"ผลิตภัณฑ์นี้มีงานวิจัย โดยผู้วิจัยระดับศาสตราจารย์" : แบบนี้น่าเชื่อถือใช่ไหม
1.การตีพิมพ์งานวิจัยวิชาการ เกือบทั้งหมดจะเน้นความเท่าเทียมทางวิชาการ จะเป็นนักเรียนหรือศาสตราจารย์ก็ต้องเท่าเทียม จึงไม่นิยมลงตำแหน่งทางวิชาการ จะมีแค่ชื่อและวุฒิการศึกษาเท่านั้น
2.การได้ลงตีพิมพ์ในวารวารชื่อดัง ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพเสมอไป หลายงานก็ถูกถอดออก ชื่อเสียงที่โด่งดังหมายถึง มีคนเห็นเยอะ มีคนอ้างอิงถึงมาก ไม่ได้บอกว่างานวิจัยนั้นคุณภาพดี
3.งานวิจัยจากสถาบันชั้นนำ ก็ไม่ได้หมายถึงคุณภาพของงานที่ดี และยิ่งทำให้เกิด prestige bias คือโน้มเิียงว่าสถาบันดัง งานต้องดี
4.งานวิจัยที่ดี ต้องพิจารณาเป็นรายงานวิจัย ถึงคำถามวิจัย การเลือกรูปแบบการศึกษา กระบวนการศึกษา ผลที่ได้ การประเมิน internal, external validity
5.วารสารชื่อดัง สถาบันดัง เขาก็พยายามรักษามาตรฐานของวารสาร โดยการตั้งเกณฑ์ผ่าน การมีผู้เชี่ยวชาญมาทบทวนก่อนจะปล่อยตีพิมพ์ การตรวจสอบหลังตีพิมพ์ ดังนั้นจึงเพียงตัวคัดกรองประมาณหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายต้องอ่านเอง วิเคราะห์เอง
6.หลายงานวิจัยที่ดี แต่ผลอาจออกมาเป็นลบ วารสารหลายที่เลือกจะไม่ตีพิมพ์ (publication bias) และเช่นกันของที่ผ่านเกณฑ์วารสาร ก็มีหลายอันบกพร่อง ต้องพิจารณาเอาเอง
7.อย่าเชื่อเพียงแค่บอกว่า "มีงานวิจัยรองรับ"
อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากสถาบันชื่อดัง"
อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากวารสารชั้นนำ'
8.บางผลิตภัณฑ์จะเลือกนำจุดที่เขา "ขายได้" มานำเสนอ เรียกว่าไม่ผิด แต่ไม่ครบและอาจเกิดการสรุปผิด ดังนั้นการวิเคราะห์วารสาร การวิเคราะห์งานวิจัย มีความสำคัญมากในการหาความรู้
9.ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องที่พูดยาก ถ้าไม่มีก็อาจจะไม่มีงานดี ๆ ออกมาเพราะไม่มีเงิน ถ้ามีทับซ้อน เราก็กังวลว่าผลอาจจะถูกบิด ระเบียบวิธีวิจัยถูกบังคับ ดังนั้นทักษะการสกัดความจริง กรองผลวิจัยและวิเคราะห์วารสาร จึงช่วยเราได้ดี
10.สุดท้ายคือ myself bias เราจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง ว่าเราเข้าใจถูก คนอื่นผิด ยิ่งเก่งยิ่งกร่าง เราจึงต้องเปิดใจ เปิดหู เปิดตา มองคนอื่นมองผู้อื่นด้วยใจเป็นกลาง เอามาปรับปรุงตัวเราเอง ลด myself bias เพิ่ม humble wisdom
🩵🩵🩵-❤️
