21 กันยายน 2569

FIB-4 score


สำหรับท่านที่ไปตรวจสุขภาพตามโปรแกรมแล้วมีให้ทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง (ซึ่งไม่น่าจะมีในโปรแกรมคัดกรอง) แล้วบอกว่ามีไขมันเกาะตับ
ไหน ๆ ท่านก็ไปเสียเงินทำมาแล้ว (ซึ่งไม่ควรเสีย) ผมจะมาแนะนำคร่าว ๆ แล้วกัน จะไม่ได้ต้องตกใจคิดมาก
1.ผลอัลตร้าซาวนด์ มีความไวที่ดีในการตรวจไขมันเกาะตับก็จริง นั่นคือถ้าตรวจพบว่าสะท้อนเสียงมากขึ้น (increase liver echogenicity) มีโอกาสเป็นไขมันเกาะตับ แต่ก็เป็นโรคอื่นที่ทำให้ตับเกิดพังผืดอีกหลายโรคได้เช่นกัน
2.ถ้าคุณมีความเสี่ยงไขมันเกาะตับ แล้วผลอัลตร้าซาวนด์ออกมาดังข้อ 1 ต้องบอกว่าโอกาสสูงทีเดียวที่จะเป็นไขมันเกาะตับของจริง พบบ่อยมากคือจากการดื่มเหล้า รองลงมาคือจากโรคเมตาบอลิกที่เราเรียกว่า MASLD = metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease
3.ความเสี่ยง MASLD คือความเสี่ยงการเกิดโรคเมตาบอลิกหนึ่งในห้าข้อ ถ้ามีความเสี่ยง โอกาสที่จะเป็นไขมันเกาะตับของจริงจะสูงมาก
3.1 น้ำหนักเกิน BMI > 23
3.2 เป็นเบาหวาน หรือ น้ำตาลบกพร่อง
3.3 ไตรกลีเซอไรด์เกิน 150 หรือใช้ยาลดไขมันอยู่
3.4 HDL ต่ำ ชายต่ำกว่า 40 หญิงต่ำกว่า 50
3.5 ความดันเลือดเกิน 130/85 หรือใช้ยาลดความดัน
4.พูดถึงโอกาสทั้งนั้น แต่จะวินิจฉัยที่แท้จริงต้องมีประวัติ ตรวจร่างกาย ผลเลือดและเจาะชิ้นเนื้อที่ตับไปตรวจซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่รุกล้ำมาก เราจึงพัฒนาวิธีอื่นเพื่อประเมินก่อนจะต้องไปตรวจวิธีอื่น
5.และนี่คือบทบาทของ FIB-4 score สูตรก็ตามที่ผมใช้ Copilot ทำให้ในภาพประกอบ ค่าต่าง ๆ อยู่ในผลตรวจสุขภาพของท่านในมือแล้ว เอามาคำนวณได้ ค่า FIB-4 บอกถึง “โอกาส” การเกิดพังผืดแบบ advance ไม่ได้บอกว่าพังผืดมากน้อย ไขมันมากน้อย
6.ถ้าตัวเราเป็นผู้มีความเสี่ยงไขมันเกาะตับและอัลตร้าซาวนด์พบตามข้อ 1 หากคำนวณ FIB-4 แล้วต่ำกว่า 1.3 หมายความว่าโอกาสเกิดพังผืดระดับ advance โอกาสไม่มากนัก เราแค่ติดตามผลก็พอ ไม่ต้องไปตรวจอย่างอื่น ยกเว้นมีข้อมูลอื่นว่าควรตรวจเพิ่ม
7.แต่ถ้าค่าเกิน 1.3 โดยเฉพาะหากเกิน 2.6 แสดงว่าโอกาสเกิดพังผืดแบบ advance จะเริ่มสูงแล้ว เมื่อโอกาสมันสูง ให้ตรวจด้วยวิธีอื่นที่มีความจำเพาะมากขึ้น แน่นอนว่าแพงขึ้น รุกล้ำมากขึ้น เช่น elastogram, MR elastogram
8.ส่วนการเลิกเหล้า ลดอาหารมัน ลดของผัดทอด คุมน้ำหนักตัว ลดของหวาน ออกกำลังกาย … มันต้องทำอยู่แล้วนะ ไม่ต้องไปตรวจอะไร ไม่ต้องรอให้ผลตรวจมันดุเรา เราทำได้เลย
9.ดังนั้น การคำนวณค่า FIB-4 จึงช่วยแยกคนที่โอกาสเกิดโรคสูง เอาไปตรวจเพิ่มเติม ส่วนโอกาสเกิดโรคต่ำจะใช้การติดตามต่อเนื่องไปก่อนได้ … อ้อ FIB-4 อาจมีค่าสูงกว่าปกติในคนอายุมากกว่า 65 หรือคนที่ตับอักเสบจากเหล้า
10.และยังย้ำว่า การตรวจหน้าที่การทำงานของตับ, การอัลตร้าซาวนด์ตับ ไม่ใช่การตรวจที่ดีนักที่จะแยกคนเป็นโรคออกจากคนปกติ เพราะความไวการแยกโรคต่ำไป ควรเป็นการตรวจประเมินเมื่อเสี่ยงหรือใช้เพื่อวินิจฉัยเท่านั้น


 

19 กันยายน 2569

ไม่ควรกินยาพาราเซตามอลเพื่อดักไข้

 "ผมกินยาพาราดักไข้ไว้ครับ เลยวัดไข้ไม่ขึ้น" คนไข้บอกตอนที่ผมกำลังใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้

อธิบายว่ามันดักไม่ได้
เมื่อร่างกายจะเกิดไข้ ไม่ว่าจะจากเหตุใด จะติดเชื้อ จะบาดเจ็บ สารไพโรเจนไปกระตุ้นกระบวนการอักเสบ สารไพโรเจนจะทำให้เกิดสัญญาณการสร้างอุณหภูมิจาก prostaglandins E2 (PGE2)
PGE2 จะไปกระตุ้นการควบคุมอุณหภูมิของสมอง ให้หมุนปุ่มอุณหภูมิปกติของเรา จาก 37 องศาให้เพิ่มขึ้น ร่างกายจะผลิตความร้อนให้ไปถึงอุณหภูมินั้น
พาราเซตามอลมันไปยับยั้งกระบวนการสร้างไข้ของ PGE2 ดังนั้นถ้ายังไม่มีกระบวนการสร้างไข้ พาราเซตามอลก็ไม่สามารถไปยับยั้งกระบวนการได้ จึงไม่ควรกินยาก่อนจะมีไข้
จริงอยู่ว่าบางคนรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ครั่นตัวก่อนจะมีไข้จริง กินยาเลยช่วยได้ แต่การร้อนหนาวครั่นตัว ไม่ได้แปลว่าต้องมีไข้เสมอไปทุกครั้งไป การกินดักจึงไม่มีน้ำหนักมากพอ
พาราเซตามอลกินเข้าไปประมาณ 20-30 นาทีก็เริ่มทำงาน ออกฤทธิ์เต็มที่ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และสักชั่วโมงที่ 2-3 ก็เริ่มหมดฤทธิ์ ถ้าไปดักเร็วเกินก็ไม่ตรงจุดไข้สูง หรืออาจดักฟรีเพราะไม่มีไข้
ยาไม่ได้ถูกเก็บในร่างกาย ร่างกายจะกำจัดยาอย่างรวดเร็วที่ตับ อย่าไปหวังผลว่ากินยาแล้วจะดักไข้ได้นาน มันทำไม่ได้
อย่าลืมว่ากินพาราเซตามอลมากไป ก็เกิดอันตรายได้นะครับ บางทีมกินเข้าไป 7 เม็ด ยังขมคออยู่ยันลูกบวช
ดังนั้นควรกินยาพาราเซตามอลเมื่อเริ่มมีไข้ เริ่มไม่สบายตัว กินตามขนาดน้ำหนักตัว และไปหาหมอเพื่อรักษาสาเหตุไข้ด้วยครับ

18 กันยายน 2569

Creatinine Clearance : Crockoft-Gault Formula

 Creatinine Clearance : Crockoft-Gault Formula ยังใช้อยู่ไหมในปัจจุบัน

คุณหมอรุ่นดึกอย่างผม เราคุ้นเคยกับการคำนวณการขจัดครีอะตีนีน ด้วยสูตรคำนวณ
(140-อายุ) x น้ำหนักตัว / (72xcreatinine )
ถ้าสุภาพสตรีคิดแค่ 85%
หลักเลยคือใช้ปรับยาตามการทำงานของไต แต่คุณหมอยุคใหม่อาจจะเห็นค่า eGFR ที่ปัจจุบันคำนวณสำเร็จพิมพ์ออกมาพร้อมค่า serum creatinine และหลายคนใช้ค่านี้ปรับยาในผู้ป่วยไตเสื่อม
ใช้ได้ไหม..
Creatinine clearance เป็นการประเมินการทำงานของไตโดยวัดว่าไตสามารถกำจัดสาร creatinine ออกได้มากน้อยเพียงใด ทั้งการกรองและการขับออกทางท่อไต หน่วยเป็น ml/minute
eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) คือ ค่าประมาณการกรองของพลาสมาผ่านหน่วยกรองต่อเวลา วัดการกรองของไตเป็นหลัก หน่วยเป็น ml/minute และปรับเป็นมาตรฐานต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตารางเมตร มีหลายสูตรคำนวณนะครับ แต่ละที่ต่างกัน
จะเห็นว่ามันเป็นคนละค่า คนละวัตถุประสงค์ เอาล่ะแต่ออกมาแล้วมันประมาณใกล้เคียงกัน โดย eGFR เราหวังผลประเมินโรคไตเสื่อมเรื้อรังเป็นหลัก ส่วน CrCl หวังผลใช้ปรับสารต่าง ๆ ตามการทำงานของไต
ใช้แทนกันได้ไหม ..
..ยาที่พัฒนายุคปัจจุบัน หรือยาที่ศึกษาโดยใช้ค่า eGFR เราก็สามารถใช้ค่า eGFR เทียบปรับยาได้เลย
..ยายุคก่อนที่การศึกษาและจดทะเบียนโดยใช้ใช้ค่า CrCl ไม่ควรใช้ eGFR แทน ควรใช้สูตรคำนวณ Crockoft-Gault ตามเดิม
รายละเอียดจะมีระบุไว้ในเอกสารกำกับยา หนังสือรวมยา และ แอปต่าง ๆ ว่าใช้ค่าใดสูตรใดในการปรับยา
โดยยาสำคัญที่ต้องใช้ CrCl คือ ยาต้านการแข็งตัวเลือดกลุ่ม NOACs ทุกตัวโดยเฉพาะ dabigatran, ยาฆ่าเชื้อ aminoglycoside

17 กันยายน 2569

รางวัล Lasker-Bloomberg Public Service award สาขาบริการสาธารณะประจำปี 2026 ได้แก่คุณไมเคิล เจ ฟอกซ์

 


有志者,事竟成 : ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
รางวัล Lasker-Bloomberg Public Service award สาขาบริการสาธารณะประจำปี 2026 ได้แก่คุณไมเคิล เจ ฟอกซ์
ใช่ครับ ดาราฮอลลีวูดจากภาพยนตร์เรื่อง back to the future หนังโด่งดังไตรภาคในยุคทศวรรษ 90 ตัวเขาและภาพยนตร์โด่งดังชนิดเป็นไอคอนได้เลย เขาเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Doc Hollywood ในปี 1991 และเริ่มพบความผิดปกตินิ้วมือและหัวไหล่สั่น ไมเคิลเข้ารับการรักษาจนสุดท้ายได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคพาร์กินสัน โรคพัฒนาเร็วมากจนต้องยุติอาชีพนักแสดงในปี 1998 เขาได้รับการรักษาทั้งจากยาและการผ่าตัด
หลังจากต่อสู้กับโรคอย่างยากลำบาก จนเขาเริ่มอาการดีขึ้น เขาได้พบปะกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมากมาย นั่นรวมไปถึงมูฮัมหมัด อาลี นักมวยรุ่นเฮฟวีเวทชื่อดัง ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ความหวังการรักษาน้อยมาก เพราะมีตัวยา ตัวเลือกการรักษาจำกัด นั่นทำให้เขาเริ่มตั้งใจก่อตั้งมูลนิธิไมเคิลเจฟอกซ์ สำหรับการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคพาร์กินสัน
ไมเคิลไม่ใช่แค่ใช้ความมีชื่อเสียงตัวเองเพื่อระดมทุนเท่านั้น หลังจากที่เขาศึกษาเรื่องการรักษา ขอความรู้และข้อมูลจากแพทย์ผู้รักษา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย บริษัทเวชภัณฑ์ รวมทั้งผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ไมเคิลได้บรรลุถึงข้อเท็จจริงในการรักษา
คนไข้เองก็ยังไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ดีนัก เพราะยารักษามีข้อจำกัด ยังไม่มียาใหม่ ครั้นจะผลิตและคิดค้นยาใหม่ บรรดาบริษัทเวชภัณฑ์ไม่อยากลงทุนเพราะกำไรไม่มากกับโรคของความเสื่อม โรคของคนสูงวัยที่รักษาไม่หาย นักวิจัยจึงพลอยถูกกระทบไปด้วยเพราะไม่มีทุนวิจัย ความสนใจของโรค (และโลกในขณะนั้น) อยู่ที่การต่อสู้เชื้อเอชไอวี ศัตรูตัวใหม่ของมนุษย์โลก
มูลนิธิของเขา ได้จัดทำฐานข้อมูลและโครงสร้างงานวิจัยกลาง ที่บริษัทยาและนักวิจัยสามารถมาใช้ข้อมูลและโครงสร้างเพื่อต่อยอดงานวิจัยไปข้างหน้า ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทำให้ประหยัดต้นทุน นอกจากนี้ยังเปิดข้อมูลเป็น open source นักวิจัยทุกคนสามารถเอาไปใช้ได้ และหากได้ข้อมูลมาเพิ่มให้มารวมกันที่นี่ ไม่มีการปกปิด
มูลนิธิของเขาช่วยปิดช่องว่างการสนับสนุนทุนวิจัยที่ไม่ว่าบริษัทเอกชน บริษัทยาหรือกระทั่งรัฐบาล ที่ไม่กล้าลงทุนในงานวิจัยความคิดใหม่ ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ทำให้มูลนิธิของเขาก้าวล้ำในเรื่องโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยทั่วโลกนับถือและศรัทธา เข้ามาร่วมให้ข้อมูลเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครการศึกษาวิจัย ยิ่งทำให้ความก้าวหน้านั้นก้าวหน้าไปอีก
ไมเคิลใช้ความเป็นดาราดังของตัวเองเพื่อสานต่อความสำเร็จระดมทุนมาทำ Hub ได้ถึงสองพันล้านดอลล่าร์ บริษัทยากล้าลงทุน นักวิจัยกล้าทำ คนไข้กล้าลอง เปลี่ยนรูปแบบงานวิจัยจากต่างคนต่างทำ มาเป็นจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ไมเคิลไม่อายที่จะเปิดเผยตัว เดินเข้าสภาคองเกรส สภาซีเนต เข้าทำเนียบขาว พร้อมกับวีรบุรุษของชาติ มูฮัมหมัด อาลี ตั้งแต่ปี 1992-2002 เพื่อเดินหน้ากฎหมายโครงการหยุดโรคพาร์กินสันที่เพิ่งบังคับใช้ในปี 2024 ที่ผ่านมา
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไมเคิลคือการสร้างพลังร่วมในการรักษาพาร์กินสันผ่านมูลนิธิไมเคิลเจฟอกซ์ และผลงานรูปธรรมระดับมาสเตอร์พีชเช่นกันคือ
Parkinson's Progression Markers Initiative (PPMI) ซึ่งรวบรวมข้อมูลชีวภาพของผู้ป่วยนับหมื่นคน จนนำไปสู่การค้นพบ α-synuclein Seed Amplification Assay (αSyn-SAA) เป็น Biomarker สำคัญที่ช่วยให้เราตรวจพบโรคพาร์กินสันได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการทางกายชัดเจน
ยารักษาพาร์กินสันและอุปกรณ์ต่าง ๆ จดทะเบียนและอนุมัติใช้ถึง 23 รายการในช่วงเวลา 10 ปี รวมทั้งการค้นพบยีนที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคและความรุนแรงของโรค
ปัจจุบันไมเคิล เจ ฟอกซ์ ยังคงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโรคและกระจายการรักษาไปสู่ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทั่วโลกให้เข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม


16 กันยายน 2569

เด็กหญิง ป.5 จะได้รับวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์

 ต่อไปเด็กหญิง ป.5 จะได้รับวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ เพื่อลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูก

9 สายพันธุ์ กับ 4 สายพันธุ์ ลดการเกิดรอยโรคระยะเริ่มของมะเร็งปากมดลูก เน้นที่สายพันธุ์หลัก คือ 16 กับ 18 สองอันนี้ลดได้พอกัน
9 สายพันธุ์ได้เปรียบกว่าคือ ครอบคลุมสายพันธุ์อื่นที่ก่อโรคได้ด้วย (แต่ 16 กับ 18 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก
การฉีดหนึ่งเข็มกับสองเข็ม ต้องบอกว่าสองเข็มมีระดับแอนติบอดีสูงกว่า แต่ถ้าถามว่าหนึ่งเข็มเพียงพอกับการป้องกันไหม สรุปว่าไม่ด้อยกว่าฉีดสองเข็ม
ในแง่ความคุ้มค่า แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ไทยเราใช้วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์แบบหนึ่งเข็ม คุ้มค่า และให้คนได้รับวัคซีนได้ครบเป็นวงกว้างมากกว่า
มีบริษัทผลิต HPV 9v ในไทยแล้ว ทำให้ต้นทุน ราคา ลดลง ครอบคลุมคนไทยได้มากขึ้น
ท่านผู้ปกครองเด็กหญิง ลองเอาไปเป็นข้อมูล แต่ถ้าถามผม ฉีดเลยครับ วัคซีนลดมะเร็ง ฟรี คุ้ม

บทความที่ได้รับความนิยม