03 พฤษภาคม 2569

Daya's Eatery


คุณเคยกินแฮมเบอเกอร์ฉ่ำ ๆ ซ้อสเยิ้ม ๆ เนื้อนุ่ม กลมกล่อม กินแล้วหยุดไม่อยู่ไหมครับ
ร้านดาย่า ในอดีตเคยเป็นอาคารพาณิชย์เล็ก ๆ คูหาเดียวในเมือง หาที่จอดรถยาก แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนไปไม่ขาดสาย ด้วยการตกแต่งร้านสวย มินิมอลแต่มีเอกลักษณ์
และที่สำคัญคืออาหารนี่แหละครับ สิ่งที่ขึ้นชื่อคือ แฮมเบอเกอร์ดาย่า คุณลืมแฮมเบอเกอร์ร้านแฟรนไชส์ชื่อดังไปเลย ลืมไปให้หมด
นี่คือแฮมเบอเกอร์โฮมเมด ที่ตั้งใจทำทุกอย่าง ขนมปังนุ่มอบและจี่หอม ผักสด กรอบ กร้วม ๆ กรุบ ๆ และเนื้อที่ฉ่ำ วาว ราดซ้อสเอกลักษณ์ดาย่า หอมมาก และหวานเค็มเปรี้ยว อยู่ในคำเดียว
เนื้อเยอะ ซ้อสฉ่ำ แบบไม่ต้องกลัวร้านเจ๊ง กินเมนูเดียว อิ่ม ยังมีเครื่องเคียงอีกนะ มันฝรั่งทอดเอง ชิ้นพอดี กรอบนอกนุ่มใน
กินไปยิ้มไป
และตอนนี้ร้านย้ายมาเปิดที่ใหม่ โอ่โถง เป็นร้านอาหารฟิวชั่น จัดแต่งร้านสวยกว่าเดิมร้อยเท่า ที่นั่งเพิ่ม มีสองชั้น ที่จอดรถเยอะเลย มาง่ายด้วยอยู่ในหมู่บ้านวีไอพี หลังโรงเนียนอัสสัมชัญนครราชสีมา
อาหารยังพรีเมี่ยม หอม สด อร่อย มีเมนูหลากหลายขึ้น เน้นอาหารตะวันตก แต่ก็มีเมนูอาหารไทย อาหารอีสานด้วย
วันนี้มากิน Daya's Brunch ชื่อเมนูนี้เลยนะ ขนมปังฝรั่งเศสปิ้งหอม เสริฟมาพร้อมเนย แยม กลิ่นหอมสุด ๆ
ตามมาด้วยเมนคอร์ส เบคอนชิ้นโตและหนา สุกทั่วแผ่น ไม่เหนียว ไข่ดาวสุกไข่แดงเยิ้ม จัดกันไป มะเขือเทศเอามาจี่กระทะ ตัดความมันของเบคอน และที้ด็ด มันฝรั่งบดเอามาทอด กรอบแบบในคลิป เอามีดสเตนเลสมาปาดส่วนทอดกรอบเหลืองทอง...ชิ้ง
กรอบนอก มันฝรั่งบดด้านในแทบละลายในปาก ไม่ต้องปรุงรสใด ๆ ทั้งสิ้น
กินเสร็จดื่มกาแฟคั่วสด เม็ดพรีเมี่ยม หอมจิ้บหาย
นี่แค่เมนูเดียวนะ เมนูอื่นรับประกันความปราณีต อร่อย สมกับที่ดั้นด้นตามหา (ว่าร้านใหม่อยู่ไหนนะ)
อ้อ..ร้านดาย่า มาจากชื่อคุณสุภาพสตรีเจ้าของร้าน ที่คุณสุภาพบุรุษเจ้าของร่วม ต้องให้เกียรติชื่อเธอเป็นชื่อร้าน ตามประสาพ่อบ้านใจกล้าครับ
ใครอยู่ในนครราชสีมา..เชิญ
ใครอยู่จังหวัดใกล้เคียง..เชิญ
และถ้าบอกว่า มาจากเพจอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว เจ้าของและพนักงานในร้านจะถามกลับทันทีว่า "มันคือใคร ไม่เคยรู้จัก"
ตามนั้นครับ







 

มิวนิค 1972


มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ


ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล  ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล 


48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย 


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก 


แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ 


ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป


แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!


โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา


กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย


ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน


DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก  

  theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก

  hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า


  ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น 


  คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ


  ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้


  จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย


  ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน 

  WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน


  ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล 

  ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก 


  ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้  จบนะเดมอนต์ 


  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre


  ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)


  สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ  0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป


01 พฤษภาคม 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ พ้นภาวะรีบด่วนแล้ว ยังไงต่อไป
ระยะการรักษาหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลันนับว่าเป็นระยะเวลาที่สั้น ต้องเร็วมต้องประสานงาน ต้องตัดสินใจ แน่นอนว่ามีสำเร็จ มีผิดพลาด มีล้มเหลว แต่ชีวิตต้องเดินต่อไปครับ หลังจากผ่านช่วงเร่งด่วนแล้วจะเข้าสู่ระยะฟื้นฟูและป้องกันการเกิดซ้ำ
ขอบอกว่าขั้นตอนการฟื้นฟู (rehabilitation) คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการหายหรือกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ การรักษาก่อนหน้านี้เพียงเพื่อเปิดหลอดเลือด (revascularization) และให้ยาเป็นเพียงเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ (secondary prevention)
1.หลังให้ยาหรือใส่สายสวนแล้ว แนะนำรอ 24 ชั่วโมงจึงประเมินซ้ำทั้งร้อยละการหายหรือโอกาสเลือดออก เราจะพิจารณาให้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวเลือด ยาเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันสูง ใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทุ่มเทเวลาให้การเปิดหลอดเลือดเต็มที่ในช่วงแรกและลดโอกาสเลือดออก
2.ประเมินทำกายภาพบำบัดได้เลย หลังอาการคงที่ คุณหมอกายภาพและนักกายภาพจะเข้าถึงคนไข้โดยเร็ว มีการศึกษาว่าฟื้นฟูเร็ว โอกาสสำเร็จจะเร็ว ไม่ว่าจะประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การพูด ความเข้าใจ การทำตามสั่ง การหายใจ โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องประเมินทุกรายคือ ‘ความสามารถในการกลืนและโอกาสการสำลัก’ ผู้ป่วยอัมพาตส่วนมากจะเสียชีวิตจากภาวะสูดสำลัก และหากการกลืนแย่ ภาวะดูแลโภชนาการและการให้ยาจะลำบากมาก
3.เครื่องมือสองชนิดที่น่าสนใจและกล่าวถึงในแนวทาง คือ
หากประเมินการกลืนและฝึกด้วยวิธีมาตรฐานแล้วยังได้ผลไม่ดีพอ มีทางเลือกการใช้ pharyngeal electrical stimulation การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ซึ่งแน่นอนคงไม่สามารถทำได้อย่างแพร่หลายในไทย ดังนั้นการฝึกกลืน ฝึกพูดตั้งแต่แรกจึงสำคัญมาก
อีกอย่างคือการใช้ intermittent pneumatic compression กางเกงแบบที่สูบลมเข้าออกเป็นจังหวะคอยบีบไล่เลือด เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดดำอุดตันที่ขา ในกรณีขยับไม่ได้ และเหตุผลเดียวกันกับการกระตุ้นไฟฟ้า คือหายากในไทย คำตอบจึงเหมือนเดิม การประเมินและการฝึกกายภาพจึงมีความสำคัญมาก ต้องทำเร็ว ทำถูกวิธีและทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ
4.อันนี้เขียนมาในทุกแนวทางและหลายปีมาแล้วด้วยว่า neuroprotective agents ยาหรืออาหารเสริมหรือสารเคมีใดที่บอกว่าช่วยปกป้องสมอง ฟื้นฟูเซลล์ เพิ่มโอกาสฟื้นตัว อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ 'ไม่แนะนำ' ไม่เกิดประโยชน์ใด ในทางตรงข้ามกลับเกิดความสิ้นเปลือง โอกาสแพ้ยาหรือผลข้างเคียงและโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยาอื่นด้วย …ปรึกษากายภาพบำบัดดีกว่าครับ
5.หญิงตั้งครรภ์ สามารถใช้แนวทางนี้ได้นะครับ ให้ยาสลายลิ่มเลือด ใส่สายสวน แม้จะไม่ได้มีการศึกษาชัดเจน แต่หลักฐานเก็บข้อมูลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญแนะนำรักษาตามปกติ เพราะหากแม่มีความพิการเกิดขึ้น ลูกน่าจะอยู่ลำบากทีเดียวครับ และควรรีบตัดสินใจ รีบคุยปรึกษาให้ดี ก่อนจะให้ยา (ต้องเร็วด้วย)
6.การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ยาลดไขมัน ยาป้องกันการแข็งตัวเลือด (ในบางกรณี) ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะหยุดยา จะพักยา จะเปลี่ยนยา ปรึกษาหมอที่รักษาก่อนนะครับ และเมื่อมีหลอดเลือดสมองตีบแล้ว โรคหลอดเลือดอื่นก็ต้องประเมินด้วย เบาหวานความดัน ไตเสื่อม ยูริกเกิน หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดส่วนปลาย รักษาโรคเดิมให้ดี
จบซีรี่ส์ยาวสำหรับสิ่งที่ประชาชนน่าจะเข้าใจในแนวทางนี้ ผมคิดว่าแนวทางนี้ค่อนข้างสมบูรณ์และร่วมสมัย น่าจะอีกนานพอควรกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับหลักการออกมาอีก อาจจะมีศัพท์วิชาการบ้าง ก็ถือว่าค่อย ๆ เรียนรู้กันไปครับ


 

30 เมษายน 2569

สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026 : ใส่สายสวน ผ่าตัดแก้ไข


สิ่งที่ประชาชนควรรับทราบ สำหรับการรักษาหลอดเลือดสมองตีบ “เฉียบพลัน” ปี 2026
▶️ ใส่สายสวน ผ่าตัดแก้ไข
ในระยะเวลา 10 ปีมานี้ นอกเหนือจากเทคโนโลยีการตรวจถ่ายภาพรังสีที่สามารถดูหลอดเลือดในสมองได้ ด้านหน้าด้านหลัง ด้านตื้นด้านลึก กิ่งก้านสาขาทั้งหลาย ยังสามารถบอกได้ว่าตำแหน่งแรกที่มีการตีบ (ischemic core) อยู่ตรงไหน ขนาดเท่าไร และส่วนที่กำลังจะขาดเลือดและตาย แต่ยังไม่ตายและกำลังจะช่วย (penumbra) ขนาดเท่าไร ช่วยทันหรือไม่
เทคโนโลยีการใส่สายสวนทางหลอดเลือดแดงไปสู่หลอดเลือดสมอง ไต่ไปที่จุดตีบแล้วจัดการดึงเอาลิ่มเหลือที่อุดออกมา สามารถทำได้เร็ว มีคุณหมอผู้เชี่ยวชาญสาขานี้มากขึ้น ทำให้การใส่สายสวนหลอดเลือดแดงเพื่อรักษาหลอดเลือดสมองตีบตันได้รับการบรรจุเป็นสิ่งควรทำในแนวทางนี้ด้วย
1.การประเมินการรักษา endovascular treatment จะทำตั้งแต่แรกพร้อมกับการประเมินอื่น ๆ ไม่ว่าการถ่ายภาพ การติดต่อประสานงานหรือส่งต่อไปสถาบันที่ช่วยได้ การประสานงานตำรวจจราจรช่วยเปิดทาง แต่จะไม่รอให้การรักษาให้ยาทางหลอดเลือดดำเสร็จสิ้น เรียกว่าทำพร้อมกันเพื่อรักษาเวลา และหากต้องประเมินก็จะทำต่อไปแม้แต่การให้ยาทางหลอดเลือดดำยังไม่จบสิ้น
2.ในต่างประเทศยังทำได้น้อย ในประเทศไทยก็น้อยมากเช่นกัน ส่วนมากสถาบันที่ทำได้คือโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน (แน่นอนว่าแพงมาก) แต่หากคนไข้มีโอกาส แนะนำให้ทำครับ หลักฐานทางการแพทย์ต่าง ๆ แนะนำเป็นระดับ Ia ประโยชน์มากกว่าโทษอย่างชัดเจน ด้วยความหนักแน่นหลักฐานระดับสูงสุด
3.สิ่งที่จะมาพิจารณาทำการรักษานี้ นอกจากความพร้อมของทีมและอุปกรณ์แล้ว คือ เงื่อนไขของผู้ป่วยครับ ขออธิบายให้เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เข้าใจแนวทางกันเล็กน้อยดังนี้
ระยะเวลา 0-6 ชั่วโมง จะต้องมีเอ็กซเรย์หลอดเลือด CT angiogram หรือ MRA
6-24 ชั่วโมง ต้องเพิ่ม perfusion scan ซึ่งต้องฉีดสารทึบรังสี ไม่ว่าจะเป็น CT หรือ MRI เข้าโปรแกรมตรวจ perfusion ซึ่งต้องระบุจุดที่สงสัยจะตีบด้วย
ต้องเป็นการตีบของหลอดเลือดขนาดใหญ่ (large vessel occlusions : LVO) ทราบได้จากการตรวจร่างกายทางประสาทวิทยาเช่น มืออ่อนแรงด้วยพร้อมกับพูดสับสน หรือมีอาการแสดงของผิวสมองพิการ (cortical lobe signs)
LVO ก็จะเห็นได้จากพื้นที่เสียหายจากภาพ MRI หรือ CT เป็นการยืนยัน เช่นพื้นที่ขาดเลือด หรือ mode ต่าง ๆ ของเครื่อง MRI เช่น DWI,FLAIR
4.ข้อมูลที่ได้ก่อนหน้านี้คือ
NIHSS ระดับคะแนนที่บอกความพิการความรุนแรงของอัมพาตที่เกิด ระดับคะแนนยิ่งสูงยิ่งรุนแรง ในการรักษาด้วยหัตถการหลอดเลือดมักจะต้องมี NIHSS ตั้งแต่ 6 คะแนนครับ จึงคุ้มค่าและมีประโยชน์
ระบบคะแนนคือ mRS ระบบคะแนนที่บอกถึงผลกระทบต่อชีวิต คะแนนยิ่งต่ำหมายถึงต้องพึ่งพาคนอื่นในการดำรงชีวิต ช่วยเหลือตัวเองลำบาก การรักษาหัตถการหลอดเลือดมักจะมี mRS กำหนดไม่เกิน 1
ASPECTs (Alberta Stroke Program Early CT scores) คะแนนคิดเริ่มต้นจากเต็ม 10 หากมีพื้นที่ได้รับความเสียหายจากหลอดเลือดตีบมากแค่ไหนก็ลบออกไปเรื่อย ๆ (มีโปรแกรมคำนวณและเอไอช่วย) เช่น การทำ EVT ภายใน 6 ชั่วโมง นอกจากมีภาพเอ็กซเรย์หลอดเลือดแล้ว ระดับคะแนน ASPECTs ต้องอยู่ที่เกิน 3
จะเห็นว่าแม้ข้อมูลชัดเจน แต่กว่าจะครบเกณฑ์ก็ยากมาก เป้าหมายให้ยาทางหลอดเลือดดำจึงเป็นจริงในทางปฏิบัติมากกว่า
5.มีการผ่าตัดแก้ไขรักษาหลอดเลือดตีบเฉียบพลันเช่นกัน ตามปกติเมื่อให้ยาหรือทำหัตถการ จะมีการแจ้งศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมองให้ทราบไว้เลย เพราะอาจเกิดเหตุที่ต้องปรึกษาแก้ไขทุกเวลา โดยการผ่าตัดจะทำในกรณี เลือดออกหลังให้ยาสลายลิ่มเลือดแล้วไม่หยุดและเริ่มอันตราย (พบน้อยมาก) ที่พบมากกว่าคือ เนื้อสมองส่วนที่ตีบเริ่มมีอาการบวม ขยายขยาดจนไปกดเบียดสมองส่วนที่ดี หมอผ่าตัดจะเปิดกะโหลกออกและใส่สายระบายความดัน เพื่อช่วยเหลือชั่วคราว แต่ชั่วคราวนี้คือ รักษาชีวิตได้นะครับ


 

บทความที่ได้รับความนิยม