10 กุมภาพันธ์ 2569

health literacy และ primary care

 ขอบ่นสักหน่อยเถอะ ..

คนไข้มาปรึกษาว่ามีอาการวิงเวียนไม่หาย ใกล้เที่ยงแล้วเป็นทุกครั้ง หรือเป็นเพราะอากาศร้อน ถือถุงยาแก้วิงเวียนเต็มถุงเลย หลายตัวจากหลายที่
ตรวจไปมาติดตามไปมาสรุปว่า ทั้งหมดเกิดจากอาการน้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยให้ประวัติเป็นเบาหวานมา 15 ปี ซื้อยากินเองซึ่งเป็นยาเดิมที่คุณหมอคลินิกเคยให้เมื่อ 15 ปีก่อน ตอนนั้นตรวจน้ำตาลปลายนิ้วติดตามผลอยู่สักสี่ห้าครั้ง หมอบอกควบคุมได้ดี เลยซื้อยากินเอง
ยาที่ใช้คือ Glipizide 2 เม็ดเช้าและหนึ่งเม็ดเย็น วันไหนกินข้าวเยอะก็ปรับเองเป็นสองเม็ดเย็น วันไหนวิงเวียนมากคิดว่าน้ำตาลขึ้นก็เพิ่มยาอีกเม็ด
โรคต่าง ๆ มีการดำเนินโรคต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพโรค สภาพร่างกาย ความเป็นอยู่ ต้องมีการปรับยาต่อเนื่องนะครับ ไม่ใช่ว่ายาไม่ดี แต่ต้องปรับให้เหมาะกับสภาพโรค
อาการที่เกิดก็อาจไม่ใช่โรคใหม่ แต่อาจเป็นโรคเดิมนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาหรือเป็นจากยา...คนไข้รู้ว่ายาจะลดน้ำตาล แต่ไม่รู้ว่ายาทำให้น้ำตาลต่ำ
สถานพยาบาลที่ผ่านมาหลายที่ก็ดี คือผมเข้าใจนะว่าคนไข้เยอะ ไม่มีเวลา หรือบางทีเห็นคนไข้คนเดิมมาด้วยอาการเดิมซ้ำ ๆ ก็ไปคิดว่าย้ำคิด คิดมาก ช้อปปิ้ง ก่อนจะคิดแบบนั้นให้ทบทวนก่อนว่าเขาน่าจะมีปัญหาที่ยังไม่แก้ไข มีอะไรที่ยังค้นไม่เจอ
ดีนะที่ยังไม่มีผลข้างเคียงจากยาแก้วิงเวียน 4 ชนิดและยาแก้เครียดอีก 2 ชนิดในถุงยานั้น (คนไข้กินแล้วไม่หายเลยไม่กิน!)
เรื่องง่าย ๆ แบบนี้ที่ถูกละเลยอาจเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญมากที่สุดของประเทศเรา คือ health literacy และ primary care
ฝากท่านรัฐมนตรีคนใหม่ด้วยนะครับ

eosiophil ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

 เจาะเลือดไปทำไม ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพองคือ ต้องมีประวัติของโรค ไอ เหนื่อย มีเสมหะ มีประวัติสัมผัสสารต้องสงสัยเช่น บุหรี่ ควันเผาถ่าน ตรวจร่างกายเข้าได้เช่นทรวงอกโป่ง หายใจมีเสียงวี๊ซ และวัดสมรรถภาพปอดพบการตีบแคบของหลอดลม (FEV1/FVC < 70%)
ใช่แล้ว ไม่เห็นมีผลเลือดมาเกี่ยวข้องสักหน่อย แต่ที่ต้องเจาะเลือดมันมีเหตุผลในการเลือกยารักษาครับ เลือดที่เราเจาะตรวจคือการตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) และเฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือการตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด eosiophil หน่วยออกมาเป็นจำนวนเซลล์ต่อหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร
ปกติแล้วโรคถุงลมโป่งพอง เราจะไม่ใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ยกเว้นในบางกรณีที่จะใช้เม็ดเลือด eosinophil ช่วยเลือก ถ้าให้โดยไม่จำเป็นจะเสี่ยงการเกิดเชื้อราในปากโดยไม่จำเป็น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดติดเชื้อในปอดอีกด้วย
เมื่อเริ่มการรักษา ถ้าพบ eosiophil มากกว่า 300 ใช้ยาสูดสเตียรอยด์ ‘ร่วมกับ’ ยาขยายหลอดลมเพื่อลดโอกาสกำเริบ และถ้าติดตามต่อไปและไม่กำเริบเลย ก็อาจหยุดยาสูดสเตียรอยด์ได้ เหลือแต่ยาขยายหลอดลมอย่างเดียว
ในกรณีกำเริบ โรคแย่ลง ก็ตรวจเลือดนับ eosinophil อีกครั้งถ้าระดับเกิน 300 ให้ใช้ยาสูดสเตียรอยด์เพิ่มเข้าไป
ในกรณีกำเริบและใช้ยาสูดขยายหลอดลมสองชนิดแล้ว (LABA+LAMA) ให้เพิ่มยาสูดสเตียรอยด์หากระดับ eosiophil เกิน 100
นอกเหนือจากระดับเม็ดเลือดขาว eosinophil แล้ว ค่าความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) เป็นอีกหนึ่งค่าที่ใช้ประกอบการจัดกลุ่มผู้ป่วย ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนที่บ้าน คือมีลักษณะของการขาดออกซิเจนเรื้อรังจะพบค่า hematocrit มากกว่า 55% (ร่วมกับลักษณะอื่น ๆ ของการขาดออกซิเจนด้วย)
เราจะได้มองหาค่าที่จำเป็นเวลาเห็นผล CBC ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ไม่ปล่อยผ่านสายตาโดยไม่เกิดประโยชน์ครับ

09 กุมภาพันธ์ 2569

ลูกเดือยต้ม

  ลูกเดือยต้ม

ลูกเดือยเป็นอาหารที่มีโปรตีนไม่สูงนัก คาร์บพอสมควร แต่นั่นไม่ใช่จุดที่ต้องการแจ้ง สิ่งสำคัญของลูกเดือยที่อยากมาบอกกัน
1. ลูกเดือยเป็นอาหารที่ไม่แพง ถ้าเก็บโดยไม่โดนความชื้น จะเก็บได้นานมาก เอาไว้ทำอาหารได้ตลอดปี
2.ลูกเดือยสุก 100 กรัมมีเส้นใยประมาณ 5 กรัม ทั้งเส้นใยละลายน้ำที่ช่วยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอลจากอาหาร และเส้นใยไม่ละลายน้ำช่วยการจับก้อนอุจจาระ ขับถ่ายง่าย
3.เป็นพรีไบโอติกชั้นดี ช่วยให้แบคทีเรียดีในลำไส้ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น
4.อิ่มนาน ผมใช้เป็นอาหารเช้า ผสมในมื้อเช้า ไม่ว่าจะใส่ในนม ผสมกับโยเกิร์ต เสริมในสลัด
5.อันนี้สูตรผมเองนะ ผมจะแช่ลูกเดือยประมาณ 6 ชั่วโมง เสร็จแล้วเอาไปต้ม ผมจะเติมน้ำท่วมเลย ใช้หม้อไม่ใหญ่มาก ต้มไฟอ่อนแต่นาน ต้มจนเม็ดพองอวบ น้ำที่ต้มระเหยไปเกือบหมด จะสุกนุ่มพอดี
6.ต้มเสร็จพักให้น้ำสะเด็ด ให้ลดความร้อน แล้วเก็บในกล่องอาหารสุญญากาศ ใส่ตู้เย็นช่องธรรมดา เก็บได้หลายวัน พอจะใช้ก็หยิบมาปรุงได้เลย
7.ใครอยากเพิ่มความหนึบกรุบในอาหาร ลูกเดือยนี่ดีมากครับ เพิ่มความหลากหลายและรสชาติอาหารเช้าได้ดี

08 กุมภาพันธ์ 2569

ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

 ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

นี่เป็นเรื่องยาวที่ร้อยเรียงมาให้ท่านได้อ่านกัน เป็นของขวัญอ่านเล่นหลังจากที่พวกท่านไปช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ไม่นานมานี้ fibanserin ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ สามารถใช้รักษา HSDD (hypoactive sexual desire disorder) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตามรอยการรับรองของยาเดียวกันนี้ในหญิงวัยยังมีประจำเดือนที่เคยรับรองเมื่อหลายปีก่อน
fibanserin ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนิน เพื่อทำให้เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหมือนไวอะกร้านะครับ นั่นเขาเพิ่มความอดทน แต่นี่เพิ่มความต้องการ เพิ่มความสุข วิธีใช้ให้กินยาทุกวันวันละเม็ด เรียกว่ารักษาระดับความต้องการต่อเนื่อง
เป็นเรื่องที่ดีในวงการแพทย์ แต่เบื้องหลังพรมแดงและกลีบกุหลาบ มีเรื่องราวเช่นกัน
หลายสิบปีก่อน sildanafil หรือไวอะกร้าของบริษัทไฟเซอร์ ได้สร้างความมหัศจรรย์กับชายทั่วโลก แม้ว่าเดิมทีตัวยาจะถูกกำหนดมาเป็นยาลดความดันโลหิต ทำให้ยอดขายยาไวอะกร้าของไฟเซอร์เป็นสถิติยาที่ทำกำไรมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก
ด้วยความสำเร็จของไวอะกร้า จึงมีคำถามว่า แล้วสุภาพสตรีเล่า มีอะไรช่วยได้บ้างหรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นความท้าทายของวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อช่วยคนทุกข์กาย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก
ประมาณกลางปี 1995 บริษัทโบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์ม เริ่มทำการศึกษาพัฒนายาต้านซึมเศร้าที่มีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ตัวรับซีโรโทนินในสมอง ก่อนหน้านี้เรามียารักษาโรคซึมเศร้าที่ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนินอยู่แล้ว ทำงานโดยยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนิน (ยับยั้งการดูดกลับ เท่ากับ ทำงานนานขึ้น) แต่ครั้งนี้เป้าหมายจะล็อกที่ตัวรับซีโรโทนินในสมองเลย
เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยาที่ทดสอบมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสุขทางเพศมากขึ้นและเร้าอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในอาสาสมัครผู้หญิง
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงเริ่มปรับเป้าหมายจากการรักษาโรคซึมเศร้า มาเป็นการรักษา hypoactive sexual desire disorder ในช่วงปลายทศวรรษ 90 ด้วยการศึกษาชื่องดงามทั้งหลายคือ VIOLET, DAISY และ BEGONIA
ผลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสุขสมและอารมณ์เพศในสุภาพสตรีที่ยังมีประจำเดือนได้จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวเลขของจริงยังนับว่าต่างจากยาหลอกไม่มากนัก แถมด้วยผลข้างเคียงสำคัญคือความดันโลหิตลดลง และอันตรกิริยารุนแรงกับแอลกอฮอล์ จนถึงขั้นห้ามใช้ยาหากยังดื่มแอลกอฮอล์ ในเมื่อยาต้องกินไปเรื่อย ๆ ทุกวันในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญมาก
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงขออนุมัติใช้รักษา HSDD ต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2010 และปี 2013 ถึงสองครั้งแต่ปรากฎว่าถูกปฏิเสธทั้งสองครั้งด้วยเหตุผลของข้อจำกัดตัวยาจากงานวิจัยและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทำให้อินเจ้นไฮล์มถอดใจกับโปรเจ็กต์นี้ และคิดว่าจะ “ไม่ไปต่อ” แต่ในขณะนั้นบริษัทยาสตาร์ตอัพเล็ก ๆ ที่ชื่อ Sprout Pharmaceuticals กลับมองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไป
Sprout ยื่นซื้อ fibanserin จากอินเจ้นไฮล์ม
บริษัทยาสตาร์ตอัพขนาดเล็กหลายบริษัท มีโมเดลทางธุรกิจที่มุ่งเป้ากับยาตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การตลาด เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก การเริ่มต้นวิจัยพัฒนาทำได้ยาก จึงใช้วิธีซื้อสิทธิบัตรแล้วมาต่อยอด Sprout ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อได้สิทธิบัตรมาแล้ว Sprout ไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่ว่าใช้กลยุทธเดินเกม “EvenTheScore campaign” รณรงค์ความเท่าเทียมกันของการรักษาปัญหาทางเพศในสตรี เพราะว่าเพศชายมีไวอะกร้าแล้ว แต่เพศหญิงยังไม่มีมาตรการใด เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางสังคมต่อองค์การอาหารและยา ร่วมกับเวลานั้น fibanserin คือยาตัวเดียวที่จะแก้ไข HSDD ได้ และการรณรงค์แคมเปญนี้จุดติด สเปราท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาต่อ FDA อีกครั้ง คราวนี้ได้รับอนุมัติ
ผ้าขี้ริ้วของอินเจ้นไฮล์มกลายเป็นทองคำในมือของสเปราท์ไปแล้ว
สเปราท์วางจำหน่าย fibanserin ในชื่อการค้า Addyi หลังได้รับอนุมัติในปี 2015 และสเปราท์ก็ขายสิทธิบัตรของยา fibanserin ในอีกปีกว่าหลังได้อนุมัติ !!! เกิดอะไรขึ้น
การขายของสเปราท์ให้กับ Valeant Pharmaceuticals (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Bausch Health Companies Inc.) ในเวลานั้นมีมูลค่า 1000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับเป็นราคาที่สูงมากสำหรับยาใหม่ สเปราท์รีบขายทันทีจากโมเดลทางธุรกิจซื้อมาปั้นแล้วขาย exit strategies ขายตอนราคาสูงสุด
และที่สำคัญสเปราท์เจอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือปริมาณการขายของ fibanserin ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คิด ครั้นจะลงทุนทำต่อ คงต้องศึกษาเพิ่ม ขยายข้อบ่งใช้ และจะต้องทำการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ ทำคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดในการสั่งยา เป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์
แต่นี่คือสเปราท์ สตาร์ตอัพเล็ก ๆ พวกเขาจึงเลือกขาย
ส่วน Valeant Pharmaceuticals มีโมเดลธุรกิจคล้ายกับสเปราท์คือ ซื้อมาปั่นแล้วขาย พอได้สิทธิบัตร fibanserin มาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นพลุลูกใหญ่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยข้อกำหนดมากมายของการใช้ยา บุคลากรต้องอบรมก่อนใช้ยา ที่สำคัญมากคือคำเตือนปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดขาย fibanserin ไม่ถึงเป้า และเขาก็ไม่สามารถจะไปขายใครได้ เวลาที่ผ่านไปทำให้ทุกคนรู้กำไร ต้นทุนและมูลค่าทางการตลาดของ fibanserin อย่างแจ่มชัด ทำให้วาลีอันท์ต้องหาทางรอด ศึกษาข้อบ่งชี้ใหม่ ฉากหน้าคือขยายโอกาสทางการใช้ยา แอบไว้ด้วยหนทางที่ตีบตันของยอดขายจากข้อบ่งชี้เดิม และสิ่งที่วาลีอันท์เลือกมาเป็นตัวพลิกคือ HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
วาลีอันท์จึงตัดสินใจทำการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษายานี้ในเงื่อนไขหญิงวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะ ดูดีมีเหตุผลและความรับผิดชอบ จะว่ากันตามจริงแล้วโครงการศึกษาเพื่อขยายข้อบ่งชี้การใช้ยานี้ ทางสเปราท์ได้ริเริ่มแนวคิดไว้แล้วก่อนที่จะขายสิทธิบัตร เป็นการชี้ช่องก่อนขายว่ายายังมีศักยภาพมากกว่าเฉพาะในหญิงวัยมีประจำเดือน ศักยภาพที่จะเกิดในอนาคตเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นไปอีกของ fibanserin การศึกษาที่ทำใหม่นี้ชื่อว่า SNOWDROP
SNOWDROP ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 949 ราย อายุเฉลี่ย 55 ปีแบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มศึกษาได้ยาทุกวันวันละเม็ด ส่วนกลุ่มควบคุมได้ยาหลอกวันละเม็ดเช่นกัน ระยะเวลาในการศึกษาหกเดือน วัดผลจำนวนครั้งของการมีเซ็กซ์ที่พึงพอใจ และคะแนนความสามารถทางเพศ (FSFI) ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับยา fibanserin มีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลข้างเคียงเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ มากกว่ากลุ่มยาหลอก
วาลีอันท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาเพื่อรักษา HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อต่อทางรอดของตัวเอง ทว่า FDA ไม่อนุมัติ
ทำไม FDA ไม่อนุมัติ
ว่าด้วยเรื่องของตัวการศึกษาก่อนนะครับ แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเรามาพิจารณาถึงตัวเลขจริง กลุ่มรับยามีกิจกรรมทางเพศที่พอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 ครั้ง ส่วนกลุ่มยาหลอกก็เพิ่มขึ้น !! เพิ่มจากเดิม 0.6 ครั้งต่อเดือน พูดเป็นภาษาทางสถิติคือ absolute different น้อยมาก และหากไปดู FSFI เพิ่มขึ้น 0.7 เทียบกับยาหลอก 0.4 ต่างกันน้อยมากเช่นกัน
ต่อมาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์ของ FDA เขาบอกว่าการศึกษาเดียวมันไม่พอว่ะแชท การวัดผลก็เป็นนามธรรม ถึงจะแปรมาเป็นระบบคะแนนและจำนวนแจงนับแล้วก็ตาม แถมผลการศึกษาก็แทบไม่ต่างกัน จำนวนผู้เข้าศึกษาไม่เยอะ
แถม FDA ยังเปรย ๆ อีกว่า นี่นะ ครั้งทำการศึกษาในหญิงที่ยังมีประจำเดือน ผลการศึกษาก็ก้ำกึ่งแบบนี้ แถมต้องทำการศึกษาถึงสามครั้ง โดนปฏิเสธในสองครั้งแรกด้วย คุณไปทำการศึกษามาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม และขอดูผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะ การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุมีข้อกังวล และข้อกังวลนี้ยังผลให้การใช้ยาไม่มากเท่าที่คาดการณ์
วาลีอันท์แทบล้มทั้งยืน ซื้อสิทธิบัตรมาอย่างแพง ยาก็ไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่คาด แถมข้อบ่งชี้ใหม่ที่ต้องการก็ถูกเบรกอย่างจัง แต่สิ่งหนึ่งที่วาลีอันท์แอบเห็น หรืออาจจะแอบสงสัยถึงความแตกต่าง คือ
การอนุมัติใช้ยา bremelanotide ในชื่อการค้า Vyleesi จาก Palatin Technologies
ยา bremelanotide เป็นยารักษา HSDD แต่ทำงานในกลไกอื่น เป็นการใช้ยาเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน fibanserin ไม่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่เป็นจุดตายสำคัญของ fibanserin ข้อเสียคือเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ใช้ยากกว่า แต่ Vyleesi ทำการศึกษา RECONNECT และได้รับอนุมัติเร็วมาก (แต่เฉพาะหญิงวัยยังมีประจำเดือนนะ)
แสดงว่าปัญหา HSDD กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระแสของธุรกิจยา
วาลีอันท์จึงเดินหน้าการศึกษาชื่อ PLUMERA ที่แทบจะเลียนแบบ SNOWDROP เพราะต้องการตอบคำถามของ FDA ที่ต้องการ ‘ความหนักแน่น’ ของข้อมูลมากขึ้น เช่นเคยโฟกัสที่หญิงวัยหมดประจำเดือน กลุ่มเป้าหมายของ fibanserin ที่รุ่นน้องมาแรงอย่าง bremelanotide ก็ยังทำไม่ได้ และการศึกษา PLUMERA ไปได้ด้วยดี ผลการศึกษาแนวโน้มเหมือน SNOWDROP
แต่เมื่อการศึกษาดำเนินไปได้ 45% วาลีอันท์ตัดสินใจยุติการศึกษา ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเหตุผลทางสถิติ แต่เป็นเรื่องเงินทุน
เหตุผลทางธุรกิจนั้นหรือคืออะไร … วาลีอันท์คาดหวังยอดขายของ Addyi แต่ทำไม่ได้ การศึกษา PLUMERA ก็ไม่ได้ดีมากกว่าเดิม วาลีอันท์ตัดสินใจตัดจบ (cut-loss) เพราะวาลีอันท์เป็นสตาร์ทอัพเหมือนสเปราท์ ซื้อมา-ขยายข้อมูลให้ราคาสูง-ขายต่อ ไม่มีเครือข่ายหนุนจะทำการศึกษาต่อ และไม่มีสายป่านการเงินที่มากพอ เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ วาลีอันท์ก็ตัดจบโดยการขายสิทธิบัตรยา fibanserin ในราคาที่ถูกมากให้กับสตาร์ตอัพแบบเดียวกัน โมเดลธุรกิจเหมือนกัน ผมว่าคุณน่าจะเดาถูก
คนที่มาซื้อคือ Sprout Pharmaceuticals ซื้อคืนไปนั่นเอง
นอกจากราคาถูกอย่างเหลือเชื่อยังได้ของแถมมาพร้อมกับผลการศึกษา PLUMERA ที่เสร็จแล้ว (แม้จะเสร็จแค่ 45%) ก็ตาม
สเปราท์เดินเกมชาญฉลาดกว่านั้น หลังจากที่ซื้อ fibanserin กลับมาในอ้อมอก สเปราท์ยื่น PLUMERA เพื่อขออนุมัติอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉียบคมกว่าเดิม มาพร้อมเงื่อนไขว่า เราก็ทำการศึกษาเพิ่มเติมอย่างที่คุณต้องการแล้ว ผลการศึกษามีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิม เรียกว่าทำกี่ครั้งก็เหมือนเดิม (แต่ทำแค่สองครั้งเองนะ)
สเปราท์ยังเน้นว่า ปัญหา HSDD นี้สำคัญนะ FDA เองก็เห็นแล้วจากการอนุมัติ bremelatotide ด้วยการศึกษา RECONNECT แถมยาที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีแค่ fibanserin ของเราเท่านั้น ยังไม่พอ สเปราท์หยิบเรื่องความเท่าเทียมทางสุขภาพมายืนยันกับ FDA ด้วย ตามด้วยจุดตายที่วาลีอันท์ไม่ได้ทำคือ
สเปราท์แจ้งว่าจากการเก็บข้อมูลระยะสี่ คือเก็บข้อมูลหลังจากยาวางจำหน่าย มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยว่าการใช้ยาในชีวิตจริง ต่างจากผลการวิจัยมากน้อยเพียงใด สเปราท์หยิบประเด็นที่ FDA เคยเตือนคือ การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าปฏิกิริยาที่กังวลคือ ความดันโลหิตต่ำมากจนถึงอันตราย ไม่ได้พบจนเป็นที่น่ากังวล และน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ FDA อนุมัติการใช้ยา fibanserin ในปี 2025 สเปราท์จึงได้เดินกลยุทธ์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดันเรือธงเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท ให้มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่อไป
เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมองเป็นช่วงจังหวะ อาจมองเป็นการวางเกม อาจมองเป็นการขับเคี่ยว แล้วแต่มุมมองนะครับ ผมอยากมานำเสนอให้ทุกท่านทราบว่า
โลก…ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เสมอไป

06 กุมภาพันธ์ 2569

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

 สองสัปดาห์มานี้ผมแทบไม่โพสต์อะไรเลย เพราะต้องการทำตัวเป็นกลางอย่างยิ่งยวด เนื่องจากตัวเองเคยไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมือง (มากกว่าหนึ่งพรรค) ไม่อยากให้พื้นที่ตรงนี้มีความขัดแย้ง (เห็นต่างได้แต่อย่าถึงขั้นทะเลาะกัน)

อีกสองวันจะถึงวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากที่ผมเคยสัมผัสงานการเมืองและพูดคุยกับปรมาจารย์ทางกฎหมาย ผมขอเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ขอรณรงค์ดังนี้
1.สำหรับประชาชน นี่คือโอกาสการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่สำคัญมาก ต้องกระทำด้วยความรอบคอบ สติ และปัญญา เป็นอิสระในความคิดตัวเอง เลือกจากความคิดตัวเอง
2.เลือก สส. คือ เลือกคนที่จะไปทำหน้าที่ตัดสินใจแทนเรา ในการกำหนดข้อบังคับ กำหนดนโยบาย ควบคุมการทำงานของผู้ปกครองบ้านเมือง ควรเลือกคนที่เราคิดว่า ถ้าเป็นเราเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เราจะทำแบบเขา เพราะเขาคือตัวแทนเรา
3. สส. ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการมาบริหารและอำนวยสุขทุกข์กับเรา นั่นคือหน้าที่ฝ่ายบริหาร อันมีที่มาจากการเลือก สส. ของเรา เราจึงไม่ควรเลือกเพียงเพราะเขาบริการพวกเราได้ดี เรียกใช้ง่าย แต่ควรเลือกเพราะเราเชื่อในแนวทางของเขา ที่จะกำหนดทิศทางประเทศ
4. สส. คือ สส. ไม่ว่าจะบัญชีรายชื่อหรือเขต ทำหน้าที่แทนพวกเราทั้งประเทศ เพียงแต่เราไม่สามารถจัดเขตเลือกตั้งเขตเดียว สส. 500 คนได้ จึงมีการแบ่งแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น สส.ภาคเหนือ ก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคใต้ สส.บัญชีรายชื่อก็ต้องทำหน้าที่แทนปวงชนภาคอีสาน เลือกคนหรือพรรคที่เขาคิดตรงกับเรา ว่าแนวนโยบายที่เราคิดว่าดีกับภาพรวมประเทศ
5.การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกแห่งความผิดพลาด ผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดให้รับจากคนนั้นแต่อย่าเลือกคนนั้น ผมคิดว่าเราไม่ควรรับจากใครทั้งสิ้น และผู้สมัครก็ไม่ควรซื้อในทุกกรณี ใครยื่นมา เราขอไม่รับ และไม่เลือกเขา ไม่มีบุญคุณต่อกันที่จะต้องมาทดแทนกันตลอดไป
6.ถ้าคนที่คุณเลือก ประสบชัยชนะ ก็ยินดีกับเขาและอย่าดูแคลนคนแพ้ ถ้าคนที่คุณเลือกแพ้ คุณต้องยอมรับ อย่าเอาเรื่องแพ้ชนะ พวกเขาพวกใคร มาแตกแยก สุดท้ายความคิดต่างกันหรือแนวนโยบายที่ต่างกัน ก็ทำเพื่อไปข้างหน้าเหมือนกัน มิตรภาพระหว่างคนแน่นหนากว่าความเชื่อการเมือง
7.หน้าที่พวกเราไม่ใช่แค่กากบาทแล้วจบ เราควรติดตามการทำงานของคนและพรรคที่เราเลือก ว่าเขาทำหน้าที่ของเขาได้สมหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล หน้าที่และการตื่นรู้ทางการเมือง ไม่ควรมีเฉพาะช่วงเลือกตั้ง ถ้าเราตื่นรู้ไปตลอด ท้ายสุดประเทศเราจะเจริญกว่าเดิม
8.ใครจะเชียร์ใคร รักใคร ไม่ชอบใคร เป็นสิทธิส่วนตัว ต้องยอมรับ คนเราชอบไม่เหมือนกัน แต่อยู่กันได้ ทีเรายังชอบคนนั้นคนนี้ การเคารพสิทธิแต่ละคนนี่แหละคือพื้นฐานประชาธิปไตย และตอนนี้คือบททดสอบที่ดี
9.ประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นวิถีทางที่ดี เพื่อนที่สวิสบอกว่าทุกอย่างเราโหวตหมด เรามีสิทธิโหวตและเราต้องเคารพผลโหวตด้วย นี่คือก้าวแรก ไม่นานเราจะได้โหวตประชามติอีกต่อไปเรื่อย ๆ เรียนรู้ประชาธิปไตยและเติบโต การแก้ไขปัญหาแบบประชาธิปไตยต่อไป
10.เป็นกำลังใจให้ผู้สมัครทุกท่านและพรรคทุกพรรค ช่วงหาเสียงนี้แม้จะฟาดฟันกันสุดกำลัง แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะเห็นแนวคิดหลากหลายที่จะมาปรับปรุงประเทศเรา (ดี ไม่ดี ทำได้ ทำไม่ได้ ก็อีกเรื่องนะ) จากบรรดาผู้สมัคร ขอให้จดจำความรู้สึกที่อยากทำเพื่อประเทศแบบนี้เอาไว้ และต่อยอดทำดีขึ้นเรื่อย ๆ ในครั้งต่อไป

01 กุมภาพันธ์ 2569

สิทธิ และหน้าที่ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

 สิทธิ และหน้าที่ ในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

คุณผู้อ่านอาจไม่เคยรู้มาก่อน ว่าผมเป็นคนสนใจเรื่องการปกครอง ... ผมเริ่มสนใจเรื่องการเมืองการปกครองครั้งแรกตอนเหตุการณ์ยึดอำนาจและเหตุการณ์ความวุ่นวายในเดือนพฤษภาคม 2535
เริ่มสนใจว่าอะไรคืออำนาจการเมือง ทำไมต้องแย่งชิงกัน ที่มาของอำนาจคืออะไร
ผมเริ่มอ่านหนังสือ ตั้งแต่ตำรามัธยม ตำราระดับอุดมศึกษา หนังสือเล่าเรื่องต่าง ๆ รวมไปทั้งหนังสือ 'ต้องห้าม' ทั้งหลาย
เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เสวนา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บ่อยมาก (แค่ข้ามเรือ) เคยชุมนุมทางการเมือง
ศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เหมือนจะเตรียมตัวเข้าสู่การเมือง เตรียมเป็นครม.
แต่ไม่ใช่... ผมทำเพราะอยากรู้ อยากเข้าใจ ปรับตัวได้ในสถานการณ์ประเทศและโลก
ทั้งหมดนี้ผมสรุปข้อสำคัญได้สองข้อ
1.ประชาธิปไตย หรืออุดมการณ์ปกครองทั้งหลาย เป็นสิ่งที่คนคิดขึ้นมา มีถูกผิดดีชั่ว ควรปรึกษา ควรคุยกัน ด้วยเหตุผลและเคารพความเห็นต่าง มันจะทำให้สังคมก้าวหน้า ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ไม่ป้ายสีกัน อย่าลืมครับ ยึดมั่นอุดมการณ์ตัวเองและเคารพแนวคิดคนอื่น
2.หน้าที่การไปลงคะแนนมีความสำคัญมาก แสดงความเป็นพลเมือง ส่งต่อความคิดของเรา ทำให้ประเทศพัฒนาทางการเมืองการปกครอง และเป็นสิทธิที่เราจะเลือกหรือไม่เลือก คนที่จะไปเป็นตัวแทนของเรา การเลือกตั้งไม่ใช่ทุกอย่างของประชาธิปไตย แต่มันคือจุดเริ่มที่สำคัญมากครับ

23 มกราคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : กินน้ำมันมะกอกวันละช้อน จะเกิดอะไร

 เรื่องเล่าจากคลินิก : น้ำมันมะกอกวันละช้อน

มีผู้ป่วยเข้ามาปรึกษาพร้อมขวดน้ำมันมะกอกขวดใหญ่ที่เขาเพิ่งซื้อมา สุภาพบุรุษท่านนี้อายุ 57 ปี เขาเป็นโรคไขมันในเลือดผิดปกติ LDL 166 แต่เมื่อคำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจแล้ว สูงพอที่จะกินยาลดไขมัน ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจสุขภาพและเข้าถึงเทคโนโลยี ฟีดข้อมูลเรื่องไขมันจึงเต็มหน้าจอ และหนึ่งในนั้นคือคำแนะนำเรื่องกินกินน้ำมันมะกอกวันละช้อน ช่วยลดไขมันเลว เพิ่มไขมันดี ลดโรคหัวใจ ตับดี
เขาลงทุนไปซื้อยี่ห้อที่ทางสื่อนั้นแนะนำมา เอามาให้ผมดูและปรึกษา ในใจคิดว่า แหม..มาปรึกษากันก่อนก็ได้ น้ำมันมะกอกสกัดเย็นขวดนั้น กินข้าวได้หลายมื้อทีเดียว
ผมเข้าใจดีว่าความเข้าใจเรื่องนี้มีหลากหลาย ผมขอให้ความเห็นตามข้อเท็จจริงวิชาอายุรศาสตร์ก็แล้วกันนะครับ
1.น้ำมันมะกอก (แบบที่กินได้นะครับ ไม่ใช่เอาไว้ใส่เส้นผม) จะมีองค์ประกอบเป็นไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 80-85% และมีไขมันอิ่มตัวคือ palmitic acid ประมาณ 15% ถ้ากินน้ำมันมะกอกหนึ่งช้อนโต๊ะ จะได้ไขมันอิ่มตัวประมาณ 2 กรัมแล้วนะครับ ไขมันตามธรรมชาติทุกชนิดบนโลกจะมีทั้งกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเสมอ
2.การรับประทานน้ำมันมะกอกเพิ่มเข้าไปหนึ่งช้อนโต๊ะต่อวัน ยังเป็นการเพิ่มปริมาณไขมันโดยรวม คำแนะนำการกินอาหารคือ “ลดปริมาณ” ให้ไม่เกิน 20-30% ของพลังงานที่ได้ในแต่ละวันหรือประมาณ 60-75 กรัมของไขมันต่อวัน อาหารและวัตถุดิบตามธรรมชาติของคนที่กินอาหารปกติ มันก็เกินแล้วครับ จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มไขมัน ทางตรงข้ามควรจะจำกัดปริมาณด้วยซ้ำ ปริมาณมีความสำคัญก่อนชนิดครับ ถ้ากินน้ำมันมะกอกวันละช้อนโต๊ะ เดือนหนึ่งจะมีพลังงานเพิ่ม 3600 กิโลแคลอรี่นะครับ
3.แม้จะมีการศึกษาในเชิงผลลัพธ์แบบ intermediate outcomes ว่าไขมันไม่อิ่มตัวที่มีมากในน้ำมันมะกอก เป็นไขมันที่ต้านการอักเสบและลดการสร้าง LDL (เพราะวัตถุดิบคือ VLDL มันลดลง) แต่ยังไม่มีหลักฐานที่เรียกว่า hard clinical outcomes ถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการกินน้ำมันมะกอกกับการเกิดโรคหลอดเลือด โดยเทียบกับยาหลอกหรือการไม่กินน้ำมันมะกอก จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่า “น้ำมันมะกอกสัมพันธ์กับการลดโรคหัวใจและหลอดเลือด”
4.การศึกษาที่มักจะได้รับการอ้างถึงเสมอคือ PREDIMED เทียบการกินอาหารเมดิเตอเรเนียน (ที่มีน้ำมันมะกอกประมาณ 4 ช้อนโต๊ะต่อคนต่อวัน) กับอาหารไขมันต่ำ พบว่าอาหารเมดิเตอเรเนียนลดการเกิดโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่นั่นคือ อาหารเมดิเตอเรเนียนทั้งจานนะครับ มันมีถั่วเมล็ดแข็ง ผัก ปลา และอื่น ๆ อีกมาก ไปอ้างน้ำมันมะกอกเป็นเดอะแบกไม่ได้ และหากใครไปวิเคราะห์ PREDIMED ให้ดีจะพบว่ากลุ่มไขมันต่ำที่เป็นตัวเปรียบเทียบเขาต่ำไม่จริง และกลุ่มที่กินอาหารเมดิเตอเรเนียนได้สนับสนุนน้ำมันมะกอกฟรีหนึ่งลิตรต่อครัวเรือนต่อเดือน เป็นจริงสำหรับอาหารทั้งก้อน ไม่ใช่เฉพาะน้ำมันมะกอก
5.คำแนะนำที่ดีคือ ลดไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่า 10% ของไขมันที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน และอ่านดี ๆ นะครับ ในส่วนที่ลดลงนี้ควรทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัว นั่นคือใช้น้ำมันมะกอกมาแทนน้ำมันชนิดอื่นในการปรุงอาหารนั่นเอง ไม่ใช่เอามาเพิ่มหรือเอามากินสด …ใครที่ปรุงอาหารจะรู้ว่าน้ำมันมะกอกมันแทนน้ำมันทั่วไปได้ในบางกรณี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่จุดเกิดควันต่ำมาก จะผัดจะทอดอะไร น้ำมันจะสุกและระเหยไปก่อนอาหารจะสุก เรียกว่าทำกินเองพอได้ ทำขายจะขาดทุนเพราะต้องใช้เยอะมาก (ใช้เยอะมาก ปริมาณก็เยอะมากจ้ะ) และราคาแพงมากด้วย
6.แล้วมันล้างไขมันเลวได้หรือ เอาล่ะถ้าเรากินไขมันลดลงและทดแทนไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัว จะทำให้การสร้าง LDL ลดลงเพราะวัตถุดิบการสร้างน้อยลง นั่นคือ สร้างใหม่ลดลง แต่ของเดิมต้องรอร่างกายสลายเพิ่มออกไป แต่ว่าไขมันจากอาหารมีผลต่อระดับไขมัน cholesterol และ lipoprotein อย่าง LDL,HDL แค่ประมาณ 10-15% เท่านั้นครับ ส่วนมากมีผลต่อไขมันที่พุงเสียมากกว่า (adipose tissue) คนส่วนใหญ่ที่ไขมันสูงเกิดจากความผิดพลาดของยีนและการสังเคราะห์ไขมันครับ
7.”ระดับไขมัน LDL ที่ลดลง” เป็นตัวชี้วัดที่ง่ายเพราะแค่เจาะเลือด ไม่ต้องงดอาหารด้วย ที่จะบอกว่าการลดไขมันด้วยวิธีนั้นสามารถลดความเสี่ยงได้ มีอีกหลายวิธีแต่ทำยากเช่นการวัดความหนาหลอดเลือดด้วยหัวอัลตร้าซาวนด์ที่ปลายสายสวนหลอดเลือด หรือวัดอุณหภูมิของตะกรันไขมันในหลอดเลือด และระดับ LDL ที่ลดลง มีงานวิจัยที่รับรองชัดเจนว่าลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป้าหมายการลดความเสี่ยงจึงใช้ระดับ LDL ที่ลดลงนี่แหละบอกว่า เฮ้ย วิธีนี้มันดี ควรทำต่อ
8.การจัดการอาหารทั้งหมด รวมทั้งข้อ 5 ด้วย รวม ๆ กันจะลด LDL ได้ 10-15% ซึ่งมันไม่พอในการปกป้องที่ต้องการ ต่ำสุด 30% หรือ อย่างน้อย 50% ในคนที่เป็นโรคแล้ว การกินน้ำมันมะกอก “เพิ่ม” หรือกินเพื่อ “ทดแทน” จึงไม่สามารถลด LDL ได้ระดับนั้น อีกทั้งไม่มีการศึกษาโดยตรงของน้ำมันมะกอกอีกด้วย ดังอธิบายในข้อสองและสาม
9.การกินน้ำมันมะกอกสกัดเย็นวันละหนึ่งช้อน จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะบอกว่าลดโรคหัวใจ ไล่ไขมันเลว ตับไตดีขึ้น อีกทั้งหากไม่ใช่คนที่ควบคุมพลังงานและแลกเปลี่ยนอาหารที่ดีแล้วไซร้ การกินเพิ่มเข้าไปอาจเพิ่มพลังงาน น้ำหนักตัว ไขมัน อีกด้วย ลดอย่างเดียวคือ เงินในกระเป๋า ส่วนข้อดีอื่นของน้ำมันมะกอกมันก็เยอะนะครับ แต่ในแง่โรคหัวใจและไขมันมันก็เป็นแบบนี้
คนไข้ที่มาปรึกษา เราคุยกันถึงความเสี่ยงโรคหลอดเลือด การกินอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาจะเลือกกินยาหรือไม่ จะกินอาหารแบบใด จะกินน้ำมันมะกอกหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมทำได้คือ แนะนำข้อดี ข้อเสีย แยกข้อเท็จจริงจากข้อคิดเห็น แยกงานวิจัยออกจากประสบการณ์ส่วนตัวของคนไข้แต่ละคน ทุกอย่างทำด้วยสติ ไม่มีอารมณ์เห็นด้วยหรือเห็นต่าง สุดท้ายต้องตัดสินใจเองครับ

18 มกราคม 2569

นิยาย doxycycline-induced photosensitivity

 นิยายประโลมโลก

“ชาย ทำไมแกถึงไปเลือกนังนี่มาเป็นสะใภ้ฉัน” เสียงตวาดสนั่นของคุณหญิงพจมานสว่างวงศาคณาญาติ ทำเอาคุณชาย และบรรดาคนใช้ในบ้านสะดุ้ง
“นริศรานี่แหละหม่อมแม่ ที่รู้ใจ ฉลาดและเข้าใจชายอย่างแท้จริง” คุณชายตอบเสียงเรียบสงบ
ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน คุณชายพิพัฒน์ลมไร้สาย ผู้สืบสกุลและมรดกหลายหมื่นล้านของตระกูล กำลังเดินทางไปแอฟริกา ก่อนจะออกเดินทางก็บังเอิญว่ามีสุภาพสตรีสองท่านแวะมาส่งพร้อมของขวัญ คือว่าสุภาพสตรีสองท่านนี้ครับกำลังแอบปิ๊งคุณชายของเราอยู่
นริศรา หญิงสาวบ๊านบ้าน ชอบใส่เสื้อคอบัวลายดอก กระโปรงพลีท รวมผมตึงเปรี๊ยะ แว่นหนาเตอะ คุณชายเคยไปซื้อหมูย่างที่เธอขาย เลยแอบคุยและสนิทกัน
คุณโสรยาชูกำลัง บุตรสาวเจ้าสัวใหญ่ สวยเอ็กซ์เซ็กซ์อึ๋ม รู้จักคุณชายของเราผ่านงานกาล่า ก็แบบว่าแม่รวยพ่อรวย มาเจอกันแนะนำกันรู้จัก ก็แอบคุยและหวังจะดองกันในเชิงธุรกิจการเมืองด้วยแหละ
คุณโสรยาชูกำลัง ขนอุปกรณ์เดินป่าล่าสัตว์ยิงนกตกปลานั่งสมาธิดูปะการัง ขนมาหนึ่งคันรถ หวังมัดใจคุณชายและเลือกเธอเป็นเจ้าสาว คือรู้ใจรู้งาน จะไปแอฟริกานี่ จัดเต็ม
ส่วนคุณนริศรา เธอเป็นฟรีแลนซ์ขายหมูย่าง ซื้อครีมกันแดด SPF50 PA++ มาจากร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน เอามาฝากสองหลอด พร้อมการ์ดใบเล็ก ๆ เขียนว่า เอาไว้ปกป้องผิวนะคะ
วันที่สองสาวเอาของมาฝาก คุณหญิงพจมานสว่างวงศาคนาญาติยังแอบเหน็บนริศราว่า “อย่างหล่อนน่ะเรอะ จะมาเทียบคู่ลูกชายฉัน ซื้อของโลว์ โฮ๊ะ ๆ ๆ “ ป้องปากหัวเราะอย่างสะใจ อันเป็นที่น่าตบปากยิ่งนัก
แต่เหมือนพรหมลิขิต ชะตาชีวิตช่างแสนตลก จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะชะตาชีวิตไม่ใช่แจ๊ส ชวนชื่น เอาล่ะ แต่มันคดีพลิก ช่วงเวลาที่คุณชายพิพัฒน์ลมไร้สายอยู่ที่แอฟริกา คุณชายเกิดมีผื่นแดงบริเวณใบหน้าและแขน เป็นบริเวณที่โดนแสงแดด มีอาการแสบร้อนเหมือนผิวไหม้ มีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บริเวณผื่นแดงนั้น
คุณชายเธอหยิบไอโฟน17โปรแม็กนั่ม ขึ้นมาวิดีโอคอลมาหาคุณหมอประจำตระกูล “คุณหมอ ชายมีปัญหา” พร้อมวิดีโอคอล คุณหมอก็ถามว่าคุณชายไปทำอะไรที่ไหน สัมผัสสารอะไรบ้าง และใช้ยาอะไรนอกเหนือจากยาสามัญที่คุณหมอเตรียมให้หรือไม่ ปกติคุณหมอจะจัดเตรียมกล่องยาฉุกเฉินไว้ให้พร้อมออกเอกสารกำกับเสมอ คุณชายตอบว่า “อีกอย่างคือที่นี่เขาให้ยาป้องกันโรคมาเลเรียครับ ตัวนี้”
ตึ๊ง…เสียงเตือนข้อความดังขึ้นพร้อมกับภาพยา doxycycline เจ้ายาตัวนี้สามารถทำให้เกิดผื่นที่เรียกว่า phototoxicity ไม่ใช่แพ้แสง เนื่องจากไปมีพิษต่อเซลล์ผิวหนังโดยตรง ไม่ได้กระตุ้นผ่านระบบภูมิคุ้มกัน โดยไม่ได้มีอาการเพียงผิวหนังแต่อาจเป็นที่เล็บได้ด้วย และจะเกิดในบริเวณที่โดนแสงหลังจากได้รับยา ถึงจะพบน้อยแต่พบนะ
คุณหมอก็แจ้งว่ายาตัวนี้ทำให้เกิดผื่นได้ การรักษาก็หยุดยาและใช้ครีมกันแดดช่วยป้องกัน เดี๋ยวผื่นจะค่อย ๆ หายไป
คุณหมอถามกลับ “ได้เตรียมครีมกันแดดมาไหมครับคุณชาย” พอหมดคำถามนี้คุณชายนึกได้ทันที โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ทำไมเธอช่างละเอียดอ่อน เตรียมของที่เหมาะกับเราจริง ๆ เธอช่างเหมาะกับตำแหน่งเจ้าสาวยิ่งนัก นริศรา โอ้ว แม่สาวน้อย”
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณชายเธอเลือกนริศราและทำให้คุณหญิงแม่หงุดหงิดใจไม่น้อย ต้องเรียกเด็กนวดมาเยียวยาหัวใจอยู่หลายวัน ส่วนคุณโสรยาชูกำลังก็อกหัก หงอยเป็นหมาเหงา เปล่าเปลี่ยวหัวใจเป็นกำลัง และในขั้นตอนที่คุณชายกับนริศรากำลังเลือกหาบริษัทอีเว้นท์จัดการแต่งงาน คุณหมอของเราก็มีบทขึ้นมาอีกครั้ง ..แต่..กับนริศรา
“คำแนะนำคุณหมอนี่เด็ดขาดไปเลยค่ะ ของฝากอย่างเดียวชนะใจพี่ชายได้เลย ไม่รู้จะขอบคุณคุณหมออย่างไรดี” นริศรานี่เธอก็วางแผนนี่หว่า ไม่ได้ซื่อใสอย่างที่เห็น
“ก็คาดเดาเอาน่ะครับ ประเทศที่คุณชายไป มันมีการระบาดสูงมากและมีคำแนะนำให้ยาเพื่อป้องกันมาเลเรียด้วย ก็โอกาสสูงที่จะเกิดเหตุแบบนี้ แต่ว่าอย่าไปซีเรียสเลยคุณนริศรา เรื่องมันบังเอิญ นี่คุณมาเลือกร้านเวดดิ้งของผมก็ขอบคุณมากครับ งานใหญ่เลยจ้างตั้งสิบล้าน” คุณหมอยิ้มกริ่มแต่ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ในใบหน้า ใช่..ก็แค่บอกคุณชายกับคุณนริศราว่า ต้องรีบแต่งแล้วเดี๋ยวคุณหญิงจะเปลี่ยนใจ งั้นมาทำที่นี่ ไม่ต้องบรี๊ฟกันมาก รู้จักโปรไฟล์บ่าวสาวดีอยู่แล้ว ทำงานได้เร็ว ก็เสมือนล็อบบี้ง่าย ๆ
หลังจากที่เลือกชุดและโลเกชั่นถ่ายภาพ ส่งคุณนริศรากลับแล้ว คุณหมอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หมุนเบอร์โทรหาโสรยาชูกำลัง ผู้ซึ่งกำลังซึม เศร้า เหงา เปลี่ยว
“คุณโสรยาชูกำลังครับ เย็นนี้ผมจะไปรับคุณครับ เตรียมชุดสวย ๆ ไปถ่ายรูปได้เลย ผมคิดว่าเกาะบาหลีช่างโรแมนติก และน่าจะทำให้คุณสดชื่นได้ โชคดีมากเลยครับ เหลือตั๋วราคาพิเศษพร้อมที่พักอยู่สองที่พอดี เราไปสูดอากาศบริสุทธิ์กันนะครับ”
โชคดีกะผีน่ะสิ แกจองไว้ตั้งแต่แนะนำคุณนริศราซื้อครีมกันแดดแล้วเฟ้ย แล้วที่เลือกบาหลีเพราะแกไปส่องไอจีของโสรยาชูกำลังว่าเธออยากไปไหว้บูโรพุทโธมานานแล้ว
เย็นนั้นคุณหมอเตรียมขับรถไปรับคุณโสรยาชูกำลัง ปรับกระจกมองหลังเห็นรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ที่เริ่มเจ้าเล่ห์มากขึ้น สวมเสื้อยืดสีขาว มีสกรีนอักษรสีน้ำเงินบนหน้าอก “อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว” …แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเมื่อมองไปที่มือจับพวงมาลัยรถยนต์อยู่ มือนั้นกลายเป็น มือที่มองไม่เห็น ไปเสียแล้ว
จบบริบูรณ์ อย่าลืมไปรับยาช่องเบอร์หนึ่งด้วยกันอย่างถ้วนหน้านะครับ

16 มกราคม 2569

สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์

 สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์นะครับ

หลายคนเข้าใจว่าไขมันพอกตับเกิดจากความอ้วน อาหารมันและดื้ออินซูลิน เท่านั้น
แต่ก่อนเราเรียกไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ว่า NAFLD แยกจากไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์
แต่ปัจจุบันมีคำนิยาม MAFLD คือโรคตับอันเกิดจากโรคทางเมตาบอลิกที่ส่งผลไขมันพอกตับ ซึ่งมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์อยู่ในนั้นด้วยก็ได้
แต่ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ไขมันพอกตับก็ยังมีสาเหตุส่วนมากจากการดื่มแอลกอฮอล์อยู่ดี
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าดื่มเหล้าแล้วจะไม่มีไขมันพอกตับนะครับ

13 มกราคม 2569

สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล

 สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา

เวลาที่เราป่วย ไปหาหมอ หมอซักประวัติ ตรวจร่างกาย รักษาและติดตามผล สุดท้ายใช้เวลาไม่นานเราก็ดีขึ้น สดชื่น กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมคิดว่าผู้ป่วยคนมีความสุขและคุณหมอก็รู้สึกดีที่คนไข้หายและแอบภูมิใจในศักยภาพของตัวเอง …แต่มันไม่จบแค่นั้น
ผู้ป่วยสุภาพสตรีรายหนึ่งอายุประมาณ 40 กลาง มาตรวจรักษาด้วยอาการปวดบวมข้อมือและข้อนิ้วมือทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน อาการเบาหนักสลับกันมาแล้ว 2 เดือน ตอนเช้าตื่นมาพบว่าข้อมือติดขยับยากเกือบ 60 นาที ซื้อยาแก้ปวดกินเอง อาการบรรเทาแต่ไม่หาย
แบบนี้ก็คงสงสัยโรคข้ออักเสบใช่ไหมครับ ตรวจร่างกายก็ปวดบวมจริง 14 ข้อ ส่งตรวจก็พบว่าเข้าได้กับข้ออักเสบรูมาตอยด์ หลังได้รับการรักษาทั้งการประคบอุ่น ลดการใช้งาน ใช้ยาลดปวดต้านการอักเสบที่เป็นการรักษาอาการปัจจุบัน และได้ยาปรับสภาพโรค (DMARDs) ที่เป็นการรักษาที่สาเหตุ ลดความพิการและควบคุมไม่ให้เกิดซ้ำ รักษาอยู่ 6 เดือนพบว่าคนไข้ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้ …ใช่ครับ มันไม่จบแค่นั้น
หลังจากติดตามอาการและปรับลดยาขึ้น ๆ ลง ๆ มานาน 5 ปี สุดท้ายผู้ป่วยขาดการรักษาไปหนึ่งปี กลับมาอีกครั้งด้วยข้อที่บวม หน้ากลม ร่างกลม วัดค่าการอักเสบในเลือดสูงมากและค่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ต่ำสุดขีด … ผู้ป่วยยุติการใช้ยา methotrexate, leflunomide, NSAIDs ไปรับยาชุดจากร้่นออนไลน์ที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ขนาดสูง ไม่เพียงโรคข้ออักเสบหวนกลับคืนมายังมีของแถมคือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต แผลในกระเพาะ
ความยากของการรักษาโรคเรื้อรังคือ ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล คนไข้อยู่กับหมอแค่ 10-15 นาทีต่อครั้ง รวมกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อปี แต่ในโลกภายนอกห้องตรวจ ผู้ป่วยเจออะไรบ้าง เจอสิ่งที่เข้ามากระทบอะไรบ้าง
คนอื่นทักทำไมไม่หายสักที นานแล้วนะ ลองไปที่นั่นที่นี่ดูสิ
หมู่บ้านนั้นมีคนเป็นคล้ายกัน ใช้ยาจากอินเตอร์เน็ต ดีขึ้นเลยนะ
ตัวเองคงท้อ เฮ้อ กินยามานาน ดีขึ้นก็จริงแต่ไม่หาย เครียด ลองวิธีอื่นดูบ้าง
ค่ายา ค่าเดินทาง ค่าตรวจ เริ่มส่งผลต่อสุขภาพการเงิน จะทำอย่างไรดี
นี่แค่บางส่วนนะครับ ตลอดเวลาที่เหลือทั้งปี ผู้ป่วยต้องใจแข็งพอควรและตั้งมั่นมากถึงผ่านความไหวหวั่นไปได้ หึหึ ขนาดคุณรู้หลักการโภชนาการ คุณยังแอบเลี้ยวตั้งหลายรอบ
เราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยติดตามการรักษา มีความสม่ำเสมอการรักษา นอกเหนือจากคำอธิบายที่ต้องให้เคลียร์ให้ขาด จนคนไข้สิ้นสงสัย (ชีวิตจริงมีสามนาที !!) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่าทีแบบมืออาชีพ เพิ่มจากเข้าใจจนเป็นเชื่อถือศรัทธา ต่างจากงมงายนะครับ งมงายมันไม่มีเหตุผล
ต้องมีการสอนย้ำความเข้าใจเสมอตลอดการรักษา คนเราหลงลืมหลงผิดได้ ต้องมีผู้รู้ที่หวังดีคอยย้ำเตือน คำเตือนต้องลงลึกไปถึงวิถีชีวิต การใช้ชีวิต ลักษณะการงาน สังคมครอบครัว จึงสร้างความต่อเนื่องการรักษาได้ (ชีวิตแพทย์เฉพาะทางที่มองแคบมองลึกในสาขาตัวเอง จะยากมาก)
ระบบต้องดีด้วย ระบบการติดตามนัด การเตือนใช้ยา เฝ้าระวังผลข้างเคียง การแพทย์ทางไกล (ชีวิตจริง สัญญาณโทรคมนาคมยังติดขัด) และป้องกันมิจฉาชีพ คนที่แอบใช้ความทุกข์ความหวังของคนไข้มาหาประโยชน์แบบทุจริต (ชีวิตจริง โฆษณาชวนเชื่อเต็มฟีด)
ทักษะต่าง ๆ ที่เพิ่มมาจากการรักษาโรค เป็นสิ่งที่แพทย์ยุคนี้พึงเรียนรู้และปฏิบัติ จะเรียกว่า ศิลปะ, soft skills, บูรณาการ อะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องรู้และต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะรักษาได้แต่โรค ไม่สามารถรักษาคนได้ รวมถึงไม่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไข้ได้เลย และถ้าทุกคนละเลย ไม่ปฏิบัติ ก็จะไม่สามารถสร้าง ‘’สุขภาพ” ในภาพรวมของประเทศได้เลย
ฝากไว้ให้คิดครับ

11 มกราคม 2569

แนวทางอาหารของสหรัฐอเมริกา 2025-2030

 แนวทางอาหารของสหรัฐอเมริกา 2025-2030 : ในมุมมองลุงหมอ

ผมคิดว่าทุกคนคงได้เห็นแนวทางนี้ และมีผู้เชี่ยวชาญมากมายออกมานำเสนอแล้ว รวมทั้งสามารถอ่านฉบับเต็มได้ฟรี https://www.dietaryguidelines.gov/ ผมอ่านแล้วเช่นกัน และขอแสดงความเห็นเผื่อแต่ละท่านเอาไปพิจารณาให้เหมาะกับตัวเองครับ ขอเน้นจุดที่เป็นไฮไลต์ ไม่ใช่จุดซ่อนเร้น
1.สังคมและสินค้าของอเมริกาต่างจากไทย ราคาอาหารในอเมริกาสูงกว่าไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสด แต่บ้านเมืองเขามี highly ultra processed food มากมาย ด้วยเงื่อนไขการถนอมอาหาร ความพร้อมรับประทาน … highly UPF แค่มีสารใดที่ไม่มีในครัวของท่านผสมในอาหารอยู่ก็เป็น UPF ระดับ 3 แล้วนะครับ
2.ปัญหาของอเมริกาคือ กินเยอะ กินผิดสัดส่วนและกิน UPF มากไปจนเกิดโรค ..ในมุมมองของผม ถ้าเราเข้าใจและสามารถลดสัดส่วน UPF ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตได้ มันก็ดี จะใช้ UPF เพื่อความสะดวกมันไม่ผิดมากครับ ดังนั้นความรู้เรื่อง UPF จึงสำคัญ อีกอย่างนะครับ การจะทำอาหารที่โปรเซสน้อย ๆ มันใช้เงินทุนและเวลาพอสมควรเลยนะครับ
3.แนวทางนี้พยายามลดอาหารแปรรูป อาหารปรุงแต่ง เช่นเรื่องความหวานในอาหาร ก็ใส่ส่วนผสมที่มีความหวานก็พอ พยายามลดการเติมน้ำตาล ลดสารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล จะรับประทานผลไม้ก็ขอสัดส่วนของผลไม้สด มากกว่าผลไม้กระป๋อง มากกว่าน้ำผลไม้ … สำหรับผมคิดว่า ขอคุณเจียดเวลาสักเล็กน้อย ตลาดสดและสตรีทฟู้ดบ้านเรา สามารถหาอาหารสดได้ไม่ยากเลยครับ
4.โฟกัสเรื่อง "ปริมาณอาหาร" สัดส่วนอาหาร อย่ากินมากกินต้องการและพยายามกระจายอาหารให้สัดส่วนหลากหลาย ตั้งสติให้ดี กินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน มีสติเวลากินและซื้ออาหาร ระลึกไว้เสมอนะครับ พลังงานนำเข้า เท่ากับพลังงานที่ใช้ บวกพลังงานสะสม กินตามที่ใช้ อย่าใช้เพื่อหักล้างการกิน
5.เครื่องดื่มสำคัญมาก แนวทางนี้เน้นมากด้วย ดื่มน้ำเปล่า อ่านอีกสองรอบ น้ำเปล่า น้ำเปล่า ดื่มให้เพียงพอ และถ้าจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นต้อง..unsweeten ไม่มีน้ำตาล ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล โชคดีที่ประเทศไทยเราหาน้ำสะอาดดื่มได้ง่าย ราคาถูก ใครที่รออ่านเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ฟังชัด ๆ นะครับ ดื่มให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้และดีที่สุดคือเลิก ไม่มี safety level อีกแล้วในแนวทางนี้
6.ดื่มนมได้นะครับ ไม่ต้องเป็น low-fat อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างแรงนะครับ คุณดื่มนมวันละกล่อง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องไขมันส่วนเกินหรอกครับ ประโยชน์ที่ได้มันมากกว่าโทษแบบเทียบไม่ได้ ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับนมอย่างอื่น คุณกินเบเกอรี่ กินหมูกรอบบ่อย ๆ แล้วมากินนมโลว์แฟต มันแปลกครับ สรุปว่านม full-fat โอเคครับ
7.ผักและผลไม้แช่แข็ง…โอเคเลยนะครับ โดยทั่วไปมักจะไม่ได้ใส่สารอื่นเลย เรียกว่าปลอดภัยทีเดียว สารอาหารลดลงแหละครับแต่มันก็พอ อันนี้อเมริกาเขาจำเป็น แต่บ้านเราเดินตลาดง่ายกว่าครับ กรั๊บฟู้ด ไลน์มัน ช้อปพรี่ฟู้ด ส่งสดได้ง่ายเลย
8.ลด refined carb ผมว่าอันนี้ทุกคนน่าจะรู้กันหมดแล้ว แต่ทำไม่ค่อยได้ แนวทางปีนี้ย้ำมาก แนะนำกิน wholegrain ไม่ว่าจะเป็น whole grain, ข้าวไม่ขัดสี ผลิตภัณฑ์จากแป้งก็ขอเป็นแป้งไม่ขัดสีด้วย ..รวมแครกเก้อร์ไม่ขัดสีหวานน้อยด้วย !! สมัยก่อนแนวทางนี้แนะนำข้าวโพดคั่ว แต่คราวนี้แนะนำ snack ที่ทำจากแป้งไม่ขัดสี ไม่หวาน ผมไปเจอในซูเปอร์มาร์เก็ต แพงพอควร
***ก่อนจะไปต่อ ก่อนหน้าแนวทางนี้ออกมา ผมอ่านหนังสือเรื่อง อร่อยลวงตาย (ultra processed people) ของ คริส แวน ทัลเลเคน และได้เข้าใจเรื่อง UPF ดีพอควรว่านอกจากเพื่อความสะดวกและความมั่นคงทางอาหาร ยังมีเรื่องที่ UPF มันต้นทุนถูกกว่าอีกด้วย อ้อ..ใครจะอ่านต้องทำใจกับความน้ำท่วมทุ่งของคนเขียนสักหน่อยครับ***
9.อย่ากินเกลือเยอะ เรื่องเกลือไม่เกิน 2300 มิลลิกรัมของโซเดียมต่อวัน อันนี้ทุกคนรู้แต่ทำไม่ได้ เพราะอาหารยุคนี้เค็มแต่กำเนิด เกิดแต่วัตถุดิบ เราไม่มีกฎหมายควบคุมเกลือครับ นี่กว่าจะควบคุมน้ำตาลได้ก็เป็น NCD กันเกินครึ่งประเทศไปแล้ว
สิ่งที่น่าทึ่งของแนวทางนี้คือ เขายอมให้เราเติมเกลือในอาหารได้บ้าง เพื่อปรุงรสแลกกับความหวาน คือเขาเห็นน้ำตาลร้ายกว่าเกลือนะครับ แต่ผมอยากบอกแบบนี้ ที่เขากล่าวแบบนี้ไม่ใช่ให้เราเติมเกลือไม่อั้น แต่หมายถึงเราต้องควบคุมเกลือและน้ำตาลไปพร้อมกัน ทำให้น้อยที่สุด แปรรูปน้อยสุด และถ้ามันทำให้ไม่อยากอาหารจนจะอดตาย งั้นเติมเกลือสักหน่อยเพื่อชูรส อันนี้พอได้ ..ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ไหน ๆ จะลด จะดูแลตัวเองแล้ว อย่ายอมใจตัวเอง
10.ส่งท้ายคือเรื่องการจัดอาหารให้ผู้สูงวัย ธรรมชาติโดยทั่วไป จะกินน้อยลง ออกแรงน้อยลง ไม่อยากอาหาร ฟันหลุด เหงือกเจ็บ ลิ้นเสื่อม จะพาไปถึงจุดทุพโภชนาการได้
คำแนะนำคือกิน superfood อาหารที่ไม่ต้องกินมากแต่อัดแน่นด้วยสารอาหาร เช่น นม เนื้อสัตว์ ถั่ว อาหารทะเล ผลไม้ และย้ำ…เรื่องอาหารเสริมต่าง ๆ จะใช้เมื่อคุณปรับเป็นอาหาร superfood แล้วยังไม่สำเร็จ และควรใช้ภายใต้การควบคุมของทีมสาธารณสุข แพทย์ เภสัช นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร ไม่ใช่อินฟลูเอ็นเซอร์สายสุขภาพที่ขายของทุกสองนาที ไม่น่าเรียกอินฟลูเอ็นเซอร์ น่าเรียก อินฟลูเอ็นซ่า

10 มกราคม 2569

น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา GLP1a based

 น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา

ข้อมูลตรงกันหมดนะครับ ทั้งจากการศึกษาของตัวยาเอง จากการเก็บข้อมูลติดตาม จากคำเตือนของ อย. ไทย
หลังหยุดยาน้ำหนักขึ้นทั้งสิ้น จะขึ้นมากน้อย แล้วแต่การควบคุมที่ต้องสม่ำเสมอ กลุ่มที่ไม่ค่อยควบคุมพบว่า ในช่วงใช้ยาก็น้ำหนักลงดี แต่หยุดยาแล้วน้ำหนักกลับคืน แถมมากกว่าเดิมอีก เพราะตัวช่วยไม่มีแล้ว
การใช้ยาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะยา GLP1a based แนะนำใช้เป็นการรักษาเสริม การรักษาหลักยังเป็น การควบคุมพลังงาน ลดพลังงาน ออกแรงออกกำลัง อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
การใช้ยาจะทำให้เห็นเป้าหมายได้เร็ว แต่จะไม่ยั่งยืนถ้าไม่ปรับแนวคิด ไม่ปรับชีวิต และไม่มีวินัย
ในการศึกษาที่ใช้รับรองยา ทุกการศึกษา ผู้เข้าร่วมจะต้องอบรมอาหาร ส่งรายการอาหาร คำนวนพลังงาน ปรับแต่งให้อยู่ในเกณฑ์ และต้องออกกำลังกาย ทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องสักพักหนึ่งก่อนจะเริ่มยานะครับ
ขนาดทำแบบนี้ยังเด้งคืนบ้าง แล้วถ้าไม่ทำเลยจะเป็นอย่างไร
เบื้องหลังความสำเร็จที่งดงาม คือ เหงื่อไคลแห่งความอดทนและคราบน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
ทางเดินสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมหวลชวนจิตไซร้ ไป่มี



บทความที่ได้รับความนิยม