มิวนิค 1972 … ถึงเวลาชงกาแฟและขนมปังมานั่งอ่านยาว ๆ แล้วครับ
ถ้าขึ้นพาดหัวแบบนี้ ทุกคนคงจะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์บุกเข้าจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาโอลิมปิกชาวอิสราเอล ในเช้าวันที่ 5 กันยายน 1972 มีการสังหารนักกีฬาในขณะจับเป็นตัวประกัน รัฐบาลเยอรมันตะวันตก (ยังไม่รวมเยอรมัน) ได้พยายามเกลี้ยกล่อมและแก้ไข โดยผู้ก่อการได้ยื่นข้อตกลงให้ปล่อยนักโทษปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขังไว้ที่อิสราเอล
48 ชั่วโมงผ่านไป รัฐบาลเยอรมันตะวันตกได้เจรจาพาผู้ก่อการและตัวประกันไปที่สนามบิน หลังจากนั้นกองกำลังตำรวจของเยอรมันตะวันตกได้เข้าช่วยเหลือตัวประกัน แต่เกิดข้อผิดพลาด ตัวประกันตายทั้งหมด เจ้าหน้าที่ตำรวจหนึ่งนาย ผู้ก่อการเสียชีวิต 5 ราย ถูกจับ 3 ราย เหตุผลหลักตอนนั้นเพราะเยอรมันตะวันตกไม่มีหน่วยงานทหาร (ถูกจำกัดสิทธิหลังสงครามโลก) และไม่มีหน่วยงานต่อต้านการก่อการร้าย
เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดหน่วยงานเฉพาะต้านก่อการร้ายในหลายประเทศรวมทั้งในเยอรมันตะวันตก
แต่สิ่งที่จะเล่าเกิดขึ้นก่อนหน้าเหตุสลดที่มิวนิคครับ
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 สิงหาคม 1972 มีการแข่งขันว่ายน้ำฟรีสไตล์ 400 เมตร และดาวเด่นวงการว่ายน้ำของอเมริกาคือ Rick DeMont ได้เหรียญทองไปครอง (มาร์ค สปิซท์ ราชาสระว่ายน้ำในปี 1972 ไม่ได้ลงแข่งรายการนี้) และเตรียมลงลงป้องกันแชมป์ในรายการฟรีสไตล์ 1500 เมตรต่อไป
แต่ในวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลประกาศว่า DeMont ใช้สารกระตุ้นและยกเลิกเหรียญทองนั้น !!!
โอลิมปิกปี 1972 ถือว่าเป็นโอลิมปิกที่มีการปฏิวัติวงการกีฬาหลายอย่างโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยี เยอรมันตะวันตกต้องการกู้ชื่อเสียงประเทศตัวเอง หลังจากที่พรรคนาซีเคยใช้โอลิมปิกในปี 1936 เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองและการทหาร และโอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบการตรวจสารกระตุ้นมาตรวจจับอย่างมีหลักการ ระบุสารต้องห้าม ระบุสุขภาพนักกีฬาและข้อชี้แจงหากต้องใช้ยานั้น ระบุปริมาณยาต้องไม่เกินเท่าไรจึงจะเรียกว่าโด๊ปยา
กรรมการระบุว่าตรวจพบสาร ephidrine ในปัสสาวะของ DeMont ซึ่งเขาให้การต่อสู้ว่านี่คือยาที่เขาใช้มาตั้งแต่อายุ 16 ปีแล้วเพราะเขาเป็นโรคหืด และเขาได้แจ้งคณะกรรมการโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาไปแล้วด้วย
ท่านที่เกิดและโตในยุคนี้อาจจะงง ทำไมใช้ยาตัวนี้รักษาหืด เขาใช้ LABA/ICS กันต่างหากล่ะ ไม่ใช่ครับ ในยุคสมัยนั้นยังไม่มี beta-2 agonist แบบสูดพ่นอย่างที่เราเห็นกัน
DeMont ใช้ยาที่มีส่วนผสมของ theophylline + ephidrine + hydroxyzine เป็นยาเม็ดในชื่อการค้าว่า Marax (ปัจจุบันเลิกผลิตแล้ว) ส่วนประกอบสองตัวแรกเป็นยาขยายหลอดลมที่ปัจจุบันใช้น้อยมาก ๆ และตัวที่สามเป็นยาแก้แพ้ที่ง่วงที่สุดในโลก
theophylline เป็นยาขยายหลอดลมกลุ่ม Xanthine ที่ปัจจุบันใช้เป็นทางเลือกท้าย ๆ ของการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง ในกรณียาหลักหมดทางแล้ว เพราะยาใช้ยากมาก ช่วงการรักษาแคบกินเกินไปเล็กน้อยก็เกิดพิษ ตีกับยาอื่นมาก ระดับยาในเลือดแปรปรวนผันผวนหนัก
hydroxyzine ยาแก้แพ้ปัจจุบันใช้บ้างในการรักษาอาการแพ้เฉียบพลัน ซึ่งถูกแทนที่ด้วยยายุคใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่า แถมง่วงน้อยกว่า เบลอน้อยกว่า อาการทางระบบประสาทน้อยกว่า
ephidrine มีสมบัติในการลดบวมจมูกและทางเดินหายใจได้ดี ยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นให้หลอดเลือดหดตัวและเยื่อบุลดบวม แต่เพราะว่ายามันแรงและข้ามไปกระตุ้นระบบอื่นคือ หายใจโล่ง หัวใจเต้นเร็ว แรง การเผาผลาญกระฉูด โดยผลเหล่านี้แรงมากและไม่ได้ด้อยไปกว่าการลดบวมเลย มันจึงเป็นข้อได้เปรียบของนักกีฬาและถูกระบุเป็นสารกระตุ้น
คุณอาจเคยได้ยินยากลุ่มนี้มาบ้าง ยาในยุคเดิมสมัยปี 1950-1970 นอกจาก ephidrine ยังมียาดังอีกตัวคือ phenylpropranolamine (PPA) เคยเป็นส่วนผสมของยาเม็ดแก้หวัดทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่ตัวนี้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงคือ หลอดเลือดสมองแตก จึงถูกถอนทะเบียนทั่วโลก ใครจำได้ในยุคหนึ่งยาเม็ดรวมแก้หวัดหายไปจากตลาด เพราะถอนยา PPA นี่เองครับ
ยายุคหลังจึงพัฒนาให้ไปทำงานแต่ลดบวมจมูก ให้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดน้อยลง คือ pseudoephidrine ใน prefix-pseudo ก็แสดงว่าเหมือนนะแต่ไม่ใช่เสียทีเดียว ปัจจุบันยานี้ก็ถูกควบคุมให้จ่ายในโรงพยาบาลเท่านั้น เพราะสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นการผลิตแอมเฟตามีนได้
จนมาถึงยาที่ใช้มากในปัจจุบันคือ phenyleprine ที่ผสมในยาเม็ดรวมแก้หวัด แต่ก็ต้องบอกว่าสมบัติการลดบวมของมันก็ถูกลดไปมากเช่นกัน บางการศึกษาพบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย แต่วางขายได้เพราะปลอดภัย
ephidrine ปัจจุบันยังมีที่ใช้อยู่บ้างในห้องผ่าตัดโดยวิสัญญีแพทย์เพื่อให้กระตุ้นความดัน องค์การ WADA ที่เขาทำงานเรื่องการโด๊ปยา ให้ใช้ยา ephidrine ได้หากใช้เพื่อการรักษาโดยต้องมีเอกสารยืนยัน และระดับยาที่พบในปัสสาวะต้องไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และจะต้องไม่ใช่ชนิดกีฬาที่ตัดสินกันด้วยเวลาใครเร็วกว่ากัน
WADA ออกกฏมากำกับการใช้ phenyleprine, pseudoephidrine รวมทั้งยาสูดพ่น beta-2 agonist ด้วยเช่นกัน
ในครั้งนั้น DeMont ถูกยึดเหรียญทองและตัดสิทธิการลงแข่งฟรีสไตล์ 1500 เมตรในรายการต่อไปอีกด้วย DeMont อุทธรณ์ทันทีแต่ไม่เกิดผล โดยให้การว่าเขาแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร มีใบรับรองแพทย์พร้อมสรรพ แต่ก็ไม่เกิดผล
ในหลายปีให้หลัง Demont ยังอยู่ในวงการ โดยผันตัวไปเป็นโค้ช แถมก้าวหน้าเสียด้วย และในที่สุดสมาคมกีฬาว่ายน้ำและสภาโอลิมปิกสหรัฐอเมริกาได้ออกมาขอโทษ Demont เพราะเขาทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง แต่เป็นความผิดพลาดการประสานงานกันของคณะกรรมการโอลิมปิกของอเมริกากับเยอรมันตะวันตก
ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกสากลได้มีมติ ‘ยึดแล้ว ยึดอยู่ ยึดต่อ’ ไม่คืนเหรียญครับ ถือว่าตัดสินแล้ว มีและเจอยาโด๊ปก็คือใช้ จบนะเดมอนต์
เหตุการณ์นี้ก็ทำให้เกิดการสังคายนาระบบตรวจโด๊ป กำหนดยาและขนาดยาที่ระบุเป็นโด๊ป กำหนดโทษ ในกีฬาโอลิมปิกเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและดำรงมาในทุกสมัยของโอลิมปิก พร้อมไปกับการรักษาความปลอดภัยของนักกีฬาโอลิมปิกจากเหตุการณ์ munich massacre
ถ้า Rick DeMont เกิดในยุคนี้น่าจะได้เหรียญทองไปครอง ไม่ถูกยึดเพราะเราใช้ยาสูดพ่นที่ซึมเข้ากระแสเลือดและออกทางปัสสาวะน้อยมาก หรือเป็นสารชีวภาพที่เหมือนโมเลกุลมนุษย์เราเอง ก็จะตรวจไม่พบ (แต่มีเกณฑ์วัดระดับยาพ่น)
สุดท้ายคือยาแก้แพ้ hydroxyzine ที่ตอนนี้ขาดตลาดอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะวิกฤตน้ำมันหรือช่องแคบฮอร์มุตซ์ แต่เพราะนักเตะทีมปีศาจแดงซื้อไปหมดตลาดและกำลังโด๊ปยาแก้แพ้ เพราะยังฝังใจไม่หายกับ 0-7 ในตำนานเล่าขานตลอดไป
