01 กันยายน 2569

statin กับสมองเสื่อม

 

statin กับสมองเสื่อม
จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรคแล้ว แต่ส่วนมากเป็นการศึกษาขนาดไม่ใหญ่มากนัก
หน่วยงานสุขภาพของเดนมาร์กเลยจัดหนักให้ ใช้ตัวอย่างขนาดเป็นแสน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน นำเสนอในงานประชุมสมาคมแพทย์โรคหัวใจยุโรป และลงตีพิมพ์ใน Lancet
เก็บรวบรวมผู้ที่ไม่เคยได้ยา statin มาก่อนเลยและได้รับการวินิจฉัยเบาหวานรายใหม่ ในช่วงปี 2006-2019 เรียกว่าเป็นกลุ่มในยุคปัจจุบัน แนวทางการรักษาปัจจุบัน ความทันสมัยของการตรวจในยุคปัจจุบัน
ผู้ป่วยทั้งหมด 132,585 ราย อายุเฉลี่ย 60 ปี LDL เฉลี่ยที่ 125 mg/dL เก็บข้อมูลใน 3 กลุ่ม
-กลุ่มแรก ไม่ได้ยา statin เลยในห้าปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสอง ได้ยา statin ในช่วงไม่เกินสามปีแรกหลังวินิจฉัย
-กลุ่มสาม ได้ยา statin ทันทีเลย (ไม่เกินปีแรก)
ติดตามเฉลี่ย 7.1 ปีแล้ววัดผลว่ามีการเกิดสมองเสื่อม (demantia) ในทุกแบบเป็นจำนวนเท่าไร และแยกย่อยตามเพศ ตามโรคอัลไซเมอร์ ตามโรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
ผลรวมการเกิดสมองเสื่อมทั้งหมดออกมาว่า
-กลุ่มไม่ได้ statin 3.9%
-กลุ่มได้ statin ภายในสามปี 3.5%
-กลุ่มได้ statin แต่แรก 3.3%
ผลย่อย ๆ ทั้งหลายออกไปทางเดียวกัน คิด relative risk reduction ได้ 15% แต่ถ้ามาดู absolute risk reduction แตกต่างกันน้อยมาก (0.38%)
ผลการศึกษาของผู้ทำวิจัยเขาแปลว่า statin ช่วยลดสมองเสื่อม แต่ที่ผมสนใจและอยากเน้นย้ำประเด็นแรกที่ยกมาแต่ต้นคือ การใช้ statin **ไม่ได้เพิ่มการเกิดสมองเสื่อมแต่อย่างใด** โดยคนที่เริ่ม statin เป็นกลุ่มคนที่พื้นฐานเท่ากัน และศึกษาในคนประมาณ 130,000 ราย
เพิ่มความมั่นใจในการใช้ statin มากขึ้นครับ
<open access>
Ternhamar T, Johansen M, Nordestgaard B et al.
Association between timing of statin treatment after diabetes diagnosis and risk of dementia: a nationwide observational study
The Lancet Regional Health – Europe, 2026; 0

31 สิงหาคม 2569

ตรวจสอบการใฃ้ยา

 ผู้ป่วยรายหนึ่งมาปรึกษาว่าตัวเองเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่แล้ว ใช้ยาพ่นตลอดไม่เคยขาด ไปหาหมอตามนัด แต่ยังเหนื่อยและทำงานไม่ไหว มาปรึกษาขอตัวยาที่แรงกว่านี้

ตรวจร่างกายมีเสียงวี้ดและเหนื่อย เออ..ของจริงแฮะ หรือมีโรคร่วมอื่น โรคนั่นนี่ ...
แต่เดี๋ยว ทุกคน สิ่งแรกที่ต้องถามต้องทำ คือสิ่งนี้ พบบ่อยมาก และพบในคนไข้รายนี้ด้วย
ผมขอให้คนไข้ "พ่นยา" ให้ดู ยาพ่นเป็นสเตียรอยด์และยาขยายหลอดลมแบบกดพ่น pMDI
ผู้ป่วยฉีดพ่นยาเป็นสเปรย์แก้เจ็บคอเลยครับ อ้าปากรอ กดพ่นสามทีติด มีส่ายให้ทั่วช่องปากด้วยนะ ยาเข้าปากพร้อมออกมาทันที ไม่มีการกลั้นลมหายใจใด ๆ
ใช้ผิดวิธีอย่างสมบูรณ์
สรุป ใช้ยาเดิม ปรับวิธี ให้ทำเอง ให้ญาติช่วยตรวจสอบ
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ทำงานได้ ไม่เหนื่อย ยาเดิมชุดเดิม

30 สิงหาคม 2569

ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

 ยาดี ยาถูก ยานอก ยาใน : ความเห็นของผม

1.บัญชียาหลักแห่งชาติตอบสนองภาระการเจ็บป่วย ไม่ใช่จำนวนโรคที่มี ดังนั้นก่อนจะมาบรรจุเป็นบัญชียา ต้องมีการศึกษารองรับที่ดี มีการคิดเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขถึงความคุ้มค่า ตอบสนองความต้องการส่วนใหญ่ของประเทศ
2.สำหรับโรคที่พบบ่อย พบมาก ผมอ่านบัญชียาหลักแล้ว มีความครอบคลุมและใช้ได้เกือบทุกสถานการณ์
3.ยาหลายตัวที่ไม่อยู่ในบัญชี ไม่ใช่ไม่ดี หลายตัวอยู่ในแนวทางการรักษาระดับโลก แต่พอมาคิดให้เข้ากับบริบทประเทศ อาจไม่คุ้มและมีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า
4.ยาที่ดี ไม่ใช่ยาที่แพงหรือยานำเข้า ยานอกบัญชีแต่อย่างใด แต่คือยาที่ตอบโจทย์การรักษาผู้ป่วยได้ รักษาชีวิต เข้ากับวิถีชีวิต ไม่แพงจนล้มละลาย ไม่แพงจนชาติเสียหาย
5.ยาสามัญ ประสิทธิภาพไม่ได้ด้อยกว่ายาต้นฉบับ (จากข้อมูลการวิจัย) สามารถใช้ได้ รักษาได้ จริงอยู่ที่แต่ละคนตอบสนองไม่เหมือนกัน เพราะยามันไม่เหมือนกัน 100% ค่อย ๆ ปรับกันไป
6.โรคอันเป็นปัญหาหลัก ขอยกตัวอย่างโรคทางอายุรกรรมแล้วกัน เช่น กลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต มะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคติดเชื้อ โรคต่าง ๆ เหล่านี้เกือบทั้งหมดยังสามารถจัดการได้ด้วยยาในบัญชี และยาสามัญทั่วไป
7.การจัดยาที่ถูกต้อง ถูกข้อบ่งชี้ เลือกยาให้เหมาะกับคนไข้ ห่วงใยผลข้างเคียง ยังมีความสำคัญมากกว่าชื่อเสียงเรียงนามของตัวยา ถ้าเราจัดถูกต้องนั่นคือคุ้มค่า เน้นไม่แพงแต่ไม่หายก็ไม่ดี จัดแพงเต็มที่แต่ล้มละลาย ก็ไม่ดีอีก
8.ที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ประมาณ 90% ผมก็ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ใช้ยาสามัญ ยังจัดการคนไข้ได้ดี (ไอ้ที่แพง ๆ หายาก ก็ใช้บ้าง เฉพาะกรณีไป)
9.อยากให้พวกเราเข้าใจว่า การรักษาด้วยยาในประเทศของเรา มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน และไม่แพงเกินไป ส่วนความสะดวกสบาย หรือใหม่ล่าสุด หรือตามเมืองนอก อันนี้ต้องปรับเป็นรายบุคคล
10.การจัดการยาในมือ ก็เหมือนจอมยุทธสู้จอมมารด้วยกระบี่ ถ้าจอมยุทธจบสิ้นถ้วนกระบวนวิชา กิ่งพฤกษาในมือก็ฟาดฟันจอมมารได้ และแม้กระบี่คมปานใด จอมยุทธผู้ไร้ใจก็พ่ายจอมมาร

29 สิงหาคม 2569

ตรวจฟันประจำปี

 วันนี้ไปพบทันตแพทย์มา จึงนำความหวังดีมาฝากทุกคนก่อนนอน

😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂😂
ขอกล่าวถึงชายชราหน้าวัยรุ่น
เกิดว้าวุ่นงุ่นง่านนานอยู่ไหว
ฟันกรามล่างฝั่งซ้ายไม่เป็นใจ
แตะโดนจุดทีไรเสียวทุกที
จะไก่แก่หนังเหนียวเสียวทุกคราว
จะไก่สาวเสียวสุดทุกวันวี่
ปล่อยเอาไว้เห็นจะไม่ได้ที
จรลีสามหมื่นลี้หาหมอฟัน
คุณหมอสาวผู้ช่วยสวยรุมเข้าหา
เสียวที่ฟันสั่นอุราโอ้ตัวฉัน
บอกอายอายว่าเสียวตอนโดนฟัน
สาวทั้งสองคาดคั้นให้ฉันนอน
คว้าผ้าทึบปิดตาบอกอ้ากว้าง
ฉันก็ถ่างกางองศาไม่ต้องสอน
โดนแท่งเหล็กล่วงล้ำเสียวอุทร
แตะซอกซอนถูซอกหว่างกลางซอกทนต์
ถามออกมาตรงนี้เสียวไหมคะ
ฉันก็ห้ะบอกดีไหมลุกขุมขน
เอ่ยไปว่าหมอครับเสียวสุดทน
หมอแตะวนจุดกระสันสั่นทั้งกาย
เอ่ยบอกฉันว่าลึกคอสึกมาก
อุดไม่ยากปาดลึกเอาให้หาย
เจ็บสักหน่อยเสียวสักนิดเดี๋ยวสบาย
ก็เอาวะยอมพลีกายให้พวกเธอ
เสียงจ๊าดจี๊ดกรีดกรอในหูฉัน
เสียงsuctionซู้ดซ้าดในทีเผลอ
น้ำเอ่อล้นทะลักมากเกินเบอร์
บอกพวกเธอพักก่อนผ่อนหายใจ
เธอให้หยุดสิบวิแล้วทำซ้ำ
เสียงกระหน่ำจี๊ดจ๊าดหวั่นเหลือหลาย
ไหล่เกร็งยกกลั้นใจหวิวปางตาย
แล้วสุดท้ายจบเสร็จเสียวเข็ดฟัน
เธอบอกหุบไม่ต้องอ้าเวลาพัก
ถอนหายใจหนักหนักไม่ทันฝัน
เธอให้อ้าสะกิดจุดอีกโดยพลัน
เสียวอีกไหมถามฉันฉันก็อาย
อ้อมแอ้มตอบไม่เสียวแล้วครับหมอ
พอแล้วพอรุมฉันจนฟันหาย
หมอบอกแล้วเดี๋ยวตัวเบาเดี๋ยวสบาย
ถ้าอีกซี่คงบ๊ายบายเสียวสุดทน
มาบอกเล่าให้ตระหนักอย่าเหมือนฉัน
ควรตรวจฟันทุกปีปีละหน
อย่าปล่อยให้ฟันแล้วเสียวสุดทานทน
ต้องโดนคนรุมกระหน่ำอย่างฉันเอย

27 สิงหาคม 2569

การส่งตรวจ AFP (alpha-fetoprotein) ในการตรวจสุขภาพบุคคลทั่วไป

 รับปรึกษามาสามสี่คนแล้ว

มีการส่งตรวจ AFP (alpha-fetoprotein) ในการตรวจสุขภาพบุคคลทั่วไป และในคนที่มีค่าเกินค่าปกติเล็กน้อย เกิดกังวลว่าตัวเองจะเป็นมะเร็งตับ
1. AFP ไม่ควรมาใช้ตรวจคัดกรองแยกโรคมะเร็งออกจากคนปกติ เพราะไม่ไวและไม่จำเพาะ
2. AFP ใช้ตรวจช่วยวินิจฉัยมะเร็งบางชนิด ช่วยใช้ในการเฝ้าระวังมะเร็งตับในคนที่ตับแข็ง ใช้ติดตามการรักษามะเร็ง
3. AFP ไม่จำเพาะกับมะเร็งตับ hepatocellular carcinoma ถ้าถามว่าจำเพาะกับมะเร็งอะไรมากกว่า ก็มีมะเร็ง hepatoblastoma ในเด็ก, มะเร็งเซลล์สืบพันธุ์ชนิด non-seminoma,
4. มะเร็งปอด มะเร็งตับ ก็ขึ้นได้ แต่ไม่จำเพาะเลย และไม่ได้ใช้ติดตามโรคแต่อย่างใด
5. ค่าที่ใช้ตัดเกณฑ์ก็ต่างกัน ค่ายิ่งสูง ความไวการวินิจฉัยจะลดลง อย่างค่าที่ใช้มะเร็งตับเราก็จะใช้ค่าที่ 400 และมะเร็งตับในระยะต้น ค่านี้จะไม่สูง ถ้าตัดเกณฑ์ที่ 400 จะถูกแปลผลว่า ไม่มีมะเร็ง ซึ่งผิด ! (และมีอีกหลายเกณฑ์)
6. โรคอื่นก็ขึ้น เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตั้งครรภ์
สรุป ไม่ควรใช้ในการคัดกรองสุขภาพคนปกติ ไม่ควรใช้เป็นกรณีทั่วไป ใช้เมื่อตั้งใจจะสืบค้นเฉพาะกรณี เฉพาะรายเท่านั้น

ปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้า

 


ปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้า : ต่อเนื่องเรื่องบุหรี่
ปริมาณการสูบบุหรี่มวน เรามีมาตรฐานวัดการสูบบุหรี่ที่มีการศึกษาว่าตัวเลขปริมาณเหล่านี้ยิ่งมาก ยิ่งสัมพันธ์กับการเกิดโรคที่เพิ่ม ฃและการติดบุหรี่ที่สูง และยังใช้เป็นหน่วยวัดมาตรฐานสากลเกี่ยวกับเรื่องบุหรี่
▶️ CPD : cigarette per day : กี่มวนต่อวัน นับหมดนะครับ ไม่ว่าจะหนึ่งมวนเต็ม ครึ่งมวนทิ้ง
▶️ packyears : ซองปี นับเทียบปริมาณว่าสูบวันละกี่ซอง หนึ่งซองมี 20 มวน เทียบสัดส่วนเอาว่าต่อวันกี่ซอง และสูบมากี่ปี
ยาสูบอื่น ๆ ไม่มีหน่วยวัดที่ชัดเจน จะมีแต่เปรียบเทียบกับบุหรี่มวน เช่น ยาเส้นมวนเอง ซิการ์ มาเทียบหน่วยกับบุหรี่มวน ซึ่งพอเทียบได้เพราะเป็นยาสูบ เผาไหม้รูปแบบเดียวกัน แล้วถ้าเป็นบุหรี่ไฟฟ้าล่ะ
บุหรี่ไฟฟ้า ใช้น้ำยาบุหรี่จากการสังเคราะห์ที่ความเข้มข้นและโครงสร้างเคมีแตกต่างกันมาก หลากหลายจนบอกยาก (บุหรี่มวนมีกฎหมายควบคุมการผลิต) และพฤติกรรมการสูบที่ไม่ได้นับมวนแต่นับเป็น puff หรือนับเป็น “คำ” ในภาษาผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า จึงยังไม่มีเกณฑ์มาตรฐานสากลเหมือนบุหรี่มวน
ในหมู่ผู้รักษาโรคจากบุหรี่ไฟฟ้าต้องประมาณปริมาณการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเอาเอง ทำให้สื่อสารไม่ตรงกัน มีผู้พยายามนำเสนอหน่วยวัดให้พูดตรงกันบ้างครับ
1. American Association for Physician Leaderships ลงบทความในเว็บไซต์ตัวเองเมื่อ กุมภาพันธ์ 2020 ว่าความเห็นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเสนอใช้ e-years
🔴 e-year = ปริมาตรน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าต่อวัน (mL) x ปีที่สูบ 🔴
ไม่ได้มีหลักฐานหรืออ้างอิงว่าสูตรนี้จะสัมพันธ์กับโรคหรือการติดบุหรี่อย่างใด
2. จากการศึกษาแบบ retrospective เรื่องผลของสารเคมีที่พบหลังเปลี่ยนบุหรี่มวนเป็นบุหรี่ไฟฟ้า ลงตีพิมพ์ใน Tobaaco-Incuced Diseases เดือนมกราคม 2023 เห็นว่าควรเปรียบเทียบกับปริมาณบุหรี่มวนที่เราทราบผลของสุขภาพอยู่แล้ว เรียกว่า puff-equvalent year ประมาณว่าสูบ 10 puff เท่ากับบุหรี่มวนหนึ่งมวน บุหรี่หนึ่งซองจึงเท่ากับ 200 puff
🔴 puff-equivalent year = (puff per day/200) x ปีที่สูบ 🔴
ไม่มีการศึกษาตัวเลขนี้ว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคหรือการติดบุหรี่ แต่คำนวณและอนุมานว่าเทียบเท่ากับ packyears เพราะการคำนวณหลักการเดียวกัน
ตัวเลขข้อสองนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบว่า 1 puff-years เพิ่มโอกาสการเกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจคิดเป็น 11 เท่า เทียบกับผู้ที่ไม่สูบอะไรเลย และโอกาสนี้ประมาณเท่ากับการสูบบุหรี่มวน 1 packyears
ทั้งสองตัวเลขยังไม่มี validation study ออกมานะครับ สิ่งที่นำเสนอมานี้เป็นแค่การประมาณปริมาณการสูบให้สื่อสารตรงกันเท่านั้นครับ

26 สิงหาคม 2569

ถามประวัติการสูบบุหรี่ : สูบหรือไม่ คงไม่พอ

 ถามประวัติการสูบบุหรี่ : สูบหรือไม่ คงไม่พอ : หลายที่แค่ทำ check mark แต่ผมว่าไม่พอ

ใช้บุหรี่หรือผลิตภัณฑ์นิโคติน : เพราะปัจจุบันไม่ได้มีแต่บุหรี่มวน มีทั้งบุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินแบบเหน็บ ยาเส้นมวนเอง
ปัจจุบันยังใช้หรือไม่ : ต้องถามจริงจัง บางคนบอกเลิกสูบ แต่เลิกมาสัปดาห์เดียว คำถามที่ผมมักใช้คือ สูบครั้งสุดท้ายเมื่อไร
ใช้มานานเท่าไร : รวมทุกรอบที่สูบ ๆ เลิก ๆ ถ้าสูบประจำก็ถามว่า สูบตั้งแต่อายุเท่าไร
เลิกไปนานหรือยัง สูบใหม่ไหม : เพื่อประเมินโอกาสการกลับมาสูบซ้ำ และคำนวณปริมาณการสูบรวม บางคนเลิก ๆ สูบ ๆ หลายรอบ ก็ต้องมาคิดระยะเวลารวมกัน
ปริมาณการสูบ : วันละกี่มวน ทั้งบุหรี่ซองหรือบุหรี่มวนเอง ถ้าสูบไฟฟ้าก็ประมาณวันละกี่ครั้ง (puff per day) มาคำนวณปริมาณอันตราย
ถ้าใช้บุหรี่ไฟฟ้า : ให้ถามชนิดด้วย เป็นแท้งค์เติมน้ำยา เป็นแบบสำเร็จใช้แล้วทิ้ง ปริมาณนิโคตินเท่าไร มีทั้งบอกเป็นปริมาณต่อซีซี และเปอร์เซ็นต์
ถ้าใช้ผลิตภัณฑ์อื่น : ซิการ์ก็กี่มวน นิโคตินเหน็บกี่ซองต่อวัน
ใช้แบบใด : มีบุหรี่ไฟฟ้าหลายชนิดเช่น C-pod คือ ผสมน้ำมันกัญชา, K-pod ผสมสารเคตามีน, Zombie-pod ผสมยาอีโทมิเดต (ใช้เวลาดมยาสลบ) หรือแบบนิโคตินล้วน
ทุกครั้งจะบอกว่าเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการรักษา ไม่เปิดเผยและเป็นความลับ แล้วเราก็ห้ามเปิดเผยด้วยนะครับ
ในกรณีโรคระบบทางเดินหายใจคงต้องถามละเอียดมากกว่านี้อีก หากตัวผู้ป่วยไม่สูบก็ต้องลงรายละเอียดไปถึงควันบุหรี่มือสอง ควันบุหรี่มือสาม สถานที่ทำงานว่ามีบุหรี่ไหม หรือแม้แต่ในบ้าน ข้างบ้าน
การสอบถามแค่ใช้หรือไม่ใช่บุหรี่อาจไม่ได้คำตอบ และคำตอบว่าใช้บุหรี่ ก็คงไม่พอในการประเมินการติดบุหรี่ และโรคจากบุหรี่อีกต่อไป

25 สิงหาคม 2569

หนึ่งวันบนท้องถนนกับลุงหมอ : อุบัติเหตุ กับ น้ำใจ


 


หนึ่งวันบนท้องถนนกับลุงหมอ : อุบัติเหตุ กับ น้ำใจ

การขับขี่รถจักรยานยนต์บนท้องถนน จะมีมุมมองที่แปลกจากรถยนต์นั่งและอาจจะพบเจออะไรง่ายกว่ารถยนต์นั่ง เช่นกัน ก็จะประสบเหตุและเข้าร่วมได้ง่ายกว่าด้วย
หลังจากดื่มกาแฟในปั๊มเรียบร้อย หมอชราหน้าหนุ่มคนหนึ่งก็มาที่รถจักรยานยนต์ สวมหมวกนิรภัย ถุงมือขับขี่ (คนรุ่นนี้อะไหล่หายาก ต้องป้องกันไว้ก่อน) ขณะขี่รถออกจากปั๊ม ก็เจอชายหนุ่มนอนกองบนพื้น มือกุมข้อเท้าขวา ใบหน้าบ่งบอกความเจ็บพอสมควร ข้างกันมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าคันเล็กจอดอยู่ ทิศทางของรถนั้นขับย้อนทิศทางจราจร มีสุภาพสตรียืนข้างคนเจ็บ เด็กอีกสองคนนั่งบนอานรถจักรยานยนต์นั้น
สุภาพสตรีกำลังพยายามพยุงคนเจ็บมานั่งบนพื้นฟุทปาธ แต่เธอตัวเล็กเกิน และชายคนเจ็บตัวใหญ่เกิน … มันก็ถึงฉากที่พระเอกของเรื่องจะปรากฏตัวใช่ไหมครับ
หมอชราจอดรถ เลือกหลบเข้าด้านในไม่ขวางทาง อันนี้สำคัญมากนะครับ กฏข้อที่หนึ่งของการเข้าช่วยคนอื่น คือ ต้องปลอดภัยและอย่าให้การเข้าช่วยของเรา เสี่ยงต่อการเกิดเหตุซ้ำ
หมอชรามองรอบที่เกิดเหตุ ไม่มีประกายไฟ รถที่อยู่บนถนนไม่เร็ว ผู้ประสบเหตุรู้ตัว ไม่หอบ ไม่มีลักษณะของกระดูกต้นคอบาดเจ็บ ก็เลยเข้าไปพยุง .. ซึ่งคนเจ็บไม่สามารถพยุงตัวเองได้ หมอชราก็เอาไม่อยู่ ทันใดนั้นก็มีเสียงจากด้านหลัง “เดี๋ยวผมช่วย”
ชายหนุ่มในชุดไรเดอร์สีเขียว จอดรถข้าง ๆ แล้วเข้ามาช่วยพยุง การพาคนเจ็บเข้าริมทางที่ปลอดภัยเป็นไปได้ด้วยดี ส่วนคุณสุภาพสตรีที่เป็นคนขับรถจักรยานยนต์ สวนทางจราจรและซ้อนเด็กสองคน ดูตกใจ ตื่นเต้น
“พี่ เป็นอะไรไหม เอายังไงดี หนูไม่ได้ตั้งใจ ไป รพ.ไหมพี่” ตอนนั้นคนเจ็บก็จัดการสถานการณ์ได้น้อย คนชนก็ตกใจ หมอชราคนนั้นบอกว่า “ใจเย็น ๆ ไม่อันตรายมาก ผมเป็นหมอนะครับ”
ท่ามกลางสายตาแห่งความงุนงง แต่ทุกคนก็เชื่อ สถานการณ์แบบนี้คงไม่มีใครมาหลอกว่าเป็นหมอกระมัง คุณสุภาพสตรีตกใจมากถามว่าอันตรายไหมกระดูกหักไหม
หมอชราให้เธอพาเด็กสองคนเข้าที่ปลอดภัยก่อน .. ที่ปลอดภัย ริมถนนนี่นะ .. แล้วที่ปลอดภัยก็เกิดขึ้นได้ด้วย พ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยวตรงนั้นเข้ามาช่วย เอาร่มผ้าใบกางออก แล้วนำเก้าอี้สองตัวมาให้เด็กนั่งพัก
หมอชราพยายามงัดความรู้การปฐมพยาบาลผู้ป่วยอุบัติเหตุมาใช้
อย่างแรก life-treatening condition มีไหม จากคำบอกเล่าและสถานการณ์ เขาโดนรถจักรยานยนต์ที่เบรกชะลอแล้วชนไม่แรงที่โคนขา แต่ตัวเองล้มลงและข้อเท้าพลิกตะแคง ทรวงอกไม่ปกระแทก หัวไม่กระแทก โอเคอันตรายรุนแรงคงไม่มี
อย่างที่สอง secondary survey ตรวจว่ามีอันตรายต่อเนื่องไหม แผลมีจุดเดียว ข้อเท้าขวา ไม่มีเลือดออก มีแต่รอยถลอก ไม่ฉีกขาด กดดูไม่มีเสียงกรอบกรบของกระดูกหัก ขยับนิ้วเท้าได้ ไม่ชา คลำชีพจรปกติดี หมอชราคิดในใจน่าจะบาดเจ็บเส้นเอ็นมหรือข้อเคลื่อน มากสุดก็กระดูกรอบข้อหัก
ใต้เบาะมอเตอร์ไซค์ของหมอชรา มีชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีถุงมือ ผ้ายืด ผ้าก๊อซ หมอชราหยิบขวดน้ำดื่มมาที่แผลถลอกว่าไม่มีเลือดออกอีก แล้วใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก พันข้อเท้าของคนเจ็บไว้
บอกคนเจ็บว่าไม่รุนแรงนะ แค่บาดเจ็บรอบข้อ อยู่นิ่ง ๆ รอสักครู่ คุณคนเจ็บกำลังโทรหาญาติ คุณสุภาพสตรีก็โทรหาญาติ หมอชราล่ะ..โน่น วิ่งเข้าร้านสะดวกซื้อในปั๊ม
“น้องครับ กดซื้อน้ำแข็งได้ที่ไหน” หมอชราไปหาซื้อน้ำแข็งมาประคบเพื่อหยุดเลือดที่ไหลข้างใน พนักงานชี้ไปที่ตู้น้ำแข็ง หมอชราไปกดมาค่อนถุงกำเงินสิบบาท จะมาจ่ายเงิน แค่มันราคา 11 บาท
จังหวะที่จะหยิบเหรียญมาจ่ายเพิ่ม ด้วยความรีบจึงทำน้ำแข็งหกใส่พื้น พนักงานอีกคนบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวเขาเช็ดเอง ชายชรามองดูน้ำแข็งที่เหลือในถุงในมือว่า น่าจะเพียงพอ แต่พนักงานบอกว่า “พี่ไปเติมให้เต็มก็ได้นะคะ”
หมอชราบอกว่าเท่านี้ก็พอ จะเอาไปช่วยคนเจ็บอุบัติเหตุหน้าปั๊ม กำลังควักเงินจ่าย พนักงานสองคนบอกว่า “ไม่ต้องจ่ายหรอกค่ะพี่ ไม่คิดเงิน”
หลังจากออกไป หมอชราก็ไปจัดท่า ยกขาสูง ประคบน้ำแข็ง … การจัดท่าให้อยู่นิ่ง ยกสูงกว่าระดับหัวใจ ประคบเย็น คือการปฐมพยาบาลการบาดเจ็บที่ข้อเบื้องต้น น้ำแข็งใส่ห่อผ้า พันผ้ายึดตรึงข้อ ..โอเคปลอดภัย เงยหน้าขึ้นมาน้องพนักงานร้านสะดวกซื้อ ยืนดูและในมือถือถุงน้ำแข็งมาเตรียม ประมาณว่าถ้าไม่พอ เธอก็พร้อมจะช่วย
สอบถามเบื้องต้น รถจักรยานยนต์ขาดต่อประกันภัยบุคคลที่สาม คุณสุภาพสตรีก็หาเช้ากินค่ำ มีเงินเก็บอยู่ที่บ้าน เดี๋ยวจะให้ญาติมาอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเด็ก ตัวเองจะไปเอาเงินที่บ้าน เตรียมรับผิดชอบคนเจ็บ
หมอชรากำลังโทรเรียกรถพยาบาล สภาพแบบนี้หอบหิ้วขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ไปไม่ได้แน่ ขณะจะโทร ทั้งคนเจ็บและคนชน ถามว่า เรียกรถพยาบาลจะแพงไหม ไปโรงพยาบาลมหาราชได้ไหม จะได้ไม่แพง .. วินาทีนั้นหมอชรารู้สึกสะดุด เขาเป็นหมอ คำนึงถึงแต่เอาชีวิตและความปลอดภัยก่อน แต่จริง ๆ ค่ารักษาพยาบาลมันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทุกคนคิด ยิ่งกับเงินที่ต้องใช้กับเด็กสองคนนั้น คนเป็นแม่ยิ่งต้องคิด
หลังจากอธิบายเรื่องสิทธิการรักษาแล้ว หมอชรากด 1669 รายงานเหตุการณ์ ใครไม่เคยรายงานไม่ต้องตกใจนะครับ เจ้าหน้าทึ่เขาฝึกมาอย่างดี และเขารับมือสถานการณ์ได้ เกิดเหตุอะไร มีผู้บาดเจ็บกี่คน รู้สติหรือไม่ จุดเกิดเหตุอยู่ไหน ถนนอะไร มุ่งหน้าไปทางไหน
หลังเสร็จเรียบร้อย จึงบอกคนเจ็บและผู้ขับขี่ว่าทุกอย่างเรียบร้อย แม้แต่เป็นคู่กรณีแต่เขาไม่ได้เจตนา แม้จะผิดแต่ก็ช่วยกันดูแล หันไปมองเด็กสองคนนั้น คุณพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวนำน้ำดื่มมาให้บรรเทาร้อน บรรเทาใจเรียบร้อย
หมอชราสังเกตชายอีกคนเข้ามาช่วย เขาถีบจักรยานขายลอตเตอรี่ผ่านมาและตัดสินใจเข้ามาช่วย ในจังหวะที่หมอชราจัดการทุกอย่างได้ และบอกว่าขอตัวไปทำงานต่อเพราะสายมากแล้ว คนเจ็บและผู้ขับขี่กล่าวขอบคุณ หนุ่มขายลอตเตอรี่บอกว่า “เดี๋ยวผมช่วยรอกู้ภัยมาก็ได้ ผมเคยอบรมปฐมพยาบาลตอนติดทหาร”
ขับขี่รถสวนทาง หมวกไม่ใส่ พรบ.ขาด ซ้อนสอง มันก็ผิดจริง
แต่ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิด นับว่าดี
เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าสภาพสังคมจะทุกข์ยาก แต่น้ำใจคอยช่วยเหลือกัน มันคือสิ่งที่หล่อเลี้ยง เป็นพลังเล็ก ๆ ที่มีคุณค่าอย่างมากในทุกยุคสมัย

24 สิงหาคม 2569

eosinophil ในเลือดที่สูง : เป็นพยาธิจริงหรือ : กินยาพยาธิได้เลยไหม

 eosinophil ในเลือดที่สูง : เป็นพยาธิจริงหรือ : กินยาพยาธิได้เลยไหม

1. สูง .. ปกติคือต้องเกิน 500 cell/microliter เจอครั้งเดียวก็สูง
2. ต้องตรวจซ้ำไหม .. บางโรคต้องตรวจซ้ำ เช่น hypereosinophilic syndrome
3. เป็นโรคไหม ... อันนี้ต้องหาข้อมูลเพิ่มเติม ต้องซักประวัติเพิ่ม ตรวจร่างกายเพิ่ม ประวัติต้องละเอียดมากพอควร ถ้าจำเป็นก็ตรวจพิเศษเพิ่ม
4. ใช่พยาธิหรือไม่ .. ก็มีโอกาสเป็นไปได้บ้าง สัมพันธ์กับพยาธิที่ทะลวงเนื้อเยื่อ เช่น strongyloides จากลำไส้ไชเข้าอวัยวะอื่น หรือพยาธิปากขอที่ทิ่มแทงผนังลำไส้ พยาธินอกตัวที่พบบ่อยคือ หิด
5. กินยาฆ่าพยาธิเลยหรือไม่ .. ไม่นะครับ เพราะมันไม่ค่อยตรงไปตรงมากับการติดเชื้อพยาธิ และถ้ามี eosinophil จากพยาธิจริง ก็ไม่รู้ว่าตัวไหน แล้วจะกินยาอะไร
6. ถ้าไม่ใช่พยาธิจะเป็นโรคอะไร ... เยอะเลย ที่พบบ่อยเช่น ปฏิกิริยาจากยา ปฏิกิริยาภูมิแพ้ เนื้องอกเม็ดเลือด มะเร็งเม็ดเลือด eosinophil ที่ไปฝังตามอวัยวะต่าง ๆ พบมากที่หลอดอาหาร ขาดฮอร์โมนคอร์ติซอล หลอดเลือดอักเสบบางชนิด
7. อันตรายไหม .. ก็ถ้าปริมาณ eosinophil มากจริงและสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเป็นมะเร็งสูง ต้องตรวจยืนยัน ต้องดูฟิล์มสไลด์เลือด เจาะตรวจไขกระดูก
8. อยู่เฉย ๆ มันจะลดลงเองไหม .. ส่วนมากก็เป็นเช่นนั้น แต่ก็ต้องแยกสาเหตุที่อันตรายออกไปก่อน
9. เจาะเลือดก่อนแล้วให้หมอแปลผล หรือให้หมอตรวจก่อน ... การตรวจนับเม็ดเลือดขาวและแยกชนิด ไม่ใช่การตรวจคัดกรอง แต่เป็นการตรวจเพื่อวินิจฉัย จึงต้องซักประวัติตรวจร่างกายก่อนเสมอ

22 สิงหาคม 2569

โปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจ น่าทำจริงหรือไม่ บอกอะไรจริงหรือเปล่า

 


โปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจ น่าทำจริงหรือไม่ บอกอะไรจริงหรือเปล่า
จากข่าวผู้มีชื่อเสียงป่วยและเสียชีวิตจากโรคหัวใจ หลายคนเริ่มกังวลและอยากตรวจ โรงพยาบาลหลายแห่งออกโปรแกรมตรวจสุขภาพหัวใจ การตรวจด้วยชุดการตรวจต่าง ๆ เหล่านี้ เราได้อะไร เราเสียอะไร
ชุดการตรวจเกือบทั้งหมดจะมีการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) การตรวจคลื่นความถี่สูงหัวใจ (echocardiography) การตรวจเดินสายพาน (exercise stress test) การตรวจภาพถ่ายหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery CT) การตรวจแคลเซียมหลอดเลือดหัวใจ (coronary artery calcium score)
การตรวจทั้งหมดเป็นการทดสอบเพื่อการวินิจฉัย (diagnostic test) ในคนที่สงสัยว่ามีโรคหัวใจจากประวัติ จากการตรวจร่างกายหรือจากการประเมินระดับความเสี่ยง ไม่ใช่การตรวจเพื่อคัดกรอง (screening test) เพื่อแยกคนปกติที่เป็นโรคออกจากคนปกติที่ไม่มีอาการ
การตรวจคัดกรองที่ดี นอกจากจะแยกคนเป็นโรคออกจากคนปกติ จะต้องสามารถลดการป่วยหรือการตายจากการตรวจแยกโรคได้ด้วย ต้องเข้าถึงได้ง่าย ไม่รุกล้ำร่างกายจนเกินไป และไม่ทำให้เกิดผลเสียมากเกินกำหนด
มีการศึกษาด้วยวิธีต่าง ๆ มากมายเพื่อตอบคำถามว่า การตรวจด้วยวิธีการดังกล่าวในคนปกติจะลดการเกิดโรคหรือไม่ ทั้งการศึกษาแบบเฝ้าติดตามผล การศึกษาแบบรวบรวมข้อมูล และการศึกษาแบบแบ่งกลุ่มทดสอบ (randomized controlled trial) ที่ควบคุมความโน้มเอียงและปัจจัยรบกวนต่าง ๆ ด้วย
ผลโดยรวมออกมาว่า การตรวจด้วยวิธีดังกล่าว
1.ไม่ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม ไม่ช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ
2.อาจจะช่วยพบโรคที่ไม่แสดงอาการ (subclinical disease) แต่การตรวจพบโรคเหล่านี้ ยังไม่สามารถแสดงผลได้ว่าลดอัตราการตาย ไม่สามารถแสดงผลได้ว่า ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ
เรามาดูตัวอย่างการศึกษาแบบ RCT ที่ออกแบบมาตอบคำถามนี้กัน
การศึกษา TROMSO ทำในประเทศนอร์เวย์ นำคนอายุ ปีที่สุขภาพดีไม่มีโรคหัวใจ จำนวน คนมาแบ่งกลุ่มศึกษาคัดกรองโดยใช้การตรวจคลื่นความถี่สูงเพิ่มเข้ามาจากการตรวจปกติ ส่วนกลุ่มควบคุมใช้การตรวจปกติทั่วไป แล้วติดตามผลการเกิดโรคหัวใจและอัตราการเสียชีวิตโดยรวม โดยติดตามเฉลี่ยที่ 15 ปี พบว่าในกลุ่มใช้ echocardiogram มีการเกิดโรคและเสียชีวิตน้อยกว่าอีกกลุ่ม 3% และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เรียกว่าถึงแม้จะพบความผิดปกติเชิงโครงสร้างจากการตรวจ echo ได้ก็จริง แต่ไม่มีการรักษาหรือหัตถการใดมาช่วยลดอัตราการเกิดโรคจากความผิดปกติที่พบนั้นได้
การศึกษา DANCAVAS 1 ทำการศึกษาในผู้ชายอายุ 65-75 ปีที่สุขภาพดี จำนวนประมาณ 46000 คน มาแบ่งกลุ่มอีกเช่นกัน กลุ่มศึกษาจะใช้การตรวจคัดกรองแบบรวมทั้งคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจเอคโค่ ตรวจเดินสายพาน ตรวจไขมันในเลือด ครบชุด ส่วนกลุ่มควบคุมใช้การประเมินตามปกติทั่วไป อาจไม่ได้รับการตรวจพิเศษหรือตรวจไม่ครบชุด (อาจตรวจเพียงหนึ่งหรือสองอย่าง) เช่นกันแล้วติดตามดูผลการเกิดโรคหัวใจและอัตราการเสียชีวิตโดยรวม ผลปรากฏว่า การตรวจครบชุด ไม่ได้ลดการตายและการเกิดโรคได้ดีไปกว่าการตรวจแบบทั่วไปเลย แตกต่างกัน 5%และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
การศึกษา DANCAVAS 2 ทำคล้ายการศึกษา DANCAVAS 1 แต่เลือกกลุ่มที่อายุน้อยกว่า (60-65) ตรวจคล้ายกันและพบว่าผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันคือกลุ่มคัดกรองครบชุด มีอัตราตายและอัตราการเกิดโรคแทบไม่ต่างกับกลุ่มควบคุมเลย (4%) ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และนอกเหลือจากวัดอัตราการตายรวมและการเกิดโรคหัวใจรวม ในการศึกษา DANCAVAS 2 ยังติดตามผลหลังจากให้การรักษาด้วย คนที่พบว่าเสี่ยงโรคหัวใจจากการทำ coronary artery calcium score และได้รับยาต้านเกล็ดเลือดเพื่อป้องกันโรคหัวใจ พบมีเลือดออกมากกว่ากลุ่มตรวจที่ไม่ได้ยาหรือกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ตรวจใด ๆ โดยที่อัตราการเกิดโรคหัวใจไม่ได้ต่างกัน
คำแนะนำของ US preventive services task forces (USPSTF) ออกคำแนะนำมาชัดเจน สำหรับผู้ที่แข็งแรงดี ไม่มีโรคหัวใจ ไม่มีข้อบ่งชี้การตรวจ ว่าการคัดกรองโรคหัวใจโดยการตรวจ EKG เป็นคำแนะนำระดับ “ไม่แนะนำให้ทำ” และถึงแม้ไปวิเคราะห์ในกลุ่มเสี่ยงโรคระดับปานกลางถึงเสี่ยงมาก ระดับคำแนะนำยังเป็นเพียง ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนและพิจารณาเป็นกรณีไป
ทั้งหมดนี้บอกเราว่า การใช้ diagnostic test ที่ออกแบบสำหรับการวินิจฉัย มาคัดกรองโรคในคนทั่วไปนั้น อาจจะสามารถตรวจเจอโรคที่ซ่อนเร้นได้ แต่ยังไม่สามารถแสดงผลว่า สามารถลดอัตราการเกิดโรคหรืออัตราการตายได้เลย
จริงอยู่ว่าบางคน เจอโรคจากการตรวจแบบนี้และเข้ารับการรักษา จนทุกวันนี้ยังมีชีวิตอยู่ดีและบอกว่า “โชคดีที่ตัดสินใจตรวจ ถ้าไม่ตรวจคงไม่ทราบ และอาจจะเสียชีวิตไปนานแล้ว” ก็ต้องบอกว่ามีคนกลุ่มนี้อยู่จริงนะครับ แต่เมื่อมาพิจารณาถึงตัวเลขการวิเคราะห์ทางสถิติแล้ว ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่พบโดยบังเอิญที่เป็นส่วนน้อยมาก ๆ หรือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า lead-time bias คือเราไปตรวจโรคที่ถึงแม้ตรวจเจอเร็ว รักษาเร็ว ก่อนถึงเวลาที่ควรรักษา ก็ไม่ได้เปลี่ยนอัตราการเสียชีวิตนั่นเอง
และการรวบรวมข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพหัวใจ เทียบกับไม่ตรวจหรือการตรวจพื้นฐานทั่วไป เป็นการรวบรวมการศึกษาแบบ meta-analysis ลงตีพิมพ์ cochrane review ปี 2019 รวบรวมการศึกษาแบบทดลอง RCT 17 การศึกษา (รวมตรวจสุขภาพหัวใจและตรวจสุขภาพโปรแกรมอื่น ๆ ด้วย) กลุ่มศึกษาประมาณ 250,000 คน พบว่าการเกิดโรคหัวใจและอัตราการเสียชีวิตโดยรวม ไม่แตกต่างกัน โดยผลการลดอัตราการเสียชีวิตนั้น ชี้ไปในทางเดียวกันหมดเลยว่าไม่เกิดประโยชน์จากการตรวจโปรแกรมสุขภาพ
จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าข้อมูลจากการศึกษาทุกรูปแบบให้ข้อมูลไปในทางเดียวกันและค่อนข้างหนักแน่นว่า การตรวจไม่เกิดประโยชน์ในแง่การลดอัตราการเสียชีวิตและการเกิดโรค คำถามสำคัญคือ แล้วเกิดอันตรายหรือไม่
การใช้ diagnostic test ทุก ๆ การทดสอบสิ่งที่เราต้องเจอคือ บวกจริงบวกปลอม ลบจริงลบปลอม แม่นยำแค่ไหน โอกาสเกิดโรคมากน้อยแค่ไหน ขนาดเราคิดความน่าจะเป็นโรคมาแล้ว จากประวัติและการตรวจร่างกาย การแปลผลยังยาก แล้วถ้าไม่มีอาการใดเลย แน่นอนว่าผลเหล่านี้จะยิ่งแปลยากและแม่นลดลง
ผลบวกปลอมเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากโอกาสเกิดโรคไม่มาก (แข็งแรงดี ไม่มีอาการ ไม่มีความเสี่ยง) หากผลการทดสอบเป็นบวก ก็ต้องคิดหนักขึ้นว่าจริงหรือไม่ การคิดหนักนี้ส่งผลต่อความกังวลกับตัวผู้เข้ารับการตรวจและครอบครัวโดยตรง ต้องกังวลกับผลตรวจที่ไม่แม่น ผลบวกก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นโรค ผลลบก็ไม่ชัดเจนว่าปลอดภัย และยังส่งผลกังวลกับคุณหมอผู้ส่งตรวจและแปลผล ทำให้เกิดการตรวจโดยไม่จำเป็น และรุกล้ำมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ลดอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตได้เลย
ในกรณีที่เข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจ (เน้นว่าเป็นวิธีใช้ diagnostic test) อาจจะพบโรคที่ซ่อนเร้นอยู่และรักษาเร็ว น่าจะมีผลบ้างสิ หรือการเข้ารับการตรวจจะทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรม รักษาสุขภาพมากขึ้น ก็น่าจะมีผลบ้างสิ เราเรียกผลเหล่านี้ว่า downstream effect แต่คำตอบของคำถามเหล่านี้แสดงชัดด้วยตัวเลขทางสถิติว่า “ไม่ลด” เพราะอะไร
เพราะเวลาเจอโรคซ่อนเร้นที่ไม่มีอาการหรือเสี่ยงต่ำ การรักษาไม่ว่าการให้นาหรือผ่าตัด ไม่ได้เกิดประโยชน์มากขึ้นเท่าไรนัก แล้วกลุ่มคนที่เข้ามาตรวจก็เป็นคนที่แข็งแรงดี ก็เลยไม่เกิดประโยชน์นั่นเอง
อีกประการเรียกว่า false re-assure คือความเข้าใจว่าเมื่อผลตรวจออกมาเป็นลบ หมายความว่าเราแข็งแรงและโอกาสเกิดโรคต่ำมาก จึงละเลยการปฏิบัติตัวเพื่อลดความเสี่ยง อย่าลืมว่าผลการตรวจมันไม่แม่นยำครับ เราเอาผลที่ไม่แม่นยำและไม่หนักแน่น มายืนยันความแข็งแรงของตัวเราเอง จึงเป็นอันตรายมาก
ก็สรุปอีกครั้งว่า การตรวจสุขภาพหัวใจ โดยใช้การตรวจเพื่อวินิจฉัย มาใช้คัดกรองในคนทั่วไปที่แข็งแรงดี ไม่เกิดประโยชน์ในการลดการเกิดโรคหัวใจ ไม่ลดอัตราการเสียชีวิต แม้ว่าจะพบโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ก็ตาม
แล้วจะตรวจอะไร … คำตอบคือ ตรวจประเมินความเสี่ยงตามมาตรฐานทั่วไปนี่แหละ
คือการชั่งน้ำหนักตัว การตรวจเบาหวาน วัดความดันโลหิต ตรวจคัดกรองโรคไตเรื้อรัง ตรวจระดับไขมันในเลือด (รวม Lp(a), APO-B ในบางคน) คือการประเมินความเสี่ยงตาม THAI CV risk หรือ prevent ASCVD risk ตามเดิมของเรานั่นเอง ไม่ต้องใช้การตรวจพิเศษราคาแพงแต่อย่างใด จะมีที่บอกความเสี่ยงได้ในแนวทางคือ การตรวจ coronary calcium score ซึ่งเป็นแค่หนึ่งในข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจเท่านั้น (risk enhancer or risk refiner) ไม่ใช่สิ่งวิเศษที่บอกได้ทุกอย่างและไม่ใช้คัดกรองทุกคนทุกกรณี ต้องเลือกคนมาทำเช่นกัน
ถ้าเจอว่าเสี่ยง ก็รักษาสุขภาพและใช้ยาเมื่อเสี่ยงมาก และถึงเจอว่าไม่เสี่ยงก็ต้องรักษาสุขภาพอยู่ดี
ผมไม่ได้คัดค้านการตรวจ แค่อยากบอกว่าหากคุณต้องการจะตรวจ ต้องรู้ว่าผลตรวจที่ออกมาจะแปลผลอย่างไร เปลี่ยนแปลงอะไร เชื่อได้มากน้อยเพียงใด ผลบวกจะทำอะไร ผลลบจะทำอะไร และผลการตรวจนั้นจะต้องเปลี่ยนการดำเนินชีวิตหรือกินยา ถ้าคิดว่าอย่างไรก็ไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ไม่ต้องตรวจครับ แบบนั้นไม่เกิดประโยชน์แน่นอน

บทความที่ได้รับความนิยม