08 พฤษภาคม 2569

ไม่แนะนำใช้ ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น เพียงตัวเดียวอีกต่อไป

 ต่อไปนี้ ไม่แนะนำใช้ ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น เพียงตัวเดียวอีกต่อไปในการรักษาโรคหืด GINA 2026

จริง ๆ แล้วตั้งแต่คำแนะนำ GINA ฉบับที่แล้วเราก็แนะนำใช้ยาขยายหลอดลมแบบออกฤทธิ์สั้น (SABA) เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ในกรณีโรคไม่รุนแรงและใช้คู่กับยาสูดสเตียรอยด์ ในกรณีกำเริบไม่บ่อย
แต่ในแนวทาง 2026 นี้หลักฐานชัดเจนขึ้น และยกระดับคำแนะนำว่า ไม่สนับสนุนการใช้ SABA เดี่ยวในทุกกรณี แม้ว่าจะเป็นโรคที่ควบคุมได้ ความรุนแรงน้อย กำเริบไม่บ่อย
ปรับเป็น SABA+ICS ในทุกระยะของโรคแล้วนะครับ
เพราะ SABA เดี่ยว ไม่มีผลในการควบคุมโรคและยิ่งใช้บ่อยแสดงว่าต้องกลับมาทบทวนว่าทำไมยังคุมโรคไม่ได้
ใครยังใช้ยาสูดหรือยาพ่นขยายหลอดลมแบบเดี่ยว (blue inhaler) ใช้เวลาอาการกำเริบ ให้กลับไปทบทวนการรักษากับคุณหมอที่รักษาประจำนะครับ

07 พฤษภาคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง


เรื่องเล่าจากคลินิก : ความอดทน ความพยายาม เพิ่มอีกเล็กน้อย อาจเปลี่ยนชีวิตได้ : ตับแข็ง
มีผู้ป่วยชายชาวออสเตรเลียเข้ามาปรึกษาขอความเห็นและส่งตรวจ สุภาพบุรุษชาวออสเตรเลียคนนี้เป็น ‘เขยฝรั่ง’ มาพร้อมกับภรรยาชาวไทย หน้าตาดูกังวลใจระดับหนึ่ง มาพร้อมเอกสารการตรวจจากรพ.แห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ผมพอสื่อสารกับเขาได้ ภาษาอังกฤษก็พอออกงานได้บ้าง ได้ความดังนี้ คุณออสเตรเลียเขาทำงานเก็บเงินเก็บทองได้พอควร ตั้งใจจะมาใช้ชีวิตเกษียณที่นี่ เขาแต่งงานกับภรรยามาสิบปีแล้วแต่ไม่มีลูกด้วยกัน นี่ก็จะย้ายมาประเทศไทยถาวรเลย
เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เธอปวดท้องพอสมควรหลังดื่มเหล้า จึงไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โดยก่อนหน้านี้แข็งแรงดีและด้วยความที่แข็งแรงดี เธอดื่มเบียร์วันละไม่ต่ำกว่าสองขวดใหญ่ ดื่มไวน์ ดื่มวิสกี้ สลับกันไปมาเกือบสามสิบปี
คุณหมอที่โรงพยาบาลให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระเพาะ อาการกำเริบจากเหล้าและได้ส่งตัวไปทำอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง พบลักษณะของตับแข็ง และภรรยาให้ประวัติว่า “หมอที่ทำอัลตร้าซาวนด์บอกว่าม้ามโตมาก ต้องไปทำตรวจเพิ่มเติมนะ อาจจะเป็นมะเร็งได้” คนไข้อาจจะฟังผิดหรือถูก ไม่ทราบได้ แต่ให้ประวัติมาแบบนี้
มะเร็ง ชื่อนี้ใครก็กังวล ผู้ป่วยและภรรยาจึงมาปรึกษา
ผมถามว่า “เคยทราบเรื่องตับแข็งมาก่อนหรือไม่ และคุณหมอแจ้งว่าเป็นตับแข็งจากอะไร” ทั้งคู่ตอบมาพร้อมกันว่าเกิดจากดื่มเหล้า เพราะตัวเขาเองก็ยอมรับว่าดื่มหนัก ภรรยาเคยเตือนบ่อยแต่ไม่ฟัง จนมาพบภาพอัลตร้าซาวนด์นี้
“คุณหมอเขาตรวจเลือดเพิ่มเติมไหมครับ”
คำตอบที่ได้คือ ยังไม่ตรวจอะไรเพิ่มและแจ้งคุณหมอท่านเดิมว่าดื่มเหล้าจัด ก็น่าจะตับแข็งจากเหล้า
เมื่อชำเลืองมองรายงานผลพบว่ามีลักษณะตับแข็งที่ชัดเจน ท่อทางเดินน้ำดีปกติ ไม่มีก้อนแต่อย่างใด ผู้ป่วยและญาติปรึกษาว่าเขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ผมจึงถามว่า “คุณคิดว่าคุณเป็นตับแข็งจากสาเหตุใด” คำตอบที่ได้เหมือนเดิม ผู้ป่วยและภรรยาฟันธงว่าเหล้า เขาบอกว่าคนในครอบครัวเขาก็บอกแบบนี้
คนไข้และญาติฝังใจมาแล้วว่าตับแข็งจากเหล้า และไม่มีทางรักษา
“ตับแข็งจากเหล้า การรักษาก็แค่หยุดเหล้า ซึ่งคุณตั้งใจจะหยุดอยู่แล้ว แต่คุณทราบไหมว่าถ้าคุณมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดตับแข็ง แล้วคุณละเลยมันไปเพียงเพราะคุณยึดมั่นว่าคุณตับแข็งจากเหล้าเท่านั้น คุณจะเสียโอกาสในการรักษาและป้องกันมะเร็ง ถ้าสาเหตุอื่น ๆ อันนั้นมันรักษาได้” ผมไม่ได้พูดแบบหมอใจดีด้วยนะครับ แต่จริงจังขึงขัง เสียงดังขึ้น บอกด้วยภาษาท่าทางว่า คุณต้องฟังฉัน
หลักใหญ่ใจความคือ เข้าใจนะว่าคุณดื่มเหล้ามาก พบตับแข็งก็โทษแต่เหล้า โดยลืมสาเหตุหลักคือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี เพราะเป็นสาเหตุของตับแข็งและมะเร็งตับที่พบมากกว่า บ่อยกว่า และแก้ไขได้
ได้ผลแฮะ…คนไข้และภรรยา ดูกังวลใจน้อยลงและเข้าสู่อารมณ์ขี้สงสัย สายตาพร้อมจะเรียนรู้ ผมจึงหยิบกระดาษเอสี่มาสองแผ่นพร้อมปากกาสามสี วาดรูป อธิบายสาเหตุหลักของตับแข็งที่พบบ่อย แนวทางการตรวจและรักษา การปะเมินภาวะตับแข็งและเฝ้าระวังมะเร็งตับที่จำเป็น
ใช้เวลา 45 นาทีถ้วน ใช้ทั้งภาษาอังกฤษชั้นมัธยม ภาษามือ อธิบายภาษาไทยให้ภรรยาเขาช่วย วาดรูปประกอบ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม ในนาทีนั้นคิดอย่างเดียวว่าเราต้องช่วยเขาให้กระจ่างให้ได้
สำเร็จ…การรักษาขั้นแรกประสบผล คนไข้และภรรยาเข้าใจอย่างดี สีหน้าคลายกังวล คนเรานะครับจะกลัวสิ่งที่ไม่รู้มากกว่ากลัวว่ารู้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น เราคุยถึงแผนการตรวจ การติดตาม ถ้าเจอนี่ทำอย่างไร ถ้าไม่เจอนั่นทำอย่างไร
ก่อนกลับคนไข้ลุกขึ้นของจับมือและบอกว่า ผมได้รักษาเขาแล้ว เขาไม่กังวล ไม่ว่าจะเจออะไร เพราะมั่นใจว่าเราจะมีทางรับมือปัญหาต่าง ๆนั้น
อืม…การรักษาโรคก็เรื่องนึง การรักษาคนก็อีกเรื่องนะ ฝรั่งไทยจีนก็คนเหมือนกัน หวาดหวั่น ตกใจ เครียด ถ้าไม่รักษา 'คน' ก่อน จะยากที่จะไปรักษาโรค และถ้าใจพร้อม กายพร้อม เจอโรคอะไรก็หมดกังวล
ผลการตรวจเพิ่มเติม ส่งทำอัลตร้าซาวนด์ซ้ำก็ไม่พบก้อน การทำงานตับเข้าข่ายตับแข็งและมีผลจากการดื่มแอลกอฮอล์เรื้อรัง ผลการตรวจ alpha-fetoprotein ไม่สูง ไม่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี แต่พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี สายพันธุ์ที่ 1 ปริมาณ RNA ของเชื้ออยู่ที่ประมาณ แปดแสนตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี
ผู้ป่วยตกลงใจรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เลิกเหล้า เลิกบุหรี่ และต้องการเข้าสู่การเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับในระยะยาวต่อไป
ขอบคุณในความอดทนของตัวเอง

 

03 พฤษภาคม 2569

Daya's Eatery


คุณเคยกินแฮมเบอเกอร์ฉ่ำ ๆ ซ้อสเยิ้ม ๆ เนื้อนุ่ม กลมกล่อม กินแล้วหยุดไม่อยู่ไหมครับ
ร้านดาย่า ในอดีตเคยเป็นอาคารพาณิชย์เล็ก ๆ คูหาเดียวในเมือง หาที่จอดรถยาก แต่ถึงกระนั้น ก็มีคนไปไม่ขาดสาย ด้วยการตกแต่งร้านสวย มินิมอลแต่มีเอกลักษณ์
และที่สำคัญคืออาหารนี่แหละครับ สิ่งที่ขึ้นชื่อคือ แฮมเบอเกอร์ดาย่า คุณลืมแฮมเบอเกอร์ร้านแฟรนไชส์ชื่อดังไปเลย ลืมไปให้หมด
นี่คือแฮมเบอเกอร์โฮมเมด ที่ตั้งใจทำทุกอย่าง ขนมปังนุ่มอบและจี่หอม ผักสด กรอบ กร้วม ๆ กรุบ ๆ และเนื้อที่ฉ่ำ วาว ราดซ้อสเอกลักษณ์ดาย่า หอมมาก และหวานเค็มเปรี้ยว อยู่ในคำเดียว
เนื้อเยอะ ซ้อสฉ่ำ แบบไม่ต้องกลัวร้านเจ๊ง กินเมนูเดียว อิ่ม ยังมีเครื่องเคียงอีกนะ มันฝรั่งทอดเอง ชิ้นพอดี กรอบนอกนุ่มใน
กินไปยิ้มไป
และตอนนี้ร้านย้ายมาเปิดที่ใหม่ โอ่โถง เป็นร้านอาหารฟิวชั่น จัดแต่งร้านสวยกว่าเดิมร้อยเท่า ที่นั่งเพิ่ม มีสองชั้น ที่จอดรถเยอะเลย มาง่ายด้วยอยู่ในหมู่บ้านวีไอพี หลังโรงเนียนอัสสัมชัญนครราชสีมา
อาหารยังพรีเมี่ยม หอม สด อร่อย มีเมนูหลากหลายขึ้น เน้นอาหารตะวันตก แต่ก็มีเมนูอาหารไทย อาหารอีสานด้วย
วันนี้มากิน Daya's Brunch ชื่อเมนูนี้เลยนะ ขนมปังฝรั่งเศสปิ้งหอม เสริฟมาพร้อมเนย แยม กลิ่นหอมสุด ๆ
ตามมาด้วยเมนคอร์ส เบคอนชิ้นโตและหนา สุกทั่วแผ่น ไม่เหนียว ไข่ดาวสุกไข่แดงเยิ้ม จัดกันไป มะเขือเทศเอามาจี่กระทะ ตัดความมันของเบคอน และที้ด็ด มันฝรั่งบดเอามาทอด กรอบแบบในคลิป เอามีดสเตนเลสมาปาดส่วนทอดกรอบเหลืองทอง...ชิ้ง
กรอบนอก มันฝรั่งบดด้านในแทบละลายในปาก ไม่ต้องปรุงรสใด ๆ ทั้งสิ้น
กินเสร็จดื่มกาแฟคั่วสด เม็ดพรีเมี่ยม หอมจิ้บหาย
นี่แค่เมนูเดียวนะ เมนูอื่นรับประกันความปราณีต อร่อย สมกับที่ดั้นด้นตามหา (ว่าร้านใหม่อยู่ไหนนะ)
อ้อ..ร้านดาย่า มาจากชื่อคุณสุภาพสตรีเจ้าของร้าน ที่คุณสุภาพบุรุษเจ้าของร่วม ต้องให้เกียรติชื่อเธอเป็นชื่อร้าน ตามประสาพ่อบ้านใจกล้าครับ
ใครอยู่ในนครราชสีมา..เชิญ
ใครอยู่จังหวัดใกล้เคียง..เชิญ
และถ้าบอกว่า มาจากเพจอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว เจ้าของและพนักงานในร้านจะถามกลับทันทีว่า "มันคือใคร ไม่เคยรู้จัก"
ตามนั้นครับ







 

มิวนิค 1972


มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ


ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล  ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล 


48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย 


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก 


แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ 


ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป


แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!


โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา


กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย


ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน


DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก  

  theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก

  hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า


  ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น 


  คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ


  ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้


  จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย


  ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน 

  WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน


  ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล 

  ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก 


  ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้  จบนะเดมอนต์ 


  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre


  ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)


  สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ  0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป


บทความที่ได้รับความนิยม