19 มิถุนายน 2569

ยารักษามะเร็งตับอ่อน daraxonrasib

ยารักษามะเร็งตับอ่อน : ทำไมการนำเสนอการศึกษานี้ได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติอย่างยิ่งใหญ่

มะเร็งตับอ่อนนับว่าเป็นมะเร็งที่รุนแรงมาก อัตราการรอดชีวิตต่ำที่สุดอันหนึ่ง แถมไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา ปูชนียบุคคลแห่งแอปเปิ้ล สตีฟ จ๊อบส์ ก็จากโลกเราไปด้วยมะเร็งตับอ่อนเช่นกัน

ด้วยความที่อาการไม่เฉพาะเจาะจงทำให้ยากต่อการวินิจฉัย การตรวจจับทำได้ยาก ไม่มีก้อนให้คลำได้ การตรวจพิเศษต่าง ๆ ถ้าไม่โฟกัสเพื่อดูมะเร็งตับอ่อนก็ยากที่จะพบเจอ ทำให้กว่าจะพบอาการก็มากแล้ว ระยะของโรคลุกลามไปมากแล้ว การผ่าตัดทำได้ยาก และที่ผ่านมาการรักษาด้วยยา ไม่ว่ายาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า ยังไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ 

อัตราการอยู่รอดไม่เกิน 10% ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน .. นี่คืออัตราแบบกลม ๆ ของมะเร็งตับอ่อนเมื่อได้รับการวินิจฉัย แต่วิทยาศาสตร์การแพทย์ของเราช่างแสนมหัศจรรรย์

จากการศึกษาชิ้นเนื้อและเทคโนโลยีทางโมเลกุล เราพบว่ามะเร็งตับอ่อน (ชนิด ..ซึ่งเจอบ่อยสุด) มีการควบคุมผ่านกลุ่มยีน KRAS Kirsten rat sarcoma ควบคุมหน่วยจ่ายพลังงานในการแบ่งตัวของเซลล์ มะเร็งตับอ่อนส่วนมากเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนกลุ่มนี้ และเมื่อยาเคมีบำบัดใช้การได้ไม่ดีนัก แล้วยามุ่งเป้าไปที่ KRAS ใช้ได้ไหม

KRAS target เคยสร้างชื่อมาแล้วกับมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่กับมะเร็งตับอ่อนมันไม่ง่าย เพราะตำแหน่งกลายพันธุ์ของ KRAS ของตับอ่อนนี้ ยากที่จะผลิตยาและยากที่ยาจะทำงานตามต้องการ จนกระทั่งการถือกำเนิดของ daraxonrasib ยากินวันละเม็ดที่สามารถยับยั้งผลแห่งการกลายพันธุ์ได้ในระดับเซลล์ ยาที่จะมาเป็นความหวังของการรักษา ยาที่จะเป็นต้นแบบของการรักษามะเร็งที่ยากทั้งหลาย

การศึกษา RASolute 302 ศึกษายากิน daraxonrasib ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนจากทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย จำนวน 500 ราย ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นการกลายพันธุ์ของยีน RAS G12 และทุกคนผ่านการให้ยาเคมีบำบัดมาตรฐานมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง อายุเฉลี่ย 66 ปี ร้อยละ 60 เป็นระยะแพร่กระจายเรียบร้อย นำมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มควบคุมจะให้ยาเคมีบำยัดตามสูตรของแต่ะสถาบัน ตามกำหนดของแต่ละที่ ส่วนกลุ่มทดลองจะได้รับยา daraxonrasib วันละเม็ด 

ติดตามไปจนกว่าจะเสียชีวิตหรือโรคกำเริบ เพื่อศึกษาระยะเวลาการรอดชีวิตโดยรวม (ซึ่งจะมีผลแทรกซ้อนจากยาด้วย) และระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ และยังมีผลการศึกษารองที่หาอัตราส่วนของ “ผู้ป่วยที่เสียคุณภาพชีวิต” อีกด้วย

ผลการศึกษาพบว่า

1.ระยะเวลาติดตาม ในกลุ่มเคมีอยู่ที่ 1.9 เดือน (ก็แย่ลงหรือตายหรือออกจากการศึกษา) ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 8.5 เดือน

2.ระยะเวลาการรอดชีวิต (overall survival) กลุ่มยาเคมีคือ 6.7 เดือน ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 13.2 เดือน ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 

3.ระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ (progression free survival) กลุ่มยาเคมีคือ 3.6 เดือน ส่วนยาทดลองคือ 7.2 เดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

4.ย่อยจากข้อ 4 ถ้าไปพิจารณากลุ่มที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของ RAS จะต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ  ส่วนย่อยจากข้อ 2 ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกลายกลายพันธุ์ก็ส่งผลเหมือนกัน

5.สำหรับความรู้สึกคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ยาทดลองของเราให้ความรู้สึกคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นระยะเวลาประมาณ 9.2 เดือน เทียบกับกลุ่มยาเคมีที่ 3.8 เดือน

6.ผลข้างเคียงของยาทดลองพบ 100% คือมีผื่นแต่ไม่รุนแรง ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบในกลุ่มยาเคมีบำบัดมากกว่า

ด้วยความที่ยืดระยะเวลาการอยู่รอด ยืดระยะเวลาการกำเริบ โดยที่ไม่ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไป โดยรวมประมาณ 2 เท่าเทียบกับการรักษาเดิมในปัจจุบัน ที่ไม่เคยมียาใด หรือการรักษาใดทำได้มาก่อน และยังยืดระยะเวลาชีวิตมากกว่าปล่อยไว้โดยไม่รักษาอีกด้วย …ว้าวมาก

ที่สำคัญ สามารถทำยามุ่งเป้าจากจุดกลายพันธุ์สำคัญที่ทำยากที่สุด ควบคุมยากที่สุดในมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุด ให้ออกมาเป็นรูปธรรมแต่กินยาวันละเม็ด .. ว้าวมากขึ้น

แม้ว่ากลุ่มผู้ป่วยจะขนาดเล็ก (ส่วนมากตายก่อนรักษา) และมองในภาพรวมคนไข้เกือบทั้งหมดก็เสียชีวิตที่ 16 เดือน บวกกับค่ายาที่อาจจะล้มละลายได้ ก็ยังเป็นจุดที่ต้องคิดกันต่อไป

แต่เท่านี้มันก็ว้าวมาก กับการรักษาที่ไม่มีใครเคยชนะ ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ จนเราทำได้ในวันนี้ การศึกษาได้รับการเผยแพร่และนำเสนอในงานประชุมประจำปี ASCO 2026 โดยผู้วิจัยหลัก Brian Wolpin จากสถาบัน Dana-Farber Cancer Institute ภายใต้การสนับสนุนของ Revolution Medicines ผู้พัฒนายา daraxonrasib (ถ้าไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้เพราะยามันติดสิทธิบัตร) 

หลังนำเสนอจบ เกิดเหตุการณ์ standing ovation จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งงานอย่างยิ่งใหญ่ที่นานครั้งจะปรากฏสักที






24 พฤษภาคม 2569

เซรุ่มพิษงู อันตรายที่มีประโยชน์

 



เซรุ่มพิษงู อันตรายที่มีประโยชน์ (เรื่องยาว แต่ )ควรทำความเข้าใจ
เซรุ่มพิษงู คือ แอนติบอดีสำเร็จรูปทำมาจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม แล้วเอามาฉีดเข้าร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่ในการสะเทินพิษ (neutralize) ทั้งพิษที่ยังไม่ทำงานและพิษที่ทำงานแล้ว (จับกับสารเป้าหมายในตัวคนแล้ว)
เมื่อเป็นสิ่งมีชีวิตคนละจีนัสและสปีชี่ส์จะมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาสูงมาก ขนาดให้เลือดจากคนสู่คน กรุ๊ปเลือดเดียวกัน ทดสอบหลายสิบอย่าง ยังเกิดปฏิกิริยาต่อต้านได้เลย ดังนั้นการตัดสินใจให้เซรุ่ม ต้องมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์และต้องเตรียมรับมือเสมอ หมอต้องเฝ้าตลอด เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตเอาไว้เสมอ
ปฏิกิริยาต่อต้านในระยะแรกที่เกิด จะเกิดเร็วมากหลังจากให้เซรุ่ม ปฏิกิริยา anaphylactoid จากเศษชิ้นส่วนภูมิคุ้มกันในเซรุ่ม ไม่เป็นแอนติบอดีสมบูรณ์ จะกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์ของร่างกายได้เลย อีกแบบคือ anaphylactic เซลล์เม็ดเลือดจะจับได้ว่ามีเซรุ่มจากสัตว์เข้ามาในตัว เกิดปฏิกิริยาจากตัวเซลล์และไปกระตุ้นระบบคอมพลีเมนต์
ไม่ว่าทั้ง anaphylactic และ anaphylactoid จะเกิดผลลัพธ์คล้ายกันคือสารน้ำในหลอดเลือดรั่วไหลออกจากหลอดเลือด (distributive shock) สารน้ำรั่วไปอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ หน้าบวมตัวบวม ไปอยู่ในหลอดลมก็มีหลอดลมบวม ตีบ หายใจไม่ได้ ไปอยู่ในถุงลมก็แลกแก๊สไม่ได้ ออกซิเจนในเลือดต่ำ สารน้ำออกจากหลอดเลือด ทำให้ปริมาณน้ำเลือดลดลง ความดันโลหิตตก หัวใจต้องบีบตัวเร็วมาก เลือดไปเลี้ยงที่ไตน้อยลงมาก ทำให้ไตวายเฉียบพลัน
ทั้งหมดเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน เร็วในระดับ สิบห้านาทีสามสิบนาที ถ้าแก้ไขไม่ทันก็เสียชีวิตได้ ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ (หลอดลมบวมมาก หายใจไม่ได้ต้องใส่ท่อ) ใส่เครื่องช่วยหายใจอัดแรงดันบวกเข้าปอด ต้องให้สารน้ำทดแทนอย่างเร็วจี๋ ให้ยาเพื่อหดหลอดเลือด (vasopresser) เพิ่มความดันและลดการรั่วไหล
ต้องให้ยาต้านฮิสตามีน ปฏิกิริยา anaphylactic จะทำงานผ่านสาร histamine
แน่นอนว่าจะต้องหยุดเซรุ่มทันที เพื่อมากู้ชีวิตก่อน เมื่อกู้ชีวิตได้จึงมาพิจารณาว่าจะให้เซรุ่มซ้ำอีกหรือไม่ ซึ่งในขั้นตอนนี้ยากที่จะตัดสิน อย่าลืมว่าตอนแรกเราเลือกจะให้เซรุ่มเพราะคิดว่ามีประโยชน์นะ ถึงแม้เราจะกู้ชีวิตได้ เราก็ต้องรบกับผลจากพิษงูต่อไป
งูพิษต่อระบบประสาท ก็ต้องมาดูว่ากล้ามเนื้อที่อ่อนแรงดีขึ้นหรือยัง แรงลมหายใจดีขึ้นไหม เปิดตาได้ไหม งูเห่ากับงูจงอางมีพิษที่ postsynaptic membrane จะถอนพิษง่ายเพราะสารสื่อประสาทยังไม่ถูกทำลาย อาการจะดีขึ้นเร็ว ถ้าดีขึ้นก็ไม่ต้องให้เซรุ่มอีก
ส่วนงูสามเหลี่ยมกับทับสมิงคลา พิษส่วนมากจะทำลายถุงเก็บสารสื่อประสาทที่ presynaptic membrane แม้จะทำลายพิษงูได้ แต่สารสื่อประสาทที่ถูกทำลายไปต้องใช้เวลาในการสร้างใหม่ นั่นคือถ้าให้เซรุ่มไปแล้ว หรือต้องหยุดฉุกเฉินจะตัดสินใจยากมาก ว่าจะให้ต่อหรือไม่ แนวคิดคือจะให้ต่อเมื่ออาการพิษทั้งหลายนั้น ‘แย่ลง’
ผมเคยดูแลคนไข้ถูกงูทับสมิงคลากัด ใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่ประมาณ 3 สัปดาห์เลยครับ ทั้งที่ให้เซรุ่มนะ (สามเหลี่ยมกับทับสมิงคลา จะมีข้อบ่งชี้การใช้เซรุ่มที่เฉพาะแบบครับ)
สำหรับงูที่ออกฤทธิ์ต่อระบบการแข็งตัวเลือด เป้าหมายในการให้เซรุ่มคือ ค่าการแข็งตัวของเลือดกลับมาเป็นปกติ หรือแนวโน้มดีขึ้น แต่ว่าควรประเมินหลังจากให้เซรุ่มหมดไปแล้ว 6 ชั่วโมงหรือหลังจากแก้อันตรายจากเซรุ่มไปแล้ว 6 ชั่วโมง สาเหตุเพราะว่าแม้เราจะหยุดพิษงูได้ แต่การสร้างสารแข็งตัวเลือกขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลาสักพัก
ถ้าหลังจากหกชั่วโมงไปแล้วยังไม่ดีขึ้น ทั้งค่าแล็บและเลือดออก อาจพิจารณาให้ซ้ำ (น่าสะพรึงมาก ถ้าเคยแพ้เซรุ่มมาแล้ว)
โดยงูพิษกลุ่มนี้ที่ต้องระวังมากสุดคือ งูแมวเซา เพราะพิษมันไม่ได้แค่ทำให้เลือดไม่แข็ง ไหลไม่หยุด สาร phospholipase A2 และ metalloproteinase จะไปมีพิษต่อท่อไตโดยตรง ทำให้ไตวายเฉียบพลัน การพิจารณาให้เซรุ่มหรือการรักษางูแมวเซาจึงต้องดูการทำงานของไตด้วย
พิษงูแมวเซา จะสามารถกระตุ้นสารแข็งตัวของเลือดให้ทำงานเกินปกติไปหลายเท่า ร่างกายจะมีการกระตุ้นให้สาร thrombin ทำงานเกินปกติ สาร thrombin จะไปทำให้เกิด fibrin (เส้นใยที่คอยจับเกล็ดเลือดและสารการแข็งตัวเลือด) เกิดอย่างบ้าคลั่งในทุกหลอดเลือดเล็ก ๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดปรากฏการณ์สองอย่าง
1. หลอดเลือดอุดตันทั่วร่างกาย (disseminated intravascular coagulation) ไปอุดตรงไหน อวัยวะส่วนนั้นก็ทำงานบกพร่อง แล้วส่วนใหญ่เกิดที่ไต
2. เมื่อสารการแข็งตัวถูกจับติดกับ fibrin ที่มีมากมายมหาศาล มันก็หมดและสร้างใหม่ไม่ทัน เลือดจึงไหลออกไม่หยุดหย่อน
การรักษางูแมวเซากัดแล้วเกิดพิษรุนแรง จึงนับว่าท้าทายที่สุดอันหนึ่งของสาขาอายุรศาสตร์เลยทีเดียว แล้วจะให้เซรุ่มอีกไหมล่ะ ยากทีเดียว
เอาล่ะแล้วเราจะให้เซรุ่มซ้ำเข้าไปอีกไหม หลังจากเกิดปฏิกิริยาแล้ว อันนี้เป็นการตัดสินใจภายใต้ความชำนาญและการตกลงระหว่างญาติและหมอ ไม่มีการศึกษาทดลองแน่นอน เพราะจำนวนคนไข้แบบนี้ไม่มาก และอย่าลืมว่าคนไข้ถูกงูพิษกัดส่วนใหญ่ไม่เกิดอาการพิษ การศึกษาแบบนี้จึงน้อยมาก น้อยเกินกว่าจะสรุปประโยชน์โทษที่ชัดเจนครับ
ยังไม่พอ ผลข้างเคียงจากเซรุ่มยังไม่หมด ปฏิกิริยาของโปรตีนจากเซรุ่มและแอนติบอดีของตัวเรา จะจับกันเป็นก้อน ล่องลอยไปตามอวัยวะต่าง ๆ ไปหยุดที่ไหมก็เกิดการกระตุ้นคอมพลีเม้นต์ทำลายอวัยวะนั้น จะมีอาการไข้ต่ำ ต่อมน้ำเหลืองโต มีผื่นผิวหนัง มีจุดเลือดออก ไตวายเฉียบพลัน ทั้งหมดนี้เกิดได้หลังจากให้เซรุ่มไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์เป็นต้นไป เรียกว่า type III hypersensitivity reaction ที่ถ้าเป็นรุนแรงต้องรักษาด้วยสเตียรอยด์ในขนาดสูง
ประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยให้เซรุ่มมาประมาณ 10-15 คน มีปฏิกิริยาหนัก ๆ คาเข็ม 2 คน แต่แก้ไขทันเพราะเฝ้าข้างเตียงเลยครับ ผมว่าน่ากลัวไม่แพ้พิษงูเลยครับ
See less

23 พฤษภาคม 2569

การปฐมพยาบาลงูกัด (ระยะนี้มีข้อถกเถียง)

 การปฐมพยาบาลงูกัด (ระยะนี้มีข้อถกเถียง)

1.อย่าตกใจ ตั้งสติ ออกมาในที่ปลอดภัย
2.โทรหารถฉุกเฉิน เรียกรถไปรพ.ทันที รพ.ที่ใกล้ที่สุด
3.ระหว่างรอเดินทาง ล้างแผลถูกกัดให้สะอาด น้ำสะอาด ฟอกสบู่หลาย ๆ ครั้ง
4.ไม่ต้องกินอะไรแก้พิษ ไม่ต้องหยอดอะไรใส่แผล ไม่ต้องรอใคร และไม่ต้องขันชะเนาะ
5.พอรถมาถึงหรือพร้อมเดินทาง ดามแขนหรือขาให้นิ่ง ๆ ไม่ต้องไปบีบไปเค้น ไม่ต้องเรียกให้ตื่นแบบในหนัง
6.ถ้าจำลักษณะงูได้ก็ดี ถ้างูตัวที่กัดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุก็พาวัตถุพยานไปด้วย แต่ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหางู ไปหาหมอดีกว่า เดี๋ยวหมอเขาแยกชนิดให้เอง
7.ย้ำ..จะให้ซีรุ่มเมื่อมีอาการพิษเกิดขึ้น และมั่นใจว่าพิษระบบใด เราสามารถรักษาคนไข้ได้แม้ไม่ทราบชนิดงูและไม่มีซีรุ่ม (ส่วนข้อบ่งชี้ของคุณหมอ เขามีเกณฑ์อยู่แล้วในงูแต่ละชนิด)
8.ซีรุ่มมีทั้งพิษรวม และแยกชนิด การให้ซีรุ่มอันตรายเช่นกัน คนไข้ส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องใช้ซีรุ่ม
9.ข้อขัดแย้งที่เจอกันมากที่สุดคือ ญาติต้องการให้ซีรุ่ม แต่หมอดูแล้วว่าไม่น่าให้ คราวนี้มีข้อผิดพลาดใด ๆ จะเกิดเรื่องเสมอ เช่น มีไข้เพราะไม่ให้ซีรุ่ม ชีพจรเร็วเพราะไม่ให้ซีรุ่ม
10.เรื่องที่สำคัญกว่ามีหรือไม่มีพิษ คือ การดูแลแผลและการติดเชื้อ การป้องกันบาดทะยัก และความเข้าใจและเชื่อมั่นในกระบวนการรักษา
See less

22 พฤษภาคม 2569

การระบาดจากศพ

การระบาดจากร่างผู้เสียชีวิต : อีโบล่า

ข่าวก่อการไม่สงบในศูนย์กักกันโรคของคองโก ชาวบ้านไปเผ่าศูนย์ควบคุมโรคอีโบล่าที่กำลังระบาด เพราะไม่พอใจที่ไม่ให้ทำศพตามพิธีกรรมความเชื่อ ในความทรงจำใกล้ ๆ ของเราอาจจะคุ้นเคยกับยุคโควิดที่ต้องรีบเผาศพ หนึ่งในนั้นคือน้าค่อม ชวนชื่น

ความเป็นจริงแล้วมีโรคไม่เยอะนักนะครับ ที่มีหลักฐานว่าระบาดและติดต่อจากการสัมผัสศพ โรคที่มีรายงานและมีปัญหามากคือไวรัสอีโบล่า ด้วยสองสาเหตุ

หนึ่งคือ ปริมาณเชื้อที่ยังมากในศพผู้เสียชีวิต อีโบล่าแพร่เร็ว เป็นเร็ว ตายเร็ว ในขณะเสียชีวิตนั้น ปริมาณเชื้อในสารคัดหลั่งต่าง ๆ สูงมาก

สองคือ พิธีกรรมของชาวคองโกในแถบนั้น จะมีการสัมผัสศพแบบใกล้ชิดมาก ทั้งกอด ทั้งจัดให้อยู่ในกิจกรรมประจำวัน มีรายงานการจุมพิตศพอีกด้วย ทำให้เกิดการติดต่อง่าย

การระบาดของอีโบล่าในคองโก ฤดูระบาด 2015-2016 เกิดจากคลัสเตอร์งานศพครับ

นอกจากอีโบล่าแล้ว โรคติดเชื้อไวรัส Marlburg ก็เป็นอีกโรคที่มีรายงานการแพร่ระบาดจากศพ และมาจากดินแดนแอฟริกาเช่นกัน โรคที่เคยมีรายงานแต่เป็นรายงานทางประวัติศาสตร์ เพราะปัจจุบันไม่ระบาดแล้วคือ กาฬโรค ในยุคที่เป็น black death ส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการศพที่ไม่ดี (เยอะเกินกว่าจะจัดการได้)

ไวรัสซารส์โควีทู หรือโควิด ก็เป็นอีกหนึ่งโรคที่สามารถระบาดผ่านศพ แต่รายงานน้อยกว่าโรคอื่น เพราะเราจัดการได้ดีครับ โรควัณโรคปอดก็มีรายงานการระบาดในคนที่ทำหน้าที่ชันสูตรพลิกศพ แต่รายงานก็น้อยอีกเพราะเขาป้องกันอย่างดี

CDC ของแอฟริกาให้คำแนะนำการจัดการงานศพสำหรับโรคระบาดที่มาจากศพได้ ควรจำกัดคนเข้าร่วม ไม่สัมผัสศพโดยตรง เว้นระยะห่าง ใช้เวลางานศพไม่นาน (แต่ไม่ได้บอกเวลาที่แน่นอน) สัปเหร่อที่จัดการต้องสวมชุดป้องกันโรค personal protection equipment และในโรคอีโบล่า ต้องใส่แบบป้องกันสูงสุดที่ระบุเป็น ebola protocol ด้วยครับ

21 พฤษภาคม 2569

วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก


วัคซีนไข้หวัดใหญ่แบบพ่นจมูก

มีคนสอบถามเข้ามาสามสี่ราย จึงยกมาตอบเป็นโพสต์เลยแล้วกัน จะได้ตัดสินใจได้

พ่นจมูก .. เป็นวัคซีนเชื้อเป็นนะครับ เชื้อจะถูกทำให้อ่อนแอ ไม่ก่อโรคและกระตุ้มภูมิคุ้มกันได้ ในแง่ดีคือสร้างภูมิได้ดี ครอบคลุมหลายจุดการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ข้อเสียคือมันหลายจุดมากไป ผลจึงแปรปรวนและแตกต่างกันมากในแต่ละคน


เชื้อเป็น .. จึงไม่แนะนำฉีดในคนท้อง ไม่แนะนำฉีดในกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันไม่ดีหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน อันนี้จะคล้าย ๆ กันกับทุกวัคซีนเชื้อเป็น


ทำไมต้องพ่นจมูก ทำไมไม่ฉีดเข้ากล้าม .. เพื่อจำลองแบบการติดเชื้อจริง การสร้างภูมิคุ้มกันตามสถานการณ์จริง มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน IgA ที่ปกป้องเยื่อเมือกและอยู่ในสารคัดหลั่งในจมูก อันนี้ตรงตามกลไกการติดเชื้อ


แล้วประสิทธิภาพจากการทดลองและประสิทธิผลจากการใช้จริง แตกต่างจากแบบฉีดไหม .. แบ่งเป็นสองแบบ

ในเด็ก .. มีการศึกษามากในทุกมิติ พบว่าประสิทธิภาพ (ในการทดลอง) สูงกว่าแบบฉีดประมาณหนึ่งเท่าตัว และประสิทธิผล (จากข้อมูลจริง) ก็สูงกว่าแบบฉีด

ในผู้ใหญ่ .. การศึกษาน้อยกว่า มีความแปรปรวนสูง ประสิทธิภาพน้อยกว่าแบบฉีดและแปรปรวนมากขึ้นกับสายพันธุ์ที่ระบาด ส่วนประสิทธิผลนั้น ข้อมูลยังไม่มากพอ (จากข้อกำหนดผลิตภัณฑ์คืออายุต้องไม่เกิน 49 ปี)


คุ้มค่าไหม .. มีการศึกษาความคุ้มค่าทางสาธารณสุข พบว่าคุ้มค่าในเด็กวัยเรียนและก่อนวัยเรียน 2-17 ปี เพราะประสิทธิภาพและประสิทธิผลดีกว่า รวมถึงการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ที่มากกว่า แต่ความคุ้มค่านี้จะแปรผันตามราคาวัคซีนและมูลค่า GDP ของประเทศนั้น การศึกษาที่ทำในไทย (WHO+มหิดล+อังกฤษ ไม่มีทับซ้อน) พบว่าคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ส่วนในผู้ใหญ่ยังไม่มีข้อมูลนี้


ราคาต่างกันมากไหม .. วัคซีนพ่นจมูกราคาสูงกว่าแบบฉีดประมาณ สามเท่า และต้องคิดถึงวิธีการใช้วัคซีนด้วย ต้องถูกต้องแม่นยำ และความคงตัวการเก็บรักษา 


สำหรับผู้ใหญ่ ..สรุปว่า ยังไม่แนะนำเป็นมาตรฐานเพราะประสิทธิภาพประสิทธิผลต่ำกว่าแบบฉีด และยิ่งต้องระวังผลเสียมากกว่าในเด็กเพราะโรคที่รบกวนภูมิคุ้มกันมีมากกว่า ต่างจากแบบฉีดที่แทบไม่มีข้อห้ามและข้อควรระวังเลย อาจจะพิจารณาใช้ในรายที่ไม่ต้องการฉีดยาเข้ากล้ามเท่านั้น

 

บทความที่ได้รับความนิยม