แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประวัติการแพทย์ แสดงบทความทั้งหมด

27 กรกฎาคม 2569

ไข้หวัดสเปน

 



แชมป์ฟุตบอลโลก 2026 คือ ทีมชาติสเปน

เมื่อ 108 ปีก่อนเรารู้จักสเปน ในอีกมิติหนึ่ง
11 มีนาคม 1918 โลกทั้งใบได้รู้จักไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A จากรายงานเจ้าหน้าที่ทหารในค่ายทหารแคนซัส ทหารนายนี้กลับจากการรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นี่คือการระบาดไข้หวัดใหญ่ครั้งแรกในโลกในชื่อ spanish flu
อ้าว … เรื่องเกิดอเมริกา ทำไมจึงไปชื่อไข้หวัดสเปน
อย่างที่เรารู้กันว่าองค์การอนามัยโลกเลิกการเรียกชื่อโรคจากเมืองต้นกำเนิดไปแล้ว เช่น ไข้หวัดใหญ่จากหมู ปี 2009 ที่เราเรียกตอนแรกว่า mexican swine flu หรือโรคโควิด-19 จากเชื้อ SARs-CoV2 ที่ตอนแรกเรียกว่าไวรัสอู่ฮั่น การเรียกชื่อเมืองต้นระบาดเป็นบาดแผลของคนในเมือง ผู้คนทั้งโลกจะไปจดจำสิ่งไม่ดีของเมืองนั้นแทน เราจึงเลิกใช้ชื่อเมืองในการเรียกชื่อโรค แต่ว่าในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ยังไม่มีองค์การอนามัยโลกและอดมริกาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ถึงขนาดจะไปบังคับใครให้เรียกชื่ออื่น ไม่ใช่ Kansas flu
แล้วเกิดอะไรขึ้น..
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจกลางคือ เยอรมัน-ออสเตียฮังการี-ออตโตมัน กับพันธมิตรจักรพรรดิ ฝรั่งเศส-อังกฤษ-รัสเซีย-ญี่ปุ่น-อเมริกา สงครามครั้งนี้มีทหารและพลเรือนเสียชีวิตโดยตรงจากสงครามประมาณ 20 ล้านคน แต่มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งประมาณ 40 ล้านคน เป็นสองเท่าของสงครามเลยทีเดียว
ความสูญเสียครั้งนั้นยิ่งใหญ่ เพราะยังไม่มีใครรู้จักเชื้อ ยังไม่รู้วิธีการควบคุม ทุกชาติที่เข้าร่วมรบสงครามล้วนมีทหารที่ติดเชื้อ ลามไปถึงพลเรือนในประเทศสงคราม และเมื่อทหารกลับไปประเทศของตนก็พาไข้หวัดใหญ่ตามไปด้วย การระบาดจึงเป็น pandemic เหมือนกับการระบาดของกาฬโรคในยุคสำรวจโลกและเริ่มล่าอาณานิคม
แต่ละประเทศมีการทำสงครามข่าวสาร ปกปิดข้อมูลผู้ป่วย คนเสียชีวิต เพราะมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของประเทศ ในช่วงสงครามจึงไม่มีข่าวสารการระบาดจากประเทศคู่สงครามเลยทั้งที่เป็นตัวการการระบาด ข่าวสารการระบาดและการค้นพบ ออกมาจากประเทศที่ไม่เข้าร่วมสงคราม ประเทศที่ประกาศตัวเป็นกลาง และประเทศนั้นคือ สเปน
ประเทศสเปนบอบช้ำและสูญเสียความเป็นมหาอำนาจหลังจากพ่ายแพ้กับกองทัพเรือราชนาวี (แนะนำซีรี่ส์ Elizabeth: The Golden Age บอกเล่าเรื่องราวความเสื่อมถอยของกองเรืออาร์มาด้าแห่งสเปน กองเรือที่ไม่เคยพ่ายแพ้) การพ่ายแพ้สงครามสามสิบปีให้กับมหาอำนาจใหม่อย่างฝรั่งเศส ภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย สูญเสียอาณานิคมหลายแห่งเช่น ฟิลิปปินส์ คิวบา ทำให้ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ต่อกับต้นศตวรรษที่ 20 ทำให้สเปนตัดสินใจไม่ยุ่งกับประเทศใด และประกาศตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ด้วยความที่เป็นกลาง ข่าวสารต่าง ๆ จึงไม่ถูกปิดกั้น ไม่ถูกบิดเบือน รวมไปถึงข่าวรายงานการป่วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรงที่เมืองมาดริดในเดือนพฤษภาคม 1918 ที่ถือว่าเป็นรายงานแรกที่ทำให้โลกรู้จักไข้หวัดใหญ่สเปน อย่างแพร่หลายและทางการ
การป่วยของทหารในค่ายฟุนสตัน เมืองแคนซัส เกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 1918 แต่โลกรู้จักไข้หวัดใหญ่ในเดือน พฤษภาคม 1918 เพราะอเมริกาปิดข่าวและสเปนเป็นกลาง ไม่ได้ปิดข่าว แถมสเปนยังโชคร้ายต่อเนื่องเมื่อกษัตริย์อัลฟองโซที่สาม และนายกรัฐมนตรีมานูเอล ปรีเอโต ก็ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่นี้เช่นกัน (สองรายนี้หายดี) ทำให้โลกได้รับรู้ว่ามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สานฝยพันธุ์ใหม่ ระบาดพร้อมสงคราม สงครามที่เกิดและรบในยุโรป รายงานและโด่งดังจากสเปน ดังนั้นไข้หวัดนี้คือ spanish flu
** กษัตริย์อัลฟองโซ่ที่สามนี้ เกี่ยวข้องทั้งกับราชวงศ์บูรบงและราชวงศ์ฮับสบูร์ก พระองค์ก็เลยเลือกเป็นกลางเสียเลย ก็พอดีกับจังหวะประเทศสเปนอ่อนแอลงมากด้วย**
แต่ชาวสเปนเขาเรียกไข้หวัดตัวนี้ว่า French Flu เพราะเขาก็ไล่เรียงลำดับว่ามาจากฝรั่งเศส มาจากสงคราม เพราะสเปนเองไม่ได้เข้าร่วมสงครามเลย
ไข้หวัด 1918 การระบาดแพร่หลายทั้งโลก นับเป็นบันทึกการระบาดไข้หวัดใหญ่ระดับ pandemic ครั้งแรก เชื้อไวรัสตอนนั้นคือไวรัสไข้หวัดใหญ่ A H1N1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เกิดการระบาดทั่วโลกบ่อยมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปและเรารู้จักโรคดีขึ้น มียารักษา มีวัคซีนป้องกัน เมื่อเปรียบเทียบเราจะเห็นภาพ
อัตราการแพร่ระบาดจาก 35% ประมาณ ⅓ ของคนบนโลก มาเหลือ 8% เพราะเรารู้จักวิธีการแพร่ระบาด การล้างมือ การกักกันโรค
อัตราการเสียชีวิต (เทียบกับประชากร) จาก 3% ลงมาเหลือประมาณ 0.02% เพราะเรามีการป้องกัน มีวัคซีน
อัตราการป่วยตาย(เทียบกับผู้ป่วยโรคนี้) จาก 5% ลงมาเหลือ 0.1% จากเทคโนโลยีการรักษาและยาที่ดีขึ้น
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการพัฒนาวัคซีนไข้หวัดใหญ่ เมื่อมีการใช้ในวงกว้างเริ่มในปี 1945 พบว่าอัตราการป่วย อัตราการตาย อัตราป่วยตาย ลดลงไป 40-60% ในทุก ๆ ตัวเลขสถิติ สามเสาหลักสำคัญในการควบคุมไข้หวัดใหญ่คือ วัคซีน-ยา-การลดการแพร่กระจาย เป็นมาตรการสำคัญที่จะไม่เกิด ไข้หวัดสเปน ไข้หวัดฮ่องกง ไข้หวัดเม็กซิโก
ทุกวันนี้ไม่เรียกไข้หวัดสเปนแล้วนะครับ ใช้คำว่า influenza 1918 (pandemic) และต่อไปก็จะใช้ Influenza (A/B) HxNx year xxxx ในการระบุการระบาดไข้หวัดใหญ่ครับ

26 กรกฎาคม 2569

โรคเรื้อน Hansen’s disease

 



นอร์เวย์ ไม่ได้มีแค่ Erling Haaland แต่ที่นอร์เวย์ยังมีเรื่องราวทางการแพทย์ที่สำคัญ

ศตวรรษที่ 19 เกิดเรื่องราวมากมาในยุโรปตั้งแต่การล่มสลายของราชอาณาจักรต่าง ๆ หลังจากสงครามนโปเลียนก่อให้เกิดพรมแดนรัฐที่ชัดเจน การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดชนชั้นนายทุน ชนชั้นกลาง การผลิตเพื่อส่งออก แต่นั่นคือสิ่งที่เกิดในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันตก ถ้าเรามองขึ้นไปด้านบน ที่คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย ทุกอย่างยัง “slow life”
ประเทศนอร์เวย์ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยังคงอยู่ในสังคมเกษตร ประมง การปกครองยังอยู่ภายใต้ระบบกษัตริย์ร่วม ร่วมกับใคร คือร่วมกับสวีเดนครับ ด้วยความที่ประเทศติดกัน ทรัพยากรเหมือนกัน วัฒนธรรมคล้ายกัน จึงมีกษัตริย์ร่วมกันได้ใช่ไหม…ไม่ใช่ครับ เกิดจากความขัดแย้งหลังสงครามนโปเลียนและความพ่ายแพ้ของนอร์เวย์ในการทำสงครามกับสวีเดนในปี 1814 และนั่นคือการอยู่ร่วมกันแต่ในนามเท่านั้น คลื่นใต้น้ำและความต้องการแยกตัวออกเป็นอิสระมีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นความร่วมมือและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจึงแตกต่างกันมาก นอร์เวย์ไม่ได้รับโอกาสเพื่อการพัฒนามากนักเมื่อเทียบกับสวีเดน
การพัฒนาอันโดดเด่นในยุคปี 1780-1850 มีสองอย่างคือการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการผลิตเพื่อจำหน่าย เกิดชนชั้นแรงงาน ชั้นนายทุน ทำให้เกิดปัญหาจากโรงงานอุตสาหกรรม สารเคมี สุขอนามัยของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นบ่อเกิดของการพัฒนาที่โดดเด่นอีกประการคือ การแพทย์และการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเรื่องการกักกันโรค การล้างมือ การจัดการน้ำเสีย ทำให้ยุโรปก้าวล้ำนำภูมิภาคอื่นจนได้เป็นจ้าวอาณานิคมทั้งโลก แต่นั่นไม่ใช่กับนอร์เวย์
นอร์เวย์ในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ต้องเผชิญโรคร้ายอันหนึ่งคือโรคเรื้อน โรคที่ทำให้สูญเสียทรัพยากร แรงงาน บุคลากรไปมากมาย ทางการนอร์เวย์มีมาตรการหลายอย่างทั้งการกักกัน แยกส่วนผู้ป่วยและทำการศึกษาปัญหานี้อย่างมาก แต่ด้วยทรัพยากรที่ไม่มากพออย่างที่กล่าวไป จึงไม่สามารถรับมือได้ดี ความยากลำบากในการรับมือเกิดขึ้นเช่นกันกับคุณหมอ Gerhard Hendrik Armauer Hansen ขอเรียกสั้น ๆ ว่าคุณหมอ Hansen
คุณหมอแฮนเซ่น เธอเกิดที่เมือง Bergen เมืองใหญ่อันดับสองของนอร์เวย์และเป็นเมืองท่าสำคัญ เมืองใหญ่ระดับนี้แต่ที่นี่มีปัญหาโรคเรื้อนอันดับหนึ่งของประเทศ คุณหมอแฮนเซ่นรับรู้และอยู่กับปัญหานี้มาตั้งแต่เกิด คุณหมอไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมือง Christensen ต่อมาคือกรุงออสโล เมืองหลวงของประเทศ ตั้งใจจะกลับมาช่วยประชาชน
ความเชื่อเดิมในยุคนั้นเชื่อว่าโรคเรื้อนมีสาเหตุสารพัดอย่าง ในยุคก่อนคริสตศักราช เชื่อว่าเกิดจากการส่งถ่ายสิ่งเลวร้ายจากพ่อแม่สู่ลูกหรือเครือญาติ หลังจากนั้นมีความเชื่อว่านี่คือบทลงโทษคนบาปของพระเจ้า ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเชื่อว่าเกิดจากอากาศที่ไม่สะอาดและไม่ถ่ายเท และไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด การรักษาโรคเรื้อนตั้งแต่อดีตคือการกักกันผู้ป่วยมาอยู่ใน “นิคมโรคเรื้อน” เพราะข้อสังเกตว่าถ้าปล่อยไปโลกภายนอก คนที่ปกติจะพาลเป็นโรคเรื้อนไปด้วย
เอาจริง ๆ ข้อสังเกตนี้ก็คือข้อสังเกตของโรคติดต่อนั่นเอง คุณหมอแฮนเซ่นเชื่อว่าโรคนี้ไม่ได้เกิดจากบาปแต่เกิดจากการติดต่อ ทำให้เวลากักกันโรคแล้วอุบัติการณ์ของโรคจะลดลง แล้วจะพิสูจน์การติดต่อหรือตัวการแห่งการติดต่ออย่างไร
ในปี 1873 คุณหมอแฮนเซ่นประกาศทฤษฎีว่าโรคเรื้อนที้เป็นปัญหาอยู่นี้ เป็นโรคติดต่อ เป็นโรคติดเชื้อ ด้วยรูปแบบการแพร่ระบาดและการกักกันโรค แต่แทบไม่มีใครเชื่อเลย เนื่องจากคุณหมอแฮนเซ่นไม่สามารถหาตัวการสำคัญที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีนี้ได้คือ “ไหนล่ะตัวเชื้อที่แพร่ระบาด” คุณหมอแฮนเซ่นหมดหนทางที่จะไปต่อในนอร์เวย์จึงเดินทางมาที่ศูนย์กลางความเจริญทางการแพทย์ในยุคนั้น จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ที่เวียนนาและบอนน์
หลุยส์ ปาสเตอร์และโรเบิร์ต คอคช์ ได้คิดค้นและพิสูจน์ตัวกลางแห่งการติดต่อคือเชื้อโรค ในช่วงปี 1860 ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับ มีการศึกษาค้นคว้าทดลองมากมายและได้ข้อสรุปว่า โรคติดต่อเกิดจากเชื้อโรคและพิสูจน์เห็นตัวเชื้อโรคเรียบร้อย ในจังหวะเดียวกันกับการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์สมัยใหม่และเทคโนโลยีการย้อมสีเชื้อโรค ทำให้ Vienna Medical School คือแหล่งกำเนิดความรู้ทางการแพทย์โรคติดเชื้อที่ยิ่งใหญ่มาก และที่นี่คือจุดหมายของคุณหมอแฮนเซ่น มาศึกษาความรู้ที่นี่เพื่อหวังผลจะไปสนับสนุนแนวคิดโรคเรื้อนคือโรคติดเชื้อที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมา
น่านับถือมากนะครับ มีความปรารถนาและมุ่งมั่น หาหนทางที่จะพิสูจน์แนวคิดของตัวเองโดยการไปศึกษาเพิ่มเติมสิ่งที่จะมาช่วยสนับสนุนความคิดของตัวเอง
แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ถ้าคุณจำได้ ในปี 1873 คุณหมอแฮนเซ่นพยายามพิสูจน์ตัวเชื้อก่อโรคแต่ทำไม่ได้สักที จนต้องไปเรียนเพื่อหาวิธีพิสูจน์ เบื้องหลังความมุ่งมั่นนั้นมันมีความขัดแย้งในเชิงวิชาการอยู่ด้วย
คุณหมอแฮนเซ่น ส่งชิ้นเนื้อเพื่อไปตรวจหาตัวเชื้อโรคกับ Albert Neisser นักวิจัยชาวเยอรมันที่ประยุกต์ใช้การย้อมสีเชื้อโรคจนได้สูตรอันเป็นแบบฉบับของตัวเอง ผลงานสร้างชื่อของเขาคือการย้อมเชื้อหนองใน แบคมีเรียรูปกลมติดสีแดง เชื้อหนองในจึงได้รับการตั้งชื่อตาม albert neisser ว่า Neisseria (Neisseria gonorrhea)
ข้อมูลในยุคนี้บอกว่า Albert Neisser เล่นไม่ซื่อกับคุณหมอแฮนเซ่นโดยการแอบอ้างว่าตัวเองนี่แหละเป็นผู้ค้นพบเชื้อโรคก่อโรคเรื้อน ก็ชื้นเนื้ออยู่กับเขา ตัวเชื้อก็อยู่ในมือเขา เขานี่แหละคนค้นพบ (ด้วยข้อมูลของภาพตัวเชื้อเท่านั้น ไม่มีข้อมูลการระบาดและรูปแบบการระบาด)
โลกยุคนั้นเป็นยุคแห่งการค้นพบนะครับ ใครก็อยากมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ทั้งนั้น การเล่นไม่ซื่อ การแทงด้านหลัง เป็นเรื่องที่เกิดบ่อยมาก แน่นอนว่าแฮนเซ่นไม่ยอมและต่อสู้ แต่ด้วยพลังที่ด้อยกว่า คุณหมอแฮนเซ่นจึงใช้วิธีนี้
คุณหมอแฮนเซ่นทำการศึกษาทางการแพทย์นำเข็มที่สะกิดเชื้อจากแผลโรคเรื้อนจากผู้ป่วยรายหนึ่ง ไป ‘ปลูกถ่าย’ บนผิวหนังของสุภาพสตรีรายหนึ่งโดยแอบทำไม่ให้สุภาพสตรีรายนั้นทราบว่าเขากำลังทดลองทางการแพทย์อยู่นะ ผลการทดลองนี้ได้พิสูจน์ว่า เชื้อโรคจากโรคเรื้อนมีจริง สามารถติดต่อได้จริง ก่อโรคจริง ตรวจพบทั้งจากรอยโรคและการเพาะเชื้อ ตีพิมพ์ผลงานแสดงให้เห็นว่าเขานี่แหละที่ค้นพบจะพิสูจน์เชื้อโรคเรื้อน
มันเลยทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ค้นพบเชื้อโรคเรื้อน mycobacterium laprae และเรียกโรคเรื้อน (leprosy) ตามชื่อคุณหมอแฮนเซ่นว่า Hansen’s disease แต่สิ่งที่ตามมากลับโด่งดังกว่าการค้นพบของแฮนเซ่น คือ การฟ้องร้องของสุภาพสตรีรายนั้น ฟ้องร้องแฮนเซ่นว่ามาทำการทดลองทางการแพทย์โดยเธอไม่รู้และไม่ได้ยินยอม และผลปรากฎว่าสุภาพสตรีเธอชนะคดี แฮนเซ่นถูกปรับและถูกริบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ทำได้เพียงการศึกษาวิจัยโรคเรื้อนต่อไป
ผลจากคดีนี้ทำให้เกิดกฎสำคัญว่าด้วยการให้ความยินยอมของผู้เข้ารับการวิจัย โดยต้องทำเป็นเอกสารหลักฐาน โดยการบังคับนี้เกิดในนอร์เวย์ก่อนและได้รับความสนใจในหลายประเทศ สุดท้ายก็ได้รับการบรรจุในหลักการจริยธรรมเพื่อการวิจัย หลังจากชำระคดีที่นูเรมเบิร์ก (การทดลองในมนุษย์ในค่ายกักกันเอาชวิตช์) และการก่อเกิด Declaration of Helsinki ข้อตกลงสากลว่าด้วยจริยธรรมการวิจัยในคน เราอาจจะเคยเห็นในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยว่าต้องได้รับคำอธิบายครบถ้วนและมีอิสระอย่างเต็มที่ในการเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการวิจัยในคน ในอดีตเคยมีงานวิจัยที่ถูกถอนออกเพราะเอกสารคำยินยอม (inform consent) ไม่ครบถ้วน
ที่นอร์เวย์ แต่มาสำเร็จที่ฟินแลนด์
เริ่มที่ฮาลันด์ แต่มาจบที่ infrom consent

08 กุมภาพันธ์ 2569

ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

 ยาช่วยเพิ่มความสุขทางเพศของสุภาพสตรี : วิทยาศาสตร์-ธุรกิจ-การตลาด-อำนาจ-การเมือง

นี่เป็นเรื่องยาวที่ร้อยเรียงมาให้ท่านได้อ่านกัน เป็นของขวัญอ่านเล่นหลังจากที่พวกท่านไปช่วยกันลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ไม่นานมานี้ fibanserin ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาสหรัฐ สามารถใช้รักษา HSDD (hypoactive sexual desire disorder) ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตามรอยการรับรองของยาเดียวกันนี้ในหญิงวัยยังมีประจำเดือนที่เคยรับรองเมื่อหลายปีก่อน
fibanserin ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนิน เพื่อทำให้เกิดความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น แต่ไม่เหมือนไวอะกร้านะครับ นั่นเขาเพิ่มความอดทน แต่นี่เพิ่มความต้องการ เพิ่มความสุข วิธีใช้ให้กินยาทุกวันวันละเม็ด เรียกว่ารักษาระดับความต้องการต่อเนื่อง
เป็นเรื่องที่ดีในวงการแพทย์ แต่เบื้องหลังพรมแดงและกลีบกุหลาบ มีเรื่องราวเช่นกัน
หลายสิบปีก่อน sildanafil หรือไวอะกร้าของบริษัทไฟเซอร์ ได้สร้างความมหัศจรรย์กับชายทั่วโลก แม้ว่าเดิมทีตัวยาจะถูกกำหนดมาเป็นยาลดความดันโลหิต ทำให้ยอดขายยาไวอะกร้าของไฟเซอร์เป็นสถิติยาที่ทำกำไรมากที่สุดตัวหนึ่งในโลก
ด้วยความสำเร็จของไวอะกร้า จึงมีคำถามว่า แล้วสุภาพสตรีเล่า มีอะไรช่วยได้บ้างหรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นความท้าทายของวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อช่วยคนทุกข์กาย ในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสทางธุรกิจที่ใหญ่มาก
ประมาณกลางปี 1995 บริษัทโบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์ม เริ่มทำการศึกษาพัฒนายาต้านซึมเศร้าที่มีเป้าหมายการออกฤทธิ์ที่ตัวรับซีโรโทนินในสมอง ก่อนหน้านี้เรามียารักษาโรคซึมเศร้าที่ทำงานกับสารสื่อประสาทซีโรโทนินอยู่แล้ว ทำงานโดยยับยั้งการดูดกลับสารซีโรโทนิน (ยับยั้งการดูดกลับ เท่ากับ ทำงานนานขึ้น) แต่ครั้งนี้เป้าหมายจะล็อกที่ตัวรับซีโรโทนินในสมองเลย
เหตุการณ์กลับไม่เป็นดังคาด ยาที่ทดสอบมีผลข้างเคียงที่สำคัญคือ ทำให้เกิดความสุขทางเพศมากขึ้นและเร้าอารมณ์ทางเพศมากขึ้นในอาสาสมัครผู้หญิง
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงเริ่มปรับเป้าหมายจากการรักษาโรคซึมเศร้า มาเป็นการรักษา hypoactive sexual desire disorder ในช่วงปลายทศวรรษ 90 ด้วยการศึกษาชื่องดงามทั้งหลายคือ VIOLET, DAISY และ BEGONIA
ผลการศึกษาออกมาว่าช่วยเพิ่มความสุขสมและอารมณ์เพศในสุภาพสตรีที่ยังมีประจำเดือนได้จริง มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่ตัวเลขของจริงยังนับว่าต่างจากยาหลอกไม่มากนัก แถมด้วยผลข้างเคียงสำคัญคือความดันโลหิตลดลง และอันตรกิริยารุนแรงกับแอลกอฮอล์ จนถึงขั้นห้ามใช้ยาหากยังดื่มแอลกอฮอล์ ในเมื่อยาต้องกินไปเรื่อย ๆ ทุกวันในวัยที่ดื่มแอลกอฮอล์ อันนี้เป็นอุปสรรคสำคัญมาก
โบริงเกิ้น อินเจ้นไฮล์มจึงขออนุมัติใช้รักษา HSDD ต่อองค์การอาหารและยาสหรัฐในปี 2010 และปี 2013 ถึงสองครั้งแต่ปรากฎว่าถูกปฏิเสธทั้งสองครั้งด้วยเหตุผลของข้อจำกัดตัวยาจากงานวิจัยและความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข ทำให้อินเจ้นไฮล์มถอดใจกับโปรเจ็กต์นี้ และคิดว่าจะ “ไม่ไปต่อ” แต่ในขณะนั้นบริษัทยาสตาร์ตอัพเล็ก ๆ ที่ชื่อ Sprout Pharmaceuticals กลับมองเห็นโอกาสที่แตกต่างออกไป
Sprout ยื่นซื้อ fibanserin จากอินเจ้นไฮล์ม
บริษัทยาสตาร์ตอัพขนาดเล็กหลายบริษัท มีโมเดลทางธุรกิจที่มุ่งเป้ากับยาตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การตลาด เนื่องจากต้นทุนไม่มากนัก การเริ่มต้นวิจัยพัฒนาทำได้ยาก จึงใช้วิธีซื้อสิทธิบัตรแล้วมาต่อยอด Sprout ก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อได้สิทธิบัตรมาแล้ว Sprout ไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเติม แต่ว่าใช้กลยุทธเดินเกม “EvenTheScore campaign” รณรงค์ความเท่าเทียมกันของการรักษาปัญหาทางเพศในสตรี เพราะว่าเพศชายมีไวอะกร้าแล้ว แต่เพศหญิงยังไม่มีมาตรการใด เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางสังคมต่อองค์การอาหารและยา ร่วมกับเวลานั้น fibanserin คือยาตัวเดียวที่จะแก้ไข HSDD ได้ และการรณรงค์แคมเปญนี้จุดติด สเปราท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาต่อ FDA อีกครั้ง คราวนี้ได้รับอนุมัติ
ผ้าขี้ริ้วของอินเจ้นไฮล์มกลายเป็นทองคำในมือของสเปราท์ไปแล้ว
สเปราท์วางจำหน่าย fibanserin ในชื่อการค้า Addyi หลังได้รับอนุมัติในปี 2015 และสเปราท์ก็ขายสิทธิบัตรของยา fibanserin ในอีกปีกว่าหลังได้อนุมัติ !!! เกิดอะไรขึ้น
การขายของสเปราท์ให้กับ Valeant Pharmaceuticals (ปัจจุบันรีแบรนด์เป็น Bausch Health Companies Inc.) ในเวลานั้นมีมูลค่า 1000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ นับเป็นราคาที่สูงมากสำหรับยาใหม่ สเปราท์รีบขายทันทีจากโมเดลทางธุรกิจซื้อมาปั้นแล้วขาย exit strategies ขายตอนราคาสูงสุด
และที่สำคัญสเปราท์เจอข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือปริมาณการขายของ fibanserin ไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คิด ครั้นจะลงทุนทำต่อ คงต้องศึกษาเพิ่ม ขยายข้อบ่งใช้ และจะต้องทำการอบรมบุคลากรทางการแพทย์ก่อนใช้ ทำคำเตือนเกี่ยวกับการใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดในการสั่งยา เป็นเรื่องที่อาจจะง่ายสำหรับบริษัทยายักษ์ใหญ่ที่มีเครือข่ายสมบูรณ์
แต่นี่คือสเปราท์ สตาร์ตอัพเล็ก ๆ พวกเขาจึงเลือกขาย
ส่วน Valeant Pharmaceuticals มีโมเดลธุรกิจคล้ายกับสเปราท์คือ ซื้อมาปั่นแล้วขาย พอได้สิทธิบัตร fibanserin มาก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นพลุลูกใหญ่สร้างกำไรที่ดีให้กับบริษัท แต่ไม่เป็นเช่นนั้น
ด้วยข้อกำหนดมากมายของการใช้ยา บุคลากรต้องอบรมก่อนใช้ยา ที่สำคัญมากคือคำเตือนปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ ทำให้ยอดขาย fibanserin ไม่ถึงเป้า และเขาก็ไม่สามารถจะไปขายใครได้ เวลาที่ผ่านไปทำให้ทุกคนรู้กำไร ต้นทุนและมูลค่าทางการตลาดของ fibanserin อย่างแจ่มชัด ทำให้วาลีอันท์ต้องหาทางรอด ศึกษาข้อบ่งชี้ใหม่ ฉากหน้าคือขยายโอกาสทางการใช้ยา แอบไว้ด้วยหนทางที่ตีบตันของยอดขายจากข้อบ่งชี้เดิม และสิ่งที่วาลีอันท์เลือกมาเป็นตัวพลิกคือ HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน
วาลีอันท์จึงตัดสินใจทำการศึกษาขึ้นมาใหม่เพื่อศึกษายานี้ในเงื่อนไขหญิงวัยหมดประจำเดือนโดยเฉพาะ ดูดีมีเหตุผลและความรับผิดชอบ จะว่ากันตามจริงแล้วโครงการศึกษาเพื่อขยายข้อบ่งชี้การใช้ยานี้ ทางสเปราท์ได้ริเริ่มแนวคิดไว้แล้วก่อนที่จะขายสิทธิบัตร เป็นการชี้ช่องก่อนขายว่ายายังมีศักยภาพมากกว่าเฉพาะในหญิงวัยมีประจำเดือน ศักยภาพที่จะเกิดในอนาคตเป็นราคาที่เพิ่มขึ้นไปอีกของ fibanserin การศึกษาที่ทำใหม่นี้ชื่อว่า SNOWDROP
SNOWDROP ศึกษาในหญิงวัยหมดประจำเดือน 949 ราย อายุเฉลี่ย 55 ปีแบ่งกลุ่มละครึ่ง กลุ่มศึกษาได้ยาทุกวันวันละเม็ด ส่วนกลุ่มควบคุมได้ยาหลอกวันละเม็ดเช่นกัน ระยะเวลาในการศึกษาหกเดือน วัดผลจำนวนครั้งของการมีเซ็กซ์ที่พึงพอใจ และคะแนนความสามารถทางเพศ (FSFI) ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับยา fibanserin มีมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลข้างเคียงเวียนหัว ปวดหัว คลื่นไส้ มากกว่ากลุ่มยาหลอก
วาลีอันท์จึงยื่นขออนุมัติการใช้ยาเพื่อรักษา HSDD ในหญิงวัยหมดประจำเดือน เพื่อต่อทางรอดของตัวเอง ทว่า FDA ไม่อนุมัติ
ทำไม FDA ไม่อนุมัติ
ว่าด้วยเรื่องของตัวการศึกษาก่อนนะครับ แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่เมื่อเรามาพิจารณาถึงตัวเลขจริง กลุ่มรับยามีกิจกรรมทางเพศที่พอใจเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.0 ครั้ง ส่วนกลุ่มยาหลอกก็เพิ่มขึ้น !! เพิ่มจากเดิม 0.6 ครั้งต่อเดือน พูดเป็นภาษาทางสถิติคือ absolute different น้อยมาก และหากไปดู FSFI เพิ่มขึ้น 0.7 เทียบกับยาหลอก 0.4 ต่างกันน้อยมากเช่นกัน
ต่อมาว่าด้วยเรื่องเกณฑ์ของ FDA เขาบอกว่าการศึกษาเดียวมันไม่พอว่ะแชท การวัดผลก็เป็นนามธรรม ถึงจะแปรมาเป็นระบบคะแนนและจำนวนแจงนับแล้วก็ตาม แถมผลการศึกษาก็แทบไม่ต่างกัน จำนวนผู้เข้าศึกษาไม่เยอะ
แถม FDA ยังเปรย ๆ อีกว่า นี่นะ ครั้งทำการศึกษาในหญิงที่ยังมีประจำเดือน ผลการศึกษาก็ก้ำกึ่งแบบนี้ แถมต้องทำการศึกษาถึงสามครั้ง โดนปฏิเสธในสองครั้งแรกด้วย คุณไปทำการศึกษามาเพิ่มอีกสักหน่อยไหม และขอดูผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วยนะ การศึกษาก่อนหน้านี้ระบุมีข้อกังวล และข้อกังวลนี้ยังผลให้การใช้ยาไม่มากเท่าที่คาดการณ์
วาลีอันท์แทบล้มทั้งยืน ซื้อสิทธิบัตรมาอย่างแพง ยาก็ไม่ได้พุ่งแรงอย่างที่คาด แถมข้อบ่งชี้ใหม่ที่ต้องการก็ถูกเบรกอย่างจัง แต่สิ่งหนึ่งที่วาลีอันท์แอบเห็น หรืออาจจะแอบสงสัยถึงความแตกต่าง คือ
การอนุมัติใช้ยา bremelanotide ในชื่อการค้า Vyleesi จาก Palatin Technologies
ยา bremelanotide เป็นยารักษา HSDD แต่ทำงานในกลไกอื่น เป็นการใช้ยาเมื่อต้องการมีเพศสัมพันธ์ ไม่ต้องกินทุกวันเหมือน fibanserin ไม่มีปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ที่เป็นจุดตายสำคัญของ fibanserin ข้อเสียคือเป็นยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังที่ใช้ยากกว่า แต่ Vyleesi ทำการศึกษา RECONNECT และได้รับอนุมัติเร็วมาก (แต่เฉพาะหญิงวัยยังมีประจำเดือนนะ)
แสดงว่าปัญหา HSDD กำลังเป็นที่สนใจและอยู่ในกระแสของธุรกิจยา
วาลีอันท์จึงเดินหน้าการศึกษาชื่อ PLUMERA ที่แทบจะเลียนแบบ SNOWDROP เพราะต้องการตอบคำถามของ FDA ที่ต้องการ ‘ความหนักแน่น’ ของข้อมูลมากขึ้น เช่นเคยโฟกัสที่หญิงวัยหมดประจำเดือน กลุ่มเป้าหมายของ fibanserin ที่รุ่นน้องมาแรงอย่าง bremelanotide ก็ยังทำไม่ได้ และการศึกษา PLUMERA ไปได้ด้วยดี ผลการศึกษาแนวโน้มเหมือน SNOWDROP
แต่เมื่อการศึกษาดำเนินไปได้ 45% วาลีอันท์ตัดสินใจยุติการศึกษา ไม่ใช่เพราะเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือเหตุผลทางสถิติ แต่เป็นเรื่องเงินทุน
เหตุผลทางธุรกิจนั้นหรือคืออะไร … วาลีอันท์คาดหวังยอดขายของ Addyi แต่ทำไม่ได้ การศึกษา PLUMERA ก็ไม่ได้ดีมากกว่าเดิม วาลีอันท์ตัดสินใจตัดจบ (cut-loss) เพราะวาลีอันท์เป็นสตาร์ทอัพเหมือนสเปราท์ ซื้อมา-ขยายข้อมูลให้ราคาสูง-ขายต่อ ไม่มีเครือข่ายหนุนจะทำการศึกษาต่อ และไม่มีสายป่านการเงินที่มากพอ เมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ วาลีอันท์ก็ตัดจบโดยการขายสิทธิบัตรยา fibanserin ในราคาที่ถูกมากให้กับสตาร์ตอัพแบบเดียวกัน โมเดลธุรกิจเหมือนกัน ผมว่าคุณน่าจะเดาถูก
คนที่มาซื้อคือ Sprout Pharmaceuticals ซื้อคืนไปนั่นเอง
นอกจากราคาถูกอย่างเหลือเชื่อยังได้ของแถมมาพร้อมกับผลการศึกษา PLUMERA ที่เสร็จแล้ว (แม้จะเสร็จแค่ 45%) ก็ตาม
สเปราท์เดินเกมชาญฉลาดกว่านั้น หลังจากที่ซื้อ fibanserin กลับมาในอ้อมอก สเปราท์ยื่น PLUMERA เพื่อขออนุมัติอีกครั้ง แต่คราวนี้เฉียบคมกว่าเดิม มาพร้อมเงื่อนไขว่า เราก็ทำการศึกษาเพิ่มเติมอย่างที่คุณต้องการแล้ว ผลการศึกษามีแนวโน้มไม่ต่างจากเดิม เรียกว่าทำกี่ครั้งก็เหมือนเดิม (แต่ทำแค่สองครั้งเองนะ)
สเปราท์ยังเน้นว่า ปัญหา HSDD นี้สำคัญนะ FDA เองก็เห็นแล้วจากการอนุมัติ bremelatotide ด้วยการศึกษา RECONNECT แถมยาที่ใช้ในหญิงวัยหมดประจำเดือนก็มีแค่ fibanserin ของเราเท่านั้น ยังไม่พอ สเปราท์หยิบเรื่องความเท่าเทียมทางสุขภาพมายืนยันกับ FDA ด้วย ตามด้วยจุดตายที่วาลีอันท์ไม่ได้ทำคือ
สเปราท์แจ้งว่าจากการเก็บข้อมูลระยะสี่ คือเก็บข้อมูลหลังจากยาวางจำหน่าย มาเปรียบเทียบกับผลการศึกษาวิจัยว่าการใช้ยาในชีวิตจริง ต่างจากผลการวิจัยมากน้อยเพียงใด สเปราท์หยิบประเด็นที่ FDA เคยเตือนคือ การใช้ยาร่วมกับแอลกอฮอล์ ปรากฏว่าปฏิกิริยาที่กังวลคือ ความดันโลหิตต่ำมากจนถึงอันตราย ไม่ได้พบจนเป็นที่น่ากังวล และน้อยมากจนไม่มีนัยสำคัญ
ส่งผลให้ FDA อนุมัติการใช้ยา fibanserin ในปี 2025 สเปราท์จึงได้เดินกลยุทธ์ทุ่มสรรพกำลังเต็มที่ในการดันเรือธงเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท ให้มุ่งสู่เป้าหมายทางธุรกิจต่อไป
เรื่องราวทั้งหมด อาจจะมองเป็นช่วงจังหวะ อาจมองเป็นการวางเกม อาจมองเป็นการขับเคี่ยว แล้วแต่มุมมองนะครับ ผมอยากมานำเสนอให้ทุกท่านทราบว่า
โลก…ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น เสมอไป

14 สิงหาคม 2568

มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต

 มิเชล เดอ นอสตราดัม และปริศนาการเสียชีวิต : เรื่องยาว และหาสาระมิได้

วันนี้จะมาแกะปริศนากัน ว่าด้วยเรื่องของคุณมิเชล เดอ นอสตราดัม ฟังชื่อแล้วรู้เลยสินะครับว่าเป็นคนฝรั่งเศส ผมเองรู้ภาษาฝรั่งเศสแค่ครัวซองต์กับมาการองแค่นี้เอง แล้วคนคนนี้สำคัญอย่างไร หลายท่านอมยิ้มรู้แล้ว อมยิ้มได้ อย่าอมอย่างอื่น ใช่แล้วนี่ก็คือ คุณนอสตราดามุส นักทำนายชื่อดัง
คุณนอสตราดามุส แหมชื่อยาวจัง ขอเรียกสั้น ๆ ว่าคุณมุสแล้วกัน คุณมุสในสมัยเด็กอยากเป็นหมอ แต่ก่อนที่จะเป็นหมอ คุณมุสแกไปร่ำเรียนสรรพวิชามาแล้ว สมัยปลายยุคกลางต่อกับยุคเรอเนซองค์ ที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เพราะวิชาต่าง ๆ จากกรีกและโรมันได้กลับมาที่ยุโรปอีกครั้ง จากการล่มสลายของอาณาจักรโรมันตะวันออก นักปราชญ์ยุคนั้นจะเรียนทั้งศิลปกรรม การเมือง ความคิด วิศวกร ปรุงยา แหมถ้ามีวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด ก็คือฮอกส์วอตเลยทีเดียว
ว่าด้วยเรื่องปรุงยา คุณมุสเธอน่าจะได้เห็นมาจากคุณตาเพราะคุณตาประกอบอาชีพแพทย์ คือหมอยุคนั้นเป็นทุกอย่างนะครับ ตรวจ รักษา ปรุงยา เรี่ยไรเงิน คุณมุสเริ่มเรียนที่มหาวิทยาลัยอาวิยอง เรียนทุกอย่าง แต่ก็ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพราะการระบาดหนักของโรคกาฬโรค มาเรียนรู้วิชาปรุงยาเอง ปรับสูตรต่าง ๆ เอาเอง เกิดยุคนี้ก็คงเป็นศาสตราจารย์สเนปหรือคณะ atellier
คุณมุสเธอสอบเข้าเรียนอีกครั้ง คราวนี้มาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลลิเยร์ในปี 1529 นี่คือมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งยุค แต่เธอเรียนไม่จบ เธอโดนเชิญออก !! เพราะทางมหาวิทยาลัยจับได้ว่าเธอแอบขายของในขณะเรียน เป็นยาปรุงพิเศษสูตรของเธอเอง ผมตามไปอ่านก็พบว่า น่าจะมีความขัดแย้งในแนวขบถของคุณมุส เพราะไปขวางแนวทางการสอนของคณะปรุงยาในสมัยนั้น เรื่องแอบขายของคงเป็นเหตุผลบังหน้า
แต่คุณมุสก็ยังประกอบอาชีพปรุงยาขายในยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคต่อไป มีชื่อยาด้วยนะว่า “rose pill” เป็นยาปรุงจากสมุนไพรนานาชนิด แบบอมใต้ลิ้น ก็คงเป็นยารักษากาฬโรคในยุคนั้น ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อแน่นอน แต่ยุคสมัยการระบาดของกาฬโรคในยุคคุณมุส ไม่ใช่การระบาดใหญ่เหมือนช่วงกลางศตวรรษที่ 14 จะเป็นการระบาดในช่วงสั้น ๆ และเมื่อการระบาดจบลง คุณมุสเธอย่อมงานหด เธอจึงเริ่มสนใจในเรื่องการเขียนบันทึก เรื่องของโหราศาสตร์ โชคชะตา
แม้ว่าศตวรรษที่ 16 แล้ว ยุโรปเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมเต็มตัว แต่อำนาจของศาสนจักรยังคงอยู่ แถมกลางศตวรรษที่ 16 ศาสนจักรโรมันคาทอลิกพยายามยกระดับอำนาจตัวเองเพื่อคะคานและต่อสู้กับนิกายโปรแตสแตนท์ที่เพิ่งก่อตั้ง ศาสนจักรจึงรวบอำนาจโดยการจัดระเบียบและสอดส่องคนที่มีแนวคิดวิชาโหราศาสตร์ พยากรณ์ เพราะเห็นว่าเป็นพวก “นอกคอก” ทำให้เราเห็นว่าวิชาเหล่านี้จะอยู่ในรูปคำทำนาย กำกวม ส่วนหนึ่งเพราะต้องใช้ภาษาอื่น เขียนให้กำกวม จะได้ไม่ถูกจับ อย่างโคลงกลอน การทำนายไพ่ทาโรต์ นอสตราดามุสก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้
มีนักทำนาย โหราศาสตร์แมนไม่กี่คนที่สามารถหลุดรอดการกวาดล้างในครั้งนั้น ในขณะที่คุณมุสเธอสบายตัว แถมตีพิมพ์ผลงานเลื่องชื่อ le prophecy คำทำนายเขียนเป็นโคลงที่กำกวมแต่โคตรดัง และยังทำนายเรื่องราวของกษัตริย์และราชวงศ์ในยุโรป ที่ส่วนมากอยู่ฝั่งคาธอลิก ซึ่งทางศาสนจักรไม่ปลื้มเอามาก ๆ แถมจะยังเอาผิดกับคุณมุสหลายที แต่คุณมุสไม่เดือดเนื้อร้อนใจเพราะมีเส้น
พระนางแคทเธอรีน เดอ เมดิชี จอมนางแห่งฝรั่งเศส ผู้กุมอำนาจราชสำนักฝรั่งเศสเกิน 10 ปี เกิดชื่นชอบความสามารถของคุณมุสและเชิญมาทำนายเครือญาติอยู่บ่อย ๆ และเป็นโหรหลวงด้วย ทำให้แม้คริสตจักรไม่ปลื้มแต่ทำอะไรคุณมุสลำบาก เคยมีโดนเล่นงานบ้างแต่อย่างว่า เส้นหนา ยากที่จะทำอะไรได้ (ตระกูลเมดิชีมีอำนาจในศาสนจักรเช่นกัน)
คุณมุสเธอเริ่มมีอาการป่วยมาสักพักและเริ่มป่วยหนักจากโรคเกาต์ช่วงต้นปี 1566 มีอาการปวดข้อเป็น ๆ หาย ๆ เหนื่อยมากขึ้น หายใจลำบากตอนนอนและบวม จากบันทึกของชาวิยอง ในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งแพทย์และโหรแห่งราชสำนักฝรั่งเศส แต่ว่าเวิร์กฟรอมโฮมเป็นส่วนใหญ่เพราะเธอป่วย เป็นการให้คำปรึกษาทางไกล
คุณมุสเธอเจ็บออดแอดมาตลอด มีลูกศิษย์คอยปรนนิบัติอยู่หนึ่งคนคือ Jean de Chavigny เป็นตัวแทน ศิษย์ทั้งวิชาแพทย์และพยากรณ์ศาสตร์ รวมทั้งเป็นคนคอยรวบรวมคำทำนายและตีความโคลงกลอนของคุณมุสในช่วงบั้นปลายชีวิต และยังทำหน้าที่เหมือนทนายความและผู้จัดการมรดกให้คุณมุสหลังเสียชีวิต
คืนวันที่ 1 กรกฎาคม 1566 คุณมุสเธอบอกกับชาวินญีก่อนเข้านอนว่า “พรุ่งนี้เธอจะไม่เห็นฉันตื่นอีก” ชาวินญีก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตื่นเช้ามาคุณมุสเธอตายจริง
เอาล่ะ มาเข้าเรื่องสาเหตุการตาย แม้จะไม่มีประวัติชัดเจนว่าคุณมุสเป็นอะไร แต่จากคำบอกเล่าของชาวินญีและคนอื่น ๆ พอระบุปัญหาได้ดังนี้
1.ปวดข้อจนเดินลำบาก เป็น ๆ หาย ๆ
2.ตัวบวมมากขึ้น
3.เหนื่อยมากขึ้น
4.นอนลำบาก
5.มีประวัติเกี่ยวข้องกับ rose pill
6.เสียชีวิตเฉียบพลัน
สาเหตุที่เป็นไปได้เรียงตามลำดับคือ
โรคหัวใจล้มเหลว… เหนื่อยมากขึ้น บวมมากขึ้น นอนราบไม่ได้ เป็นอาการหัวใจล้มเหลวเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงก็ชัดเจนคือปวดข้อเกาต์ กรดยูริกในเลือดที่สูงจะเพิ่มโอกาสโรคหัวใจ การกำเริบของเกาต์บ่อย ๆ จะเพิ่มการอักเสบและเพิ่มโอกาสการเกิดหัวใจล้มเหลวกำเริบ ในคืนที่คุณมุสเสียชีวิต เธอคงเหนื่อยมากจนไม่ไหว ส่วนเหตุกระตุ้นที่ทำให้เสียชีวิตเฉียบพลันคือ หลอดเลือดหัวใจตีบ หรือ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เกิดได้ทั้งคู่เลย
ไตเสื่อมเรื้อรัง …กรดยูริกในเลือดที่สูงต่อเนื่อง นอกจากเพิ่มโอกาสเกิดเกาต์ เกิดโรคหัวใจ ยังไปทำให้ท่อไตบาดเจ็บจนเกิดไตวายเรื้อรังได้ และยิ่งไตวาย กรดยูริกก็ยิ่งคั่งค้าง วนไปวนไป เกิดอาการบวม เหนื่อยได้จากโลหิตจางของไตเสื่อม หรือจากสารน้ำคั่งในเลือดจนน้ำท่วมปอด (ก็คือมาสุดที่หัวใจล้มเหลว) แต่ส่วนมาก ไตเสื่อมเรื้อรังจะยังพอนอนได้ เราจึงเห็นหนังตาบวม (puffy eye lids) หรือเยื่อบุตาบวมน้ำ (chemosis) เพราะยังนอนราบได้ ถ้านอนราบไม่ได้น้ำจะไม่ค่อยบวมที่หนังตา แต่ไตวายเรื้อรังมักจะมีของเสียคั่ง จนซึม จนเบลอ จะไม่ค่อยเฉียบพลันแบบนี้ ถ้ายา rose pill มีสารหนู มี NSAIDs ก็ทำให้ไตวายได้ด้วย
rose pill … ที่เป็นยาอมใต้ลิ้น ประกอบด้วยสมุนไพรนานาชนิด จากข้อมูลไม่น่ามีสารที่เพิ่มกรดยูริก หรือทำให้ไตวาย แต่กระบวนการผลิตอาจต้องใส่สารที่มีสารโลหะหนัก อันนี้ก็พอเสริมสาเหตุไตวายพอได้ แต่เราก็ไม่มีหลักฐานว่ามันคืออะไร และไม่มีหลักฐานว่าคุณมุสเธอกินยาสูตรของตัวเอง
คราวนี้มาถึงข้อสังเกตอีกข้อของยอดนักสืบชะล้อ ฮวง ชราหน้าหนุ่ม
คุณมุสเธอเห็นอนาคตมากมาย แต่แทบไม่เคยพยากรณ์การตายของตัวเอง หรืออาจจะเคยพยากรณ์ แต่พยากรณ์นั้นไม่เคยมี “คนอื่นในโลก” ได้เห็น
คนเดียวที่รู้เห็นว่าคุณมุสยังมีชีวิตอยู่ป็นคนสุดท้ายคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยดูแลและให้ยาคุณมุสตลอดการป่วยครึ่งปีคือชาวินญี
คนเดียวที่ให้ข้อมูลช่วงหลังของปีคือชาวินญี
คนเดียวที่คอยแปลบทความและ “ส่งออก”คำพยากรณ์ในช่วงหลังคือชาวินญี
คนเดียวจัดการทรัพย์สินหลังตายของคุณมุสคือชาวินญี
คนเดียวที่เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายและธุรการใกล้ตัวที่สุดคือชาวินญี
ก็คงเสียชีวิตจากโรคหัวใจล้มเหลวนั่นแหละครับ อย่าไปคิดอะไรมากเลย

06 สิงหาคม 2568

The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

 The legacy : hibakusha : ฮิบัคฉะ ผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์

รำลึกเหตุการณ์ที่ฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อ 80 ปีก่อน เพื่อให้รับรู้ถึงภัยสงครามและอันตรายจากระเบิดนิวเคลียร์ วันนี้มีพิธีที่สวนสันติภาพฮิโรชิมาด้วยครับ ผมขอหยิบเรื่องราวของบรรดาผู้รอดชีวิตมาบอกเล่ากัน
คนญี่ปุ่น (รวมถึงรัฐบาลด้วย) เรียกคนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ว่า ฮิบัคฉะ (อันนี้ฟังจากภาษาของเขา) คนกลุ่มนี้ควรจะได้รับการดูแลถูกไหมครับ เพราะเป็นเหยื่อสงครามโดยตรง โดยที่ไม่รู้เรื่องราวและเกือบทั้งหมดเป็นพลเรือน แต่ในความเป็นจริงมีคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชื่นชอบฮิบัคฉะ ทั้งมองว่าเป็นปัญหาเพราะมีกัมมันตรังสีติดตัว ทำให้ฮิบัคฉะอยู่ยากพอสมควร ต่อมากลุ่มฮิบัคฉะได้รับการยอมรับในสังคมมากขึ้น มีการบอกเล่าเรื่องราวในวันเกิดเหตุ หลายคนเขียนหนังสือและสื่อต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ถูกคัดกรองและเฝ้าระวังจากหน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกา เนื้อหาที่ปรากฏอยู่จึงเป็นแค่บรรยายเหตุการณ์และความทุกข์ทรมาน ส่วนการกล่าวโทษอเมริกาจะถูกควบคุม
แต่ยุคนี้ ยุคข้อมูลข่าวสาร ทุกคนทราบหมดแล้ว บรรดาฮิบัคฉะมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับเรียบร้อย เรามารู้จักฮิบัคฉะบางคนกันนะครับ
1.michihiko hachiya คุณหมอฮาจิยะ เป็นคุณหมอคนแรก ๆ ที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุ รพ.ของคุณหมออยู่ห่างจากจุดทิ้งระเบิดเล็กน้อย คุณหมอเป็นคนเขียนหนังสือ Hiroshima diary ลงในวารสารการแพทย์ญี่ปุ่น บันทึกเรื่องราววันที่ 6-30 สค กล่าวถึงการเจ็บป่วยและความทุกข์ยากหลังระเบิดลง ตอนนี้มีหนังสือขายและผมก็มีหนึ่งเล่มคือ the doctor of Hiroshima
2.setsuko thurlow หรือชื่อเดิม setsuko nakamura สุภาพสตรีผู้รอดชีวิตนี้ยังเป็นนักเรียนเมื่อวันระเบิดลง เธอเติบโตและเรียนต่อที่ฮิโรชิม่า จนได้ทุนไปศึกษาต่อที่อเมริกาและแคนาดา ได้เข้าร่วมกิจกรรมต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มาตลอด และก่อนตั้ง international campaign of abolish nuclear weapon จนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2017
3.keiji nakasawa ผู้รอดชีวิตท่านนี้เราอาจเคยเห็นผลงานเขามาแล้ว เขาถ่ายทอดประสบการณ์หลังระเบิดลงมาทางสื่อมากมาย โดยสื่อทึ่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักมากในประเทศไทยคือ barefoot ken การ์ตูนเรื่อง เก็น เจ้าหนูสู้ชีวิต แต่ผลงานส่วนมากเขาจะอยู่เบื้องหลังเนื่องจากถูกติดตามโดย CIA
4.tsutomu yamakuchi นี่น่าจะเป็นฮิบัคฉะที่โด่งดังที่สุด เพราะเขาคือคนที่รอดจากอาวุธนิวเคลียร์ทั้งสองครั้ง ในวันที่ 6 สค เขามาทำงานของบริษัทมิตซูบิชิอยู่ที่ฮิโรชิมา วันที่ระเบิดเขาได้รับบาดเจ็บและหมดสติ แต่ก็ฟื้นมาได้หลังจากได้รับการปฐมพยาบาล และเดินทางกลับออฟฟิศตัวเองที่นางาซากิในวันที่ 8 สค และไปทำงานตามปกติในวันที่ 9 สค วันที่ระเบิดแฟตแมนมาลงที่นางาซากิ
ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วระเบิดลูกที่สองเจตนาไปลงที่โคคุระ แต่สภาพอากาศที่โคคุระไม่ดีนัก เลยเปลี่ยนจุดมาเป็นนางาซากิแทน และยามากูชิไม่เคยคิดว่าระเบิดจะมาลง และจริง ๆ แล้วเขาไม่เคยคิดว่าญี่ปุ่นจะก่อสงครามด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่ทำงานที่ได้รับมอบหมายจากบริษัทอย่างเต็มที่เท่านั้น
บริษัทมิตซูบิชิเป็นกลุ่มทุนไซบัตซึในยุคพัฒนาอุตสาหกรรมแรก ๆ ของญี่ปุ่นเลยนะครับ ไม่ทราบว่ามีส่วนร่วมกับสงครามไหม แต่พนักงานระดับล่างทั้งหมดไม่รู้หรอก การทำงานของยามากูชิไม่ได้คิดเรื่องสงครามเลย พอเรื่องราวของเขาโด่งดัง เขาก็เขียนหนังสือและเข้าร่วมในภาพยนตร์สารคดี twiced survived อีกด้วย
5.กลุ่ม nihon hidankyo กลุ่มที่ทำงานเพื่อสันติภาพและลดอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งบอกให้โลกรู้จึงภัยสงครามจากนิวเคลียร์รวมทั้งชีวิตที่แสนเศร้าของฮิบัคฉะ โดยผู้ที่ประสบภัยนิวเคลียร์จากฮิโรชิมาและนางาซากิ รวมทั้งผู้ที่รอดชีวิตจากการทดลองระเบิดของสหรัฐบนเรือประมงไดโกะ ฟุคุเรียว มารุ กลุ่มนี้รณรงค์มาตลอดจนได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2024 โดยตัวแทนคือ ทารุมิ ทานากะ ผู้รอดชีวิตจากนางาซากิ
และเป็นคำขวัญของผู้ที่ต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกว่า “No More Hiroshimas” นั่นเองครับ

17 กรกฎาคม 2568

imcranib ตอนที่ 2

 imcranib จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ตอนที่สอง : ความสำคัญเชิงสาธารณสุข และการชิงเหลี่ยมจังหวะทางการค้า

ความเดิมตอนที่แล้ว : การค้นพบโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย ว่าเป็นสาเหตุการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML ต่อยอดไปเป็นการพัฒนายาที่สามารถยับยั้งการทำงานโปรตีนที่เกิดจากยีน BCR-Abl ของโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย ผลการรักษายอดเยี่ยมระดับ 90% โดยเพียงแค่กินยาเท่านั้น พลิกการรักษาจากปลูกถ่ายไขกระดูกมาเป็นแค่กินยา จึงช่วยชีวิตคนได้มากมาย
คลิกอ่านตอนแรกที่นี่
Nicholas Lydon คิดค้นตัวยา imatinib ตั้งแต่เริ่มมาทำงานที่ซีบา-ไกกี้ ปี 1985 ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีสามารถผลิตตัวยา imatinib ได้และทำการจดสิทธิบัตรทางยา imatinib ที่เป็นตัวที่ออกฤทธิ์ เรียกว่า imatinib free-base
สารเคมีที่เข้าไปออกฤทธิ์ในร่างกายจะต้องทำให้คงตัวโดยการใส่เกลือ (base) เข้าไปจับกับตัวออกฤทธิ์ ยาจะทำงานได้มากน้อยดีเด่นกว่ากัน ก็ขึ้นกับเกลือที่จับนี้ด้วย ยกตัวอย่างยาหัวใจ metoprolol จะมีเกลือสองชนิดที่วางจำหน่ายคือ metoprolol succinate กับ metoprolol tartrate ที่ออกฤทธิ์ต่างกันบ้าง ตามเกลือไซด์ไลน์ที่เข้ามา
การจดทะเบียน imatinib ในครั้งแรกนัันไม่ได้เฉพาะเจาะจงชนิดของเกลือของยา
ซีบา-ไกกี้ ได้สิทธิบัตรของ imatinib คือตัวยาออกฤทธิ์ ในปี 1992 ในขณะนั้นหลายประเทศยังไม่มีกฎหมายสิทธิบัตรทางยา ความรู้ด้านสิทธิทางปัญญายังเป็นเรื่องใหม่ ช่วงนั้นเทปผี ซีดีเถื่อน โปรแกรมพันธุ์ทิพย์ ยังมีอยู่มากมาย เราเองยังไม่รู้เลยว่ามันเถื่อน จนพี่เสก โลโซ มาบอกว่าไม่ไปพันธุ์ทิพย์นั่นแหละ ถึงได้รู้
หลังจากได้สิทธิบัตรในปี 1992 การศึกษาพัฒนายา imatinib ทำต่อเนื่องจนได้รับการรับรองและจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในปี 2001 และขยายตลาดไปทั่วโลกตามความครอบคลุมของบริษัทยาโนวาร์ตีสซึ่งรับเอาซีบา-ไกกี้และแซนดอส เข้ามาเป็นหนึ่งในบริษัทลูก แน่นอนว่าเมื่อมันเป็นยาพลิกโลกขนาดนี้ มันย่อมมีมูลค่าทางธุรกิจมหาศาล
มูลค่าราคาของยาในปี 2001 ยี่สิบสี่ปีก่อนนะครับ ราคายาที่ต้องใช้ต่อปีต่อคนคือ 30000 ดอลล่าร์สหรัฐ เมื่อมาเทียบกับค่าเงินในยุคปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาทต่อคนต่อปี ซึ่งผู้ป่วยต้องใช้ยาไปตลอด คิดคร่าว ๆ ที่สิบปีก็คนละ 20 ล้าน ..เอิ๊ก ราคาอาจจะแพงกว่าการปลูกถ่ายไขกระดูกเสียอีก แต่ว่ามันง่ายกว่าไง
แม้ว่าผู้ป่วยที่ได้รับยามีอัตราการเสียชีวิตต่ำมาก แต่อัตราการเสียชีวิตโดยรวมของประชากรไม่ลดลงเพราะคนไม่สามารถเข้าถึงยาได้ มองในภาพรวมสาธารณสุขมันคือกุญแจทองคำที่วางบนยอดเขาทุนนิยม มองเห็นแต่เอื้อมไม่ถึง สิ่งที่ทำได้คือ รอให้ยาหมดสิทธิบัตรคุ้มครองเพื่อสามารถนำสูตรไปทำซ้ำเพื่อประโยชน์มวลมนุษยชาติได้ ซึ่งการหมดความคุ้มครองนี้ แต่ละประเทศใช้เกณฑ์ที่ต่างกัน ในกรณี imatinib จดในปี 1992 ตามกฎหมายอเมริกาจะหมดอายุ imatinib free-base ในปี 2013 บริษัทอื่นสามารถนำเอา imatinib ไปต่อยอดเพื่อรักษาคนในราคาถูกได้
โลกทุนนิยม มักจะไม่ใจดีเช่นนั้น ...
กระบวนการ evergreening คือการจดทะเบียนสิทธิบัตรสินค้าใหม่ที่ทำการต่อยอดจากเดิมเล็กน้อย การต่อยอดนี้ไม่ได้ทำให้สาระสำคัญของตัวยาเปลี่ยนไป แต่อาจจะเพิ่มอะไรบางอย่างเช่น เปลี่ยนชนิดเกลือที่ใช้เพื่อให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น นำเอาสารที่ใกล้เคียงกับสารเดิมมาใช้ที่ราคาถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพเท่าเดิม เพื่อให้สิทธิบัตรยังอยู่ในมือของเจ้าของผลิตภัณฑ์และต่อยอดอายุสิทธิบัตรแห่งยานั้นออกไป มองในโลกแห่งการค้าก็ทำให้บริษัทได้ประโยชน์แห่งสิทธิบัตรนั้นต่อไป เพราะอายุสิทธิบัตรแห่งยาโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15 ปีเท่านั้น
บริษัทโนวาร์ตีสได้ทำการปรับโครงสร้างเกลือของ imatinib ให้กลายเป็น beta crystalline ตามคุณสมบัติที่ทำให้การละลายดีขึ้น แต่ประสิทธิภาพหลักในการรักษามะเร็ง ไม่ด้อยไปกว่ายาสูตรเดิม โดยยื่นจดทะเบียนในปี 1997 ที่สวิสเซอร์แลนด์ และได้รับอนุมัติในปี 1998
กลยุทธสร้างเกลือเข้าไปใหม่เพื่อต่อสิทธิบัตรการใช้งาน ทำให้มูลค่าทางการตลาดของ imatinib ไม่ตกลงไป แถมยังเพิ่มขึ้นอีกด้วย ถ้าเทียบกับมูลค่าเดิมปี 2001 (เทียบกับราคาเงินในปัจจุบัน) ที่เฉลี่ยสองล้านบาทต่อคนต่อปี ในปี 2012 เพิ่มเป็นเฉลี่ยที่ 3.7 ล้านบาทต่อคนต่อปี ...สำหรับการ evergreening
ราคายาที่เพิ่มขึ้นไป คือผลประกอบการที่เพิ่มขึ้นของบริษัท ในทางตรงข้าม หมายถึงโอกาสที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงก็ลดลง
ในที่สุดจึงเกิดเรื่องที่โด่งดังไปทั่วโลกเพราะครั้งนี้มีคนได้ผลกระทบมากจริง กับประเทศที่ประชากรมากที่สุดในโลก ใช่แล้วครับ ข้อพิพาทระหว่างบริษัทโนวาร์ตีสกับรัฐบาลอินเดียในปี 2005
ยุคสมัยที่อินเดียเริ่มปฏิวัติตัวเองตั้งแต่ปี 2004 สมัยนายกรัฐมนตรีมาห์นโมฮาน ซิงห์ ผู้ล่วงลับ มีการเปิดประเทศเพื่อลงทุนสารพัดอย่าง ดึงต่างชาติมาลงทุนรวมทั้งบริษัทยาโนวาร์ตีสด้วย อินเดียจึงต้องปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ให้เข้ากับการพัฒนาประเทศ และมีการใช้กฎหมายจดทะเบียนสิทธิบัตรในปี 2005 และในปีนั้นโนวาร์ตีสก็ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร imatinib mesylate (beta crystalline) ทำการ evergreening ตามมุมมองของรัฐบาลอินเดีย
ในเวลานั้นหน่วยงานสิทธิบัตรของอินเดียและเอกชนในประเทศกำลังหมายมั่นปั้นมือจะผลิตยาสามัญหลังจากสิทธิบัตรของ imatinib free-based หมดลง
ทางการอินเดียไม่อนุมัติการต่อสิทธิบัตร ด้วยเหตุผลว่ามันเปลี่ยนแปลงในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญแห่งการรักษา ไม่รับจดทะเบียนเป็นสิทธิบัตรใหม่ ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ และนี่คือการ evergreening ซึ่งกฎหมายสิทธิบัตรอินเดียใหม่นี้ “ห้ามทำ”
บริษัทโนวาร์ตีสจึงยื่นฟ้องศาล การต่อสู้ทางศาลดำเนินไปจนถึงศาลสูงสุดอินเดีย ทุกศาลตัดสินเหมือนกันคือ ยกคำร้องของโนวาร์ตีส เพราะไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ที่จะมาจดทะเบียนสิทธิบัตรใหม่ได้ ทำให้โนวาร์ตีสไม่ได้สิทธิบัตรของเกลือใหม่ในอินเดีย โดยการตัดสินนี้จบในปี 2013
แต่ทางอินเดียได้ทำการผลิต imatinib ราคาถูกมาตั้งแต่ปี 2006 ทั้ง ๆ ที่การพิจารณาของศาลยังไม่ยุติ เพราะในกฎหมายอินเดีย การยื่นขอสิทธิบัตรไว้ก่อน หากไม่ได้รับรองจากทางการ ยังไม่ถือว่ามีสิทธิบัตร (Mailbox applications) และไม่มีผลย้อนหลัง
การผลิตยาสามัญ imatinib mesylate ในอินเดียจึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิบัตร เพราะสิทธิบัตรนั้นยังไม่เกิดขึ้น (หน่วยงานสิทธิบัตรไม่รับรองและศาลไม่รับรอง)
สำหรับผม..อินเดียมองเกมขาดกว่า
ทำให้โลกได้รู้จักยา imatinib mesylate เวอร์ชั่นอินเดียในปี 2007 ในราคา 98 ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน จากยาต้นฉบับที่ 2600 ดอลล่าร์สหรัฐต่อเดือน เมื่อราคายาถูกลง ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น อัตราการเสียชีวิตต่ำลงและช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้เพิ่มถึง 80000 รายรวมประเทศกำลังพัฒนาด้วย
ยาที่ราคาไม่แพงทำให้มีการศึกษาอรรถประโยชน์แห่งยา การลดอัตราการเสียชีวิตในโรคอื่น และการรักษาในโรคอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย จนในปี 2017 องค์การอนามัยโลกประกาศว่ายา imatinib เป็นยาบัญชียาจำเป็นของโลก
ทั่วโลกสามารถใช้เป็นข้ออ้างนี้เพื่อเจรจาต่อรองราคาและสต็อกกับบริษัทผู้ผลิตได้ โดยการรับรองขององค์การอนามัยโลก
ปัจจุบันเราสามารถขยายยา imatinib เพื่อรักษา CML ที่ไม่มีโครโมโซมฟิลาเดลเฟียแต่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาหลัก การรักษาโรค myelodysplastic syndrome บางประเภท และที่สำคัญหากเราผลิตเอง จะควบคุมต้นทุนและได้ราคาถูกลง
สำหรับประเทศไทยนั้นตัวยาหลัก imatinib ได้หมดสิทธิบัตรยาหลักไปเมื่อปี 2013 ส่วนการผลิต imatinib GPO โดยองค์การเภสัชกรรม มีมาตั้งแต่ปี 2007 แต่ตอนนั้นใช้การบังคับ สิทธิเหนือสิทธิบัตร (compulsive licence) ไม่ใช่หมดสิทธิบัตรทางยา
และตอนนี้ นอกจากนำเข้ายาจากอินเดีย จากยาต้นฉบับของบริษัทโนวาร์ตีส เรายังสามารถผลิต imcranib ซึ่งมีต้นแบบมาจากบริษัทอื่นที่ไม่ใช่โนวาร์ตีส (อ่านดี ๆ นะครับมันต่างกัน ไม่ใช่จากตัวยาต้นฉบับ Gleevec) ทำให้ผู้ป่วยชาวไทยมีโอกาสเข้าถึงยาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ
หวังว่าคงเข้าใจและรู้จัก imcranib 100 จากสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้เต็มอิ่มกันเลยนะครับ

16 กรกฎาคม 2568

imcranib 100 ตอนที่ 1

 ประมาณสองสัปดาห์ก่อนมีข่าวว่าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ได้ทำการคิดค้นและผลิตยารักษามะเร็ง imatinib ในชื่อ imcranib 100 เรื่องราวมันเป็นอย่างไร เรามาอ่านกันเถอะ รับรองเกินแปดบรรทัดแน่นอน

เรามารู้จักยาต้นแบบกันก่อนคือยา imatinib ยาตัวนี้คิดค้นแรกเริ่มจากนักชีวเคมีชาวอังกฤษ Nicholas Lydon โดยคิดค้นขณะที่เขาทำงานอยู่ที่บริษัท Ciba-GeiGy หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อบริษัทสัญชาติสวิสนี้ แสดงว่าคุณอายุไม่น้อยแล้วนะ เพราะเขาไปควบรวมกลายเป็น Sandoz และปัจจุบันก็คือบริษัทยาโนวาร์ตีส บริษัทที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตรยา imatinib mesylate ที่ใช้ชื่อทางการค้าว่า Gleevec
คุณ Lydon เขาเริ่มคิดค้นมาตั้งแต่ปี 1985 จนมาประสบความสำเร็จขึ้นทะเบียนและได้รับการรับรองใช้ครั้งแรกในปี 2001 สำหรับการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดมัยอีลอยด์ (chronic myeloid leukemia) ที่ตรวจพบโครโมโซมพิเศษชื่อ Philadephia chromosome ดังนั้การที่เราจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของ imatinib เราต้องมารู้จักโรคนี้และโครโมโซมนี้กันพอสังเขป
โครโมโซมมนุษย์จะมีการคัดลอกตัวเองเพื่อที่จะแบ่งเซลล์ เป็นการส่งรหัสพันธุกรรมส่งต่อไปยังเซลล์ต่อไปและส่งต่อไปยังลูกหลานอีกด้วย
ในกระบวนการแบ่งตัว แบ่งโครโมโซมที่ก๊อปปี้มามีโอกาสเกิดข้อผิดพลาดได้ ความผิดพลาดของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังคือ เกิดการไขว้กันอย่างผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 9 และคู่ที่ 22 (translocation 9:22) พอมาไขว้กัน ลำดับเบสบนโครโมโซมที่มาไขว้และหลอมรวมกัน จึงผิดธรรมชาติ
ลำดับยีน abl1 (Abelson murine leukemia 1) บนโครโมโซมคู่ที่ 9 เกิดมาโจ๊ะกับ BCR (breakpoint cluster region) บนโครโมโซมคู่ที่ 22 รวมร่างเป็น BCR-abl gene และเรียกโครโมโซมเจ้าปัญหานี้ว่า philadephia chromosome
ชื่อนี้เกิดเนื่องจากการค้นพบที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในปี 1960
เมื่อโครโมโซมฟิลาเดลเฟีย เกิดจากการข้ามสาย ยีนที่ปรากฎก็เป็นยีนที่ผิดปกติ ยีนตัวนี้สร้างโปรตีนที่ผิดปกติเช่นกัน เรียกว่า tyrosine kinase ส่งผลทำให้การจ่ายพลังงานผิดพลาด ไปส่งเสริมการแบ่งตัวอย่างไม่มีขีดจำกัดของเซลล์เม็ดเลือดสายมัยอีลอยด์ เลยเกิดมะเร็งเม็ดเลือด CML
ในอดีตการรักษามะเร็ง CML ทำได้โดยการลดปริมาณเซลล์เม็ดเลือดผิดปกติที่สร้างออกมาแล้ว เปรียบเหมือนโรงงานสร้างแจกันออกมามากมาย รักษาโดยเอาไม้ไปฟาดแจกันให้แตกที่ปลายสายพานการผลิต ก็พออยู่ได้ แต่ก็ยังสร้างไม่หยุดอยู่ดี สุดท้ายปลายทางจะกลายเป็นมะเร็งเม็ดเลือดชนิดเฉียบพลัน
อีกวิธีคือปลูกถ่ายไขกระดูก เอาเซลล์ต้นกำเนิดที่ผิดปกติออกไปทั้งหมดโดยเผาทำลายให้เหี้ยน แล้วนำเซลล์ไขกระดูกอันใหม่บรรจุเข้าไปแทน อันนี้หายเลยนะ แต่ต้นทุนมหาศาล และโอกาสสำเร็จต่ำ เพราะคนไข้จะแย่ตั้งแต่เผาทำลายให้เหี้ยนแล้ว
เรามาดูตัวเลขกัน สำหรับมะเร็ง CML คนไข้เกือบทั้งหมดเสียชีวิต (case fatality ประมาณ 90%) เมื่อมีการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก พบว่ามีโอกาสหายขาด และเพิ่มอัตราการอยู่รอดโดยรวมได้สูงถึง 70% (overall survival) ถ้ามีไขกระดูกที่เข้าได้และสำเร็จ โอกาสอยู่รอดในห้าปีโดยโรคสงบประมาณ 70% เช่นกัน (progression-free survival)
แต่ช่วยชีวิตคนได้น้อยมากในระดับประชากร คือ ไม่ลด mortality เพราะจะมีเพียงไม่กี่คนที่
-สามารถหาไขกระดูกที่เข้ากันได้
-สามารถรอดจากกระบวนการเตรียมร่างการก่อนปลูกถ่าย ที่ต้องทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกัน จนอาจเสียชีวิตจากการติดเชื้อเพียงเล็กน้อย
-สามารถรอดจากกระบวนการปลูกถ่ายและ engraftment คือสำเร็จ
-สามารถรอดจากการต่อต้านเนื้อเยื่อปลูกถ่าย (GVHD)
-มีเงินเหลือพอจะติดตามผลและรักษาผลแทรกซ้อน
คราวนี้มาถึงพระเอกของเรา imatinib ยังจำโปรตีน tyrosine kinase ที่ผิดปกติจากโครโมโซมฟิลาเดลเฟียได้นะครับ ยาอิมาตินิบ จะไปขวางกั้นไม่ให้โปรตีนนี้จ่ายพลังงานให้โปรตีนกระตุ้นมะเร็ง เมื่อไร้พลังงานเซลล์ก็ตาย
เซลล์ที่มีโครโมโซมฟิลาเดลเฟียจะตาย นั่นคือ เราจะไม่เจอโครโมโซมฟิลาเดลเฟียอีกตั้งแต่เซลล์ลูกปลายแถว จนถึงเซลล์ตัวพ่อในไขกระดูก ส่วนเซลล์ที่ไม่มียีน BCR-abl จะปลอดภัยดี เรียกว่า ขุดรากถอนโคนแบบล็อกเป้า (targeted therapy)
การศึกษาวิจัยในคนทำในปี 1998 เป็นยาพลิกโลกตัวแรก ๆ ลงพาดหัวนิตยสาร TIME ส่งผลให้ Nicholas Lydon ได้รับรางวัล Lasker Award ในปี 2009
มาดูตัวเลขผลการรักษากัน
อัตราการอยู่รอดโดยรวมที่ 90% โดยตอบสนองดีมากทันทีในปีแรกถึง 70% โอกาสอยู่รอดในสิบปีถึง 83%
โดยการตอบสนองนั้น เป็นการตอบสนองในระดับโครโมโซม หมายถึง โครโมโซมฟิลาเดลเฟีย หายไปได้ถึง 80% ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่ใช่แค่เซลล์ลดลง ไม่ใข่แค่ตายลดลง แต่หายในระดับ cytogenetics
ทั้งหมดนี้เพียงแค่ “กินยา” วันละเม็ดตลอดไป ไม่ต้องเสี่ยงในการปลูกถ่ายไขกระดูก คนไข้โทรมแค่ไหนเสี่ยงแค่ไหนก็กินได้
ก่อนจบศตวรรษที่ 20 นี่คือยาที่มหัศจรรย์ที่สุดแห่งยุคสมัย
ปัจจุบันนอกจากมารักษามะเร็ง CML
ยังใช้รักษาเนื้องอกทางเดินอาหารชนิด GastroIntestinal Stromal cell Tumors (GIST) และเนื้องอกผิวหนัง DermatoFibroSarcoma Protuberance (DFSP) ที่เกิดจากยีนผิดปกติเช่นกัน
และรักษาโรคอื่น ๆ ได้ เพียงแต่ไม่ตรงเป้าเป๊ะเหมือนอย่างสามโรคที่ว่า
นี่คือความสำคัญและปฐมบทความสำคัญของ imatinib
คอยติดตามต่อว่าทำไม imcranib ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์จึงสำคัญมาก

บทความที่ได้รับความนิยม