23 มกราคม 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : กินน้ำมันมะกอกวันละช้อน จะเกิดอะไร

 เรื่องเล่าจากคลินิก : น้ำมันมะกอกวันละช้อน

มีผู้ป่วยเข้ามาปรึกษาพร้อมขวดน้ำมันมะกอกขวดใหญ่ที่เขาเพิ่งซื้อมา สุภาพบุรุษท่านนี้อายุ 57 ปี เขาเป็นโรคไขมันในเลือดผิดปกติ LDL 166 แต่เมื่อคำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจแล้ว สูงพอที่จะกินยาลดไขมัน ด้วยความที่เป็นคนใส่ใจสุขภาพและเข้าถึงเทคโนโลยี ฟีดข้อมูลเรื่องไขมันจึงเต็มหน้าจอ และหนึ่งในนั้นคือคำแนะนำเรื่องกินกินน้ำมันมะกอกวันละช้อน ช่วยลดไขมันเลว เพิ่มไขมันดี ลดโรคหัวใจ ตับดี
เขาลงทุนไปซื้อยี่ห้อที่ทางสื่อนั้นแนะนำมา เอามาให้ผมดูและปรึกษา ในใจคิดว่า แหม..มาปรึกษากันก่อนก็ได้ น้ำมันมะกอกสกัดเย็นขวดนั้น กินข้าวได้หลายมื้อทีเดียว
ผมเข้าใจดีว่าความเข้าใจเรื่องนี้มีหลากหลาย ผมขอให้ความเห็นตามข้อเท็จจริงวิชาอายุรศาสตร์ก็แล้วกันนะครับ
1.น้ำมันมะกอก (แบบที่กินได้นะครับ ไม่ใช่เอาไว้ใส่เส้นผม) จะมีองค์ประกอบเป็นไขมันไม่อิ่มตัวประมาณ 80-85% และมีไขมันอิ่มตัวคือ palmitic acid ประมาณ 15% ถ้ากินน้ำมันมะกอกหนึ่งช้อนโต๊ะ จะได้ไขมันอิ่มตัวประมาณ 2 กรัมแล้วนะครับ ไขมันตามธรรมชาติทุกชนิดบนโลกจะมีทั้งกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวเสมอ
2.การรับประทานน้ำมันมะกอกเพิ่มเข้าไปหนึ่งช้อนโต๊ะต่อวัน ยังเป็นการเพิ่มปริมาณไขมันโดยรวม คำแนะนำการกินอาหารคือ “ลดปริมาณ” ให้ไม่เกิน 20-30% ของพลังงานที่ได้ในแต่ละวันหรือประมาณ 60-75 กรัมของไขมันต่อวัน อาหารและวัตถุดิบตามธรรมชาติของคนที่กินอาหารปกติ มันก็เกินแล้วครับ จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มไขมัน ทางตรงข้ามควรจะจำกัดปริมาณด้วยซ้ำ ปริมาณมีความสำคัญก่อนชนิดครับ ถ้ากินน้ำมันมะกอกวันละช้อนโต๊ะ เดือนหนึ่งจะมีพลังงานเพิ่ม 3600 กิโลแคลอรี่นะครับ
3.แม้จะมีการศึกษาในเชิงผลลัพธ์แบบ intermediate outcomes ว่าไขมันไม่อิ่มตัวที่มีมากในน้ำมันมะกอก เป็นไขมันที่ต้านการอักเสบและลดการสร้าง LDL (เพราะวัตถุดิบคือ VLDL มันลดลง) แต่ยังไม่มีหลักฐานที่เรียกว่า hard clinical outcomes ถึงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างการกินน้ำมันมะกอกกับการเกิดโรคหลอดเลือด โดยเทียบกับยาหลอกหรือการไม่กินน้ำมันมะกอก จึงยังไม่สามารถกล่าวได้ว่า “น้ำมันมะกอกสัมพันธ์กับการลดโรคหัวใจและหลอดเลือด”
4.การศึกษาที่มักจะได้รับการอ้างถึงเสมอคือ PREDIMED เทียบการกินอาหารเมดิเตอเรเนียน (ที่มีน้ำมันมะกอกประมาณ 4 ช้อนโต๊ะต่อคนต่อวัน) กับอาหารไขมันต่ำ พบว่าอาหารเมดิเตอเรเนียนลดการเกิดโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่นั่นคือ อาหารเมดิเตอเรเนียนทั้งจานนะครับ มันมีถั่วเมล็ดแข็ง ผัก ปลา และอื่น ๆ อีกมาก ไปอ้างน้ำมันมะกอกเป็นเดอะแบกไม่ได้ และหากใครไปวิเคราะห์ PREDIMED ให้ดีจะพบว่ากลุ่มไขมันต่ำที่เป็นตัวเปรียบเทียบเขาต่ำไม่จริง และกลุ่มที่กินอาหารเมดิเตอเรเนียนได้สนับสนุนน้ำมันมะกอกฟรีหนึ่งลิตรต่อครัวเรือนต่อเดือน เป็นจริงสำหรับอาหารทั้งก้อน ไม่ใช่เฉพาะน้ำมันมะกอก
5.คำแนะนำที่ดีคือ ลดไขมันอิ่มตัวให้น้อยกว่า 10% ของไขมันที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน และอ่านดี ๆ นะครับ ในส่วนที่ลดลงนี้ควรทดแทนด้วยไขมันไม่อิ่มตัว นั่นคือใช้น้ำมันมะกอกมาแทนน้ำมันชนิดอื่นในการปรุงอาหารนั่นเอง ไม่ใช่เอามาเพิ่มหรือเอามากินสด …ใครที่ปรุงอาหารจะรู้ว่าน้ำมันมะกอกมันแทนน้ำมันทั่วไปได้ในบางกรณี เพราะน้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่จุดเกิดควันต่ำมาก จะผัดจะทอดอะไร น้ำมันจะสุกและระเหยไปก่อนอาหารจะสุก เรียกว่าทำกินเองพอได้ ทำขายจะขาดทุนเพราะต้องใช้เยอะมาก (ใช้เยอะมาก ปริมาณก็เยอะมากจ้ะ) และราคาแพงมากด้วย
6.แล้วมันล้างไขมันเลวได้หรือ เอาล่ะถ้าเรากินไขมันลดลงและทดแทนไขมันอิ่มตัวด้วยไขมันไม่อิ่มตัว จะทำให้การสร้าง LDL ลดลงเพราะวัตถุดิบการสร้างน้อยลง นั่นคือ สร้างใหม่ลดลง แต่ของเดิมต้องรอร่างกายสลายเพิ่มออกไป แต่ว่าไขมันจากอาหารมีผลต่อระดับไขมัน cholesterol และ lipoprotein อย่าง LDL,HDL แค่ประมาณ 10-15% เท่านั้นครับ ส่วนมากมีผลต่อไขมันที่พุงเสียมากกว่า (adipose tissue) คนส่วนใหญ่ที่ไขมันสูงเกิดจากความผิดพลาดของยีนและการสังเคราะห์ไขมันครับ
7.”ระดับไขมัน LDL ที่ลดลง” เป็นตัวชี้วัดที่ง่ายเพราะแค่เจาะเลือด ไม่ต้องงดอาหารด้วย ที่จะบอกว่าการลดไขมันด้วยวิธีนั้นสามารถลดความเสี่ยงได้ มีอีกหลายวิธีแต่ทำยากเช่นการวัดความหนาหลอดเลือดด้วยหัวอัลตร้าซาวนด์ที่ปลายสายสวนหลอดเลือด หรือวัดอุณหภูมิของตะกรันไขมันในหลอดเลือด และระดับ LDL ที่ลดลง มีงานวิจัยที่รับรองชัดเจนว่าลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง เป้าหมายการลดความเสี่ยงจึงใช้ระดับ LDL ที่ลดลงนี่แหละบอกว่า เฮ้ย วิธีนี้มันดี ควรทำต่อ
8.การจัดการอาหารทั้งหมด รวมทั้งข้อ 5 ด้วย รวม ๆ กันจะลด LDL ได้ 10-15% ซึ่งมันไม่พอในการปกป้องที่ต้องการ ต่ำสุด 30% หรือ อย่างน้อย 50% ในคนที่เป็นโรคแล้ว การกินน้ำมันมะกอก “เพิ่ม” หรือกินเพื่อ “ทดแทน” จึงไม่สามารถลด LDL ได้ระดับนั้น อีกทั้งไม่มีการศึกษาโดยตรงของน้ำมันมะกอกอีกด้วย ดังอธิบายในข้อสองและสาม
9.การกินน้ำมันมะกอกสกัดเย็นวันละหนึ่งช้อน จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอ ที่จะบอกว่าลดโรคหัวใจ ไล่ไขมันเลว ตับไตดีขึ้น อีกทั้งหากไม่ใช่คนที่ควบคุมพลังงานและแลกเปลี่ยนอาหารที่ดีแล้วไซร้ การกินเพิ่มเข้าไปอาจเพิ่มพลังงาน น้ำหนักตัว ไขมัน อีกด้วย ลดอย่างเดียวคือ เงินในกระเป๋า ส่วนข้อดีอื่นของน้ำมันมะกอกมันก็เยอะนะครับ แต่ในแง่โรคหัวใจและไขมันมันก็เป็นแบบนี้
คนไข้ที่มาปรึกษา เราคุยกันถึงความเสี่ยงโรคหลอดเลือด การกินอาหาร การออกกำลังกาย การใช้ยา ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาจะเลือกกินยาหรือไม่ จะกินอาหารแบบใด จะกินน้ำมันมะกอกหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมทำได้คือ แนะนำข้อดี ข้อเสีย แยกข้อเท็จจริงจากข้อคิดเห็น แยกงานวิจัยออกจากประสบการณ์ส่วนตัวของคนไข้แต่ละคน ทุกอย่างทำด้วยสติ ไม่มีอารมณ์เห็นด้วยหรือเห็นต่าง สุดท้ายต้องตัดสินใจเองครับ

18 มกราคม 2569

นิยาย doxycycline-induced photosensitivity

 นิยายประโลมโลก

“ชาย ทำไมแกถึงไปเลือกนังนี่มาเป็นสะใภ้ฉัน” เสียงตวาดสนั่นของคุณหญิงพจมานสว่างวงศาคณาญาติ ทำเอาคุณชาย และบรรดาคนใช้ในบ้านสะดุ้ง
“นริศรานี่แหละหม่อมแม่ ที่รู้ใจ ฉลาดและเข้าใจชายอย่างแท้จริง” คุณชายตอบเสียงเรียบสงบ
ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน คุณชายพิพัฒน์ลมไร้สาย ผู้สืบสกุลและมรดกหลายหมื่นล้านของตระกูล กำลังเดินทางไปแอฟริกา ก่อนจะออกเดินทางก็บังเอิญว่ามีสุภาพสตรีสองท่านแวะมาส่งพร้อมของขวัญ คือว่าสุภาพสตรีสองท่านนี้ครับกำลังแอบปิ๊งคุณชายของเราอยู่
นริศรา หญิงสาวบ๊านบ้าน ชอบใส่เสื้อคอบัวลายดอก กระโปรงพลีท รวมผมตึงเปรี๊ยะ แว่นหนาเตอะ คุณชายเคยไปซื้อหมูย่างที่เธอขาย เลยแอบคุยและสนิทกัน
คุณโสรยาชูกำลัง บุตรสาวเจ้าสัวใหญ่ สวยเอ็กซ์เซ็กซ์อึ๋ม รู้จักคุณชายของเราผ่านงานกาล่า ก็แบบว่าแม่รวยพ่อรวย มาเจอกันแนะนำกันรู้จัก ก็แอบคุยและหวังจะดองกันในเชิงธุรกิจการเมืองด้วยแหละ
คุณโสรยาชูกำลัง ขนอุปกรณ์เดินป่าล่าสัตว์ยิงนกตกปลานั่งสมาธิดูปะการัง ขนมาหนึ่งคันรถ หวังมัดใจคุณชายและเลือกเธอเป็นเจ้าสาว คือรู้ใจรู้งาน จะไปแอฟริกานี่ จัดเต็ม
ส่วนคุณนริศรา เธอเป็นฟรีแลนซ์ขายหมูย่าง ซื้อครีมกันแดด SPF50 PA++ มาจากร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน เอามาฝากสองหลอด พร้อมการ์ดใบเล็ก ๆ เขียนว่า เอาไว้ปกป้องผิวนะคะ
วันที่สองสาวเอาของมาฝาก คุณหญิงพจมานสว่างวงศาคนาญาติยังแอบเหน็บนริศราว่า “อย่างหล่อนน่ะเรอะ จะมาเทียบคู่ลูกชายฉัน ซื้อของโลว์ โฮ๊ะ ๆ ๆ “ ป้องปากหัวเราะอย่างสะใจ อันเป็นที่น่าตบปากยิ่งนัก
แต่เหมือนพรหมลิขิต ชะตาชีวิตช่างแสนตลก จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพราะชะตาชีวิตไม่ใช่แจ๊ส ชวนชื่น เอาล่ะ แต่มันคดีพลิก ช่วงเวลาที่คุณชายพิพัฒน์ลมไร้สายอยู่ที่แอฟริกา คุณชายเกิดมีผื่นแดงบริเวณใบหน้าและแขน เป็นบริเวณที่โดนแสงแดด มีอาการแสบร้อนเหมือนผิวไหม้ มีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บริเวณผื่นแดงนั้น
คุณชายเธอหยิบไอโฟน17โปรแม็กนั่ม ขึ้นมาวิดีโอคอลมาหาคุณหมอประจำตระกูล “คุณหมอ ชายมีปัญหา” พร้อมวิดีโอคอล คุณหมอก็ถามว่าคุณชายไปทำอะไรที่ไหน สัมผัสสารอะไรบ้าง และใช้ยาอะไรนอกเหนือจากยาสามัญที่คุณหมอเตรียมให้หรือไม่ ปกติคุณหมอจะจัดเตรียมกล่องยาฉุกเฉินไว้ให้พร้อมออกเอกสารกำกับเสมอ คุณชายตอบว่า “อีกอย่างคือที่นี่เขาให้ยาป้องกันโรคมาเลเรียครับ ตัวนี้”
ตึ๊ง…เสียงเตือนข้อความดังขึ้นพร้อมกับภาพยา doxycycline เจ้ายาตัวนี้สามารถทำให้เกิดผื่นที่เรียกว่า phototoxicity ไม่ใช่แพ้แสง เนื่องจากไปมีพิษต่อเซลล์ผิวหนังโดยตรง ไม่ได้กระตุ้นผ่านระบบภูมิคุ้มกัน โดยไม่ได้มีอาการเพียงผิวหนังแต่อาจเป็นที่เล็บได้ด้วย และจะเกิดในบริเวณที่โดนแสงหลังจากได้รับยา ถึงจะพบน้อยแต่พบนะ
คุณหมอก็แจ้งว่ายาตัวนี้ทำให้เกิดผื่นได้ การรักษาก็หยุดยาและใช้ครีมกันแดดช่วยป้องกัน เดี๋ยวผื่นจะค่อย ๆ หายไป
คุณหมอถามกลับ “ได้เตรียมครีมกันแดดมาไหมครับคุณชาย” พอหมดคำถามนี้คุณชายนึกได้ทันที โอ้ว พระเจ้าจอร์จ ทำไมเธอช่างละเอียดอ่อน เตรียมของที่เหมาะกับเราจริง ๆ เธอช่างเหมาะกับตำแหน่งเจ้าสาวยิ่งนัก นริศรา โอ้ว แม่สาวน้อย”
นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณชายเธอเลือกนริศราและทำให้คุณหญิงแม่หงุดหงิดใจไม่น้อย ต้องเรียกเด็กนวดมาเยียวยาหัวใจอยู่หลายวัน ส่วนคุณโสรยาชูกำลังก็อกหัก หงอยเป็นหมาเหงา เปล่าเปลี่ยวหัวใจเป็นกำลัง และในขั้นตอนที่คุณชายกับนริศรากำลังเลือกหาบริษัทอีเว้นท์จัดการแต่งงาน คุณหมอของเราก็มีบทขึ้นมาอีกครั้ง ..แต่..กับนริศรา
“คำแนะนำคุณหมอนี่เด็ดขาดไปเลยค่ะ ของฝากอย่างเดียวชนะใจพี่ชายได้เลย ไม่รู้จะขอบคุณคุณหมออย่างไรดี” นริศรานี่เธอก็วางแผนนี่หว่า ไม่ได้ซื่อใสอย่างที่เห็น
“ก็คาดเดาเอาน่ะครับ ประเทศที่คุณชายไป มันมีการระบาดสูงมากและมีคำแนะนำให้ยาเพื่อป้องกันมาเลเรียด้วย ก็โอกาสสูงที่จะเกิดเหตุแบบนี้ แต่ว่าอย่าไปซีเรียสเลยคุณนริศรา เรื่องมันบังเอิญ นี่คุณมาเลือกร้านเวดดิ้งของผมก็ขอบคุณมากครับ งานใหญ่เลยจ้างตั้งสิบล้าน” คุณหมอยิ้มกริ่มแต่ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ในใบหน้า ใช่..ก็แค่บอกคุณชายกับคุณนริศราว่า ต้องรีบแต่งแล้วเดี๋ยวคุณหญิงจะเปลี่ยนใจ งั้นมาทำที่นี่ ไม่ต้องบรี๊ฟกันมาก รู้จักโปรไฟล์บ่าวสาวดีอยู่แล้ว ทำงานได้เร็ว ก็เสมือนล็อบบี้ง่าย ๆ
หลังจากที่เลือกชุดและโลเกชั่นถ่ายภาพ ส่งคุณนริศรากลับแล้ว คุณหมอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา หมุนเบอร์โทรหาโสรยาชูกำลัง ผู้ซึ่งกำลังซึม เศร้า เหงา เปลี่ยว
“คุณโสรยาชูกำลังครับ เย็นนี้ผมจะไปรับคุณครับ เตรียมชุดสวย ๆ ไปถ่ายรูปได้เลย ผมคิดว่าเกาะบาหลีช่างโรแมนติก และน่าจะทำให้คุณสดชื่นได้ โชคดีมากเลยครับ เหลือตั๋วราคาพิเศษพร้อมที่พักอยู่สองที่พอดี เราไปสูดอากาศบริสุทธิ์กันนะครับ”
โชคดีกะผีน่ะสิ แกจองไว้ตั้งแต่แนะนำคุณนริศราซื้อครีมกันแดดแล้วเฟ้ย แล้วที่เลือกบาหลีเพราะแกไปส่องไอจีของโสรยาชูกำลังว่าเธออยากไปไหว้บูโรพุทโธมานานแล้ว
เย็นนั้นคุณหมอเตรียมขับรถไปรับคุณโสรยาชูกำลัง ปรับกระจกมองหลังเห็นรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ที่เริ่มเจ้าเล่ห์มากขึ้น สวมเสื้อยืดสีขาว มีสกรีนอักษรสีน้ำเงินบนหน้าอก “อายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียว” …แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือเมื่อมองไปที่มือจับพวงมาลัยรถยนต์อยู่ มือนั้นกลายเป็น มือที่มองไม่เห็น ไปเสียแล้ว
จบบริบูรณ์ อย่าลืมไปรับยาช่องเบอร์หนึ่งด้วยกันอย่างถ้วนหน้านะครับ

16 มกราคม 2569

สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์

 สาเหตุส่วนใหญ่ของไขมันพอกตับ คือ การดื่มแอลกอฮอล์นะครับ

หลายคนเข้าใจว่าไขมันพอกตับเกิดจากความอ้วน อาหารมันและดื้ออินซูลิน เท่านั้น
แต่ก่อนเราเรียกไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ว่า NAFLD แยกจากไขมันพอกตับจากแอลกอฮอล์
แต่ปัจจุบันมีคำนิยาม MAFLD คือโรคตับอันเกิดจากโรคทางเมตาบอลิกที่ส่งผลไขมันพอกตับ ซึ่งมีสาเหตุจากแอลกอฮอล์อยู่ในนั้นด้วยก็ได้
แต่ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร ไขมันพอกตับก็ยังมีสาเหตุส่วนมากจากการดื่มแอลกอฮอล์อยู่ดี
อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าดื่มเหล้าแล้วจะไม่มีไขมันพอกตับนะครับ

13 มกราคม 2569

สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล

 สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา

เวลาที่เราป่วย ไปหาหมอ หมอซักประวัติ ตรวจร่างกาย รักษาและติดตามผล สุดท้ายใช้เวลาไม่นานเราก็ดีขึ้น สดชื่น กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมคิดว่าผู้ป่วยคนมีความสุขและคุณหมอก็รู้สึกดีที่คนไข้หายและแอบภูมิใจในศักยภาพของตัวเอง …แต่มันไม่จบแค่นั้น
ผู้ป่วยสุภาพสตรีรายหนึ่งอายุประมาณ 40 กลาง มาตรวจรักษาด้วยอาการปวดบวมข้อมือและข้อนิ้วมือทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน อาการเบาหนักสลับกันมาแล้ว 2 เดือน ตอนเช้าตื่นมาพบว่าข้อมือติดขยับยากเกือบ 60 นาที ซื้อยาแก้ปวดกินเอง อาการบรรเทาแต่ไม่หาย
แบบนี้ก็คงสงสัยโรคข้ออักเสบใช่ไหมครับ ตรวจร่างกายก็ปวดบวมจริง 14 ข้อ ส่งตรวจก็พบว่าเข้าได้กับข้ออักเสบรูมาตอยด์ หลังได้รับการรักษาทั้งการประคบอุ่น ลดการใช้งาน ใช้ยาลดปวดต้านการอักเสบที่เป็นการรักษาอาการปัจจุบัน และได้ยาปรับสภาพโรค (DMARDs) ที่เป็นการรักษาที่สาเหตุ ลดความพิการและควบคุมไม่ให้เกิดซ้ำ รักษาอยู่ 6 เดือนพบว่าคนไข้ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้ …ใช่ครับ มันไม่จบแค่นั้น
หลังจากติดตามอาการและปรับลดยาขึ้น ๆ ลง ๆ มานาน 5 ปี สุดท้ายผู้ป่วยขาดการรักษาไปหนึ่งปี กลับมาอีกครั้งด้วยข้อที่บวม หน้ากลม ร่างกลม วัดค่าการอักเสบในเลือดสูงมากและค่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ต่ำสุดขีด … ผู้ป่วยยุติการใช้ยา methotrexate, leflunomide, NSAIDs ไปรับยาชุดจากร้่นออนไลน์ที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ขนาดสูง ไม่เพียงโรคข้ออักเสบหวนกลับคืนมายังมีของแถมคือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต แผลในกระเพาะ
ความยากของการรักษาโรคเรื้อรังคือ ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล คนไข้อยู่กับหมอแค่ 10-15 นาทีต่อครั้ง รวมกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อปี แต่ในโลกภายนอกห้องตรวจ ผู้ป่วยเจออะไรบ้าง เจอสิ่งที่เข้ามากระทบอะไรบ้าง
คนอื่นทักทำไมไม่หายสักที นานแล้วนะ ลองไปที่นั่นที่นี่ดูสิ
หมู่บ้านนั้นมีคนเป็นคล้ายกัน ใช้ยาจากอินเตอร์เน็ต ดีขึ้นเลยนะ
ตัวเองคงท้อ เฮ้อ กินยามานาน ดีขึ้นก็จริงแต่ไม่หาย เครียด ลองวิธีอื่นดูบ้าง
ค่ายา ค่าเดินทาง ค่าตรวจ เริ่มส่งผลต่อสุขภาพการเงิน จะทำอย่างไรดี
นี่แค่บางส่วนนะครับ ตลอดเวลาที่เหลือทั้งปี ผู้ป่วยต้องใจแข็งพอควรและตั้งมั่นมากถึงผ่านความไหวหวั่นไปได้ หึหึ ขนาดคุณรู้หลักการโภชนาการ คุณยังแอบเลี้ยวตั้งหลายรอบ
เราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยติดตามการรักษา มีความสม่ำเสมอการรักษา นอกเหนือจากคำอธิบายที่ต้องให้เคลียร์ให้ขาด จนคนไข้สิ้นสงสัย (ชีวิตจริงมีสามนาที !!) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่าทีแบบมืออาชีพ เพิ่มจากเข้าใจจนเป็นเชื่อถือศรัทธา ต่างจากงมงายนะครับ งมงายมันไม่มีเหตุผล
ต้องมีการสอนย้ำความเข้าใจเสมอตลอดการรักษา คนเราหลงลืมหลงผิดได้ ต้องมีผู้รู้ที่หวังดีคอยย้ำเตือน คำเตือนต้องลงลึกไปถึงวิถีชีวิต การใช้ชีวิต ลักษณะการงาน สังคมครอบครัว จึงสร้างความต่อเนื่องการรักษาได้ (ชีวิตแพทย์เฉพาะทางที่มองแคบมองลึกในสาขาตัวเอง จะยากมาก)
ระบบต้องดีด้วย ระบบการติดตามนัด การเตือนใช้ยา เฝ้าระวังผลข้างเคียง การแพทย์ทางไกล (ชีวิตจริง สัญญาณโทรคมนาคมยังติดขัด) และป้องกันมิจฉาชีพ คนที่แอบใช้ความทุกข์ความหวังของคนไข้มาหาประโยชน์แบบทุจริต (ชีวิตจริง โฆษณาชวนเชื่อเต็มฟีด)
ทักษะต่าง ๆ ที่เพิ่มมาจากการรักษาโรค เป็นสิ่งที่แพทย์ยุคนี้พึงเรียนรู้และปฏิบัติ จะเรียกว่า ศิลปะ, soft skills, บูรณาการ อะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องรู้และต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะรักษาได้แต่โรค ไม่สามารถรักษาคนได้ รวมถึงไม่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไข้ได้เลย และถ้าทุกคนละเลย ไม่ปฏิบัติ ก็จะไม่สามารถสร้าง ‘’สุขภาพ” ในภาพรวมของประเทศได้เลย
ฝากไว้ให้คิดครับ

11 มกราคม 2569

แนวทางอาหารของสหรัฐอเมริกา 2025-2030

 แนวทางอาหารของสหรัฐอเมริกา 2025-2030 : ในมุมมองลุงหมอ

ผมคิดว่าทุกคนคงได้เห็นแนวทางนี้ และมีผู้เชี่ยวชาญมากมายออกมานำเสนอแล้ว รวมทั้งสามารถอ่านฉบับเต็มได้ฟรี https://www.dietaryguidelines.gov/ ผมอ่านแล้วเช่นกัน และขอแสดงความเห็นเผื่อแต่ละท่านเอาไปพิจารณาให้เหมาะกับตัวเองครับ ขอเน้นจุดที่เป็นไฮไลต์ ไม่ใช่จุดซ่อนเร้น
1.สังคมและสินค้าของอเมริกาต่างจากไทย ราคาอาหารในอเมริกาสูงกว่าไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสด แต่บ้านเมืองเขามี highly ultra processed food มากมาย ด้วยเงื่อนไขการถนอมอาหาร ความพร้อมรับประทาน … highly UPF แค่มีสารใดที่ไม่มีในครัวของท่านผสมในอาหารอยู่ก็เป็น UPF ระดับ 3 แล้วนะครับ
2.ปัญหาของอเมริกาคือ กินเยอะ กินผิดสัดส่วนและกิน UPF มากไปจนเกิดโรค ..ในมุมมองของผม ถ้าเราเข้าใจและสามารถลดสัดส่วน UPF ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตได้ มันก็ดี จะใช้ UPF เพื่อความสะดวกมันไม่ผิดมากครับ ดังนั้นความรู้เรื่อง UPF จึงสำคัญ อีกอย่างนะครับ การจะทำอาหารที่โปรเซสน้อย ๆ มันใช้เงินทุนและเวลาพอสมควรเลยนะครับ
3.แนวทางนี้พยายามลดอาหารแปรรูป อาหารปรุงแต่ง เช่นเรื่องความหวานในอาหาร ก็ใส่ส่วนผสมที่มีความหวานก็พอ พยายามลดการเติมน้ำตาล ลดสารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล จะรับประทานผลไม้ก็ขอสัดส่วนของผลไม้สด มากกว่าผลไม้กระป๋อง มากกว่าน้ำผลไม้ … สำหรับผมคิดว่า ขอคุณเจียดเวลาสักเล็กน้อย ตลาดสดและสตรีทฟู้ดบ้านเรา สามารถหาอาหารสดได้ไม่ยากเลยครับ
4.โฟกัสเรื่อง "ปริมาณอาหาร" สัดส่วนอาหาร อย่ากินมากกินต้องการและพยายามกระจายอาหารให้สัดส่วนหลากหลาย ตั้งสติให้ดี กินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน มีสติเวลากินและซื้ออาหาร ระลึกไว้เสมอนะครับ พลังงานนำเข้า เท่ากับพลังงานที่ใช้ บวกพลังงานสะสม กินตามที่ใช้ อย่าใช้เพื่อหักล้างการกิน
5.เครื่องดื่มสำคัญมาก แนวทางนี้เน้นมากด้วย ดื่มน้ำเปล่า อ่านอีกสองรอบ น้ำเปล่า น้ำเปล่า ดื่มให้เพียงพอ และถ้าจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นต้อง..unsweeten ไม่มีน้ำตาล ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล โชคดีที่ประเทศไทยเราหาน้ำสะอาดดื่มได้ง่าย ราคาถูก ใครที่รออ่านเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ฟังชัด ๆ นะครับ ดื่มให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้และดีที่สุดคือเลิก ไม่มี safety level อีกแล้วในแนวทางนี้
6.ดื่มนมได้นะครับ ไม่ต้องเป็น low-fat อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างแรงนะครับ คุณดื่มนมวันละกล่อง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องไขมันส่วนเกินหรอกครับ ประโยชน์ที่ได้มันมากกว่าโทษแบบเทียบไม่ได้ ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับนมอย่างอื่น คุณกินเบเกอรี่ กินหมูกรอบบ่อย ๆ แล้วมากินนมโลว์แฟต มันแปลกครับ สรุปว่านม full-fat โอเคครับ
7.ผักและผลไม้แช่แข็ง…โอเคเลยนะครับ โดยทั่วไปมักจะไม่ได้ใส่สารอื่นเลย เรียกว่าปลอดภัยทีเดียว สารอาหารลดลงแหละครับแต่มันก็พอ อันนี้อเมริกาเขาจำเป็น แต่บ้านเราเดินตลาดง่ายกว่าครับ กรั๊บฟู้ด ไลน์มัน ช้อปพรี่ฟู้ด ส่งสดได้ง่ายเลย
8.ลด refined carb ผมว่าอันนี้ทุกคนน่าจะรู้กันหมดแล้ว แต่ทำไม่ค่อยได้ แนวทางปีนี้ย้ำมาก แนะนำกิน wholegrain ไม่ว่าจะเป็น whole grain, ข้าวไม่ขัดสี ผลิตภัณฑ์จากแป้งก็ขอเป็นแป้งไม่ขัดสีด้วย ..รวมแครกเก้อร์ไม่ขัดสีหวานน้อยด้วย !! สมัยก่อนแนวทางนี้แนะนำข้าวโพดคั่ว แต่คราวนี้แนะนำ snack ที่ทำจากแป้งไม่ขัดสี ไม่หวาน ผมไปเจอในซูเปอร์มาร์เก็ต แพงพอควร
***ก่อนจะไปต่อ ก่อนหน้าแนวทางนี้ออกมา ผมอ่านหนังสือเรื่อง อร่อยลวงตาย (ultra processed people) ของ คริส แวน ทัลเลเคน และได้เข้าใจเรื่อง UPF ดีพอควรว่านอกจากเพื่อความสะดวกและความมั่นคงทางอาหาร ยังมีเรื่องที่ UPF มันต้นทุนถูกกว่าอีกด้วย อ้อ..ใครจะอ่านต้องทำใจกับความน้ำท่วมทุ่งของคนเขียนสักหน่อยครับ***
9.อย่ากินเกลือเยอะ เรื่องเกลือไม่เกิน 2300 มิลลิกรัมของโซเดียมต่อวัน อันนี้ทุกคนรู้แต่ทำไม่ได้ เพราะอาหารยุคนี้เค็มแต่กำเนิด เกิดแต่วัตถุดิบ เราไม่มีกฎหมายควบคุมเกลือครับ นี่กว่าจะควบคุมน้ำตาลได้ก็เป็น NCD กันเกินครึ่งประเทศไปแล้ว
สิ่งที่น่าทึ่งของแนวทางนี้คือ เขายอมให้เราเติมเกลือในอาหารได้บ้าง เพื่อปรุงรสแลกกับความหวาน คือเขาเห็นน้ำตาลร้ายกว่าเกลือนะครับ แต่ผมอยากบอกแบบนี้ ที่เขากล่าวแบบนี้ไม่ใช่ให้เราเติมเกลือไม่อั้น แต่หมายถึงเราต้องควบคุมเกลือและน้ำตาลไปพร้อมกัน ทำให้น้อยที่สุด แปรรูปน้อยสุด และถ้ามันทำให้ไม่อยากอาหารจนจะอดตาย งั้นเติมเกลือสักหน่อยเพื่อชูรส อันนี้พอได้ ..ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ไหน ๆ จะลด จะดูแลตัวเองแล้ว อย่ายอมใจตัวเอง
10.ส่งท้ายคือเรื่องการจัดอาหารให้ผู้สูงวัย ธรรมชาติโดยทั่วไป จะกินน้อยลง ออกแรงน้อยลง ไม่อยากอาหาร ฟันหลุด เหงือกเจ็บ ลิ้นเสื่อม จะพาไปถึงจุดทุพโภชนาการได้
คำแนะนำคือกิน superfood อาหารที่ไม่ต้องกินมากแต่อัดแน่นด้วยสารอาหาร เช่น นม เนื้อสัตว์ ถั่ว อาหารทะเล ผลไม้ และย้ำ…เรื่องอาหารเสริมต่าง ๆ จะใช้เมื่อคุณปรับเป็นอาหาร superfood แล้วยังไม่สำเร็จ และควรใช้ภายใต้การควบคุมของทีมสาธารณสุข แพทย์ เภสัช นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร ไม่ใช่อินฟลูเอ็นเซอร์สายสุขภาพที่ขายของทุกสองนาที ไม่น่าเรียกอินฟลูเอ็นเซอร์ น่าเรียก อินฟลูเอ็นซ่า

10 มกราคม 2569

น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา GLP1a based

 น้ำหนักกลับคืนหลังหยุดยา

ข้อมูลตรงกันหมดนะครับ ทั้งจากการศึกษาของตัวยาเอง จากการเก็บข้อมูลติดตาม จากคำเตือนของ อย. ไทย
หลังหยุดยาน้ำหนักขึ้นทั้งสิ้น จะขึ้นมากน้อย แล้วแต่การควบคุมที่ต้องสม่ำเสมอ กลุ่มที่ไม่ค่อยควบคุมพบว่า ในช่วงใช้ยาก็น้ำหนักลงดี แต่หยุดยาแล้วน้ำหนักกลับคืน แถมมากกว่าเดิมอีก เพราะตัวช่วยไม่มีแล้ว
การใช้ยาลดน้ำหนัก โดยเฉพาะยา GLP1a based แนะนำใช้เป็นการรักษาเสริม การรักษาหลักยังเป็น การควบคุมพลังงาน ลดพลังงาน ออกแรงออกกำลัง อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
การใช้ยาจะทำให้เห็นเป้าหมายได้เร็ว แต่จะไม่ยั่งยืนถ้าไม่ปรับแนวคิด ไม่ปรับชีวิต และไม่มีวินัย
ในการศึกษาที่ใช้รับรองยา ทุกการศึกษา ผู้เข้าร่วมจะต้องอบรมอาหาร ส่งรายการอาหาร คำนวนพลังงาน ปรับแต่งให้อยู่ในเกณฑ์ และต้องออกกำลังกาย ทำแบบนี้อย่างต่อเนื่องสักพักหนึ่งก่อนจะเริ่มยานะครับ
ขนาดทำแบบนี้ยังเด้งคืนบ้าง แล้วถ้าไม่ทำเลยจะเป็นอย่างไร
เบื้องหลังความสำเร็จที่งดงาม คือ เหงื่อไคลแห่งความอดทนและคราบน้ำตาแห่งความเจ็บปวด
ทางเดินสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับด้วยดอกไม้ หอมหวลชวนจิตไซร้ ไป่มี



08 มกราคม 2569

การส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้

 คุณรู้ไหม เพียงคุณสะสมเงินวันละ 7 บาท เมื่อครบ 10 ปี คุณสามารถทำการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ โดยไม่ต้องคิดมากเรื่องค่าใช้จ่าย บวกลบกว่านี้ก็ไม่มาก

ในช่วง 10 ปีย้อนหลังตั้งแต่ปี 2564 ประเทศไทยเราพบมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้นตัวเลขคร่าว ๆ จาก 5500 คนต่อปี เป็น 12000 คนต่อปี ซึ่งแน่นอนหลายท่านคิดว่าอาจเกิดจากเราตระหนักรู้และเข้าตรวจมากขึ้น
แต่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เพิ่มเช่นกัน และเพิ่มในอัตราที่มากกว่าการตรวจพบ นั่นคือ ส่วนมากมาตรวจเมื่อมีอาการ (โรคลุกลามแล้ว) ไม่ใช่การคัดกรอง
ถ้าเราสามารถส่องกล้องตรวจเจอมะเร็งระยะต้นได้ โอกาสหายขาดและไม่เกิดซ้ำสูงถึง 80-85% และเป็นการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อน ผลแทรกซ้อนต่ำ
ถ้าคุณอายุ 40 ปีและคุณเริ่มเก็บเงินทุกวัน วันละเจ็ดบาท ทุก 10 ปี คุณจะเข้ารับการส่องกล้องที่ รพ.เอกชนระดับกลางได้อย่างสบาย ๆ (อยากตรวจเพิ่มหรืออยากได้พรีเมี่ยมก็จ่ายเพิ่ม)
ในขณะที่ชานมไข่มุกอยู่ที่แก้วละ 20-25 บาท น้ำอัดลมอยู่ที่กระป๋องละ 15 บาท บุหรี่ซองละ 70 บาท เบียร์กระป๋องละ 35-40 บาท
เห็นไหมครับการส่องกล้องคัดกรองมะเร็งลำไส้...ไม่แพงอย่างที่คิด

07 มกราคม 2569

PRP รักษาข้อเสื่อมดีไหม

 คุณหมอคะ ฉีด PRP รักษาข้อเสื่อมดีไหมคะ

ดีหรือไม่ คุณตัดสินใจเองนะครับ ผมไปค้นข้อมูลมาพอควรและสรุปมาให้แบบชาวบ้านเข้าใจดังนี้
1.Platelet-Rich Plasma คือการเอาเลือดเรามาผ่านกระบวนการเพื่อให้ได้น้ำเลือด (plasma) ที่อุดมไปด้วยเกล็ดเลือด ปกติเราจะแยกเออกจากกันไปใช้งานต่างกัน แต่ที่เราคัดเอาเกล็ดเลือดมาเพราะว่า โปรตีน สารกระตุ้นการเจริญเติบโต และสารต้านการอักเสบ มันไปเข้าได้กับสารเคมีต่าง ๆ ในข้อเข่าที่มีบทพิสูจน์ “ทางหลอดทดลอง” ว่าช่วยลดการอักเสบได้
2.เราจึงผลิต PRP ขึ้นมาและฉีดเข้าข้อหรือจุดเกาะเส้นเอ็น หวังผลจะลด “อาการจากความเสื่อม” เช่น ปวด ขยับยาก และที่ใช้ PRP เพราะมันคือผลผลิตจากร่างกายเราเอง ไม่ใช่สารเคมีภายนอก อยู่ได้นาน 4-6 เดือน ดูปลอดภัยมากกว่าสารอื่น
3.ก่อนจะไปดูผลการศึกษาจริง ต้องย้ำก่อนว่า PRP ไม่ใช่ยาที่จะไปปรับการดำเนินโรค คือ ชะลอความเสื่อมไม่ได้ และมวลกระดูกอ่อนผิวข้อก็ไม่ได้เพิ่มจนเปลี่ยนแปลงโรค หลักการคือ ลดปวด ต้านการอักเสบ โดยใช้ผลผลิตตัวเอง
4.ผลการศึกษาสำคัญมากที่สุด เรียกว่าเป็น landmark study คือ RESTORE ลงตีพิมพ์ใน JAMA 2021 เทียบ PRP กับน้ำเกลือและควบคุมกระบวนการศึกษาดีมาก พบว่า การลดปวด การอักเสบ ไม่ต่างจากฉีดน้ำเกลือ
5.มีการศึกษาหลายอันทำเป็น meta-analysis เทียบกับการฉีด hyaluronic acid หรือการฉีดสเตียรอยด์ พบว่า
- PRP มีผลลดปวดที่ดีกว่า hyaluronic แต่ว่าไม่มากนักและการศึกษามีผลหลากหลายไม่ไปทางเดียวกัน และการลดปวดของ hyaluronic มันก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้วด้วย
-ส่วนการฉีดสเตียรอยด์จะหายปวดเร็วกว่าและกลับมาปวดใหม่เร็วกว่าด้วย เพราะ PRP มันทำงานช้ากว่านั่นเอง แต่ระดับการปวดไม่ต่างกัน
6.ผลการศึกษาทั้งหลายเหล่านี้รวมกันเป็น evidence-based ที่ออกมาเป็นคำแนะนำการรักษาข้อเสื่อมระดับชาติและระดับนานาชาติ เช่น OARSI, ACR, AAOS, NICE ไปหาตัวเต็มเอาเอง แต่ที่ยกมาคือตัวตึงตัวท้อปของวงการเข่าเสื่อมโลก เขาแนะนำว่า จะฉีดก็ได้ ประโยชน์ไม่เด่นชัด ส่วนโทษแทบไม่มี แถมไม่ใช่เป็นทางเลือกแรกของทุกแนวทาง
7.เรื่องความปลอดภัย อันนี้ค่อนข้างปลอดภัยเลยเพราะมันคือผลิตภัณฑ์เราเอง (ถ้ากระบวนการทำปลอดเชื้อได้มาตรฐาน) และผลการศึกษาออกมาก็ปลอดภัยมากกว่าผลิตภัณฑ์อื่น ส่วนความปลอดภัยระยะยาวคงต้องรอติดตามต่อไป เพราะยาเพิ่งใช้ไม่นาน
8.สรุปว่า ฉีดได้ เป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาลดปวด ไม่ได้ทำให้ข้อเข่าที่เสื่อมเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น อันตรายจากยามีน้อย แต่ต้องระวังมาตรฐานการผลิตและเทคนิคการฉีด ที่สำคัญคือ ราคาแพง (หลายคำแนะนำไม่แนะนำจาก cost-effective analysis)
9.ไม่ว่าจะฉีดหรือไม่ฉีด การรักษาเข่าเสื่อมโดยการ ลดน้ำหนักตัว ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่า ยังคงต้องทำเสมอ การรักษาภาวะโภชนาการที่ดีของแคลเซียม หากไม่พอต้องใช้ยา สุดท้ายถ้าปวดมากคงต้องผ่าตัดรักษา
10.เอาล่ะ จะฉีดหรือไม่ ขึ้นกับตัวคุณครับ

06 มกราคม 2569

Deep Medicine

 Deep Medicine

เล่มแรกของปี
ติดตามอ่านเพราะชื่อ Eric Topol หลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะคนที่ผลักดันเรื่องใหญ่อันหนึ่งของวงการแพทย์ คือ ความสัมพันธ์ของยาเบาหวาน rosiglitazone กับการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
เขาไม่ได้เป็นผู้วิจัย แต่ในฐานะบรรณาธิการวารสารการแพทย์หลายฉบับ (แต่ละฉบับ impact factor สูง) เขาผลักดันจนองค์การอาหารและยาสหรัฐต่องออกเกณฑ์ว่า ต่อไปนี้นะ ยาเบาหวานที่จะขึ้นทะเบียน ต้องมีการศึกษาว่าไม่อันตรายต่อหัวใจและหลอดเลือด
หลังจากนั้นไม่นาน โลกแห่งการรักษาเปลี่ยนไปมาก ยาเบาหวานทุกตัวตั้งเป้าลดโรคหัวใจเป็นหลัก แนวทางทั่วโลกเขียนยา first line คือยาที่ลดโรคหัวใจเป็นหลัก
นั่นคืออิทธิพลของ Topol ยุคก่อนโซเชียลมีเดีย
ต่อมายุคอินเตอร์เน็ต หลายคนรู้จักเขาในฐานะ บก.เว็บไซต์ medscape นำเสนอและผลักดัน digitalized medicine และ precision medicine นี่แหละตัวพ่อการแพทย์มุ่งเป้า
ผมอ่านเล่มก่อนหน้านี้คือ The Creative Destruction of Medicine พูดถึงเทคโนโลยีการแพทย์ เน้นที่การแพทย์ precision เรียกว่าตื่นรู้ ตาสว่างเลย
มาเล่มใหม่นี้ พูดถึง information และ AI ที่จะพลิกโฉมการแพทย์ในวันนี้และอีก 20 ปีข้างหน้า เน้นว่าเราจะอยู่กับมันอย่างไร และทำอย่างไรจึงใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อ่านไป 100 หน้าแรก ผมรู้เลยว่าตัวเอง ช้ากว่าโลกเสียแล้ว โลกเร็วมาก อยากอยู่รอด เราต้องเร็วตาม
คุณหมอทุกคนต้องอ่านต้องศึกษาเรื่องนี้นะ รวมถึง รมต.สาธารณสุขสมัยหน้าด้วย
เล่มนี้ซื้อจาก amazon นะครับ ไม่มีในไทย



05 มกราคม 2569

SVT destination

 SVT destination

ที่ห้องฉุกเฉิน
คุณหมอสุธีร์ หมอหนุ่มจบใหม่ไฟแรง มานั่งรอคุณพยาบาลศันสนีย์ คืนนี้คุณพยาบาลศันสนีย์อยู่เวรบ่าย ลงเวรเที่ยงคืน แน่อนว่าคุณหมอสุธีร์ที่กำลังเทียวไล้เทียวขื่อน้องศันสนีย์สุดสวย ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะมารอรับและชวนเธอไปหาอะไรกินรองท้องก่อนนอน
ถ้าไม่มาก็คงเป็นโอกาสของอีตาหมอชราหน้าหนุ่มแผนกอายุรกรรมที่กำลังเข้าทำคะแนนน้องศันสนีย์เช่นกัน
“อีกชั่วโมงเดียว” คุณหมอสุธีร์ชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือ พร้อมหาวหวอดน้ำตาไหล เมื่อคืนคุณหมอก็อยู่เวรที่นี่จนดึก ง่วงแสนง่วงแต่ก็ต้องตื๊อทำคะแนน
ทันใดนั้นประตูห้องฉุกเฉินก็เปิดออก เตียงเข็นถูกเข็นเข้ามาพร้อมทีมกู้ชีพ “เอสวีที (supraventricular tachyarrythmia) ความดันเริ่มตก”
เสียงใครสักคนตะโกนขึ้นมา เมื่อสิ้นเสียงตะโกนคุณหมอเวรประจำวัน พร้อมทีมในห้องฉุกเฉินก็กรูเข้าไปพร้อมช่วยเหลือคนไข้ทันที คุณอุบลวรรณพยาบาลร่างกำยำ อดีตแชมป์ยกน้ำหนัก คุณสาคร ผู้ช่วยพยาบาลที่ประสบการณ์โชกโชน รวมถึงน้องศันสนีย์ที่กำลังเตรียมตัวเก็บข้าวของลงเวร
คุณหมอสุธีร์นั่งอยู่เงียบ ๆ หลังเคาน์เตอร์ เฝ้ามองดูความโกลาหลประจำวัน ตาก็เหลือบมองจอคอมพิวเตอร์ซึ่งลิ้งค์ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจรายนั้นจากหน้าจอข้างเตียงมาที่เคาน์เตอร์ด้วย
ด้วยความที่สายตาไม่ดีนัก คุณหมอเห็นคลื่นไฟฟ้าหัวใจเต้นเร็วมาก ประมาณด้วยสายตา 160 ครั้งต่อนาที ค่าความดันโลหิตจากหน้าจอ 100/50 ออกซิเจนที่ 98%
มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจตัวสูง ๆ ต่ำ ๆ ด้วย บางจังหวะก็มาไม่สม่ำเสมอเท่าไร แต่ช่างเถอะ ไม่ใช่หน้าที่ของเราในวันนี้ ว่าแล้วก็ก้มหน้าหาเพลงใหม่ในสปอติฟาย จังหวะที่กำลังเปลี่ยนเพลง ก็ได้ยินเสียงคุณหมอตะโกนเสียงดังแทรกเข้ามา “อะดีโนซีน 6 มิลลิกรัม ฉีดแบบดับเบิ้ลไซริงจ์ ขอเส้นที่ต้นแขนเลยนะ”
+การฉีดอะดีโนซีน ต้องฉีดที่หลอดเลือดดำขนาดใหญ่ใกล้หัวใจ ด้วยยาออกฤทธิ์สั้นมาก 6-10 วินาที เมื่อฉีดแล้วต้องไล่สายด้วยน้ำเกลือเพื่อผลักให้ยาเข้าสู่หัวใจให้เร็วที่สุด+
“เคสนี้คงจบเร็ว” คุณหมอสุธีร์คิดในใจ พร้อมจังหวะเพลง river flows in you คลอเบา ๆ ในหูฟังตัดเสียง สายตากำลังจะปิดลงเพื่อดื่มด่ำเสียงเพลง
แต่ก็มีเสียงดังลั่นขึ้นมาแทรกเข้ามา “เฮ้ย วีเอฟ (ventricular fibrillation) ทำไมเป็นงี้ล่ะ คุณอุบลวรรณเตรียมเครื่องดีฟิบ (defibrillator) คุณสาครผมขอเจลด้วยครับ”
เสียงนั้นทำให้คุณหมอสุธีร์ตื่นจากภวังค์ทันที หันไปที่หน้าจอมอนิเตอร์คลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็น ventricular fibrillation ทันใดก็ฉุกใจคิดได้และเหลือบไปมองหน้าจอที่ฟรีซภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อนจะฉีดอะดีโนซีน ..นี่มันไม่ใช่ SVT นี่หว่า
ภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เต้นเร็วมากจริง แต่ไม่ได้เป็นจัวหวะสม่ำเสมอแบบ SVT มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ตัวสูง ตัวเตี้ย บางตัวก็มีค่า QRS complex ที่กว่าตัวอื่น อันนี้ไม่ใช่ SVT แล้ว นี่คือ atrial fibrillation ที่มีภาวะ Wolff-Parkinson-White syndrome ร่วมด้วย ภาพจึงเป็นแบบนี้ ในกรณีนี้เราให้ยา adenosine จะยิ่งไปทำให้เกิด ventricular arrythmia โดยเฉพาะ VF เพราะ adenosine จะไปหยุดการนำไฟห้าผ่านช่องทางปกติ จึงมีการนำไฟฟ้าผิดปกติผ่านเส้นใยนำไฟฟ้าช่องทางลัดของ WPW และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่คาด
คุณหมอสุธีร์เงยหน้ามองไปที่วงช่วยชีวิตคนไข้ คุณหมอเวรกำลังยกแพดเดิล ชาร์จไฟ 200 จูลส์ คุณสาครบีบเจลลงบนแพดเดิ้ลและที่อกคนไข้ แต่ทว่า…หลอดเจลนั้นคงจะเก่ามาก แทนที่จะออกมาทางช่องปกติกลับทะลักออกมาทางก้นหลอด หกเลอะเทอะไปที่พื้น คุณสาครไม่ทันจะมีเวลาเอาผ้ามาคลุมเพราะต้องเตรียมขึ้นปั๊มหัวใจ ส่วนคุณอุบลวรรณเตรียมขึ้นปั๊มเรียบร้อย
“ชาร์จพร้อม ถอยออกนะครับ หนึ่ง สอง …” เสียงหมอเวรเตรียมตัวดีฟิบบริลเลชั่นผู้ป่วย และจังหวะที่ทาบแพดเดิ้ลบนอกคนไข้ คุณหมอเวรก้าวขาเพื่อโน้มตัวลงมา เท้าเจ้ากรรมดันไปเหยียบบนเจลหล่อลื่นบนพื้น และภาพต่อไปนี้เกิดขึ้นเร็วมาก
คุณหมอไถลไปด้านหน้า แพดเดิ้ลไปแปะบนตัวคุณอุบลวรรณที่อยู่อีกฝั่งคนไข้เตรียมปั๊มหัวใจ และนิ้วก็กดกระตุกไฟฟ้าพร้อมกัน
คุณอุบลรรณถูกไฟฟ้ากระตุก หงายหลังลงกับพื้นหัวฟาดพื้นอย่างแรง ขาก็ไปเตะเตียงคนไข้ล้มลง
คุณสาครพุ่งตัวออกไปเพื่อรับคนไข้ไม่ให้กระแทกพื้น จึงไปกระแทกเอาเสาน้ำเกลือล้ม
เสาน้ำเกลือล้มไปในทิศที่คุณศันสนีย์เตรียมยาอะดรีนาลีน ปลายที่แขวนน้ำเกลือพุ่งเข้าตรงจุดดวงตาขวาของคุณศันสนีย์อย่างพอดีและแรงมาก …ฉึก
คุณหมอสุธีร์สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ตกใจมาก หันไปมองรอบตัวช้า ๆ หายใจเข้าออกลึก ๆ ทุกอย่างปกติ นาฬิกาดิจิตอลเรือนใหญ่บนผนังชี้เวลา 23.05 เฮ้อ นี่เราฝันไปหรือนี่ เหมือนจริงเอามากทีเดียว พร้อมกับสายตาที่เลื่อนมาหยุดรอหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ..คุณหมอสุธีร์เริ่มหายใจแรงและเร็ว เพราะชื่อเพลงที่ปรากฏบนหน้าจอคือ river flows in you
!?!?!?!?!?
ทันใดนั้นประตูก็ถูกผลักเข้ามา “เอสวีที ความดันเริ่มตก” คุณหมอสุธีร์แทบหยุดหายใจ ตาเบิกโพลงกว้าง เหตุการณ์ทั้งหมดเหมือนกับที่ฝันเมื่อสักครู่ ร่างกายเย็นเฉียบขนหัวลุกเกรียว ใส่แว่นสายตาแล้วจ้องมองจออย่างจริงจัง “เฮ้ย AF with WPW” คราวนี้คุณหมอไปรอช้า ปราดเข้าไปในวงกู้ชีพ ก่อนที่เหตุการณ์จะเป็นไปตามฝันบอกเหตุ
“น้องหมออนุทิน อีเคจีเหมือน AF with Wolff แบบที่พี่เจอเมื่อวานเลย”
คุณหมอเวรและทั้งวงกู้ชีพหยุดกึก รวมทั้งน้องศันสนีย์ที่กำลังดูดยาอะดีโนซีนด้วย คุณหมออนุทินตะโกนบอกทีม “ใช่ AF with Wolff ขอบคุณมากพี่ เกือบไปล่ะ คุณศันสนีย์เตรียมยา อะมิโอดาโรนมาแทน ความดันยังดีพอรอได้ ยังไม่ต้องช็อกไฟฟ้า”
คุณหมออนุทินบอกไล่หลังคุณหมอสุธีร์ที่กำลังเดินกลับ “ขอบคุณครับพี่ เกือบไปแล้ว”
หลังจากเหตุการณ์สงบ คุณหมออนุทินเดินมาขอบคุณคุณหมอสุธีร์
“ดีนะที่พี่มาบอก ถ้าฉีดอะดีโนซีน ก็มีโอกาสเกิด VF ไม่งั้นคงต้องดีฟิบคนไข้แน่เลย”
“ก่อนหน้านี้ผมเคยเจอ แต่คนไข้ผมความดันตกแล้ว ผมเลยต้อง คาร์ดิโอเวอชั่น (synchronized cardioversion) เสียดาย เราไม่เคยมี procainamide เลยไม่เคยลองใช้ตามตำรา ใช้แต่ amiodarone ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นยาตัวเลือกแรก” คุณหมอสุธีร์บอก แล้วคุยกันต่ออีกเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่อง AF with WPW พอคุยนานเข้า คุณหมอสุธีร์เริ่มเลิ่กลั่ก เดี๋ยวน้องศันสนีย์จะลงเวรไปก่อน
“ว่าแต่พี่ไม่ได้อยู่เวรนี่นา วันนี้ว่างหรือครับ อะแน่ หรือมารอน้องอุบลวรรณ พยาบาลผู้แข็งแกร่งของเรา” อนุทินแซว
“บ้า…พี่มาคอยน้องศันสนีย์ กะว่าจะพาไปกินข้าวต้มรอบดึกสักหน่อย เดี๋ยวพี่ไปรอก่อนนะ” สุธีร์เร่ง
“ศันสนีย์หรือพี่ ก่อนผมจะมาคุยกับพี่ ผมเห็นลุงหมอหน้าหนุ่มแกมารออยู่นะครับ แล้วก็บอกว่า พี่สุธีร์เก่งเรื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาก ลองไปคุยขอความรู้ดูสิ โอกาสเรียนรู้จากของจริงแบบนี้มีน้อย” คุณหมออนุทินเล่าจบ ก็ยกมือปิดปากเข้าใจกลเม็ดเด็ดพรายของอีตาลุงหมอทันที นึกในใจตามหลังไว ๆ ของคุณหมอสุธีร์ที่เดินหงุดหงิดออกไป ศึกนี้น่าจะฟาดฟันกันอีกนาน
ตัดภาพมาที่ร้านข้าวต้ม
หมอชราหน้าหนุ่มนั่งกินข้าวกับสาวงามที่เขาเพิ่งรับมาหลังลงเวร โชคดีที่แอบเห็นคุณหมอสุธีร์นั่งหลับอยู่ หึหึ ช้าไปต๋อย รู้เลยว่าต้องเดินเกมอย่างไร
ยิ้มกริ่มพลางนึกในใจ ตรูก็หนึ่งในตองอูเฟร้ย
วูบบบ ลมหนาวยะเยือกพัดผ่านต้นคอหมอชราไป ทำให้กระดิ่งที่แขวนอยู่บนเสาสั่นกรุ๊งกริ๊ง
ศันสนีย์หันไปมองตามเสียง “ร้านนี้เขารู้ว่าลูกค้าคือพวกเรานะคะ ขนาดเสาแขวนกระดิ่ง ยังเอาเสาน้ำเกลือที่ไม่ใช้ เอามาทำเครื่องแต่งร้าน” เสาอยู่ด้านหลังเธอพอดิบพอดี
หมอชราเสริม “แต่ผมว่ามันเก่าไปนะ สนิมเยอะเลย กลัวว่ามันจะหักล้มไปโดนใครเข้าสักวันน่ะสิครับ”
“แต่กระอิ่งอันนี้แปลกดีนะคะ มองไปมองมาคล้ายแพดเดิ้ลเครื่องดีฟิบ” ศันสนีย์จ้องมองกระดิ่งอย่างสนใจ
…..กร๊อบบบบบ…..กรี๊ดดดด
จบบริบูรณ์

01 มกราคม 2569

ชาเขียว matcha

 ชาเขียว matcha

วันนี้บาริสต้ามาถามผมว่า ตอนนี้ยอดสั่งมัทฉะเพิ่มขึ้นเยอะมาก มันดีต่อสุขภาพไหม เป็นกระแสหรือข้อเท็จจริง เอาล่ะ ..ผมขอสรุปจากที่อ่านแบบ scanning ในหลายเปเปอร์นะครับ
หลัก ๆ ของการศึกษาที่อ้างประโยชน์ของมัทฉะคือเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ทั้งจากคาเฟอีนและสาร EGCG ในมัทฉะ และส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการสลายพลังงานของไขมัน การศึกษาทำการวัดค่า energy expenditure และ respiratory quotient ไม่ได้วัดจากมวลไขมันหรือน้ำหนักที่ลดลงนะ
พบว่าเพิ่มจากการที่ไม่กินมัทฉะประมาณ 4 % เมื่อใช้ปริมาณสารเผาผลาญประมาณ 4 ถ้วยมัทฉะ ถามว่า 4% นี่คือประมาณ 100 cal เองนะครับ เทียบกับพลังงานที่เราต้องใช้พื้นฐาน 2000-2500 cal ต่อวัน คือน้อยมาก ดังนั้นอย่าไปคาดหวังอะไรกับการเผาผลาญเพิ่มหรือลดน้ำหนัก
เพราะต้องกินถึง 4 ถ้วย แถมการศึกษาทำในคนสุขภาพดี ควบคุมอาหารสุด ๆ ได้ตัวเลขประมาณนี้ และยังไม่สามารถโยงไปถึงผลทางคลินิก เช่น น้ำหนักจะลดลงไหม มวลไขมันลดลงไหม โรคหัวใจจะลดไหม ตายน้อยลงไหม แถมพวกเรากินมัทฉะยังไง กินใส่น้ำแข็ง ในน้ำเชื่อม เพิ่มวิป เติมช็อกโกแลต บางคนกินแกล้มขนมสโคนอีก จะไปหวังผลตามการศึกษาย่อมไม่ได้
ส่วนการศึกษาอื่นก็มีนะครับ เรื่องช่วยความจำ ลดอนุมูลอิสระ ต้องบอกว่าการศึกษาแบบนี้เป็นการศึกษาขนาดเล็ก ประชากรก็คัดเลือกมาเฉพาะกลุ่ม วัดผลที่เรียกว่าเป็น intermediate outcome คือผลที่เกิดในระดับปฏิกิริยาเคมี หรือผลทางอ้อมอื่น ยังไม่สามารถมาเคลมประโยชน์ว่า กินแล้วดี กินแล้วช่วย
แล้วกินได้ไหม ...ได้สิครับ จะแทนกาแฟก็ได้ เพราะคาเฟอีนมันไม่สูงเท่ากาแฟ ใจสั่นน้อยกว่า นอนไม่หลับน้อยกว่า เป็นการดื่มเพื่อสุนทรียภาพทางรสและกลิ่น มากกว่าผลทางสุขภาพ
อีกอย่าง ก็ดีกว่าดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ดื่มน้ำอัดลม ดื่มน้ำหวาน ใครที่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง จากดื่มเครื่องดื่มประเภทที่ว่ามาเป็นดื่มมัทฉะแทนแบบ 1:1 อันนี้ผมเชียร์เลยนะ
....หมอครับ ผมเปลี่ยนจากดื่มเบียร์วันละสองกระป๋อง มาเป็นดื่มมัทฉะวันละสองถ้วยแทนครับ อันนี้เชียร์ขาดใจเลย....

บทความที่ได้รับความนิยม