห็นแล้วจากการอนุมัติ bremelatotide ด้วยการศึกษา RECONNECT แถมยาที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีแค่ fibanserin ของเราเท่านั้น ยังไม่พอ สเปราท์หยิบเรื่องความเท่าเทียมทางสุขภาพมายืนยันกับ FDA ด้วย ตามด้วยจุดตายที่วาลีอันท์ไม่ได้ทำคือ
สเปราท์แจ้งว่าจากการเก็บข้อมูลระยะสี่ คือเก็บข้อมูลหลังจากยาวางจำหน่าย มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยว่าการใช้ยาในชีวิตจริง ต่างจากผลการวิจัยมากน้อยเพียงใด สเปราท์หยิบประเด็นที่ FDA เคยเตือนคือ การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าปฏิกิริยาที่กังวลคือ ความดันโลหิตต่ำมากจนถึงอันตราย ไม่ได้พบจนเป็นที่น่ากังวล และน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ FDA อนุมัติการใช้ยา fibanserin ในปี 2025 สเปราท์จึงได้เดินกลยุทธ์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดันเรือธงเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท ให้มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่อไป
เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมองเป็นช่วงจังหวะ อาจมองเป็นการวางเกม อาจมองเป็นการขับเคี่ยว แล้วแต่มุมมองนะครับ ผมอยากมานำเสนอให้ทุกท่านทราบว่า
โลก…ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เสมอไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น