21 กันยายน 2569

FIB-4 score


สำหรับท่านที่ไปตรวจสุขภาพตามโปรแกรมแล้วมีให้ทำอัลตร้าซาวนด์ช่องท้อง (ซึ่งไม่น่าจะมีในโปรแกรมคัดกรอง) แล้วบอกว่ามีไขมันเกาะตับ
ไหน ๆ ท่านก็ไปเสียเงินทำมาแล้ว (ซึ่งไม่ควรเสีย) ผมจะมาแนะนำคร่าว ๆ แล้วกัน จะไม่ได้ต้องตกใจคิดมาก
1.ผลอัลตร้าซาวนด์ มีความไวที่ดีในการตรวจไขมันเกาะตับก็จริง นั่นคือถ้าตรวจพบว่าสะท้อนเสียงมากขึ้น (increase liver echogenicity) มีโอกาสเป็นไขมันเกาะตับ แต่ก็เป็นโรคอื่นที่ทำให้ตับเกิดพังผืดอีกหลายโรคได้เช่นกัน
2.ถ้าคุณมีความเสี่ยงไขมันเกาะตับ แล้วผลอัลตร้าซาวนด์ออกมาดังข้อ 1 ต้องบอกว่าโอกาสสูงทีเดียวที่จะเป็นไขมันเกาะตับของจริง พบบ่อยมากคือจากการดื่มเหล้า รองลงมาคือจากโรคเมตาบอลิกที่เราเรียกว่า MASLD = metabolic dysfunction-associated steatotic liver disease
3.ความเสี่ยง MASLD คือความเสี่ยงการเกิดโรคเมตาบอลิกหนึ่งในห้าข้อ ถ้ามีความเสี่ยง โอกาสที่จะเป็นไขมันเกาะตับของจริงจะสูงมาก
3.1 น้ำหนักเกิน BMI > 23
3.2 เป็นเบาหวาน หรือ น้ำตาลบกพร่อง
3.3 ไตรกลีเซอไรด์เกิน 150 หรือใช้ยาลดไขมันอยู่
3.4 HDL ต่ำ ชายต่ำกว่า 40 หญิงต่ำกว่า 50
3.5 ความดันเลือดเกิน 130/85 หรือใช้ยาลดความดัน
4.พูดถึงโอกาสทั้งนั้น แต่จะวินิจฉัยที่แท้จริงต้องมีประวัติ ตรวจร่างกาย ผลเลือดและเจาะชิ้นเนื้อที่ตับไปตรวจซึ่งเป็นการวินิจฉัยที่รุกล้ำมาก เราจึงพัฒนาวิธีอื่นเพื่อประเมินก่อนจะต้องไปตรวจวิธีอื่น
5.และนี่คือบทบาทของ FIB-4 score สูตรก็ตามที่ผมใช้ Copilot ทำให้ในภาพประกอบ ค่าต่าง ๆ อยู่ในผลตรวจสุขภาพของท่านในมือแล้ว เอามาคำนวณได้ ค่า FIB-4 บอกถึง “โอกาส” การเกิดพังผืดแบบ advance ไม่ได้บอกว่าพังผืดมากน้อย ไขมันมากน้อย
6.ถ้าตัวเราเป็นผู้มีความเสี่ยงไขมันเกาะตับและอัลตร้าซาวนด์พบตามข้อ 1 หากคำนวณ FIB-4 แล้วต่ำกว่า 1.3 หมายความว่าโอกาสเกิดพังผืดระดับ advance โอกาสไม่มากนัก เราแค่ติดตามผลก็พอ ไม่ต้องไปตรวจอย่างอื่น ยกเว้นมีข้อมูลอื่นว่าควรตรวจเพิ่ม
7.แต่ถ้าค่าเกิน 1.3 โดยเฉพาะหากเกิน 2.6 แสดงว่าโอกาสเกิดพังผืดแบบ advance จะเริ่มสูงแล้ว เมื่อโอกาสมันสูง ให้ตรวจด้วยวิธีอื่นที่มีความจำเพาะมากขึ้น แน่นอนว่าแพงขึ้น รุกล้ำมากขึ้น เช่น elastogram, MR elastogram
8.ส่วนการเลิกเหล้า ลดอาหารมัน ลดของผัดทอด คุมน้ำหนักตัว ลดของหวาน ออกกำลังกาย … มันต้องทำอยู่แล้วนะ ไม่ต้องไปตรวจอะไร ไม่ต้องรอให้ผลตรวจมันดุเรา เราทำได้เลย
9.ดังนั้น การคำนวณค่า FIB-4 จึงช่วยแยกคนที่โอกาสเกิดโรคสูง เอาไปตรวจเพิ่มเติม ส่วนโอกาสเกิดโรคต่ำจะใช้การติดตามต่อเนื่องไปก่อนได้ … อ้อ FIB-4 อาจมีค่าสูงกว่าปกติในคนอายุมากกว่า 65 หรือคนที่ตับอักเสบจากเหล้า
10.และยังย้ำว่า การตรวจหน้าที่การทำงานของตับ, การอัลตร้าซาวนด์ตับ ไม่ใช่การตรวจที่ดีนักที่จะแยกคนเป็นโรคออกจากคนปกติ เพราะความไวการแยกโรคต่ำไป ควรเป็นการตรวจประเมินเมื่อเสี่ยงหรือใช้เพื่อวินิจฉัยเท่านั้น


 

19 กันยายน 2569

ไม่ควรกินยาพาราเซตามอลเพื่อดักไข้

 "ผมกินยาพาราดักไข้ไว้ครับ เลยวัดไข้ไม่ขึ้น" คนไข้บอกตอนที่ผมกำลังใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้

อธิบายว่ามันดักไม่ได้
เมื่อร่างกายจะเกิดไข้ ไม่ว่าจะจากเหตุใด จะติดเชื้อ จะบาดเจ็บ สารไพโรเจนไปกระตุ้นกระบวนการอักเสบ สารไพโรเจนจะทำให้เกิดสัญญาณการสร้างอุณหภูมิจาก prostaglandins E2 (PGE2)
PGE2 จะไปกระตุ้นการควบคุมอุณหภูมิของสมอง ให้หมุนปุ่มอุณหภูมิปกติของเรา จาก 37 องศาให้เพิ่มขึ้น ร่างกายจะผลิตความร้อนให้ไปถึงอุณหภูมินั้น
พาราเซตามอลมันไปยับยั้งกระบวนการสร้างไข้ของ PGE2 ดังนั้นถ้ายังไม่มีกระบวนการสร้างไข้ พาราเซตามอลก็ไม่สามารถไปยับยั้งกระบวนการได้ จึงไม่ควรกินยาก่อนจะมีไข้
จริงอยู่ว่าบางคนรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ครั่นตัวก่อนจะมีไข้จริง กินยาเลยช่วยได้ แต่การร้อนหนาวครั่นตัว ไม่ได้แปลว่าต้องมีไข้เสมอไปทุกครั้งไป การกินดักจึงไม่มีน้ำหนักมากพอ
พาราเซตามอลกินเข้าไปประมาณ 20-30 นาทีก็เริ่มทำงาน ออกฤทธิ์เต็มที่ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และสักชั่วโมงที่ 2-3 ก็เริ่มหมดฤทธิ์ ถ้าไปดักเร็วเกินก็ไม่ตรงจุดไข้สูง หรืออาจดักฟรีเพราะไม่มีไข้
ยาไม่ได้ถูกเก็บในร่างกาย ร่างกายจะกำจัดยาอย่างรวดเร็วที่ตับ อย่าไปหวังผลว่ากินยาแล้วจะดักไข้ได้นาน มันทำไม่ได้
อย่าลืมว่ากินพาราเซตามอลมากไป ก็เกิดอันตรายได้นะครับ บางทีมกินเข้าไป 7 เม็ด ยังขมคออยู่ยันลูกบวช
ดังนั้นควรกินยาพาราเซตามอลเมื่อเริ่มมีไข้ เริ่มไม่สบายตัว กินตามขนาดน้ำหนักตัว และไปหาหมอเพื่อรักษาสาเหตุไข้ด้วยครับ

18 กันยายน 2569

Creatinine Clearance : Crockoft-Gault Formula

 Creatinine Clearance : Crockoft-Gault Formula ยังใช้อยู่ไหมในปัจจุบัน

คุณหมอรุ่นดึกอย่างผม เราคุ้นเคยกับการคำนวณการขจัดครีอะตีนีน ด้วยสูตรคำนวณ
(140-อายุ) x น้ำหนักตัว / (72xcreatinine )
ถ้าสุภาพสตรีคิดแค่ 85%
หลักเลยคือใช้ปรับยาตามการทำงานของไต แต่คุณหมอยุคใหม่อาจจะเห็นค่า eGFR ที่ปัจจุบันคำนวณสำเร็จพิมพ์ออกมาพร้อมค่า serum creatinine และหลายคนใช้ค่านี้ปรับยาในผู้ป่วยไตเสื่อม
ใช้ได้ไหม..
Creatinine clearance เป็นการประเมินการทำงานของไตโดยวัดว่าไตสามารถกำจัดสาร creatinine ออกได้มากน้อยเพียงใด ทั้งการกรองและการขับออกทางท่อไต หน่วยเป็น ml/minute
eGFR (estimated Glomerular Filtration Rate) คือ ค่าประมาณการกรองของพลาสมาผ่านหน่วยกรองต่อเวลา วัดการกรองของไตเป็นหลัก หน่วยเป็น ml/minute และปรับเป็นมาตรฐานต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตารางเมตร มีหลายสูตรคำนวณนะครับ แต่ละที่ต่างกัน
จะเห็นว่ามันเป็นคนละค่า คนละวัตถุประสงค์ เอาล่ะแต่ออกมาแล้วมันประมาณใกล้เคียงกัน โดย eGFR เราหวังผลประเมินโรคไตเสื่อมเรื้อรังเป็นหลัก ส่วน CrCl หวังผลใช้ปรับสารต่าง ๆ ตามการทำงานของไต
ใช้แทนกันได้ไหม ..
..ยาที่พัฒนายุคปัจจุบัน หรือยาที่ศึกษาโดยใช้ค่า eGFR เราก็สามารถใช้ค่า eGFR เทียบปรับยาได้เลย
..ยายุคก่อนที่การศึกษาและจดทะเบียนโดยใช้ใช้ค่า CrCl ไม่ควรใช้ eGFR แทน ควรใช้สูตรคำนวณ Crockoft-Gault ตามเดิม
รายละเอียดจะมีระบุไว้ในเอกสารกำกับยา หนังสือรวมยา และ แอปต่าง ๆ ว่าใช้ค่าใดสูตรใดในการปรับยา
โดยยาสำคัญที่ต้องใช้ CrCl คือ ยาต้านการแข็งตัวเลือดกลุ่ม NOACs ทุกตัวโดยเฉพาะ dabigatran, ยาฆ่าเชื้อ aminoglycoside

17 กันยายน 2569

รางวัล Lasker-Bloomberg Public Service award สาขาบริการสาธารณะประจำปี 2026 ได้แก่คุณไมเคิล เจ ฟอกซ์

 


有志者,事竟成 : ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
รางวัล Lasker-Bloomberg Public Service award สาขาบริการสาธารณะประจำปี 2026 ได้แก่คุณไมเคิล เจ ฟอกซ์
ใช่ครับ ดาราฮอลลีวูดจากภาพยนตร์เรื่อง back to the future หนังโด่งดังไตรภาคในยุคทศวรรษ 90 ตัวเขาและภาพยนตร์โด่งดังชนิดเป็นไอคอนได้เลย เขาเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Doc Hollywood ในปี 1991 และเริ่มพบความผิดปกตินิ้วมือและหัวไหล่สั่น ไมเคิลเข้ารับการรักษาจนสุดท้ายได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคพาร์กินสัน โรคพัฒนาเร็วมากจนต้องยุติอาชีพนักแสดงในปี 1998 เขาได้รับการรักษาทั้งจากยาและการผ่าตัด
หลังจากต่อสู้กับโรคอย่างยากลำบาก จนเขาเริ่มอาการดีขึ้น เขาได้พบปะกับผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมากมาย นั่นรวมไปถึงมูฮัมหมัด อาลี นักมวยรุ่นเฮฟวีเวทชื่อดัง ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ความหวังการรักษาน้อยมาก เพราะมีตัวยา ตัวเลือกการรักษาจำกัด นั่นทำให้เขาเริ่มตั้งใจก่อตั้งมูลนิธิไมเคิลเจฟอกซ์ สำหรับการวิจัยและพัฒนาการรักษาโรคพาร์กินสัน
ไมเคิลไม่ใช่แค่ใช้ความมีชื่อเสียงตัวเองเพื่อระดมทุนเท่านั้น หลังจากที่เขาศึกษาเรื่องการรักษา ขอความรู้และข้อมูลจากแพทย์ผู้รักษา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย บริษัทเวชภัณฑ์ รวมทั้งผู้ป่วยจำนวนมาก ทำให้ไมเคิลได้บรรลุถึงข้อเท็จจริงในการรักษา
คนไข้เองก็ยังไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้ดีนัก เพราะยารักษามีข้อจำกัด ยังไม่มียาใหม่ ครั้นจะผลิตและคิดค้นยาใหม่ บรรดาบริษัทเวชภัณฑ์ไม่อยากลงทุนเพราะกำไรไม่มากกับโรคของความเสื่อม โรคของคนสูงวัยที่รักษาไม่หาย นักวิจัยจึงพลอยถูกกระทบไปด้วยเพราะไม่มีทุนวิจัย ความสนใจของโรค (และโลกในขณะนั้น) อยู่ที่การต่อสู้เชื้อเอชไอวี ศัตรูตัวใหม่ของมนุษย์โลก
มูลนิธิของเขา ได้จัดทำฐานข้อมูลและโครงสร้างงานวิจัยกลาง ที่บริษัทยาและนักวิจัยสามารถมาใช้ข้อมูลและโครงสร้างเพื่อต่อยอดงานวิจัยไปข้างหน้า ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทำให้ประหยัดต้นทุน นอกจากนี้ยังเปิดข้อมูลเป็น open source นักวิจัยทุกคนสามารถเอาไปใช้ได้ และหากได้ข้อมูลมาเพิ่มให้มารวมกันที่นี่ ไม่มีการปกปิด
มูลนิธิของเขาช่วยปิดช่องว่างการสนับสนุนทุนวิจัยที่ไม่ว่าบริษัทเอกชน บริษัทยาหรือกระทั่งรัฐบาล ที่ไม่กล้าลงทุนในงานวิจัยความคิดใหม่ ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ทำให้มูลนิธิของเขาก้าวล้ำในเรื่องโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยทั่วโลกนับถือและศรัทธา เข้ามาร่วมให้ข้อมูลเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครการศึกษาวิจัย ยิ่งทำให้ความก้าวหน้านั้นก้าวหน้าไปอีก
ไมเคิลใช้ความเป็นดาราดังของตัวเองเพื่อสานต่อความสำเร็จระดมทุนมาทำ Hub ได้ถึงสองพันล้านดอลล่าร์ บริษัทยากล้าลงทุน นักวิจัยกล้าทำ คนไข้กล้าลอง เปลี่ยนรูปแบบงานวิจัยจากต่างคนต่างทำ มาเป็นจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน ไมเคิลไม่อายที่จะเปิดเผยตัว เดินเข้าสภาคองเกรส สภาซีเนต เข้าทำเนียบขาว พร้อมกับวีรบุรุษของชาติ มูฮัมหมัด อาลี ตั้งแต่ปี 1992-2002 เพื่อเดินหน้ากฎหมายโครงการหยุดโรคพาร์กินสันที่เพิ่งบังคับใช้ในปี 2024 ที่ผ่านมา
ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของไมเคิลคือการสร้างพลังร่วมในการรักษาพาร์กินสันผ่านมูลนิธิไมเคิลเจฟอกซ์ และผลงานรูปธรรมระดับมาสเตอร์พีชเช่นกันคือ
Parkinson's Progression Markers Initiative (PPMI) ซึ่งรวบรวมข้อมูลชีวภาพของผู้ป่วยนับหมื่นคน จนนำไปสู่การค้นพบ α-synuclein Seed Amplification Assay (αSyn-SAA) เป็น Biomarker สำคัญที่ช่วยให้เราตรวจพบโรคพาร์กินสันได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการทางกายชัดเจน
ยารักษาพาร์กินสันและอุปกรณ์ต่าง ๆ จดทะเบียนและอนุมัติใช้ถึง 23 รายการในช่วงเวลา 10 ปี รวมทั้งการค้นพบยีนที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคและความรุนแรงของโรค
ปัจจุบันไมเคิล เจ ฟอกซ์ ยังคงมุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมใหม่ในการรักษาโรคและกระจายการรักษาไปสู่ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันทั่วโลกให้เข้าถึงการรักษาอย่างเท่าเทียม


16 กันยายน 2569

เด็กหญิง ป.5 จะได้รับวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์

 ต่อไปเด็กหญิง ป.5 จะได้รับวัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์ เพื่อลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูก

9 สายพันธุ์ กับ 4 สายพันธุ์ ลดการเกิดรอยโรคระยะเริ่มของมะเร็งปากมดลูก เน้นที่สายพันธุ์หลัก คือ 16 กับ 18 สองอันนี้ลดได้พอกัน
9 สายพันธุ์ได้เปรียบกว่าคือ ครอบคลุมสายพันธุ์อื่นที่ก่อโรคได้ด้วย (แต่ 16 กับ 18 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก
การฉีดหนึ่งเข็มกับสองเข็ม ต้องบอกว่าสองเข็มมีระดับแอนติบอดีสูงกว่า แต่ถ้าถามว่าหนึ่งเข็มเพียงพอกับการป้องกันไหม สรุปว่าไม่ด้อยกว่าฉีดสองเข็ม
ในแง่ความคุ้มค่า แต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ไทยเราใช้วัคซีน HPV ชนิด 9 สายพันธุ์แบบหนึ่งเข็ม คุ้มค่า และให้คนได้รับวัคซีนได้ครบเป็นวงกว้างมากกว่า
มีบริษัทผลิต HPV 9v ในไทยแล้ว ทำให้ต้นทุน ราคา ลดลง ครอบคลุมคนไทยได้มากขึ้น
ท่านผู้ปกครองเด็กหญิง ลองเอาไปเป็นข้อมูล แต่ถ้าถามผม ฉีดเลยครับ วัคซีนลดมะเร็ง ฟรี คุ้ม

รางวัล Lasker-DeBakey สาขางานวิจัยทางคลินิกประจำปี 2026 ได้แก่ Kunihiro Hattori, Takehisa Kitazawa, Tomoyuki Igawa จากบริษัท Chugai Pharmaceuticals

 


Quand on veut, on peut : ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
รางวัล Lasker-DeBakey สาขางานวิจัยทางคลินิกประจำปี 2026 ได้แก่ Kunihiro Hattori, Takehisa Kitazawa, Tomoyuki Igawa จากบริษัท Chugai Pharmaceuticals
โรคเลือดไหลไม่หยุดฮีโมฟีเลีย A คือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีนที่ใช้ควบคุมการสร้างสารกระตุ้นการแข็งตัวเลือดที่ชื่อ Factor VIII เมื่อไม่มีแฟคเตอร์แปด ผู้ป่วยจะมีปัญหาเลือดออกง่าย ไม่ว่าจะออกเองโดยเฉพาะออกในข้อต่อหรือมีแผลแล้วเลือดหยุดยาก การรักษาจึงต้องให้แฟคเตอร์แปดชดเชยทางหลอดเลือด โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมและเรารู้จักกันดีในชื่อ the royal disease ของราชวงศ์โรมานอฟ
ปัญหาสำคัญของโรคคือ แฟคเตอร์แปดสำเร็จรูปไม่ได้ทำง่าย หายากและราคาแพงหรือถ้าให้เป็นพลาสมาจะต้องใช้ปริมาณมาก เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนจากการให้เลือด และถ้าให้แฟคเตอร์แปดบ่อย ๆ ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อแฟคเตอร์แปด (ที่มาจากเลือดชาวบ้าน) ทำให้การให้แฟคเตอร์แปดครั้งหลัง ๆ จะไม่ได้ผล
แล้วมีอะไรที่ดีกว่าแฟคเตอร์แปดจากเลือดชาวบ้านอีกไหม
ความพยายามมาเห็นผลโดยกลุ่มนักวิจัยจากบริษัทยา เขาพบว่าการทำงานของแฟคเตอร์แปด คือไปจับแฟคเตอร์เก้าและแฟคเตอร์สิบ ด้วยมือคนละข้างเสมือนกอดคอเดินสามขา เมื่อเข้ามากระตุ้นลักษณะนี้แฟคเตอร์เก้าและสิบจึงเดินหน้าทำงานกระตุ้นการสร้างลิ่มเลือดเพื่อการแข็งตัวเลือดต่อไป
ดังนั้นถ้าเขาพัฒนาแอนติบอดีที่สามารถไปจับกับแฟคเตอร์เก้าและสิบ (ใช้หลักการแอนติบอดีจับกับโปรตีน) ทำหน้าที่เหมือนแฟคเตอร์แปดได้ เราก็จะรักษาฮีโมฟิเลียได้เหมือนกัน แถมร่างกายจะไม่สร้างแอนติบอดีมาจับทำลายเหมือนการใช้แฟคเตอร์แปดสำเร็จรูปอีกด้วย (เพราะมันไม่รู้จักโปรตีนแอนติบอดีแบบใหม่นี้)
คิดมันง่าย แต่การพัฒนามันไม่ง่าย .. ลำพังการสร้างแอนติบอดีไปจับกับโปรตีนสักตัวในร่างกายก็ยากอยู่แล้ว ที่จะไปจับตรงจุด ไม่ข้ามไปจับที่อื่น จับแล้วทำงานเสมือนของจริง ต้องพัฒนา ปรับแต่ง ทดลอง ทั้งจากเซลล์สัตว์ เซลล์มนุษย์และคนจริง แต่นี่ต้องสร้างแอนติบอดีที่จับโปรตีนทั้งสองคือแฟคเตอร์สิบและเก้า ไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน มันจึงหินมาก แต่นักวิจัยชาวญี่ปุ่นก็ทำได้
ทำได้เพียงอย่างเดียวมันก็คงไม่ยิ่งใหญ่จนได้รับรางวัลใช่ไหม แต่นักวิจัยทีมนี้เขาพัฒนาวิธีใหม่ ผมขอเล่าคร่าว ๆ แล้วกันนะ ปกติแอนติบอดีมันจะมีรูปร่างคล้ายตัวอักษร Y ส่วนที่ไปจับกับโปรตีนเป็นง่ามเรียกว่า heavy chain และ light chain ตอนที่สร้างแอนติบอดีนั้น ได้สร้างส่วน heavy chain ให้จับกับแฟคเตอร์เก้าและสิบได้พอดิบพอดี แต่พอแต่จะตัวจับกับโปรตีน มันทำให้โครงสร้างโมเลกุลและประจุเปลี่ยนไป กลายเป็นว่าส่วน light chain มันตีกันเองและเด้งออก
วิธีใหม่คือการพัฒนา light chain เป็นแบบร่วมกันเสียเลย จะจับกันอย่างไรก็ไม่บิดไม่เสีย นอกจากนี้ยังใช้วิธี double lock คือให้โครงสร้าง heavy chain เมื่อจับกับแฟคเตอร์เก้าและสิบ จะจับแบบเข้าไม้แน่นหนา ไม่ได้จับอ่อนแบบตีนตุ๊กแก แบบนี้ทำให้ตัวแอนติบอดีทำงานได้แม่นยำ เฉพาะจุด จับแน่นจับนาน
▶️▶️▶️▶️▶️▶️
เกิดเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนัง emicizumab ที่สามารถใช้ป้องกันเลือดออกในโรคฮีโมฟิเลียเอ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แต่ว่าบริษัท Chugai ไม่ได้ทำงานนี้งานแรกนะครับ เขาสะสมประสบการณ์การสร้าง specific precised antibody มาหลายอย่างแล้ว เช่น tocilizumab ในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ งานพัฒนายาร่วมกับบริษัท Roche ในการรักษาหลายโรคเช่น rituximab ในการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง, trastuzumab ในการรักษามะเร็งเต้านม, bevacizumab สำหรับรักษาเบาหวานจอประสาทตา
เขานำเทคโนโลยีมาต่อยอดต่อเนื่องได้ดี แต่เนื่องจากงานสร้าง emicizumab เป็นงานใหญ่และทุนมหาศาล ทางบริษัทจึงลงทุนร่วมกับบริษัท Roche เพื่อพัฒนายานี้ และพัฒนาเป็น engine สำหรับวิจัยและพัฒนายาในอนาคต ในการพัฒนายากลุ่มนี้ทั้งหมด เรียกว่าวิสัยทัศน์ไกลมาก จึงได้รับรางวัล Lasker award ในปีนี้ครับ


15 กันยายน 2569

วิทยาลัยแพทย์โรคข้ออเมริกา ออกอัพเดตคำแนะนำโรคข้อเสื่อมปี 2026




 breaking !! วิทยาลัยแพทย์โรคข้ออเมริกา ออกอัพเดตคำแนะนำโรคข้อเสื่อมปี 2026 เมื่อวานนี้ มีหลายอย่างสะเทือนวงการ

**แนะนำอย่างยิ่ง**
1.เข่าเสื่อม สะโพกเสื่อม ควร ลดน้ำหนักและแนะนำออกกำลังกายต่อเนื่อง
2.ข้อมือ ข้อเข่า ...ใช้ยาทาต้านการอักเสบเฉพาะที่
3.ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ ... กินยาแก้ปวดต้านการอักเสบ (NSAIDs)
4.ข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อมือ ... ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าข้อได้ แต่หากเป็นข้อสะโพกควรใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์ช่วยนำฉีด
🔴🔴**ไม่แนะนำอย่างชัดเจน**🔴🔴
1.ไม่แนะนำ ฉีด PRP (platelet rich plasma) (เข่า,สะโพก)
2.ไม่แนะนำฉีด stem cell (เข่า,สะโพก)
3.ไม่แนะนำกิน glucosamine หรือ chondroitin (เข่า,สะโพก,มือ)
4.ไม่แนะนำฉีด TNF-alpha (เข่า,สะโพก,มือ)
**ไม่แนะนำ** (conditional)
1.ไม่แนะนำฉีด hyaluronic (เข่า,สะโพก,มือ)
2.ไม่แนะนำกิน fish oil (เข่า,สะโพก,มือ)

รางวัล Lasker-DeBakey สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ประจำปี 2026 ได้แก่ Emmanuel Mignot และ Masashi Yanagisawa


 


where there is a will, there is a way : ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น

รางวัล Lasker-DeBakey สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ประจำปี 2026 ได้แก่ Emmanuel Mignot และ Masashi Yanagisawa
มนุษย์เราพยายามหาความลับของการนอนหลับมานาน แต่ยังไม่สามารถเข้าใจได้เต็มที่ จนการมาถึงของการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง การตรวจหน้าที่การทำงานสมองผ่านเครื่อง MRI การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อระบบประสาทเพื่อการทดลอง วิศวกรรมพันธุศาสตร์ ทำให้เราทราบวงจรการหลับตื่น สารสื่อประสาท GABA ตำแหน่งควบคุมการนอนหลับในสมอง
🔴narcolepsy🔴
วงจร Orexin เกิดจากสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมาจากเซลล์ประสาทบริเวณ lateral hypothalamus มีทั้ง orexin A และ orexin B ไปจับกับตัวรับ orexin ชนิดที่หนึ่งและสอง ทำหน้าที่กระตุ้นศูนย์การตื่น และควบคุมไม่ให้เข้าสู่ระยะ REM sleep แบบเฉียบพลัน (ซึ่งจะทำให้อ่อนระทวย กล้ามเนื้อหมดแรง เข้าภวังค์หลับ) เป็นหนึ่งในการค้นพบส่วนสำคัญของวงจรการหลับตื่นของสมอง
และที่มาของการค้นพบวงจรนี้เกิดจากการศึกษาโรคเหงาหลับ narcolepsy อันนี้ไม่ใช่อาการง่วงนอนยามบ่ายของพวกเรานะครับ โรคนี้เกิดจากวงจร orexin มันเสียไปเพราะสร้างสารสื่อประสาท orexin ไม่ได้ มันจะง่วงแบบคุมไม่ได้แม้ว่าจะนอนมาเต็มที่แล้วก็ตาม นอกจากจะหลับแบบควบคุมไม่ได้ยังจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงอีกด้วย
การเกิดโรค narcolepsy เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเราเองที่ผิดปกติไปจับทำลายเซลล์สร้าง orexin เรียกว่าทำลายเกลี้ยงเลยและเหงาหลับไปตลอดชีวิต ไม่มีวันสดชื่นอีกเลย (สัมพันธ์กับ HLA-DR2)
🔴 cataplexy🔴
นอกจากนี้ orexin ยังทำงานสำคัญอีกประการ เล่าแบบนี้ ในเวลาหลับนั้นร่างการเราจะมีระบบการตัดสัญญาณการขยับของร่างกาย ไม่ให้ขยับตามที่เราฝัน ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะ atonia เราเรียกระบบนี้ว่า dream enactment (REM sleep paralysis mechanism)
แต่ในขณะที่เราตื่นดี มันจะมีบางภาวะสมองส่วน amygdala ได้รับการกระตุ้น คือหัวเราะมาก ๆ สนุกเกิดขีดจำกัด การกระตุ้นสมองส่วน amygdala นี้จะส่งสัญญาณเหมือนเปิดสวิตช์ระบบ dream enactmnet ทำให้เราเกิดอ่อนระทวย หมดแรงฮวบในขณะที่ตื่นดีและสุขสุดขีด แต่ที่เราไม่ระทวยก็เพราะเจ้า orexin นี่แหละมันรู้ว่าเรายังตื่นอยู่นะ อย่าฮวบนะ ส่งสัญญาณไม่ให้ฮวบ ไม่อย่างนั้นก็อันตราย
หากเราไม่สามารถสร้าง orexin ได้ นอกจากจะเป็นโรค narcolepsy แล้วจะยังเกิดการฮวบ (atonia) ในขณะตื่นและกระตุ้นรุนแรงจากการหัวเราะสนุกสุดขีด เรียกว่า cataplexy
กว่าจะรู้ว่ามีสารนี้ สร้างจากที่ใด ทำงานจุดไหน ก็ไม่ง่ายเลยในการพิสูจน์ การเตรียมกว่า 50 cell lines , หาสารที่คงที่, หาสารที่จะมีโอกาสเป็นยาได้ ทั่วคู่ต้องล้มและสู้หลายครั้ง ขอทุนมหาวิทยาลัย ขอทุนบริษัทเวชภัณฑ์ และขอความร่วมมือกับนักวิจัยสาขานี้อีกมากมาย
🥰🥰🥰🥰🥰🥰
เล่ามาตั้งนานสรุปว่าการศึกษา narcolepsy และ cataplexy ทำให้เรารู้จักวงจรการหลับตื่นผ่านสารสื่อประสาท orexin แล้วมันสำคัญอย่างไร
อย่างแรก ในการรักษาโรค narcolepsy และ cataplexy เราสามารถผลิตยาที่จะมาชดเชยการขาดหายไปของ orexin ที่เรียกว่า OXR2 agonist ได้แก่ยา danavorexton, oveporexton
อย่างที่สองคือไปยับยั้ง orexin มันก็จะง่วงและหลับ โดยที่ใช้เวลาหลังจากกินไม่นาน ไม่ติดยา ไม่เบลอ เรียกว่า dual orexin receptor antagonist ได้แก่ยา suvorexant, lemborexant และ daridorexant
มหัศจรรย์ อดทน และอัจฉริยะ ทั้งสองท่านเลย

13 กันยายน 2569

การตัดสินงานวิจัย

"ผลิตภัณฑ์นี้มีงานวิจัย โดยผู้วิจัยระดับศาสตราจารย์" : แบบนี้น่าเชื่อถือใช่ไหม

1.การตีพิมพ์งานวิจัยวิชาการ เกือบทั้งหมดจะเน้นความเท่าเทียมทางวิชาการ จะเป็นนักเรียนหรือศาสตราจารย์ก็ต้องเท่าเทียม จึงไม่นิยมลงตำแหน่งทางวิชาการ จะมีแค่ชื่อและวุฒิการศึกษาเท่านั้น

2.การได้ลงตีพิมพ์ในวารวารชื่อดัง ไม่ได้หมายความว่าจะมีคุณภาพเสมอไป หลายงานก็ถูกถอดออก ชื่อเสียงที่โด่งดังหมายถึง มีคนเห็นเยอะ มีคนอ้างอิงถึงมาก ไม่ได้บอกว่างานวิจัยนั้นคุณภาพดี

3.งานวิจัยจากสถาบันชั้นนำ ก็ไม่ได้หมายถึงคุณภาพของงานที่ดี และยิ่งทำให้เกิด prestige bias คือโน้มเิียงว่าสถาบันดัง งานต้องดี

4.งานวิจัยที่ดี ต้องพิจารณาเป็นรายงานวิจัย ถึงคำถามวิจัย การเลือกรูปแบบการศึกษา กระบวนการศึกษา ผลที่ได้ การประเมิน internal, external validity 

5.วารสารชื่อดัง สถาบันดัง เขาก็พยายามรักษามาตรฐานของวารสาร โดยการตั้งเกณฑ์ผ่าน การมีผู้เชี่ยวชาญมาทบทวนก่อนจะปล่อยตีพิมพ์ การตรวจสอบหลังตีพิมพ์ ดังนั้นจึงเพียงตัวคัดกรองประมาณหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายต้องอ่านเอง วิเคราะห์เอง

6.หลายงานวิจัยที่ดี แต่ผลอาจออกมาเป็นลบ วารสารหลายที่เลือกจะไม่ตีพิมพ์ (publication bias) และเช่นกันของที่ผ่านเกณฑ์วารสาร ก็มีหลายอันบกพร่อง ต้องพิจารณาเอาเอง

7.อย่าเชื่อเพียงแค่บอกว่า "มีงานวิจัยรองรับ" 
   อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากสถาบันชื่อดัง"
   อย่าเชื่อเพียงบอกว่า "งานวิจัยจากวารสารชั้นนำ'

8.บางผลิตภัณฑ์จะเลือกนำจุดที่เขา "ขายได้" มานำเสนอ เรียกว่าไม่ผิด แต่ไม่ครบและอาจเกิดการสรุปผิด ดังนั้นการวิเคราะห์วารสาร การวิเคราะห์งานวิจัย มีความสำคัญมากในการหาความรู้

9.ผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นเรื่องที่พูดยาก ถ้าไม่มีก็อาจจะไม่มีงานดี ๆ ออกมาเพราะไม่มีเงิน  ถ้ามีทับซ้อน เราก็กังวลว่าผลอาจจะถูกบิด ระเบียบวิธีวิจัยถูกบังคับ   ดังนั้นทักษะการสกัดความจริง กรองผลวิจัยและวิเคราะห์วารสาร จึงช่วยเราได้ดี

10.สุดท้ายคือ myself bias เราจะมีอคติเข้าข้างตัวเอง ว่าเราเข้าใจถูก คนอื่นผิด ยิ่งเก่งยิ่งกร่าง เราจึงต้องเปิดใจ เปิดหู เปิดตา มองคนอื่นมองผู้อื่นด้วยใจเป็นกลาง เอามาปรับปรุงตัวเราเอง ลด myself bias เพิ่ม humble wisdom 

🩵🩵🩵-❤️

Honda CB 400 NC42 ปี 2008


 


เท่าที่เคยขี่มา รุ่นไหนประทับใจสุด : วันนี้มาคุยกันแบบขาลุย สายนักบิด มอเตอร์ไซค์ในใจของผม

ใครติดตามมานานจะทราบว่าผมเป็นอดีตไบค์เกอร์ ตั้งแต่รถเล็กไปจนรถใหญ่ เคยมีครอบครองซื้อมาขายไป เคยลองของพรรคพวกเพื่อนฝูง ตั้งแต่ยุคสมัยรถมอเตอร์ไซค์ยังสีดำ คือ ไม่มีทะเบียนอะไรเลย มาถึงยุคสีเทาคือมีทะเบียนอะไหล่แต่มาประกอบเอง จนมายุคสีขาวคือจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
ส่วนมากจะฉายเดี่ยว หาเส้นทางใหม่ กินลาบข้างทาง นอนโรงแรมจิ้งหรีด มีออกทริปบ้างแล้วแต่โอกาสว่าง แน่นอนว่าเคยลองรถมาหลายแบบ รถสปอร์ตตัวแรงเช่น CBR 600 R, รถกึ่งวิบาก BMW F850 GS, ครุยเซอร์ HD fatboy, สายสตรีท CB 400 superfour และรถในบ้านเรา ไม่ว่า NSR 150SP proarm, kawasaki victor R, belle 100, honda nova sonic, suzuki raider 150 สุดท้ายชีวิตสงบ ใช้แค่ honda click 125i ฮ่า ๆ
ถามว่าให้เลือกคันไหน ที่จะเป็นคู่ชีวิต โดยรวมแล้วประทับใจที่สุด ขอยกให้ Honda CB 400 NC42 ปี 2008 หรือ superfour หัวฉีด เครื่องวีเทค รุ่นแรก
ตัวเครื่องตัวถังไม่ใหญ่ไป ใช้เดินทางระยะกลางได้ดี จากประสบการณ์ผมนะครับ ถนนเมืองไทย ลากยาวได้ยาก ไม่ว่าจะสภาพถนน รถรามากมาย อากาศร้อน และของอร่อยริมทางเพียบ การเดินทางระยะกลางคือครั้งละ 50-100 กิโลเมตร ผมว่ากำลังดี ไม่เหนื่อยไป ซูเปอร์โฟร์มีกำลังมากพอ และทยทาน ไม่ต้องเร่งมาก ตัวถังเป็นแบบเปลือย ไม่ร้อน และท่านั่งสบายไม่ก้มมากไปและไม่ปะทะลมจนเหนื่อย
ใช้ในเมืองก็ได้ ด้วยความที่ไม่ใช่บิ๊กไบค์ ไม่เทอะทะ ควบคุมรถตามแยก ไฟแดง ซอกซอยได้ดี หาที่จอดง่าย จอดหน้าร้านสะดวกซื้อยังได้ จึงตอบโจทย์ของผมที่ชอบเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมเป็นหลัก แวะนู่นนี่ เข้าไปที่ต่าง ๆ ซอกแซกไปเรื่อย
กำลังเร่งและความเร็ว ในย่านความเร็วปานกลาง 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซูเปอร์โฟร์ยังนิ่ง ไม่สั่น ไม่วอกแว่ก แช่ยาว ๆ ได้เลย และอัตราเร่งแซงที่ดีมากจาก 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พรวดเดียวไปที่ 120 ได้เลย ทำให้เร่งแซงหนีพี่ ๆ รถพ่วงรถบรรทุกได้ดี ใครขับขี่ทางไกลจะรู้ว่าข้อนี้สำคัญมาก และเมื่อติดระบบวีเทค พอวีเทคเปิดนะคุณ หัวตั้งเลยล่ะ
ระบบความปลอดภัยทำได้ดี ผมจำไม่ได้ว่าเบรกรถติด ABS มาหรือยัง แต่ว่าเบรกทำได้ดี ไม่เคยปัดไม่เคยล้ม ระบบกันกระแทกนุ่มมาก ไม่โยน ส่วนอัตราความสิ้นเปลืองไม่ต้องพูดกันครับ รถสี่สูบ รอบจัดจ้าน กินน้ำมันสุด ๆ แถมตอนนั้นเดิม 95 ด้วย ดีที่มีเกจ์น้ำมันมาให้ไม่งั้นลำบาก (รถรุ่นอนาล็อกเก่า ๆ ยังไม่มีนะครับ) ยุคปัจจุบันคงขายทิ้ง
การควบคุมดีมาก แฮนด์แบบสั้นไม่ต้องออกแรงเยอะ เลี้ยวง่ายไม่ต้องตั้งวงเลี้ยวมาก ศูนย์ถ่วงสูงสักหน่อยต้องตั้งสติตอนกลับรถดี ๆ ติดกันสะบัดหนึ่งตัวครับ นิ่งกริ๊บเลย
เรียกว่าทางกลางสบายมาก ทางไกลจะเหนื่อยหน่อยแต่ผมก็ไม่เคยขี่ยาวไกล ๆ อยู่แล้ว ในเมืองก็คล่องดี ขึ้นเนินขึ้นเขาสะดวก บังคับดี อยู่มือ รถรุ่นอื่นก็มีดีของมันนะครับ ตอนผมขี่สปอร์ต พอถึงจุดหมายมือชาจนไม่รู้สึกอะไรเลย และปวดหลังมาก ส่วนรถใหญ่อย่าง HD ผมรู้สึกว่าเหนื่อยไปหน่อยตอนบังคับรถครับ
และถ้าเป็นรถบ้านเรา จริง ๆ ผมรัก honda nova sonic RS super รุ่นเต๋าสมชายเป็นพรีเซนเตอร์ครับ ครบเครื่อง แรงพอควร ทนทาน ไม่จุกจิก ถ้าไม่ต้องเดินทางไกลก็คันนี้เลย ของผมสีเทาสวยมาก
มอเตอร์ไซค์คันแรกที่ฝึกขับ : yamaha belle R 100 cc
มอเตอร์ไซค์ที่ใช้ปัจจุบันและคิดว่าคงใช้ไปอีกสักพัก : honda click 125i helmet in
ถ้าจะซื้อคันใหม่แทนคันเดิม : yamaha all new aerox SP 155 cc
สุดยอดรถในฝัน และยังอยู่ในฝันตลอดไป : BMW R1200 C
เอาล่ะถึงเวลาของพวกคุณแล้ว บอกกันมา ใครชอบอะไร ใครฝันอะไร

11 กันยายน 2569

แมกนีเซียม : ช่วยนอนหลับหรือไม่ : อันตรายไหม

 แมกนีเซียม : ช่วยนอนหลับหรือไม่ : อันตรายไหม

1. ในเรื่องการนอนหลับให้ดีขึ้น มีการศึกษาขนาดเล็ก การควบคุมและวัดผลทำยาก ส่วนมากใช้การสอบถามจากความจำ ... สรุปว่าผลทำให้นอนหลับไม่ชัดเจน
2. ถ้านอนไม่หลับจะช่วยให้นอนไหม การศึกษาเพื่อตอบคำถามนี้ วัดผลยาก แปรปรวนมาก มีการศึกษาทดลองด้วย แต่สรุปว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนในการรักษาโรคนอนไม่หลับ
3. ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลข้างเคียง ..น่าห่วงสุดคือ ไตเสื่อมแต่ได้รับแมกนีเซียม ที่ไม่ต้องมากเกินไปนะครับ แต่ก็เกิดพิษได้เพราะขับออกจากร่างกายไม่ได้ ใครเป็นโรคไต โปรดระวัง
4. น่าห่วงข้อต่อมาคือ เกินขนาด อาจจะเป็นอาหารเสริมหลายยี่ห้อพร้อมกัน หรือกินร่วมกับยาที่มีแมกนีเซียมสูง ซึ่งเกือบทั้งหมดคือ ยาระบาย
5. น่าห่วงข้อสุดท้าย คือ แมกนีเซียมจะไปตีกับยาหลายตัว ทำให้ดูดซึมผิดปกติ ที่พบบ่อยคือ
ยาฆ่าเชื้อ fluoroquinolones, doxycycline
ยากระดูกพรุน bisphosphonated
6. อาหารอุดมแมกนีเซียม คือ ถั่ว ธัญพืช เต้าหู้ ถ้ากินอาหารหลายหลายและเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องเสริมแมกนีเซียม หากไม่เกิดโรคครับ

severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้อ

 คำปรารภจากผู้ป่วยรายหนึ่ง .. น่าคิด

ผู้ป่วยหญิง 68 ปี มาปรึกษาอยากตรวจติดตามค่าไต เดิมรักษา รพ.จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง คนไข้บอกว่า ค่าไตได้ 50 อยากรู้ว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง จะต้องฟอกเลือดไหม กลัวมากเพราะอยู่คนเดียว
หลังพูดคุยแล้ว ก็พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง ใช้ยาประจำ ตรวจติดตามทุกปี เราคุยกันอยู่เกือบสามสิบนาที จนเข้าใจถึงหลักการการตรวจติดตาม, การใช้ค่า GFR , ผลแทรกซ้อนของโรคต่อไต
ผู้ป่วยและญาติบอกว่า ถ้าทางรพ.อธิบายจนเข้าใจแบบนี้ก็จะไม่กังวล แต่ทุกวันนี้ไปเจอหมอ เจาะเลือด รับยา คุยกันนิดเดียว ไม่ได้อธิบายให้ 'หายกลัว'
เธอจึงต้องหาคำอธิบายตามสื่ออินเตอร์เน็ตในโทรศัพท์ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ยิ่งกลัวมากขึ้น ถ้าคุณหมอและรพ. ได้พูดคุยให้เข้าใจก็คงจะดีกว่านี้ (ดีที่ไม่ถูกชักจูงซื้อผลิตภัณฑ์ใด)
คิดว่าคงแก้อะไรต่าง ๆ ได้ยาก แต่อยากมาบอกว่าปัญหาเหล่านี้ มันก็ร้ายแรงไม่แพ้ตัวโรคเช่นกัน
severity of disease x degree of concern = ปัญหาที่ต้องแก้ไข

09 กันยายน 2569

ทำไมจึงเกิดติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย ๆ ในผู้หญิง

 มีผู้ติดตามถามว่า ทำไมจึงเกิดติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อย ๆ ในผู้หญิง (บางคน) ลองไปสืบค้นแบบเป็นระบบ พบอะไรหลายอย่าง

1.มีการศึกษาชัดเจนว่าเชื้อก่อโรค สะสมใกล้ทวารหนัก มากกว่ารอบท่อปัสสาวะ เป็นการศึกษาเชิงชีววิทยา น่าจะเป็นที่มาคำอธิบายว่าเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังจะลดการปนเปื้อน
2.แต่หลักฐานจริง ๆ ว่าเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังแล้ว จะลดการติดเชื้อได้จริงหรือ กลับมีการศึกษาน้อยมากและที่มีอยู่ก็สรุปไม่ได้ว่าจะน้อยลง
3.หลักฐานว่าล้างดีกว่า หรือเช็ดดีกว่า ผมพยายามค้นแล้ว ไม่พบที่ชัดเจนเลย
4.แต่มีหลักฐานชัดว่า การสวนล้างช่องคลอดเพิ่มโอกาสติดเชื้อช่องคลอดและติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ มากกว่าการล้างภายนอก
5.หลักฐานเรื่องการเช็ดหรือล้างไม่ชัดเจนเลย เหมือนจะขัดกับความรู้สึกที่เราสอนกันมา แต่ก็ยังแนะนำแบบนั้นคือ เช็ดจากหน้าไปหลัง ตามหลักฐานทางจุลชีววิทยา ไม่ใช่หลักฐานทางคลินิก
6.เจอหลักฐานว่า การล้างทำความสะอาดภายนอกหลังมีเพศสัมพันธ์ ลดการเกิดการติดเชื้อซ้ำ แม้ว่าคุณภาพหลักฐานจะเป็น historical control และ case-control แต่น้ำหนักหลักฐานดีกว่า เช็ดจากหน้าไปหลัง เสียอีก
7.เคยมีคนทำรวบรวมการศึกษา พบว่าสาเหตุการเกิดการติดเชื้อซ้ำ มาจากความเปลี่ยนแปลงของเชื้อประจำถิ่น และความไวการติดเชื้อของคนคนนั้น ( ซึ่งเป็นปัจจัยที่ปรับไม่ได้) มากกว่าพฤติกรรมทางสุขอนามัย
8.แล้วเอาอย่างไร ... เมื่อหลักฐานทางคลินิกมีไม่มากพอและไม่หนักแน่น เราใช้หลักฐานทางจุลชีววิทยา และใช้คำอธิบายเชิงเหตุผลได้ จนกว่าจะมีการศึกษาที่ดีที่ตอบคำถามได้มาอธิบาย
9.สรุปว่า ควรเช็ดทำความสะอาดจากหน้าไปหลังเวลาขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ทำความสะอาดภายนอกหลังมีเพศสัมพันธ์ งดการสวนล้างช่องคลอด
10. ค้นไปเกือบห้าชั่วโมง ทดไปอีกสิบแผ่นเอสี่ จบลงด้วย คำแนะนำตามเดิมครับ 😅😅😅😅😅😅😅😅
ใครมีข้อมูลใดก็มาเสริมได้นะครับ ค้นจนตาลาย ใช้ทั้งมือเราเองและ AI prompt สองตัว (จ่ายตังเอง) ...ยังไม่มีโอกาสลอง TH-AI passport..

บทความที่ได้รับความนิยม