13 มกราคม 2569

สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล

 สิ่งที่ยากไม่แพ้การวินิจฉัยและการรักษา

เวลาที่เราป่วย ไปหาหมอ หมอซักประวัติ ตรวจร่างกาย รักษาและติดตามผล สุดท้ายใช้เวลาไม่นานเราก็ดีขึ้น สดชื่น กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผมคิดว่าผู้ป่วยคนมีความสุขและคุณหมอก็รู้สึกดีที่คนไข้หายและแอบภูมิใจในศักยภาพของตัวเอง …แต่มันไม่จบแค่นั้น
ผู้ป่วยสุภาพสตรีรายหนึ่งอายุประมาณ 40 กลาง มาตรวจรักษาด้วยอาการปวดบวมข้อมือและข้อนิ้วมือทั้งสองข้างพร้อม ๆ กัน อาการเบาหนักสลับกันมาแล้ว 2 เดือน ตอนเช้าตื่นมาพบว่าข้อมือติดขยับยากเกือบ 60 นาที ซื้อยาแก้ปวดกินเอง อาการบรรเทาแต่ไม่หาย
แบบนี้ก็คงสงสัยโรคข้ออักเสบใช่ไหมครับ ตรวจร่างกายก็ปวดบวมจริง 14 ข้อ ส่งตรวจก็พบว่าเข้าได้กับข้ออักเสบรูมาตอยด์ หลังได้รับการรักษาทั้งการประคบอุ่น ลดการใช้งาน ใช้ยาลดปวดต้านการอักเสบที่เป็นการรักษาอาการปัจจุบัน และได้ยาปรับสภาพโรค (DMARDs) ที่เป็นการรักษาที่สาเหตุ ลดความพิการและควบคุมไม่ให้เกิดซ้ำ รักษาอยู่ 6 เดือนพบว่าคนไข้ดีขึ้น ใช้ชีวิตได้ …ใช่ครับ มันไม่จบแค่นั้น
หลังจากติดตามอาการและปรับลดยาขึ้น ๆ ลง ๆ มานาน 5 ปี สุดท้ายผู้ป่วยขาดการรักษาไปหนึ่งปี กลับมาอีกครั้งด้วยข้อที่บวม หน้ากลม ร่างกลม วัดค่าการอักเสบในเลือดสูงมากและค่าฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ต่ำสุดขีด … ผู้ป่วยยุติการใช้ยา methotrexate, leflunomide, NSAIDs ไปรับยาชุดจากร้่นออนไลน์ที่มีส่วนผสมสเตียรอยด์ขนาดสูง ไม่เพียงโรคข้ออักเสบหวนกลับคืนมายังมีของแถมคือภาวะพร่องฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต แผลในกระเพาะ
ความยากของการรักษาโรคเรื้อรังคือ ความสม่ำเสมอต่อเนื่องการดูแล คนไข้อยู่กับหมอแค่ 10-15 นาทีต่อครั้ง รวมกันไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงต่อปี แต่ในโลกภายนอกห้องตรวจ ผู้ป่วยเจออะไรบ้าง เจอสิ่งที่เข้ามากระทบอะไรบ้าง
คนอื่นทักทำไมไม่หายสักที นานแล้วนะ ลองไปที่นั่นที่นี่ดูสิ
หมู่บ้านนั้นมีคนเป็นคล้ายกัน ใช้ยาจากอินเตอร์เน็ต ดีขึ้นเลยนะ
ตัวเองคงท้อ เฮ้อ กินยามานาน ดีขึ้นก็จริงแต่ไม่หาย เครียด ลองวิธีอื่นดูบ้าง
ค่ายา ค่าเดินทาง ค่าตรวจ เริ่มส่งผลต่อสุขภาพการเงิน จะทำอย่างไรดี
นี่แค่บางส่วนนะครับ ตลอดเวลาที่เหลือทั้งปี ผู้ป่วยต้องใจแข็งพอควรและตั้งมั่นมากถึงผ่านความไหวหวั่นไปได้ หึหึ ขนาดคุณรู้หลักการโภชนาการ คุณยังแอบเลี้ยวตั้งหลายรอบ
เราจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยติดตามการรักษา มีความสม่ำเสมอการรักษา นอกเหนือจากคำอธิบายที่ต้องให้เคลียร์ให้ขาด จนคนไข้สิ้นสงสัย (ชีวิตจริงมีสามนาที !!) ความไว้เนื้อเชื่อใจ ท่าทีแบบมืออาชีพ เพิ่มจากเข้าใจจนเป็นเชื่อถือศรัทธา ต่างจากงมงายนะครับ งมงายมันไม่มีเหตุผล
ต้องมีการสอนย้ำความเข้าใจเสมอตลอดการรักษา คนเราหลงลืมหลงผิดได้ ต้องมีผู้รู้ที่หวังดีคอยย้ำเตือน คำเตือนต้องลงลึกไปถึงวิถีชีวิต การใช้ชีวิต ลักษณะการงาน สังคมครอบครัว จึงสร้างความต่อเนื่องการรักษาได้ (ชีวิตแพทย์เฉพาะทางที่มองแคบมองลึกในสาขาตัวเอง จะยากมาก)
ระบบต้องดีด้วย ระบบการติดตามนัด การเตือนใช้ยา เฝ้าระวังผลข้างเคียง การแพทย์ทางไกล (ชีวิตจริง สัญญาณโทรคมนาคมยังติดขัด) และป้องกันมิจฉาชีพ คนที่แอบใช้ความทุกข์ความหวังของคนไข้มาหาประโยชน์แบบทุจริต (ชีวิตจริง โฆษณาชวนเชื่อเต็มฟีด)
ทักษะต่าง ๆ ที่เพิ่มมาจากการรักษาโรค เป็นสิ่งที่แพทย์ยุคนี้พึงเรียนรู้และปฏิบัติ จะเรียกว่า ศิลปะ, soft skills, บูรณาการ อะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องรู้และต้องทำ ไม่อย่างนั้นจะรักษาได้แต่โรค ไม่สามารถรักษาคนได้ รวมถึงไม่สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไข้ได้เลย และถ้าทุกคนละเลย ไม่ปฏิบัติ ก็จะไม่สามารถสร้าง ‘’สุขภาพ” ในภาพรวมของประเทศได้เลย
ฝากไว้ให้คิดครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม