10 กุมภาพันธ์ 2569

health literacy และ primary care

 ขอบ่นสักหน่อยเถอะ ..

คนไข้มาปรึกษาว่ามีอาการวิงเวียนไม่หาย ใกล้เที่ยงแล้วเป็นทุกครั้ง หรือเป็นเพราะอากาศร้อน ถือถุงยาแก้วิงเวียนเต็มถุงเลย หลายตัวจากหลายที่
ตรวจไปมาติดตามไปมาสรุปว่า ทั้งหมดเกิดจากอาการน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยให้ประวัติเป็นเบาหวานมา 15 ปี ซื้อยากินเองซึ่งเป็นยาเดิมที่คุณหมอคลินิกเคยให้เมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นตรวจน้ำตาลปลายนิ้วติดตามผลอยู่สักสี่ห้าครั้ง หมอบอกควบคุมได้ดี เลยซื้อยากินเอง
ยาที่ใช้คือ Glipizide 2 เม็ดเช้าและหนึ่งเม็ดเย็น วันไหนกินข้าวเยอะก็ปรับเองเป็นสองเม็ดเย็น วันไหนวิงเวียนมากคิดว่าน้ำตาลขึ้นก็เพิ่มยาอีกเม็ด
โรคต่าง ๆ มีการดำเนินโรคต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพโรค สภาพร่างกาย ความเป็นอยู่ ต้องมีการปรับยาต่อเนื่องนะครับ ไม่ใช่ว่ายาไม่ดี แต่ต้องปรับให้เหมาะกับสภาพโรค
อาการที่เกิดก็อาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่อาจเป็นโรคเดิมนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาหรือเป็นจากยา...คนไข้รู้ว่ายาจะลดน้ำตาล แต่ไม่รู้ว่ายาทำให้น้ำตาลต่ำ
สถานพยาบาลที่ผ่านมาหลายที่ก็ดี คือผมเข้าใจนะว่าคนไข้เยอะ ไม่มีเวลา หรือบางทีเห็นคนไข้คนเดิมมาด้วยอาการเดิมซ้ำ ๆ ก็ไปคิดว่าย้ำคิด คิดมาก ช้อปปิ้ง ก่อนจะคิดแบบนั้นให้ทบทวนก่อนว่าเขาน่าจะมีปัญหาที่ยังไม่แก้ไข มีอะไรที่ยังค้นไม่เจอ
ดีนะที่ยังไม่มีผลข้างเคียงจากยาแก้วิงเวียน 4 ชนิดและยาแก้เครียดอีก 2 ชนิดในถุงยานั้น (คนไข้กินแล้วไม่หายเลยไม่กิน!)
เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ที่ถูกละเลยอาจเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญมากที่สุดของประเทศเรา คือ health literacy และ primary care
ฝากท่านรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยนะครับ

eosiophil ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

 เจาะเลือดไปทำไม ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพองคือ ต้องมีประวัติของโรค ไอ เหนื่อย มีเสมหะ มีประวัติสัมผัสสารต้องสงสัยเช่น บุหรี่ ควันเผาถ่าน ตรวจร่างกายเข้าได้เช่นทรวงอกโป่ง หายใจมีเสียงวี๊ซ และวัดสมรรถภาพปอดพบการตีบแคบของหลอดลม (FEV1/FVC < 70%)
ใช่แล้ว ไม่เห็นมีผลเลือดมาเกี่ยวข้องสักหน่อย แต่ที่ต้องเจาะเลือดมันมีเหตุผลในการเลือกยารักษาครับ เลือดที่เราเจาะตรวจคือการตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) และเฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือการตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด eosiophil หน่วยออกมาเป็นจำนวนเซลล์ต่อหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร
ปกติแล้วโรคถุงลมโป่งพอง เราจะไม่ใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ยกเว้นในบางกรณีที่จะใช้เม็ดเลือด eosinophil ช่วยเลือก ถ้าให้โดยไม่จำเป็นจะเสี่ยงการเกิดเชื้อราในปากโดยไม่จำเป็น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดติดเชื้อในปอดอีกด้วย
เมื่อเริ่มการรักษา ถ้าพบ eosiophil มากกว่า 300 ใช้ยาสูดสเตียรอยด์ ‘ร่วมกับ’ ยาขยายหลอดลมเพื่อลดโอกาสกำเริบ และถ้าติดตามต่อไปและไม่กำเริบเลย ก็อาจหยุดยาสูดสเตียรอยด์ได้ เหลือแต่ยาขยายหลอดลมอย่างเดียว
ในกรณีกำเริบ โรคแย่ลง ก็ตรวจเลือดนับ eosinophil อีกครั้งถ้าระดับเกิน 300 ให้ใช้ยาสูดสเตียรอยด์เพิ่มเข้าไป
ในกรณีกำเริบและใช้ยาสูดขยายหลอดลมสองชนิดแล้ว (LABA+LAMA) ให้เพิ่มยาสูดสเตียรอยด์หากระดับ eosiophil เกิน 100
นอกเหนือจากระดับเม็ดเลือดขาว eosinophil แล้ว ค่าความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) เป็นอีกหนึ่งค่าที่ใช้ประกอบการจัดกลุ่มผู้ป่วย ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนที่บ้าน คือมีลักษณะของการขาดออกซิเจนเรื้อรังจะพบค่า hematocrit มากกว่า 55% (ร่วมกับลักษณะอื่น ๆ ของการขาดออกซิเจนด้วย)
เราจะได้มองหาค่าที่จำเป็นเวลาเห็นผล CBC ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ไม่ปล่อยผ่านสายตาโดยไม่เกิดประโยชน์ครับ

09 กุมภาพันธ์ 2569

ลูกเดือยต้ม

  ลูกเดือยต้ม

ลูกเดือยเป็นอาหารที่มีโปรตีนไม่สูงนัก คาร์บพอสมควร แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ต้องการแจ้ง สิ่งสำคัญของลูกเดือยที่อยากมาบอกกัน
1. ลูกเดือยเป็นอาหารที่ไม่แพง ถ้าเก็บโดยไม่โดนความชื้น จะเก็บได้นานมาก เอาไว้ทำอาหารได้ตลอดปี
2.ลูกเดือยสุก 100 กรัมมีเส้นใยประมาณ 5 กรัม ทั้งเส้นใยละลายน้ำที่ช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหาร และเส้นใยไม่ละลายน้ำช่วยการจับก้อนอุจจาระ ขับถ่ายง่าย
3.เป็นพรีไบโอติกชั้นดี ช่วยให้แบคทีเรียดีในลำไส้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
4.อิ่มนาน ผมใช้เป็นอาหารเช้า ผสมในมื้อเช้า ไม่ว่าจะใส่ในนม ผสมกับโยเกิร์ต เสริมในสลัด
5.อันนี้สูตรผมเองนะ ผมจะแช่ลูกเดือยประมาณ 6 ชั่วโมง เสร็จแล้วเอาไปต้ม ผมจะเติมน้ำท่วมเลย ใช้หม้อไม่ใหญ่มาก ต้มไฟอ่อนแต่นาน ต้มจนเม็ดพองอวบ น้ำที่ต้มระเหยไปเกือบหมด จะสุกนุ่มพอดี
6.ต้มเสร็จพักให้น้ำสะเด็ด ให้ลดความร้อน แล้วเก็บในกล่องอาหารสุญญากาศ ใส่ตู้เย็นช่องธรรมดา เก็บได้หลายวัน พอจะใช้ก็หยิบมาปรุงได้เลย
7.ใครอยากเพิ่มความหนึบกรุบในอาหาร ลูกเดือยนี่ดีมากครับ เพิ่มความหลากหลายและรสชาติอาหารเช้าได้ดี

08 กุมภาพันธ์ 2569

ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

 ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

นี่เป็นเรื่องยาวที่ร้อยเรียงมาให้ท่านได้อ่านกัน เป็นของขวัญอ่านเล่นหลังจากที่พวกท่านไปช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ไม่นานมานี้ fibanserin ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ สามารถใช้รักษา HSDD (hypoactive sexual desire disorder) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตามรอยการรับรองของยาเดียวกันนี้ในหญิงวัยยังมีประจำเดือนที่เคยรับรองเมื่อหลายปีก่อน
fibanserin ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนิน เพื่อทำให้เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหมือนไวอะกร้านะครับ นั่นเขาเพิ่มความอดทน แต่นี่เพิ่มความต้องการ เพิ่มความสุข วิธีใช้ให้กินยาทุกวันวันละเม็ด เรียกว่ารักษาระดับความต้องการต่อเนื่อง
เป็นเรื่องที่ดีในวงการแพทย์ แต่เบื้องหลังพรมแดงและกลีบกุหลาบ มีเรื่องราวเช่นกัน
หลายสิบปีก่อน sildanafil หรือไวอะกร้าของบริษัทไฟเซอร์ ได้สร้างความมหัศจรรย์กับชายทั่วโลก แม้ว่าเดิมทีตัวยาจะถูกกำหนดมาเป็นยาลดความดันโลหิต ทำให้ยอดขายยาไวอะกร้าของไฟเซอร์เป็นสถิติยาที่ทำกำไรมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก
ด้วยความสำเร็จของไวอะกร้า จึงมีคำถามว่า แล้วสุภาพสตรีเล่า มีอะไรช่วยได้บ้างหรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นความท้าทายของวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อช่วยคนทุกข์กาย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก
ประมาณกลางปี 1995 บริษัทโบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์ม เริ่มทำการศึกษาพัฒนายาต้านซึมเศร้าที่มีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ตัวรับซีโรโทนินในสมอง ก่อนหน้านี้เรามียารักษาโรคซึมเศร้าที่ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนินอยู่แล้ว ทำงานโดยยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนิน (ยับยั้งการดูดกลับ เท่ากับ ทำงานนานขึ้น) แต่ครั้งนี้เป้าหมายจะล็อกที่ตัวรับซีโรโทนินในสมองเลย
เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยาที่ทดสอบมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสุขทางเพศมากขึ้นและเร้าอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในอาสาสมัครผู้หญิง
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงเริ่มปรับเป้าหมายจากการรักษาโรคซึมเศร้า มาเป็นการรักษา hypoactive sexual desire disorder ในช่วงปลายทศวรรษ 90 ด้วยการศึกษาชื่องดงามทั้งหลายคือ VIOLET, DAISY และ BEGONIA
ผลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสุขสมและอารมณ์เพศในสุภาพสตรีที่ยังมีประจำเดือนได้จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวเลขของจริงยังนับว่าต่างจากยาหลอกไม่มากนัก แถมด้วยผลข้างเคียงสำคัญคือความดันโลหิตลดลง และอันตรกิริยารุนแรงกับแอลกอฮอล์ จนถึงขั้นห้ามใช้ยาหากยังดื่มแอลกอฮอล์ ในเมื่อยาต้องกินไปเรื่อย ๆ ทุกวันในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญมาก
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงขออนุมัติใช้รักษา HSDD ต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2010 และปี 2013 ถึงสองครั้งแต่ปรากฎว่าถูกปฏิเสธทั้งสองครั้งด้วยเหตุผลของข้อจำกัดตัวยาจากงานวิจัยและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทำให้อินเจ้นไฮล์มถอดใจกับโปรเจ็กต์นี้ และคิดว่าจะ “ไม่ไปต่อ” แต่ในขณะนั้นบริษัทยาสตาร์ตอัพเล็ก ๆ ที่ชื่อ Sprout Pharmaceuticals กลับมองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไป
Sprout ยื่นซื้อ fibanserin จากอินเจ้นไฮล์ม
บริษัทยาสตาร์ตอัพขนาดเล็กหลายบริษัท มีโมเดลทางธุรกิจที่มุ่งเป้ากับยาตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การตลาด เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก การเริ่มต้นวิจัยพัฒนาทำได้ยาก จึงใช้วิธีซื้อสิทธิบัตรแล้วมาต่อยอด Sprout ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อได้สิทธิบัตรมาแล้ว Sprout ไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่ว่าใช้กลยุทธเดินเกม “EvenTheScore campaign” รณรงค์ความเท่าเทียมกันของการรักษาปัญหาทางเพศในสตรี เพราะว่าเพศชายมีไวอะกร้าแล้ว แต่เพศหญิงยังไม่มีมาตรการใด เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางสังคมต่อองค์การอาหารและยา ร่วมกับเวลานั้น fibanserin คือยาตัวเดียวที่จะแก้ไข HSDD ได้ และการรณรงค์แคมเปญนี้จุดติด สเปราท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาต่อ FDA อีกครั้ง คราวนี้ได้รับอนุมัติ
ผ้าขี้ริ้วของอินเจ้นไฮล์มกลายเป็นทองคำในมือของสเปราท์ไปแล้ว
สเปราท์วางจำหน่าย fibanserin ในชื่อการค้า Addyi หลังได้รับอนุมัติในปี 2015 และสเปราท์ก็ขายสิทธิบัตรของยา fibanserin ในอีกปีกว่าหลังได้อนุมัติ !!! เกิดอะไรขึ้น
การขายของสเปราท์ให้กับ Valeant Pharmaceuticals (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Bausch Health Companies Inc.) ในเวลานั้นมีมูลค่า 1000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับเป็นราคาที่สูงมากสำหรับยาใหม่ สเปราท์รีบขายทันทีจากโมเดลทางธุรกิจซื้อมาปั้นแล้วขาย exit strategies ขายตอนราคาสูงสุด
และที่สำคัญสเปราท์เจอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือปริมาณการขายของ fibanserin ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คิด ครั้นจะลงทุนทำต่อ คงต้องศึกษาเพิ่ม ขยายข้อบ่งใช้ และจะต้องทำการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ ทำคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดในการสั่งยา เป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์
แต่นี่คือสเปราท์ สตาร์ตอัพเล็ก ๆ พวกเขาจึงเลือกขาย
ส่วน Valeant Pharmaceuticals มีโมเดลธุรกิจคล้ายกับสเปราท์คือ ซื้อมาปั่นแล้วขาย พอได้สิทธิบัตร fibanserin มาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นพลุลูกใหญ่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยข้อกำหนดมากมายของการใช้ยา บุคลากรต้องอบรมก่อนใช้ยา ที่สำคัญมากคือคำเตือนปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดขาย fibanserin ไม่ถึงเป้า และเขาก็ไม่สามารถจะไปขายใครได้ เวลาที่ผ่านไปทำให้ทุกคนรู้กำไร ต้นทุนและมูลค่าทางการตลาดของ fibanserin อย่างแจ่มชัด ทำให้วาลีอันท์ต้องหาทางรอด ศึกษาข้อบ่งชี้ใหม่ ฉากหน้าคือขยายโอกาสทางการใช้ยา แอบไว้ด้วยหนทางที่ตีบตันของยอดขายจากข้อบ่งชี้เดิม และสิ่งที่วาลีอันท์เลือกมาเป็นตัวพลิกคือ HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
วาลีอันท์จึงตัดสินใจทำการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษายานี้ในเงื่อนไขหญิงวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะ ดูดีมีเหตุผลและความรับผิดชอบ จะว่ากันตามจริงแล้วโครงการศึกษาเพื่อขยายข้อบ่งชี้การใช้ยานี้ ทางสเปราท์ได้ริเริ่มแนวคิดไว้แล้วก่อนที่จะขายสิทธิบัตร เป็นการชี้ช่องก่อนขายว่ายายังมีศักยภาพมากกว่าเฉพาะในหญิงวัยมีประจำเดือน ศักยภาพที่จะเกิดในอนาคตเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นไปอีกของ fibanserin การศึกษาที่ทำใหม่นี้ชื่อว่า SNOWDROP
SNOWDROP ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 949 ราย อายุเฉลี่ย 55 ปีแบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มศึกษาได้ยาทุกวันวันละเม็ด ส่วนกลุ่มควบคุมได้ยาหลอกวันละเม็ดเช่นกัน ระยะเวลาในการศึกษาหกเดือน วัดผลจำนวนครั้งของการมีเซ็กซ์ที่พึงพอใจ และคะแนนความสามารถทางเพศ (FSFI) ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับยา fibanserin มีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลข้างเคียงเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ มากกว่ากลุ่มยาหลอก
วาลีอันท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาเพื่อรักษา HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อต่อทางรอดของตัวเอง ทว่า FDA ไม่อนุมัติ
ทำไม FDA ไม่อนุมัติ
ว่าด้วยเรื่องของตัวการศึกษาก่อนนะครับ แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเรามาพิจารณาถึงตัวเลขจริง กลุ่มรับยามีกิจกรรมทางเพศที่พอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 ครั้ง ส่วนกลุ่มยาหลอกก็เพิ่มขึ้น !! เพิ่มจากเดิม 0.6 ครั้งต่อเดือน พูดเป็นภาษาทางสถิติคือ absolute different น้อยมาก และหากไปดู FSFI เพิ่มขึ้น 0.7 เทียบกับยาหลอก 0.4 ต่างกันน้อยมากเช่นกัน
ต่อมาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์ของ FDA เขาบอกว่าการศึกษาเดียวมันไม่พอว่ะแชท การวัดผลก็เป็นนามธรรม ถึงจะแปรมาเป็นระบบคะแนนและจำนวนแจงนับแล้วก็ตาม แถมผลการศึกษาก็แทบไม่ต่างกัน จำนวนผู้เข้าศึกษาไม่เยอะ
แถม FDA ยังเปรย ๆ อีกว่า นี่นะ ครั้งทำการศึกษาในหญิงที่ยังมีประจำเดือน ผลการศึกษาก็ก้ำกึ่งแบบนี้ แถมต้องทำการศึกษาถึงสามครั้ง โดนปฏิเสธในสองครั้งแรกด้วย คุณไปทำการศึกษามาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม และขอดูผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะ การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุมีข้อกังวล และข้อกังวลนี้ยังผลให้การใช้ยาไม่มากเท่าที่คาดการณ์
วาลีอันท์แทบล้มทั้งยืน ซื้อสิทธิบัตรมาอย่างแพง ยาก็ไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่คาด แถมข้อบ่งชี้ใหม่ที่ต้องการก็ถูกเบรกอย่างจัง แต่สิ่งหนึ่งที่วาลีอันท์แอบเห็น หรืออาจจะแอบสงสัยถึงความแตกต่าง คือ
การอนุมัติใช้ยา bremelanotide ในชื่อการค้า Vyleesi จาก Palatin Technologies
ยา bremelanotide เป็นยารักษา HSDD แต่ทำงานในกลไกอื่น เป็นการใช้ยาเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน fibanserin ไม่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่เป็นจุดตายสำคัญของ fibanserin ข้อเสียคือเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ใช้ยากกว่า แต่ Vyleesi ทำการศึกษา RECONNECT และได้รับอนุมัติเร็วมาก (แต่เฉพาะหญิงวัยยังมีประจำเดือนนะ)
แสดงว่าปัญหา HSDD กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระแสของธุรกิจยา
วาลีอันท์จึงเดินหน้าการศึกษาชื่อ PLUMERA ที่แทบจะเลียนแบบ SNOWDROP เพราะต้องการตอบคำถามของ FDA ที่ต้องการ ‘ความหนักแน่น’ ของข้อมูลมากขึ้น เช่นเคยโฟกัสที่หญิงวัยหมดประจำเดือน กลุ่มเป้าหมายของ fibanserin ที่รุ่นน้องมาแรงอย่าง bremelanotide ก็ยังทำไม่ได้ และการศึกษา PLUMERA ไปได้ด้วยดี ผลการศึกษาแนวโน้มเหมือน SNOWDROP
แต่เมื่อการศึกษาดำเนินไปได้ 45% วาลีอันท์ตัดสินใจยุติการศึกษา ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเหตุผลทางสถิติ แต่เป็นเรื่องเงินทุน
เหตุผลทางธุรกิจนั้นหรือคืออะไร … วาลีอันท์คาดหวังยอดขายของ Addyi แต่ทำไม่ได้ การศึกษา PLUMERA ก็ไม่ได้ดีมากกว่าเดิม วาลีอันท์ตัดสินใจตัดจบ (cut-loss) เพราะวาลีอันท์เป็นสตาร์ทอัพเหมือนสเปราท์ ซื้อมา-ขยายข้อมูลให้ราคาสูง-ขายต่อ ไม่มีเครือข่ายหนุนจะทำการศึกษาต่อ และไม่มีสายป่านการเงินที่มากพอ เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ วาลีอันท์ก็ตัดจบโดยการขายสิทธิบัตรยา fibanserin ในราคาที่ถูกมากให้กับสตาร์ตอัพแบบเดียวกัน โมเดลธุรกิจเหมือนกัน ผมว่าคุณน่าจะเดาถูก
คนที่มาซื้อคือ Sprout Pharmaceuticals ซื้อคืนไปนั่นเอง
นอกจากราคาถูกอย่างเหลือเชื่อยังได้ของแถมมาพร้อมกับผลการศึกษา PLUMERA ที่เสร็จแล้ว (แม้จะเสร็จแค่ 45%) ก็ตาม
สเปราท์เดินเกมชาญฉลาดกว่านั้น หลังจากที่ซื้อ fibanserin กลับมาในอ้อมอก สเปราท์ยื่น PLUMERA เพื่อขออนุมัติอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉียบคมกว่าเดิม มาพร้อมเงื่อนไขว่า เราก็ทำการศึกษาเพิ่มเติมอย่างที่คุณต้องการแล้ว ผลการศึกษามีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิม เรียกว่าทำกี่ครั้งก็เหมือนเดิม (แต่ทำแค่สองครั้งเองนะ)
สเปราท์ยังเน้นว่า ปัญหา HSDD นี้สำคัญนะ FDA เองก็เห็นแล้วจากการอนุมัติ bremelatotide ด้วยการศึกษา RECONNECT แถมยาที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีแค่ fibanserin ของเราเท่านั้น ยังไม่พอ สเปราท์หยิบเรื่องความเท่าเทียมทางสุขภาพมายืนยันกับ FDA ด้วย ตามด้วยจุดตายที่วาลีอันท์ไม่ได้ทำคือ
สเปราท์แจ้งว่าจากการเก็บข้อมูลระยะสี่ คือเก็บข้อมูลหลังจากยาวางจำหน่าย มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยว่าการใช้ยาในชีวิตจริง ต่างจากผลการวิจัยมากน้อยเพียงใด สเปราท์หยิบประเด็นที่ FDA เคยเตือนคือ การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าปฏิกิริยาที่กังวลคือ ความดันโลหิตต่ำมากจนถึงอันตราย ไม่ได้พบจนเป็นที่น่ากังวล และน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ FDA อนุมัติการใช้ยา fibanserin ในปี 2025 สเปราท์จึงได้เดินกลยุทธ์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดันเรือธงเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท ให้มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่อไป
เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมองเป็นช่วงจังหวะ อาจมองเป็นการวางเกม อาจมองเป็นการขับเคี่ยว แล้วแต่มุมมองนะครับ ผมอยากมานำเสนอให้ทุกท่านทราบว่า
โลก…ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เสมอไป

06 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 สองสัปดาห์มานี้ผมแทบไม่โพสต์อะไรเลย เพราะต้องการทำตัวเป็นกลางอย่างยิ่งยวด เนื่องจากตัวเองเคยไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมือง (มากกว่าหนึ่งพรรค) ไม่อยากให้พื้นที่ตรงนี้มีความขัดแย้ง (เห็นต่างได้แต่อย่าถึงขั้นทะเลาะกัน)

อีกสองวันจะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่ผมเคยสัมผัสงานการเมืองและพูดคุยกับปรมาจารย์ทางกฎหมาย ผมขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ขอรณรงค์ดังนี้
1.สำหรับประชาชน นี่คือโอกาสการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สำคัญมาก ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ สติ และปัญญา เป็นอิสระในความคิดตัวเอง เลือกจากความคิดตัวเอง
2.เลือก สส. คือ เลือกคนที่จะไปทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเรา ในการกำหนดข้อบังคับ กำหนดนโยบาย ควบคุมการทำงานของผู้ปกครองบ้านเมือง ควรเลือกคนที่เราคิดว่า ถ้าเป็นเราเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เราจะทำแบบเขา เพราะเขาคือตัวแทนเรา
3. สส. ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการมาบริหารและอำนวยสุขทุกข์กับเรา นั่นคือหน้าที่ฝ่ายบริหาร อันมีที่มาจากการเลือก สส. ของเรา เราจึงไม่ควรเลือกเพียงเพราะเขาบริการพวกเราได้ดี เรียกใช้ง่าย แต่ควรเลือกเพราะเราเชื่อในแนวทางของเขา ที่จะกำหนดทิศทางประเทศ
4. สส. คือ สส. ไม่ว่าจะบัญชีรายชื่อหรือเขต ทำหน้าที่แทนพวกเราทั้งประเทศ เพียงแต่เราไม่สามารถจัดเขตเลือกตั้งเขตเดียว สส. 500 คนได้ จึงมีการแบ่งแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น สส.ภาคเหนือ ก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคใต้ สส.บัญชีรายชื่อก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคอีสาน เลือกคนหรือพรรคที่เขาคิดตรงกับเรา ว่าแนวนโยบายที่เราคิดว่าดีกับภาพรวมประเทศ
5.การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกแห่งความผิดพลาด ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้รับจากคนนั้นแต่อย่าเลือกคนนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรรับจากใครทั้งสิ้น และผู้สมัครก็ไม่ควรซื้อในทุกกรณี ใครยื่นมา เราขอไม่รับ และไม่เลือกเขา ไม่มีบุญคุณต่อกันที่จะต้องมาทดแทนกันตลอดไป
6.ถ้าคนที่คุณเลือก ประสบชัยชนะ ก็ยินดีกับเขาและอย่าดูแคลนคนแพ้ ถ้าคนที่คุณเลือกแพ้ คุณต้องยอมรับ อย่าเอาเรื่องแพ้ชนะ พวกเขาพวกใคร มาแตกแยก สุดท้ายความคิดต่างกันหรือแนวนโยบายที่ต่างกัน ก็ทำเพื่อไปข้างหน้าเหมือนกัน มิตรภาพระหว่างคนแน่นหนากว่าความเชื่อการเมือง
7.หน้าที่พวกเราไม่ใช่แค่กากบาทแล้วจบ เราควรติดตามการทำงานของคนและพรรคที่เราเลือก ว่าเขาทำหน้าที่ของเขาได้สมหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หน้าที่และการตื่นรู้ทางการเมือง ไม่ควรมีเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ถ้าเราตื่นรู้ไปตลอด ท้ายสุดประเทศเราจะเจริญกว่าเดิม
8.ใครจะเชียร์ใคร รักใคร ไม่ชอบใคร เป็นสิทธิส่วนตัว ต้องยอมรับ คนเราชอบไม่เหมือนกัน แต่อยู่กันได้ ทีเรายังชอบคนนั้นคนนี้ การเคารพสิทธิแต่ละคนนี่แหละคือพื้นฐานประชาธิปไตย และตอนนี้คือบททดสอบที่ดี
9.ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นวิถีทางที่ดี เพื่อนที่สวิสบอกว่าทุกอย่างเราโหวตหมด เรามีสิทธิโหวตและเราต้องเคารพผลโหวตด้วย นี่คือก้าวแรก ไม่นานเราจะได้โหวตประชามติอีกต่อไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ประชาธิปไตยและเติบโต การแก้ไขปัญหาแบบประชาธิปไตยต่อไป
10.เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกท่านและพรรคทุกพรรค ช่วงหาเสียงนี้แม้จะฟาดฟันกันสุดกำลัง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะเห็นแนวคิดหลากหลายที่จะมาปรับปรุงประเทศเรา (ดี ไม่ดี ทำได้ ทำไม่ได้ ก็อีกเรื่องนะ) จากบรรดาผู้สมัคร ขอให้จดจำความรู้สึกที่อยากทำเพื่อประเทศแบบนี้เอาไว้ และต่อยอดทำดีขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป

บทความที่ได้รับความนิยม