แนวทางอาหารของสหรัฐอเมริกา 2025-2030 : ในมุมมองลุงหมอ
ผมคิดว่าทุกคนคงได้เห็นแนวทางนี้ และมีผู้เชี่ยวชาญมากมายออกมานำเสนอแล้ว รวมทั้งสามารถอ่านฉบับเต็มได้ฟรี https://www.dietaryguidelines.gov/ ผมอ่านแล้วเช่นกัน และขอแสดงความเห็นเผื่อแต่ละท่านเอาไปพิจารณาให้เหมาะกับตัวเองครับ ขอเน้นจุดที่เป็นไฮไลต์ ไม่ใช่จุดซ่อนเร้น
1.สังคมและสินค้าของอเมริกาต่างจากไทย ราคาอาหารในอเมริกาสูงกว่าไทยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารสด แต่บ้านเมืองเขามี highly ultra processed food มากมาย ด้วยเงื่อนไขการถนอมอาหาร ความพร้อมรับประทาน … highly UPF แค่มีสารใดที่ไม่มีในครัวของท่านผสมในอาหารอยู่ก็เป็น UPF ระดับ 3 แล้วนะครับ
2.ปัญหาของอเมริกาคือ กินเยอะ กินผิดสัดส่วนและกิน UPF มากไปจนเกิดโรค ..ในมุมมองของผม ถ้าเราเข้าใจและสามารถลดสัดส่วน UPF ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตได้ มันก็ดี จะใช้ UPF เพื่อความสะดวกมันไม่ผิดมากครับ ดังนั้นความรู้เรื่อง UPF จึงสำคัญ อีกอย่างนะครับ การจะทำอาหารที่โปรเซสน้อย ๆ มันใช้เงินทุนและเวลาพอสมควรเลยนะครับ
3.แนวทางนี้พยายามลดอาหารแปรรูป อาหารปรุงแต่ง เช่นเรื่องความหวานในอาหาร ก็ใส่ส่วนผสมที่มีความหวานก็พอ พยายามลดการเติมน้ำตาล ลดสารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล จะรับประทานผลไม้ก็ขอสัดส่วนของผลไม้สด มากกว่าผลไม้กระป๋อง มากกว่าน้ำผลไม้ … สำหรับผมคิดว่า ขอคุณเจียดเวลาสักเล็กน้อย ตลาดสดและสตรีทฟู้ดบ้านเรา สามารถหาอาหารสดได้ไม่ยากเลยครับ
4.โฟกัสเรื่อง "ปริมาณอาหาร" สัดส่วนอาหาร อย่ากินมากกินต้องการและพยายามกระจายอาหารให้สัดส่วนหลากหลาย ตั้งสติให้ดี กินเพื่ออยู่ อย่าอยู่เพื่อกิน มีสติเวลากินและซื้ออาหาร ระลึกไว้เสมอนะครับ พลังงานนำเข้า เท่ากับพลังงานที่ใช้ บวกพลังงานสะสม กินตามที่ใช้ อย่าใช้เพื่อหักล้างการกิน
5.เครื่องดื่มสำคัญมาก แนวทางนี้เน้นมากด้วย ดื่มน้ำเปล่า อ่านอีกสองรอบ น้ำเปล่า น้ำเปล่า ดื่มให้เพียงพอ และถ้าจะเป็นเครื่องดื่มอย่างอื่นต้อง..unsweeten ไม่มีน้ำตาล ไม่ใส่น้ำตาล ไม่ใส่สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาล โชคดีที่ประเทศไทยเราหาน้ำสะอาดดื่มได้ง่าย ราคาถูก ใครที่รออ่านเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ฟังชัด ๆ นะครับ ดื่มให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้และดีที่สุดคือเลิก ไม่มี safety level อีกแล้วในแนวทางนี้
6.ดื่มนมได้นะครับ ไม่ต้องเป็น low-fat อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างแรงนะครับ คุณดื่มนมวันละกล่อง คุณไม่ต้องกังวลเรื่องไขมันส่วนเกินหรอกครับ ประโยชน์ที่ได้มันมากกว่าโทษแบบเทียบไม่ได้ ราคาก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับนมอย่างอื่น คุณกินเบเกอรี่ กินหมูกรอบบ่อย ๆ แล้วมากินนมโลว์แฟต มันแปลกครับ สรุปว่านม full-fat โอเคครับ
7.ผักและผลไม้แช่แข็ง…โอเคเลยนะครับ โดยทั่วไปมักจะไม่ได้ใส่สารอื่นเลย เรียกว่าปลอดภัยทีเดียว สารอาหารลดลงแหละครับแต่มันก็พอ อันนี้อเมริกาเขาจำเป็น แต่บ้านเราเดินตลาดง่ายกว่าครับ กรั๊บฟู้ด ไลน์มัน ช้อปพรี่ฟู้ด ส่งสดได้ง่ายเลย
8.ลด refined carb ผมว่าอันนี้ทุกคนน่าจะรู้กันหมดแล้ว แต่ทำไม่ค่อยได้ แนวทางปีนี้ย้ำมาก แนะนำกิน wholegrain ไม่ว่าจะเป็น whole grain, ข้าวไม่ขัดสี ผลิตภัณฑ์จากแป้งก็ขอเป็นแป้งไม่ขัดสีด้วย ..รวมแครกเก้อร์ไม่ขัดสีหวานน้อยด้วย !! สมัยก่อนแนวทางนี้แนะนำข้าวโพดคั่ว แต่คราวนี้แนะนำ snack ที่ทำจากแป้งไม่ขัดสี ไม่หวาน ผมไปเจอในซูเปอร์มาร์เก็ต แพงพอควร
***ก่อนจะไปต่อ ก่อนหน้าแนวทางนี้ออกมา ผมอ่านหนังสือเรื่อง อร่อยลวงตาย (ultra processed people) ของ คริส แวน ทัลเลเคน และได้เข้าใจเรื่อง UPF ดีพอควรว่านอกจากเพื่อความสะดวกและความมั่นคงทางอาหาร ยังมีเรื่องที่ UPF มันต้นทุนถูกกว่าอีกด้วย อ้อ..ใครจะอ่านต้องทำใจกับความน้ำท่วมทุ่งของคนเขียนสักหน่อยครับ***
9.อย่ากินเกลือเยอะ เรื่องเกลือไม่เกิน 2300 มิลลิกรัมของโซเดียมต่อวัน อันนี้ทุกคนรู้แต่ทำไม่ได้ เพราะอาหารยุคนี้เค็มแต่กำเนิด เกิดแต่วัตถุดิบ เราไม่มีกฎหมายควบคุมเกลือครับ นี่กว่าจะควบคุมน้ำตาลได้ก็เป็น NCD กันเกินครึ่งประเทศไปแล้ว
สิ่งที่น่าทึ่งของแนวทางนี้คือ เขายอมให้เราเติมเกลือในอาหารได้บ้าง เพื่อปรุงรสแลกกับความหวาน คือเขาเห็นน้ำตาลร้ายกว่าเกลือนะครับ แต่ผมอยากบอกแบบนี้ ที่เขากล่าวแบบนี้ไม่ใช่ให้เราเติมเกลือไม่อั้น แต่หมายถึงเราต้องควบคุมเกลือและน้ำตาลไปพร้อมกัน ทำให้น้อยที่สุด แปรรูปน้อยสุด และถ้ามันทำให้ไม่อยากอาหารจนจะอดตาย งั้นเติมเกลือสักหน่อยเพื่อชูรส อันนี้พอได้ ..ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ไหน ๆ จะลด จะดูแลตัวเองแล้ว อย่ายอมใจตัวเอง
10.ส่งท้ายคือเรื่องการจัดอาหารให้ผู้สูงวัย ธรรมชาติโดยทั่วไป จะกินน้อยลง ออกแรงน้อยลง ไม่อยากอาหาร ฟันหลุด เหงือกเจ็บ ลิ้นเสื่อม จะพาไปถึงจุดทุพโภชนาการได้
คำแนะนำคือกิน superfood อาหารที่ไม่ต้องกินมากแต่อัดแน่นด้วยสารอาหาร เช่น นม เนื้อสัตว์ ถั่ว อาหารทะเล ผลไม้ และย้ำ…เรื่องอาหารเสริมต่าง ๆ จะใช้เมื่อคุณปรับเป็นอาหาร superfood แล้วยังไม่สำเร็จ และควรใช้ภายใต้การควบคุมของทีมสาธารณสุข แพทย์ เภสัช นักโภชนาการ นักกำหนดอาหาร ไม่ใช่อินฟลูเอ็นเซอร์สายสุขภาพที่ขายของทุกสองนาที ไม่น่าเรียกอินฟลูเอ็นเซอร์ น่าเรียก อินฟลูเอ็นซ่า
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น