03 พฤษภาคม 2569

มิวนิค 1972


มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ


ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล  ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล 


48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย 


เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก 


แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ 


ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป


แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!


โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา


กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย


ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน


DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก  

  theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก

  hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า


  ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น 


  คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ


  ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้


  จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย


  ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน 

  WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน


  ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล 

  ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก 


  ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้  จบนะเดมอนต์ 


  เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre


  ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)


  สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ  0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป


28 เมษายน 2569

แนวทางที่แนะนำเพื่อใช้เลิกบุหรี่

ตอบคำถามหลายคนนะครับว่า ผมใช้ตำราหรือคู่มือใดเป็นหลักในการเลิกบุหรี่

ผมใช้ 3 guidelines คือ NICE ของสหราชอาณาจักร, ATS สมาคมแพทย์โรคปอดอเมริกา และ WHO ทุกอันจะมีกรอบ แนวคิด ไปในทางเดียวกันจะมีต่างกันบางจุด

NICE จะเป็นแนวทางที่มีความสมเหตุสมผล คือคิดถึงเหตุผลแห่งความเป็นไปได้ เรื่องโอกาสเข้าถึง ทรัพยากร และเงินทุน 

ATS อันนี้เหมาะกับการสอบมาก แน่นไปด้วยหลักฐาน เปเปอร์ ความหนักแน่น เอาข้อมมูลเชิงวิชาการเป็นธงนำ จะทำได้จริงหรือไม่ก็ไปปรับเอาเอง

WHO จะออกมาในรูปกรอบการปฏิบัติในวงกว้าง ลงรายละเอียดน้อยกว่าสองอันแรก แต่มีเรื่องการจัดการมากกว่า และเท่าที่อ่านจะเอียงไปทางประเทศ limited resources ซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ของโลก

ทั้งสามแนวทางจะมีอ้างอิงไปถึงการศึกษาส่วนมากก็เป็นอ้างอิงเดียวกัน เป็น landmark studies ทั้งสิ้น เพียงแต่หยิบมาใช้ในเหตุผลและบริบทต่างกัน  และสำหรับใครที่อยากเลิกทำคลินิกเลิกบุหรี่นะครับ ผมแนะนำแนวทางของ WHO เล่มนี้เป็นหลักก่อน แล้วค่อยขยับอ่านเพิ่มขึ้น เนื้อหาที่ต้องไปลงรายละเอียดจริง ๆ (ดูในอ้างอิงของแนวทางได้) คือเรื่องการทำ motivative counselling การหยิบสิ่งที่ผู้จะเลิกบุหรี่ประสบทุกเมื่อเชื่อวัน มาปรับเป็นแรงบันดาลใจในการเลิกบุหรี่

สองเรื่องที่ผมอยากให้คนที่จะทำเลิกบุหรี่เน้นมากเป็นพิเศษคือ การค้นหาแรงจูงใจสูงสุดในการเลิก และ การติดตามผลหลังเลิกสำเร็จเพื่อป้องกันการสูบซ้ำ

ปล. ทุกเล่มแจกฟรี ผมโหลดมาแล้วมาเย็บเล่มเอาเองครับ

22 เมษายน 2569

เรื่องจริงที่คุณไม่เคยรู้..จริง ๆ แล้วขงเบ้ง ไม่ได้มาช่วยรบ !

 เรื่องจริงที่คุณไม่เคยรู้..จริง ๆ แล้วขงเบ้ง ไม่ได้มาช่วยรบ !

ตามเนื้อเรื่องสามก๊ก ครั้งโจรโพกผ้าเหลืองออกอาละวาด หนุ่มน้อยเล่าปี่ได้เห็นประกาศสมัครเข้าร่วมกู้ชาติบ้านเมือง ด้วยความที่ตัวเองมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์จึงฮึกเหิมอย่างแรง พอดีคุณเตียวหุยเดินผ่านมา เห็นเล่าปี่ตาเป็นประกายอยากช่วยชาติ เตียวหุยประกาศเลย งั้นเรามาเป็นพี่น้องกัน (ง่ายจังวะ) ไปลุยโจรด้วยกัน คือเล่าปี่มีแต่ใจ แต่เตียวหุยพอมีสตางค์ครับ ที่บ้านรวยเลยจัดการเรื่องยุทโธปกรณ์
เขาสองคนถูกคอถูกใจยิ่งนัก จึงไปร่ำสุราเชื่อมความสัมพันธ์ คือนิยายจีนนะครับต้องใช้สุราเชื่อมความสัมพันธ์ทุกทีไป ที่ผับแห่งหนึ่งแถวทองหล่อและไปเจอคุณกวนอูกำลังร่ำสุราเช่นกัน เกิดถูกคอถูกใจกัน จับมือร่วมรบเกิดเป็นจ๊กก๊กขึ้นมา
พอสงครามเข้มข้น ทั้งสามคนจึงไปเชิญอาจารย์จูกัดเหลียงแห่งเทือกเขาโงลังกั๋ง ที่เขาร่ำลือว่าหยั่งรู้ฟ้าดิน มองหน้ารู้ใจ อายุชราแต่หน้าหนุ่ม เพื่อมาเป็นกุนซือ และต้องไปเชิญถึงสามครั้งสามครา จูกัดเหลียงหรือคุณขงเบ้งของเราจึงยอมลงเขามาเป็นที่ปรึกษาการรบ
และนี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ผ่าม ผ่าม ผ่าม พามมม
เมื่อไปเชิญครั้งแรก เด็กรับใช้บอกว่านายท่านไปเที่ยว ซึ่งความจริงแล้วจูกัดเหลียงแกแอบอยู่ในห้องรปภ. ดูกล้องวงจรปิดอยู่ นี่คือสิ่งที่จูกัดเหลียงพบเห็นด้วยตาตัวเอง และสอดคล้องกับที่เคยรับรู้ข่าวสารมา
เล่าปี่ … หูยานถึงบ่า มือแขนยาวถึงเข่า … จูกัดเหลียงคาดว่านี่คือ marfanoid habitus ลักษณะที่พบบ่อยในโรคความผิดปกติของการสร้างเส้นใยคอลลาเจน Marfan’s syndrome ข้อต่อจะยืดไม่มั่นคง เส้นใยยืดได้ ลิ้นหัวใจก็รั่ว หลอดเลือดก็โป่งพอง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเล่าปี่ ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว ก็จะมีอาการเหนื่อยง่าย
เตียวหุย …หน้าดุ ตาโปน อารมณ์ร้อน หงุดหงิด …จูกัดเหลียงดูกล้องแล้วเห็นคอโต ๆ ชัดเลย เตียวหุยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษและตาโปน น่าจะเป็น Graves’disease ไทรอยด์้เป็นพิษจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปจับกระตุ้นไทรอยด์ (TSH receptor antibody) นอกจากกินยาลดฮอร์โมนแล้ว ก็ควรผ่าตัดไทรอยด์ด้วย
กวนอู … หน้าแดง แก้มแดง เป็นบ่อย จมูกแหลมยาวงุ้ม … จูกัดเหลียงสงสัยเหลือเกินว่าจะเป็นโรคหนังแข็ง scleroderma หน้าแดงแก้มแดง นี่ถ้าดูโคนเล็บก็น่าจะแดง เป็นการเรียงตัวของหลอดเลือดฝอยผิดปกติที่เรียกว่า telangiectasia ส่วนจมูกงุ้มเป็นจากหนังที่แข็งจนใบหน้าผิดรูป จมูกงุ้มลง อ้าปากน้อย มีรอยรอบปาก บนเขานี้อากาศเย็น จูกัดเหลียงซูมกล้องดูมือ โป๊ะเช้ะ มีซีด เขียว แดง เป็นปรากฏการณ์ Raynaud แสดงว่ากวนอูน่าจะเป็น scleroderma ชนิดที่เรียกว่า CREST syndrome
จูกัดเหลียงนึกในใจ หึหึ บ้านเมืองยามนี้เห็นจะมีข้าเท่านั้น ที่พอรักษาได้ แต่ถ้าเราเล่นตัวสักหน่อย อาจเรียกค่าตัวได้เพิ่ม ยุคนี้น้ำมันแพง ปุ๋ยแพง บอกเด็กรับใช้ให้บอกเล่าปี่ว่า “นายท่านไปเที่ยว De Wallen ที่เนเธอร์แลนด์”
เล่าปี่ไม่ยอมแพ้ เดินทางมาครั้งที่สอง คราวนี้จูกัดเหลียงไปเที่ยวจริง ๆ เห็นว่าเดินทางไปปักกิ่ง เดินเที่ยววังต้องห้าม กำแพงเมืองจีน เอาเรื่องมาเขียนทำคอนเท้นต์ในเพจ
ครั้งที่สามเล่าปี่ออกจะหงุดหงิด นึกในใจว่า “แหม เล่นตัวชิกหัย ไม่เจอคราวนี้ก็เลิก ปรึกษาแชทจีพีทีก็ได้” แต่คราวนี้เจอ (ก็แผนของเขา) แถมจูกัดเหลียงมีข้อเสนอที่เล่าปี่มิอาจต้าน คือ …
มียากิน beta blockerและยาลดความดัน ACEI,ARB เพื่อลดอาการจากลิ้นหัวใจรั่วของเล่าปี่
มียา methimazole เพื่อควบคุมฮอร์โมนให้เตียวหุยแถมยังเอายา beta blocker มาลดอาการมือสั่นใจสั่นของเตียวหุยด้วย
ส่วนกวนอูนั้น จูกัดเหลียงมียากลุ่ม calcium channel blocker ลดอาการมือเขียวซีด และยากดภูมิ mycofenolate ช่วยชะลออาการโรคหนังแข็ง
เล่าปี่จนแต้ม ทั่วแผ่นดินจีน หาได้มีโอสถยอดเยี่ยมเยี่ยงนี้ นอกจากได้ที่ปรึกษาการรบ ยังได้คนมารักษาอีก จึงเซ็นสัญญาว่าจ้างจูกัดเหลียง ได้รับเงินเป็นรายปี ปีละ 5 ล้านหยวน โบนัสเพิ่ม 10%ทุกครั้งที่ตีข้าศึกได้ ทำฟันฟรี พักร้อนปีละ 30 วันพร้อมพ็อกเก็ตมันนี่ และไม่ต้องเสียภาษี
ตั้งแต่นั้น จ๊กก๊กก็แข็งแกร่ง เล่าปี่แทบไม่เหนื่อย เตียวหุยไม่มีอาการมือสั่น กวนอูจับทวนขี่ม้าได้คล่องนัก ซึ่งจูกัดเหลียงแนะนำอะไรในการศึกก็ได้ เพราะสามคนนี้มันเก่งแบบ OP อยู่แล้ว ชนะใส ๆ กินเงินปีกินโบนัสสบายใจเฉิบ แค่คอยให้ยา ติดตามอาการสามพี่น้องเป็นระยะ พาสาว ๆ ไปเที่ยวนั่นนี่ หาเรื่องมาเขียนลงเพจบ่อย ๆ
แล้วคุณรู้ไหมครับว่า เสื้อยืดสีขาว มีลายสกรีนสีน้ำเงินที่หน้าอก ตัวที่จูกัดเหลียงใส่ประจำ ลายสกรีนนั้นเขียนว่าอะไร

18 เมษายน 2569

ร้านขายบุหรี่ในจีน




 ร้านขายบุหรี่ในจีน

ที่ประเทศจีน การสูบบุหรี่ยังเป็นเรื่องปกติมากของเขา มีการสูบในพื้นที่ห้ามสูบ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงพื้นที่ทั่วไป ทั้งบุหรี่เผาไหม้และบุหรี่ไฟฟ้า
เท่าที่สืบค้น จีนมีระบบเลิกบุหรี่และยาเลิกบุหรี่ตามมาตรฐาน แต่การใช้งานจริงและการกระจายตัวยังมีน้อยมาก
ภาษียาสูบไม่ได้ขยับสูงมากนัก การควบคุมเข้มงวดมีในบางพื้นที่ การขายบุหรี่ทำได้อย่างเปิดเผย ตั้งแต่ราคาซองละ 50 บาทไปจนถึงซิการ์ราคาแพง ไม่ต้องเอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาปิดและติดป้ายประกาศว่าตรงนี้ขายบุหรี่
แรงจูงใจ แนวคิด วัฒนธรรมการเลิกบุหรี่ยังไม่มากครับ
ประเทศไทยเราก้าวหน้ากว่าจีนไปหลายก้าว สำหรับการควบคุมยาสูบ การรณรงค์สร้าง mindset และการบริการคลินิกเลิกบุหรี่
แต่ถึงกระนั้น ด้วยมาตรการและความจริงจังระดับเท่านี้ ผมขอประมาณการณ์ด้วยประสบการณ์ตัวเอง คิดว่าการเลิกบุหรี่ในไทยน่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 20-30 ปี ถึงจะเพิ่มอัตราความสำเร็จจากนี้ประมาณ 30-40%
ถึงตอนนั้นก็คงไม่ได้อยู่ดูความสำเร็จนี้แล้ว
และถึงตอนนี้ก็ใกล้จะหมดแรงทำเต็มทน ...อีกไม่นานคงหยุดครับ ไม่ว่าจะเป็นการค้น การเขียน หรือการรักษา
(เรื่องที่น่าสนใจมากคือ nicotine vaccine)

17 เมษายน 2569

Beijing City Library


 Beijing City Library

ได้ข่าวร่ำลือว่าที่แห่งนี้คือ reading space ที่ใหญ่ที่สุดในจีนและใหญ่ที่สุดในโลก เพิ่งสร้างเสร็จในปลายปี 2023 เราจะพลาดได้รึ
จากใจกลางเมือง นั่งรถเมโทรไปประมาณ 30 นาทีแล้วเรียกแท็กซี่ต่อไปอีก 15 นาที ราคา 12 หยวน ผมใช้แอป alipay ที่ภายในแอปมีบริการเรียกแท็กซี่ didi คล้ายแอปเรียกรถบ้านเรา และกดจ่ายผ่านแอปเลย ราคาไม่แพงนะครับ
ตอนแรกไม่รู้ว่า พอถึงปลายทางเราก็ลง สะบัดบ๊อบเดินเชิดได้ ผมเตรียมจะจ่ายเงิน พอก้าวลงไปจากรถ คนขับตะโกนบอกว่า บ้ายบาย แล้วขับออกไป นึกในใจ..อ้าว เฮียไม่เอาตังค์รึ มารู้ต่อมาตอนขากลับ ว่าหากเราไม่จ่าย เราเรียกต่อไม่ได้ อีกอย่างคุณแท็กซี่ส่งผมลงกลางสามแยก !! ใช่ กลางสามแยก
สถานที่แห่งนี้เมืองปักกิ่งมาสร้างห่างออกมา ตามประสาพี่จีน ทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็น อาคารใหญ่มาก มองเห็นจากภายนอกว่าเสาจำลองจากลำต้น หลังคาคือใบแปะก้วยที่ประสานกัน จำนวนต้นทั้งหมดคือ 144 ต้น เป็นป่าแห่งการเรียนรู้
นักท่องเที่ยวเข้าชมฟรี เตรียมพาสปอร์ต และตรวจความปลอดภัย
ภายในโคตะระใหญ่ โล่ง ที่อ่านหนังสือเป็นภูเขา เราเดินในหุบเขา เป็นห้องสมุดยุคใหม่ที่ผมเรียกว่า “ห้องสมุดมีชีวิต” เพราะไม่ใช่แค่มีหนังสือให้อ่านให้ยืม ยังเป็นพื้นที่ co-reading space พื้นที่เรียน พื้นที่ติว มีการจัดแสดงนิทรรศการ มีห้องละคร มีพิพิธภัณธ์หนังสือหายาก มีคาเฟ่
เรียกว่า พาครอบครัวมาอ่านหนังสือกันได้ทั้งวัน
นั่งได้ มีจุดนอนพัก มีเน็ตฟรี (เน็ตควบคุมของจีน) โต๊ะค้นคว้ามีแท็บเล็ตใช้ฟรีทุกโต๊ะ มีสนามเด็กเล่น น่าจะอารมณ์ประมาณ TK park
คนจีนมาอ่านหนังสือกันเยอะมาก เด็ก ๆ ชาวจีนอ่านหนังสือเยอะมากจริง ๆ การปลูกฝังค่านิยม การจัดสรรทรัพยากร การส่งเสริมภาครัฐ มันช่างวิเศษมาก นี่สินะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ถ้าเขารับบรรณารักษ์สักคน ไม่จำกัดอายุ พอใช้ภาษาอังกฤษได้ (เผื่อนักท่องเที่ยวไง) นำชมสถานที่ได้ กาแฟก็ทำเป็น รักษาโรคพอได้ด้วย … การมาอยู่ที่นี่คงมีความสุข และคงมี พส.จีน มาข้างกายข้างใจในท้ายที่สุด
เอ้า…ลองทำวิดีโอมาให้ชมกัน
โอกาสหน้าจะพาไปเที่ยวใหม่นะทุกคน
กลับมาเมืองไทย หึหึ จาก 10 มาเป็น 39 องศา โลกมันช่างทารุณเสียจริง

บทความที่ได้รับความนิยม