31 ธันวาคม 2568

ทบทวน new year resolution

 ทบทวน new year resolution

คุณเปลี่ยนชีวิตคุณได้เสมอ มีกฏสองข้อของผมเอง ข้อแรกสิ่งที่คุณจะทำมันทำได้จริงไหม ข้อที่สองถ้าคุณทำไม่สำเร็จแสดงว่าคุณยังทุ่มเทไม่มากพอ
ตลอดปี 2568 นี้เป็นปีที่ผมตั้งเป้าหมายเล็กลง แค่ทุกเป้าหมายเป็นไปได้และมีกลวิธีที่ชัดเจน ผมขอเล่าประสบการณ์เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่คุณทุกคน "ประดับไว้ในโลกา"
ผมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าจะอ่านหนังสือให้จบ อย่างน้อยสามสิบเล่ม ถ้าใครจำได้วิธีการอ่านหนังสือของผมผมจะอ่านสามภาคพร้อมกัน คือ กำหนดทบทวนวิชาการประจำเดือน หนังสือที่ตั้งเป้าเล่มหลักและหนังสือผลัดอารมณ์จากเล่มหลัก วิธีนี้ทำให้ไม่เบื่อ แต่ก็ทำให้อ่านจบช้าและไม่ต่อเนื่อง
ปีนี้ผมจึงตั้งเป้าหมายใหม่เกี่ยวกับหนังสือหลัก คือ จะอ่านเล่มนี้จนจบและเข้าถึงมัน โดยไม่อ่านเล่มใหม่ ไม่ซื้อเล่มใหม่เพิ่มเด็ดขาดหากเล่มเก่ายังไม่ "บริบูรณ์" ไม่อ่อนข้อแม้เล่มใหม่จะเย้ายวนเพียงใด โดยอ่านสะสม พกไปทุกที่ ปรากฏว่าผมอ่านได้เกินเป้า ปีนี้ผมได้ 37 เล่มครับ เป็นการอ่านที่ได้เนื้อได้น้ำเสียด้วย โดยหนังสือที่ใช้เวลานานที่สุดหนึ่งเดือนเต็มคือ the secret ของแดน บราวน์ เพราะเขาเปลี่ยนวิธีเล่าเรื่อง ต้องปรับตัวกันใหม่ (kindle edition)
ปีนี้เป็นปีแรกที่ผมตั้งใจกินเจ ผมสนใจการกินเจในมิติว่ามันจะส่งผลกระทบต่อคนไข้อย่างไร ต้องปรับตัวแบบใด ส่วนตัวคิดว่าไม่ได้บุญมากมายไปกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และออกจะเบื่อกับราคาอาหารเจที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ปีนี้ผมตั้งใจ !!
ความตั้งใจตลอดระยะเวลา ต้องคิดวางแผนแต่ละมื้อ ศึกษาอาหารเจ ไม่ว่อกแว่ก ตั้งมั่น เมื่อผ่านไปวันต่อวัน มันจะสร้างแรงใจให้คุณมากขึ้น ความสำเร็จแต่ละวันมันจะผลักดันให้คุณรู้ว่า เราทำได้ และทำมันต่อไป
คำถามที่ทุกคนจะถามว่า คิดอย่างไรมากินเจ รักษาสุขภาพหรือ แก้บนหรือ คุณไม่จำเป็นต้องตอบคนอื่น ตอบแค่ใจตัวเองเท่านั้น ว่าทำได้ไหม
ปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ ผมตั้งใจตั้งแต่ต้นว่าจะไม่โกรธใคร และถ้าโกรธใคร จะต้องรับรู้ใจตัวเองและยุติความโกรธนั้น ความไม่พอใจนั้นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันรุ่งขึ้น ผมอยากพัฒนาจิตใจตัวเองให้มั่นคง ไม่หวั่นไหว
เมื่อตั้งใจแล้ว ผมได้บอกตัวเองทุกขณะจิตที่มีเรื่องราวมากระทบว่า ใจเย็น คิดว่าหากเราเป็นเขา เรามีเหตุผลอะไรบ้าง เรามีตัวเลือกอะไรบ้าง เมื่อเราแจกแจงความรู้สึกตัวเองได้แบบนี้ เราแทบจะไม่โกรธใคร และสามารถเปลี่ยนความรู้สึกจะโกรธ เป็นเข้าใจ มีมุมมองมากขึ้น
แน่นอนว่ายังมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ เพราะถ้าเป็นเรา เราจัดการแบบนี้ด้วยเหตุผลนี้ ถ้าอารมณ์โกรธยังอยู่ก็จะยังคิดต่อไปว่า ถ้าเราเป็นเขาในเวลานั้น การปฏิบัติที่เราโกรธ อาจจะเป็นตัวเลือกที่เขาต้องทำ แม้มันจะทำให้เราโกรธ
เรียกว่าใช้ความเข้าใจ มาดับความโกรธ และถ้าจะเข้าใจได้ต้องฝึกอดทน ฝึกแบ่งเหตุการณ์เป็นเรื่องย่อย ๆ เข้าใจง่าย ๆ ทีละส่วน พอเข้าใจที่ละส่วน คุณจะเข้าใจทั้งหมด ความโกรธแทบจะหายไป
ไม่ง่าย ทำไม่ได้ในวันเดียว แต่ทำได้แน่นอน
สุดท้ายคือผมตั้งใจดูแลสุขภาพตัวเอง ในแบบถ้าทำสำเร็จในแต่ละครั้งก็จะยิ้มให้ตัวเองทุกครั้งไปว่า เราสำเร็จและชนะตัวเองได้อีกหนึ่งงาน ทำทุกวัน ครั้งละเล็กน้อย สะสมเป็น atomic habit (ขอบอกว่าหนังสือเล่มนี้มีผลต่อความคิดผมมาก) แล้วความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะมาเอง
ผมงดกินขนมถุงกรุบกรอบ เลิกชนิดไม่แตะ ผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ ทุกครั้งที่เห็นถุงใหม่รสชาติใหม่ ที่แต่เดิมจะลองตลอด แต่ตอนนี้เห็นแล้ว สะบัดบ๊อบใส่ ผมชนะอีกหนึ่งครั้งแล้ว
ผมอดทนทำอาหารง่าย ๆ แปรรูปน้อย ฝึกทำทีละขั้นจนชำนาญ ใช้เวลาไม่นาน เตรียมตอนกลางคืนเพื่อเช้าและกลางวันในวันรุ่งขึ้น ตั้งแต่ต้มถั่วแดง ต้มลูกเดือย กินผลไม้สด ทำ overnight oatmeal สลัดอาโวคาโดไข่ อกไก่อบสารพัดรสชาติ ผักสดผักต้มนานาชนิด ซื้อภาชนะสุญญากาศมาเก็บ กินได้หลายมื้อ ประหยัดและได้คุณค่าอาหารที่ต้องการ
ถามว่ามันสะดวกไหม แน่นอนไปซื้อกินสบายกว่า แต่มันไม่ชนะใจตัวเอง ไม่ชนะเป้าหมายไงครับ ตอนนี้เป็นเชฟชราหน้าหนุ่มไปแล้ว เป็นเสน่ห์ปลายจวักที่แท้จริง …มากินอาหารห้องเราไหม ??
สุดท้ายคือ ความสำเร็จที่ได้เป้าไปแล้ว ให้รักษามันไว้ ผนวกมันเข้ากับชีวิตประจำวันและสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ ที่เราจะทำต่อไป
…หยุดเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ทุกชนิด เข้าปีที่แปด
…ออกกำลังกายทุกวัน เวลาเล็กน้อยก็ทำ
…นอนคือนอน ไม่เสียดายหนังที่ดูค้าง เกมที่กำลังสนุก
…นวดหน้าพอกหน้า สัปดาห์ละครั้งไม่เคยขาด
…พกถุงผ้า ลดใช้พลาสติก
…พัฒนาภาษาอังกฤษ สเปน ละติน อย่างต่อเนื่อง
ถ้าคุณตั้งเป้าที่ทำได้ ตั้งใจทำต่อเนื่อง ไม่ท้อไม่ถอย จะไม่มีทางล้มเหลวในชีวิตครับ

29 ธันวาคม 2568

GLP1a ปากกาลดน้ำหนัก กับ การตั้งครรภ์

 GLP1a ปากกาลดน้ำหนัก กับ การตั้งครรภ์

มีการศึกษาแบบ retrospective อันหนึ่งลงตีพิมพ์ใน JAMA ถือว่าน่าสนใจครับ ผลของการใช้ยาฉีด GLP1a ต่อการตั้งครรภ์ ปกติแล้วเราใช้ยา GLP1a กันในสองข้อบ่งชี้หลักคือ ควบคุมเบาหวานและลดน้ำหนัก โดยยามีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์
ผมขอคิดเองก่อนนะครับ ตอนเห็นการศึกษานี้คิดว่ามันก็น่าจะมีผลเชิงบวก เนื่องจากยามันลดน้ำหนัก ก่อนตั้งครรภ์ก็จะไม่อ้วนผลแทรกซ้อนน่าจะไม่มากและมันก็เป็นยาเบาหวาน ก็น่าจะส่งผลดี อย่างน้อยคนที่เป็นเบาหวานก็คุมได้ก่อนการตั้งครรภ์ ภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ น่าจะน้อยลงมาก
การศึกษานี้เก็บข้อมูล 10 ปีตั้งแต่ปี 2016 (เริ่มมีการอนุมัติใช้ liraglutide ในการลดน้ำหนัก) กับประมาณ 149,000 หญิงตั้งครรภ์ โดยนำมาผ่านกระบวนการ propensity score matching คือมาจัดคัดข้อมูลย้อนหลังที่เราไม่ได้จัดการอคติและโน้มเอียง นำมาจัดลำดับให้ “เสมือน” การแบ่งกลุ่มเพื่อลดข้อจำกัดดังกล่าว ได้มา 1792 ราย โดยเป็นกลุ่มที่เคยได้รับยาก่อนตั้งครรภ์ 448 ราย
448 รายนี้ ดัชนีมวลกายเฉลี่ย 36 และมีจำนวน 23% ที่เป็นเบาหวาน แสดงว่าการใช้ยาหลักคือใช้ลดน้ำหนักนี่แหละ โดยเป้าวัตถุประสงค์หลักที่เราพิจารณาคือ น้ำหนักตัวที่เพิ่ม (ลูก+แม่) ในช่วงตั้งครรภ์ ส่วนวัตถุประสงค์รอง คือ นน.ลูก คลอดก่อนกำหนด เบาหวานในขณะตั้งครรภ์
ผลที่พบคือ กลุ่มที่ได้ยาจะมีน้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์เพิ่มมากกว่ากลุ่มไม่เคยได้ยา 13.7 และ 10.5 คือต่างกัน 3.3 กิโลกรัมและมีนัยสำคัญ (ผ่านการปรับด้วย propensity score เรียบร้อย) อีกคำอธิบายคือต้องหยุดยาเมื่อตั้งครรภ์ก็อาจจะมี rebound มากกว่าคนที่ไม่เคยฉีด และอีกข้อคือ กลุ่มที่เคยได้รับยานี้พบเบาหวานในขณะตั้งครรภ์มากกว่าอีกกลุ่ม
น้ำหนักแรกเกิดและภาวะคลอดก่อนกำหนด พบว่ากลุ่มที่เคยฉีดยาก็สูงกว่า และที่แปลกใจคือกลับพบว่า ในกลุ่มที่เคยฉีดยาเบาหวานมาแล้ว กลับพบเบาหวานขณะตั้งครรภ์ “มากกว่า” อีกกลุ่ม โอเคล่ะหลายคนบอกว่าก็เริ่มต้นกลุ่มฉีดยามันมีเบาหวานมากกว่าอยู่แล้ว จะแปลกใจทำไม ก็ต้องบอกว่าพอผ่าน propensity score แล้วเราจะคิดได้ว่าพื้นฐานเฉลี่ยสองกลุ่มจะประมาณเทียยเท่ากัน มันก็เลยดูแปลกใจว่าน่าจะพบน้อยกว่า
สรุปว่าในคนที่เคยฉีดยา GLP1a มาก่อนตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์จะมีโอกาสเกิดน้ำหนักครรภ์ น้ำหนักเด็ก มากกว่าไม่เคยฉีด มีการคลอดก่อนกำหนดและเบาหวานขณะตั้งครรภ์มากกว่าอีกด้วย ถึงแม้ว่าจะยังไม่เชื่อมโยงไปถึงอัตราการเกิดรอด อัตราผลแทรกซ้อนในแม่ แต่ก็ต้องเอะใจสักอึดใจก่อนจะใช้ และรอสะสมข้อมูลต่อไป
Maya J, Pant D, Fu Y, et al. Gestational Weight Gain and Pregnancy Outcomes After GLP-1 Receptor Agonist Discontinuation. JAMA. 2025;334(24):2186–2196. doi:10.1001/jama.2025.20951

25 ธันวาคม 2568

สูงวัย จะก้มเงยต้องระวัง

 สูงวัย จะก้มเงยต้องระวัง

วันนี้เห็นกลุ่มอาสาสมัครบำเพ็ญประโยชน์ เดินเก็บเศษขยะและวัสดุริมถนน สวมเสื้อสีสด ผ้าพันคอ หมวก ที่ช่วยให้ผู้ขับรถสัญจรเห็นชัดเจน ถือถุงพลาสติกใสใบใหญ่ กับปากคีบ
ข้อสังเกต..เกือบทั้งหมดเป็นผู้สูงวัยทั้งชายและหญิง รูปร่างอ้วนลงพุง ขาโก่ง เวลาก้มคีบเศษขยะแต่ละครั้ง จะก้มโดยมีจุดหมุนที่เอวเลยนะครับ
การก้มเงยเก็บขยะบ่อย ๆ แบบนี้กับผู้ที่กายวิภาคผิดปกติแบบนี้ อันตรายครับ
จากรูปร่างท่าทาง อส.ทั้งหลายน่าจะมีภาวะกระดูกสันหลังเสื่อมพอสมควร การก้มเงยรับน้ำหนักพุงแบบนี้ กล้ามเนื้อหลังจะทำงานหนักมาก กลับไปปวดอีกหลายวันเลย ควรใช้ไม้ยาว ๆ ที่สามารถกดหนีบหยิบของได้ จะได้ไม่ต้องก้ม อย่าใช้ปากคีบสั้นหรือคีมคีบถ่าน
ขาที่โก่งออกด้านนอก เดินย่องแย่ง แสดงถึงข้อเข่าที่เสื่อมมาก น้ำหนักตัวกดทับเยอะ ถ้าจะเป็น อส. อาจต้องสวมรองเท้ากีฬาหุ้มส้น พักเป็นระยะ
การก้มเงยบ่อย ๆ สรีรวิทยาของผู้สูงวัยจะปรับความดันเลือดได้ช้า ทำให้เกิดปัญหาหน้ามืดเป็นลมได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้ยาลดความดันโลหิต กลุ่มผู้ใช้สารสเตียรอยด์จนฮอร์โมนผิดปกติ ควรใช้ไม้ยาวคีบขยะ พักเป็นระยะ จิบน้ำบ่อย ๆ
อย่าสะดุดหกล้ม ควรทำงานในพื้นที่โล่ง แนวระนาบ รองเท้าหุ้มส้น พากันไปเป็นคู่จะได้ขอความช่วยเหลือ ถ้าล้มมาอาจเกิดกระดูกหักได้ง่าย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง และกระดูกข้อมือ
ทำดี จิตใจสาธารณะ เป็นสิ่งที่ดี
แต่ต้องมีระบบที่ดีและปลอดภัยมาสนับสนุนด้วยครับ

24 ธันวาคม 2568

คัดกรองเบาหวาน

 คัดกรองเบาหวาน ใครควรคัด

เดี๋ยวนี้ทุกคนตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันมาก และสามารถเข้าถึงการตรวจต่าง ๆ ได้ง่ายมาก หลายคนครั้งก็ตรวจทุกอย่าง ทุกโรค ทุกปี กลัวไง กลัวมาก (แต่ไม่เลิกบุหรี่สักที) ผมคิดว่าการตรวจตามเกณฑ์ที่เกิดจากการศึกษา เริ่มจำเป็น สมัยก่อนคนไม่ตื่นตัวและหาที่ตรวจยาก ตอนนั้นใครใคร่ตรวจก็ตรวจไป ดีเสียอีกที่รู้เร็ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่นะครับ ตรวจเยอะ บวกปลอมลบปลอมจะเพิ่ม ไม่นับ bias อื่น ๆ และการตรวจเกินจำเป็นอีก
ADA แนะนำคัดกรองเบาหวานดังนี้
สำหรับทุกกลุ่มอายุ
-ถ้าเคยเป็นเบาหวานจากการตั้งครรภ์ ให้ตรวจทุก 1-3 ปี
-ถ้าบังเอิญไปเจอว่าการใช้น้ำตาลบกพร่อง ให้ตรวจซ้ำทุกปี คืออะไรหรือบกพร่อง คือตรวจน้ำตาลจากเลือดดำในขณะงดอาหารได้เกิน 100 mg/dL หรือ HbA1c เกิน 5.7%
-น้ำหนักเกิน !! คนไทยเอาค่า BMI เกิน 23 เรียกว่าครึ่งนึงของเพจนี้เลยแหละ แต่น้ำหนักเกินอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความเสี่ยงอย่างน้อยอีกข้อ
+พ่อแม่ หรือพี่น้องแท้ หรือลูก เป็นเบาหวาน
+เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว
+เป็นโรคความดันโลหิตสูง
+ค่าไตรกลีเซอไรด์เกิน 250 หรือ HDL ต่ำกว่า 35 ก็คือเกณฑ์โรคอ้วนลงพุงนั่นแหละ
+สุภาพสตรีที่เป็น Polycystic Ovarian Syndrome ซึ่งเป็นโรคจากการดื้ออินซูลินเช่นกัน
+มีลักษณะอื่นของภาวะดื้ออินซูลิน เช่น ปื้นคอสีดำ acanthosis nigrigans, ไขมันพอกตับอันไม่ได้เกิดจากดื่มเหล้า
+ไม่ค่อยได้ขยับตัว ไม่ออกกำลังกาย หึหึ ผมว่าคนในเพจเราก็คงเข้าแถวคัดกรองกันถ้วนหน้า
ถ้าไม่มีเงื่อนไขข้างต้น คัดกรองตั้งแต่อายุ 35 ปี (ก็คนส่วนใหญ่ในเพจเราอีกแหละ)
คัดกรองแล้วยังไงล่ะ
*ถ้าเป็นเบาหวาน ก็ได้รักษาเร็ว ถึงเป้าเร็ว ลดโอกาสเกิดผลแทรกซ้อน ถ้า..ถ้า ตั้งใจรักษานะ ดังนั้น พวกที่คิดว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่รักตัวเอง การคัดกรองจะมีประโยชน์น้อยลง
*ถ้าไม่เป็นเบาหวาน ให้คัดกรองซ้ำทุกสามปี และ..และ อย่าชะล่าใจว่า ตรวจผ่านเฟ้ย สบาย กินแหลก นอนยาว อย่างไรก็ต้องปฏิบัติตัวรักษาสุขภาพอยู่ดี
ส่วนกลุ่มที่เขาเสี่ยงจากโรคประจำตัวหรือยาที่ใช้ กลุ่มนี้คุณหมอเขาติดตามอยู่แล้ว เราละไว้ในฐานที่เข้าใจ

การระบาดตามฤดูกาลไข้หวัดใหญ่ที่ญี่ปุ่น

 แจ้งข่าวสั้น ๆ เรื่องไข้หวัดใหญ่ที่ญี่ปุ่น

ช่วงนี้มีคนมาปรึกษารับวัคซีนที่คลินิกเยอะมาก บอกว่าจะไปญี่ปุ่น ได้ข่าวการระบาด ก็กลัว
ตอนนี้ที่ญี่ปุ่นเป็นการระบาดตามฤดูกาลของเขานะครับ ในเขตอบอุ่นซีกโลกเหนือ เขาจะระบาดช่วง พย-ธค ต่างจากบ้านเราที่ซีกโลกเหนือเหมือนกันแต่อยู่ในเขตร้อน จะระบาดเป็นสองช่วง ช่วงหนักจะอยู่ที่ มิย-สค
ดังนั้นเป็นการระบาดปกติ หากฉีดวัคซีนของตัวเองประจำปีไปแล้วก็ไม่ต้องกังวล แต่ถ้ายังไม่ฉีด จะฉีดก่อนไปสัก 1-2 สัปดาห์ก็ดี ในแง่สร้างภูมิประจำปีให้ตัวเอง อย่าไปคาดหวังว่าจะไม่ติดหรือฉีดแล้วสบายใจขนาดนั้น
อีกอย่างสายพันธุ์การระบาดก็เป็นสายพันธุ์ตามฤดูกาลที่คาดเดาแล้ว จะมีแตกต่างในระดับย่อย (subtype) บ้างเล็กน้อย ที่ทำให้การระบาดอาจจะกว้างขึ้น แต่ว่าไม่ได้รุนแรงขึ้นครับ การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย (antigenic shift) เกิดทุกปีอยู่แล้วครับ
ถ้าเราฉีดวัคซีนทุกปี ก็ถือว่าครอบคลุมครับ ไม่จำเป็นต้องฉีดใหม่ ใครใคร่ฉีดใหม่ก็ได้ ใครยังไม่ฉีดจะถือโอกาสนี้ฉีดก็ดี
ไม่ต้องตระหนกเกินไปครับ ไปถึงก็ล้างไม้ล้างมือบ่อย ๆ อย่าให้ถึงกับเที่ยวไม่สนุกเลยครับ

23 ธันวาคม 2568

สิ่งที่ประชาชนควรทราบในการรักษาโรคกระดูกพรุน

 สิ่งที่ประชาชนควรทราบในการรักษาโรคกระดูกพรุน

1.การประเมินโรคกระดูกพรุนโดยพื้นฐาน ใช้ประวัติและการตรวจร่างกาย (โดยเฉพาะประวัติกระดูกหัก การผ่าตัด) ใช้การตรวจวัดมวลกระดูกโดยเครื่อง DXA ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก (FRAX) ของคนไทย
2.การประเมินโรคกระดูกพรุนเพื่อการรักษา ทำในคนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือเสี่ยงด้วยภาวะร่างกาย คือ อายุมากหรือหมดฮอร์โมน กลุ่มสองคือเสี่ยงด้วยภาวะอื่นเช่น ผ่าตัดรังไข่ รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ และกลุ่มที่สามคือคนที่กระดูกหัก
3.การวัดมวลกระดูกให้ทำที่กระดูกสันหลังส่วนเอวและกระดูกสะโพกเป็นหลัก การวัดมวลกระดูกที่ข้อมือจะทำเมื่อจำเป็นมากเท่านั้น หลัก ๆ คือเข้าเครื่องวัดมวลกระดูกไม่ได้
4.เมื่อประเมินทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าคุณจะพรุนมาก พรุนน้อย ไม่พรุน สิ่งที่คุณต้องทำคือ รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ นม ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวจัด ผลิตภัณฑ์จากนมเช่นชีส เนย ถ้ากินไข่ด้วยจะได้เพิ่มทุ้งแคลเซียมและวิตามินดี การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก ไปโดนแสงแดดบ้าง กินโปรตีนให้พอ
5.ถ้าปฏิบัติตัวแล้วแคลเซียมและวิตามินดียังไม่พอ ให้เสริมด้วยยา และยาแคลเซียมกับวิตามินดีนี้ กินมากไปก็ไม่ดี ยาก็ตีกับยาอื่นไปทั่ว ต้องระวังในคนเป็นนิ่ว ดังนั้น กินเมื่อจำเป็น กินแล้วต้องติดตาม กินภายใต้การดูแล
6.สำหรับคนที่เสี่ยงไม่สูงในการเกิดกระดูกหัก ทำเพียงข้อสี่และห้า ไม่จำเป็นต้องใช้ยากระดูกพรุน และคอยติดตามมวลกระดูกกับความเสี่ยงเป็นระยะ ๆ แต่ในคนที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงสูงมาก ต้องคุยกับหมอเพื่อเลือกใช้ยา พิจารณาสิทธิการรักษา ค่าใช้จ่าย
7.ผู้ป่วยที่กระดูกพรุนมากและเสี่ยงกระดูกหักระดับสูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่เคยกระดูกหักมาก่อน จะได้รับการรักษาแบบ sequencial คือ ใช้ยาเพิ่มมวลกระดูกในช่วง 1-2 ปีแรกก่อน มียา teriparatide และ romosozumab ถ้าสำเร็จจึงเปลี่ยนไปเป็นยาลดการสลายมวลกระดูก ไม่ว่าจะเป็น denozumab หรือ bisphosphonates (เลือกแบบฉีดก่อนแบบกิน)
8.ในกรณีพรุนมากและเสี่ยงมากแต่ไม่เท่าข้อ 7 ให้เลือกใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูก (anti-resorptive) คือ denozumab หรือ bisphosphonates ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ และสามารถเปลี่ยนจาก denozumab มาเป็น bisphosphonates ได้ด้วยโดยให้ยาเหลื่อมกันระยะหนึ่ง และแนะนำใช้ยา bisphosphonates แบบฉีดก่อนแบบกิน
9.ในกรณีใช้ยามาแล้ว 3-5 ปี นั่นคือปรับมาใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูกแล้ว สามารถพิจารณาพักการใช้ยา (drug holidays) ในกรณีรักษาได้ตามเป้าหมาย มวลกระดูกไม่ลดและไม่มีกระดูกหัก
10.ยาแต่ละตัวมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังที่ต่างกัน ที่พบบ่อยคือ
- กระดูกกรามอักเสบขาดเลือด จะแนะนำทำฟันตรวจฟันก่อนใช้ยาและรักษาสุขภาพช่องปาก
- หลอดอาหารอักเสบ มักพบกับ bisphosphonates แบบกิน
- ข้อควรระวังเรื่องหัวใจและหลอดเลือด กับ romosozumab
- ปฏิกิริยาจากการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำของ zoledronate

19 ธันวาคม 2568

ioderma ผื่นจากการกลืนแร่ไอโอดีน

ioderma ผื่นที่เกิดหลังการกลืนรังสีไอโอดีน

  หนึ่งในวิธีการรักษาไทรอยด์เป็นพิษคือการนำไทรอยด์ออก ด้วยวิธีการใช้สารกัมมันตรังสี i131 เป็นการรักษาที่ไม่รุกล้ำ เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงการผ่าตัดหรือสูงวัย ผลข้างเคียงสำคัญที่เรากังวลกันมากคือภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำจากการที่ถูกทำลายมากเกินไป เพราะเราไม่สามารถไปควบคุมกัมมันตรังสีได้แบบ 100%

  อีกผลข้างเคียงที่พบได้บ้างคือผื่นผิวหนังหลังจากการรักษาด้วยกัมมันตรังสี ที่อาจเกิดจากตัวสารกัมมันตรังสีไอโอดีนเอง หรือเกิดจากยาโปตัสเซียมไอโอไดด์

  เราแยกกันพอได้ว่าผื่นเกิดจากสิ่งใด กรณีผื่นจากยาโปตัสเซียมไอโอไดด์ มักจะเป็นผื่นตุ่มคล้ายเม็ดสิว เกิดภายในสัปดาห์แรกของการรักษา มักจะหายเอง ส่วนผื่นจากสารกัมมันตรังสี จะเป็นผื่นปื้นแดง สามารถลุกลามและลอกออกเยอะมากได้ มักจะเกิดช้ากว่าประมาณตั้งแต่สัปดาห์ที่สามเป็นต้นไป  จริง ๆ แล้วผื่นทั้งสองนี้หายเองได้ เพียงแค่ประคับประคองอาการดี ๆ อาจใช้ยาทาสเตียรอยด์หากมีอาการรุนแรงขึ้น 

 ผื่นทั้งสองนี้ไม่ใช่ปฏิกิริยากัมมันตภาพรังสี แต่เป็นปฏิกิริยาภูมิไวเกิน การรักษาก็คล้ายกับผื่นแพ้ต่าง ๆ นั่นแหละครับ


 ที่ยกตัวอย่างนี้มา ก็เพราะว่าผมมีคนไข้คนหนึ่ง ส่งไปทำการกลืนแร่ไอโอดีนเพื่อรักษาไทรอยด์เป็นพิษและอยู่ในช่วงติดตามวาาจะมีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำหรือไม่ คนไข้รายนี้มีผื่น ioderma นี่แหละครับ เขาไปหาหมอโรคผิวหนังมาสองคน (แต่หนึ่งในนั้นคือคลินิกความงาม) อาการเท่าเดิม คุณหมอคนหนึ่งวางแผนจะตัดชิ้นเนื้อตรวจ เพราะหาสาเหตุไม่พบ 


 ผู้ป่วยกลับมาถามผมว่า มันเกิดจากการกลืนแร่ไอโอดีนหรือไม่ โห…เรียกว่าต้องไปค้นคว้าเลยครับ ประเมินสาเหตุอื่นแล้วไม่พบ ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น เมื่อติดตามไปแล้วหายเองจริง จึงถามคนไข้ว่าได้บอกคุณหมอหรือไม่ว่าเพิ่งไปกลืนแร่มา คนไข้บอกว่า “ไม่ได้บอก ก็หมอไม่ได้ถามเลยคิดว่าไม่เกี่ยวกัน” 

  แต่ผมโชคดีครับ เพราะผมเป็นคนส่งคนไข้ไปทำการรักษาคนไข้จึงกลับมาถามคำถามกับผมตรง ๆ ซึ่งถ้าคุณหมอผู้ทำการรักษาไม่ทำ review of system ก็ยากที่จะเชื่อมโยงผื่นกับการกลืนกัมมันตรังสีไอโอดีนได้ 

  เรื่องนี้สอนผมสองอย่าง อย่างแรก ผื่น ioderma อย่างที่สองคือ การทำ review of system ในการซักประวัติมีความสำคัญมากครับ





17 ธันวาคม 2568

ข้อควรทราบเกี่ยวกับการรักษากระดูกพรุน จากแนวทางปี 2564

สิ่งที่ประชาชนควรทราบในการรักษาโรคกระดูกพรุน

1.การประเมินโรคกระดูกพรุนโดยพื้นฐาน ใช้ประวัติและการตรวจร่างกาย (โดยเฉพาะประวัติกระดูกหัก การผ่าตัด) ใช้การตรวจวัดมวลกระดูกโดยเครื่อง DXA ใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก (FRAX) ของคนไทย

2.การประเมินโรคกระดูกพรุนเพื่อการรักษา ทำในคนสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือเสี่ยงด้วยภาวะร่างกาย คือ อายุมากหรือหมดฮอร์โมน กลุ่มสองคือเสี่ยงด้วยภาวะอื่นเช่น ผ่าตัดรังไข่ รักษาด้วยยาสเตียรอยด์ และกลุ่มที่สามคือคนที่กระดูกหัก

3.การวัดมวลกระดูกให้ทำที่กระดูกสันหลังส่วนเอวและกระดูกสะโพกเป็นหลัก การวัดมวลกระดูกที่ข้อมือจะทำเมื่อจำเป็นมากเท่านั้น หลัก ๆ คือเข้าเครื่องวัดมวลกระดูกไม่ได้

4.เมื่อประเมินทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าคุณจะพรุนมาก พรุนน้อย ไม่พรุน สิ่งที่คุณต้องทำคือ รับประทานแคลเซียมให้เพียงพอ นม ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวจัด ผลิตภัณฑ์จากนมเช่นชีส เนย ถ้ากินไข่ด้วยจะได้เพิ่มทุ้งแคลเซียมและวิตามินดี  การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนัก ไปโดนแสงแดดบ้าง กินโปรตีนให้พอ 

5.ถ้าปฏิบัติตัวแล้วแคลเซียมและวิตามินดียังไม่พอ ให้เสริมด้วยยา และยาแคลเซียมกับวิตามินดีนี้ กินมากไปก็ไม่ดี ยาก็ตีกับยาอื่นไปทั่ว ต้องระวังในคนเป็นนิ่ว ดังนั้น กินเมื่อจำเป็น กินแล้วต้องติดตาม กินภายใต้การดูแล

6.สำหรับคนที่เสี่ยงไม่สูงในการเกิดกระดูกหัก ทำเพียงข้อสี่และห้า ไม่จำเป็นต้องใช้ยากระดูกพรุน และคอยติดตามมวลกระดูกกับความเสี่ยงเป็นระยะ ๆ แต่ในคนที่เสี่ยงสูงและเสี่ยงสูงมาก ต้องคุยกับหมอเพื่อเลือกใช้ยา พิจารณาสิทธิการรักษา ค่าใช้จ่าย 

7.ผู้ป่วยที่กระดูกพรุนมากและเสี่ยงกระดูกหักระดับสูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่เคยกระดูกหักมาก่อน จะได้รับการรักษาแบบ sequencial คือ ใช้ยาเพิ่มมวลกระดูกในช่วง 1-2 ปีแรกก่อน มียา teriparatide และ romosozumab ถ้าสำเร็จจึงเปลี่ยนไปเป็นยาลดการสลายมวลกระดูก ไม่ว่าจะเป็น denozumab หรือ bisphosphonates (เลือกแบบฉีดก่อนแบบกิน)

8.ในกรณีพรุนมากและเสี่ยงมากแต่ไม่เท่าข้อ 7 ให้เลือกใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูก (anti-resorptive) คือ denozumab หรือ bisphosphonates ชนิดใดชนิดหนึ่งก็ได้ และสามารถเปลี่ยนจาก denozumab มาเป็น bisphosphonates ได้ด้วยโดยให้ยาเหลื่อมกันระยะหนึ่ง และแนะนำใช้ยา bisphosphonate แบบฉีดก่อนแบบกิน

9.ในกรณีใช้ยามาแล้ว 3-5 ปี นั่นคือปรับมาใช้ยาต้านการสลายมวลกระดูกแล้ว สามารถพิจารณาพักการใช้ยา (drug holidays) ในกรณีรักษาได้ตามเป้าหมาย มวลกระดูกไม่ลดและไม่มีกระดูกหัก

10.ยาแต่ละตัวมีข้อห้ามใช้และข้อควรระวังที่ต่างกัน ที่พบบ่อยคือ

 -  กระดูกกรามอักเสบขาดเลือด จะแนะนำทำฟันตรวจฟันก่อนใช้ยาและรักษาสุขภาพช่องปาก

 - หลอดอาหารอักเสบ มักพบกับ bisphosphonate แบบกิน

-  ข้อควรระวังเรื่องหัวใจและหลอดเลือด กับ romosozumab 

-  ปฏิกิริยาจากการหยอดยาเข้าหลอดเลือดดำของ zoledronate

22 พฤศจิกายน 2568

lemborexant สำหรับชาวนอนไม่หลับ

 lemborexant สำหรับชาวนอนไม่หลับ

ในสมองเราส่วนไฮโปทาลามัส คือส่วนที่ควบคุมกิจกรรมพื้นฐานการดำรงชีวิต จะมีวงจรการตื่นตัว วงจรนี้ทำงานมากก็ตื่น ทำงานน้อยก็หลับ เราพบว่าสาร orexin สามารถมาควบคุมวงจรนี้ได้
ยา orexin inhibitors จะทำให้การกระตุ้นลดลง เราจึงง่วงนอน นับเป็นยาที่ทำงานกับวงจรการหลับตื่นโดยตรง
ไม่ไปกดการทำงานส่วนอื่น ทำให้ไม่เบลอไม่ซึม และไม่เสพติด
ตัวยาออกฤทธิ์เร็วและสั้น ขนาด 5 มิลลิกรัม ใช้ก่อนนอนประมาณไม่เกินหนึ่งชั่วโมง คืนละเม็ด ย้ำว่าในช่วงปรับพฤติกรรมการนอนให้ดี ยาเป็นแต่ตัวช่วย ไม่ใช้ตัวรักษา
ยาต้องใช้ภายใต้การควบคุมของคุณหมอ และต้องให้เภสัชกรทบทวนยาอื่น เนื่องจากมีปฏิกิริยากับยาอื่นด้วย
ในบางคนอาจยังติดง่วงมาตอนเช้าได้ แม้จะน้อยกว่ายารุ่นพี่ suvorexant แต่ก็อาจมีง่วงเช้า อันนี้อันตรายถ้าขับรถขับรา

ฤดูหนาวอย่าอาบน้ำเย็น เสี่ยงอัมพาตจริงไหม ?

 ฤดูหนาวอย่าอาบน้ำเย็น เสี่ยงอัมพาตจริงไหม ?

ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่องดื่มน้ำเย็น คราวนี้มาอาบน้ำเย็น
เมื่อร่างกายสัมผัสน้ำเย็น หลอดเลือดจะหดตัวเพื่อลดการเสียความร้อน หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตขึ้น อัตราการหายใจเพิ่ม ทั้งหมดนี้ทำเพื่อรักษาอุณหภูมิกาย หลายคนอ้างว่าหัวใจเต้นเร็วและความดันโลหิตขึ้นสูงทันที อันนี้เสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองตีบแตก
1.จริงครับ ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายเป็นเช่นนั้น แต่ถามว่ามันส่งผลต่อหลอดเลือดสมองจริงไหม คำตอบคือน้อยมากครับ เพราะสมองมีกลไกที่ชื่อว่า autoregulation คอยปรับไม่ให้การไหลของเลือดสู่สมอง ถูกแปรปรวนจากค่าความดันและชีพจร ยกเว้นความดันดีดไปสูงมาก ๆ เช่นเกิน 220/120
2.อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นก็จริง แต่เร็วขึ้นแบบ sinus tachycardia เร็วตามธรรมชาติ แทบไม่ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด หลอดเลือดผิวหนังตีบแต่ก็จะขยายในเวลาไม่นาน เพราะมีระบบป้องกันของเสียคั่ง ร่างกายคนเราไม่ยอมตายง่าย ๆ ครับ
3.มีการศึกษาความเปลี่ยนแปลงนี้จริง ทำในอาสาสมัครสุขภาพดี พบการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจริงแต่ไม่เกิดอันตราย เลย “คาดว่า” ในคนสูงวัยหรือเป็นโรคหัวใจ อาจควบคุมปฏิกิริยานี้ไม่ได้จนอันตราย
4.ไม่มีการศึกษาโดยตรงว่าการอาบน้ำเย็นจะทำให้เกิดปฏิกิริยาแบบนี้ มีแต่การศึกษา “แช่น้ำแข็ง” คือ ต้องจุ่มทั้งตัวและต่อเนื่องกันนานพอสมควร ไม่ใช่อาบน้ำ และเรียกภาวะที่ผิดปกติจากการแช่น้ำเย็นจัดจนอันตรายต่อระบบไหลเวียนนี้ว่า cold shock
5.มีรายงานว่าเกิดหลอดเลือดสมองตีบหลังอาบน้ำมากกว่าเวลาปกติ แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่าน้ำอุ่น น้ำเย็นทำให้เกิดเหตุ และที่สำคัญการศึกษาที่มีน้อยมากเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นรายงาน case report และ retrospective ความแปรปรวนข้อมูลเยอะมาก และจำนวนเคสน้อยมาก ยากที่จะมาสรุปว่าอาบน้ำเย็นทำให้อัมพาต
6.ถ้าว่ากันด้วย คนที่มีโรคหัวใจหรือโรคสมอง อาจจะมี autoregulation ที่บกพร่อง แบบนั้นก็ “อาจจะ” ต้องระวังการแช่น้ำเย็นหรือจมน้ำ ว่ายน้ำเย็น ไม่ใช่การอาบน้ำเย็นที่สัมผัสน้ำด้วยพื้นที่ผิวกายไม่มากในจุดเวลาหนึ่ง ไม่เหมือนแช่น้ำและเวลาที่อาบน้ำก็ไม่นานพอด้วย
7.และไม่สามารถแปลผลกลับด้วยว่า การอาบน้ำอุ่นจะปลอดภัย
8.สาเหตุสำคัญยังเป็นความเสี่ยง บุหรี่ เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไม่ออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัวไม่ดี ไตเสื่อม อย่ากังวลมากนักกับการอาบน้ำเย็น
9.หลอดเลือดสมองแตก ส่วนมากจากหลอดเลือดแดงโป่งเป็นกะเปาะ หลอดเลือดจับตัวผิดปกติ และความดันโลหิตสูงที่คุมไม่ได้ (และไม่มีอาการเสียด้วย)
10.สรุป อาบน้ำได้ แต่อาบน้ำเย็นมันจะหนาว ก็อาบน้ำอุ่นเอาแล้วกัน ไม่ต้องไปกังวลเรื่องอัมพาตจากการอาบน้ำมากนักหรอกครับ

21 พฤศจิกายน 2568

rimegepant สำหรับชาวไมเกรน

 gepant สำหรับชาวไมเกรน

อีกหนึ่งการรักษาไมเกรน ยา rimegepant เป็นยากลุ่ม CGRP antagonist พูดภาษาชาวบ้านคือออกฤทธิ์ยับยั้งจุดปวดไมเกรน เรียกว่าตรงจุดมากขึ้นกว่ายาในอดีต
รูปแบบยาเป็น ODT (oral disintegrating tablet) คือละลายในปากไม่ละลายในมือ ให้อม แต่อย่ากลืน
ขนาดยาเม็ดละ 75 มิลลิกรัม
แก้ไมเกรนเฉียบพลัน : อมหนึ่งเม็ดตอนเริ่มปวด หรือเมื่อมีอาการนำว่าจะปวดก็อมเลย แก้ปวดได้ชะงัดนัก หรือไม่ก็คลายลงเยอะ ใช้ร่วมกับยาแก้ปวดไมเกรนอื่นได้
กันไมเกรน : ต้องคุยกับหมอก่อนว่ามีข้อบ่งชี้การป้องกัน สามารถเลือกยานี้เป็นทางเลือกหนึ่งได้ (ยาป้องกันมีหลายตัว) โดยให้อมวันเว้นวัน
ตับพัง ไตวาย ห้ามอม, คนท้องก็ไม่ให้อม และถ้าใช้ยาอื่นด้วยโดยเฉพาะยาต้านเชื้อรา ยาฆ่าเชื้อ ควรปรึกษาเภสัช กันยามาตีกัน
พกยาตัวเดียว อมได้ครอบจักรวาลไมเกรน ทั้งกันทั้งแก้ แต่ยายังราคาสูงมาก จะเลือกใช้วิธีอื่น ยาอื่นก็ได้ ไม่ผิดกติกาครับ

19 พฤศจิกายน 2568

MATISSE : การศึกษาฉีดวัคซีน RSV ในแม่เพื่อหวังผลปกป้องลูก

 MATISSE : การศึกษาฉีดวัคซีน RSV ในแม่เพื่อหวังผลปกป้องลูก

ไวรัสอาร์เอสวี คือเป็นไวรัสที่ก่อปัญหาติดเชื้อทางเดินหายใจในเด็กแรกเกิดที่สำคัญมาก (อีกกลุ่มคือผู้สูงวัยเกิน 70 ปี) ยาที่ใช้ป้องกันคือ monoclonal antibody ที่ราคาแพงมาก เราจึงมีแนวคิดเรื่องการสร้างภูมิคุ้มกันในแม่แล้วส่งต่อมาปกป้องลูก โรคที่ทำได้คือ คอตีบไอกรนบาดทะยัก โรคโควิด-19 และตอนนี้เรามาดูอาร์เอสวีกัน
วัคซีนที่ใช้เรียกว่า bivalent prefusion F vaccine ที่มีเชื้ออาร์เอสวีทั้งสองสายพันธุ์และไม่ใช้สาร adjuvant (สารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพวัคซีน) ที่จะอันตรายต่อเด็กทารก ส่วนวัคซีนอีกชนิดจะทรงพลังในผู้สูงวัยเพราะใช้ระบบแอดจูแวนท์ที่ประสิทธิภาพสูงมาก แต่ข้อมูลในหญิงตั้งครรภ์ยังไม่แน่ชัด **บริษัทผู้ผลิตจึงทำวิจัย** ประสิทธิภาพและความปลอดภัยแบบ RCTs ลงตีพิมพ์ใน NEJM 20 เมษายน 2023 และได้รับคำแนะนำในแนวทางการฉีดวัคซีนในหญิงตั้งครรภ์สำหรับประเทศไทยปี 2568
หญิงตั้งครรภ์อายุประมาณ 30 ปี จำนวน 7392 ราย แบ่งกลุ่มฉีดวัคซีน 3695 รายและฉีดยาหลอก 3676 ราย โดยฉีดวัคซีนที่อายุครรภ์ประมาณ 30 สัปดาห์แล้วติดตามผลเพื่อดูเป้าหมายหลักคือมีเด็กทารกต้องเข้ารับการรักษาเพราะ RSV ต่างกันหรือไม่ทั้งชนิดป่วยรุนแรงและภาพรวมการป่วยจากการติดเชื้อ RSV ในช่วงหกเดือนแรก รวมทั้งดูผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนทั้งในแม่และเด็กอีกด้วย
ผลปรากฏว่าการศึกษาต้องยุติการการวิเคราะห์ผลงวดแรกเพราะประโยชน์ดีเกินคาด ตัวเลขจริงที่ได้คือที่ 90 วันส่วนที่เหลือเป็นการประมาณค่าทางสถิติที่มีการตรวจสอบแล้วว่าใช้ได้ สำหรับการป่วยหนักที่ 90 วันนั้นการฉีดวัคซีนสามารถลดการป่วยได้ 81.8% มีนัยสำคัญทางสถิติและผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำอีกด้วย สำหรับการป่วยรวมหนักและไม่หนักที่ 90 วันนั้นพบว่าการฉีดวัคซีนลดการป่วยลงได้ 57.1% มีนัยสำคัญทางสถิติแต่แค่เกือบผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ และหากดูการประมาณค่าด้วยสถิติตามเป้าหมายเดิมคือที่ 180 วันจะพบว่าสการฉีดวัคซีนสามารถลดการป่วยได้ 50% ลดป่วยหนักได้ 69.4% ซึ่งมีนัยสำคัญและผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำทั้งสิ้น ส่วนตัวเลขการป้องกันโรคโดยรวมของการฉีด nirsevimab ในเด็กนั้นอยู่ที่ 74.5% ที่ 150 วัน
ผลข้างเคียงการฉีดยาที่พบคือปวดบวมจุดฉีดและอ่อนเพลียพบในกลุ่มฉีดวัคซีนมากกว่า แต่เป็นแบบไม่รุนแรงหายเอง ส่วนผลข้างเคียงต่อเด็กไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักแรกเกิดต่ำ คลอดก่อนกำหนด หรือผลตต่อการตั้งครรภ์ พบว่าไม่ต่างจากยาหลอกเลย
ดังนั้นการฉีดวัคซีน RSV ชนิด Pre F bivalent จึงมีประโยชน์ในการปกป้องเด็กแรกเกิดจากการป่วยหนักจาก RSV ได้ 81% โดยที่ผลข้างเคียงไม่ต่างจากยาหลอก จุดเด่นกว่า nirsevimab คือ ราคาถูกกว่าและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า ตอนนี้มีวัคซีนในประเทศนะครับใช้ได้ทั้งผู้สูงวัยและหญิงตั้งครรภ์ครับ

18 พฤศจิกายน 2568

ยาผง ... แก้ข้ออักเสบ ยาผงนั้นน่าจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์

 ยาผง ... แก้ข้ออักเสบ

ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์รายหนึ่ง รักษาจนโรคสงบดี ทำงานได้ ข้อไม่ผิดรูป ใช้ยา methotrexate หนึ่งเม็ดทุกสัปดาห์
ผู้ป่วยขาดนัดขาดยาไปสิบเดือน กลับมาอีกครั้งเพราะปวดข้อ
สิ่งที่อยากนำเสนอไม่ใช่ข้ออักเสบที่กลับมาเป็นซ้ำ แต่คือใบหน้าอ้วนกลม แก้มสีเลือดฝาดเพราะหลอดเลือดฝอยผิดปกติ น้ำหนักเพิ่ม ประวัติแบบนี้คลาสสิกมาครับ คือ ไปได้รับยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงมา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย โดยที่โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ไม่ดีขึ้น ที่ไม่ปวดเพราะถูกกดอาการไว้จากสเตียรอยด์
ได้ความว่าซื้อยาทางสื่อโซเชียล เป็นยาผงกลิ่นชะเอม ไม่ได้บอกส่วนผสม ผู้ขายแจ้งว่าชงดื่มเช้าเย็น หยุดใช้มาสองเดือนแล้ว เพราะหมดเงิน ถุงละ 3xxx บาท !!!
ตรวจระดับ serum cortisol ต่ำมาก เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ บ่งชี้ว่าต่อมหมวกไตถูกกดการทำงานจนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนเพื่อยังชีพได้อย่างพอเพียง
ยาผงนั้นน่าจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์อย่างแน่นอน อันตรายมากนะครับ การใช้ยาที่เราไม่รู้และไม่มีคนควบคุมแบบนี้
ผมก็ใช้สเตียรอยด์รักษาคนไข้นะ แต่ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้ และควบคุมอย่างเคร่งครัด เพราะยานี้รักษา "อาการ" ได้เร็ว คนไข้ติดใจ แต่โทษมันร้ายมากหากไม่ควบคุม
สรุป..เริ่มประเมินโรคข้อใหม่ ประเมินผลจากสเตียรอยด์ เบาหวาน กระดูกพรุน เกลือแร่ แผลกระเพาะ อ้วน ติดเชื้อ
ได้คุ้มเสียไหมน้อ

16 พฤศจิกายน 2568

สมัยผมสอบเข้าแพทย์...เอ็นทรานซ์

 สมัยผมสอบเข้าแพทย์...เอ็นทรานซ์

เนื่องจากเป็นคนไม่เก่ง จึงอาศัยอึด ทน
แถมไม่มีเป้าหมายมุ่งมั่นว่าจะเรียนอะไร
คิดว่าถ้าฉันทำคะแนนเอ็นทรานซ์ได้มากกว่า 75% ฉันน่าจะติดคณะใดก็ได้ที่ยื่นสมัคร
หลังจากนั้นไม่ค่อยสนใจโลก ใครจะกวดวิชา ใครจะสมัครสอบพรีนั่นนี่ ใช้เวลาหนึ่งปีเต็มฝึกทำข้อสอบเอ็นทรานซ์ย้อนหลัง 10 ปี จับเวลาจริง เป็นเวลาสองรอบ (600×10x2=12000 ข้อ) พร้อมทบทวนเวลาดูเฉลย และทำสำเร็จก่อนสอบจริงตั้งหนึ่งเดือน
คิดว่าข้อสอบปีนี้ก็ไม่น่าจะแหวกแนวจากเดิมมากนักหรอก เราทำแบบนี้ได้ ไม่ต้องไปสนว่าคนอื่นเป็นใคร เก่งมาจากไหน รับรองเราไม่ผิดหวัง
ไม่รู้ว่าน้อง ๆ จะเอาหลักนี้ไปใช้ในปัจจุบันนี้ได้ไหม แต่ผมว่าในยุคปัจจุบันถ้าน้องทำได้สัก 80% ของทุกวิชาสอบ น้องน่าจะได้อย่างที่คิด
ผมเลือกคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ของธรรมศาสตร์และจุฬา (ตอนนั้นอยากเป็นนักการเมือง)
สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะได้สอบตรงคณะแพทย์ มันขี้เกียจไปลุ้นอีก เราสอบได้ก็น่าจะพอเรียนได้แหละนะ
ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าน้อง ๆ พร้อมจริง จะใช้วิธีใดเพื่อสอบเข้า ก็คงไม่ยากเกินเอื้อมครับ ทำแบบผมก็ได้นะ เราไม่เก่งอย่างเขา เราก็ทำมากกว่าเขา ลุยไปเลย ชีวิตนี้ได้มาทำแบบนี้อย่างมากก็สองครั้ง
วางแผน...อดทนทำ...ทำอย่างตั้งใจ...อย่าละเลยและทบทวนตัวเองเสมอ

คุณเคยรักใครสักคนไหม…

 คุณเคยรักใครสักคนไหม…

“คุณหมอคะ คนไข้นัดคุณหมอตอนนี้พักอยู่ห้องสังเกตอาการนะคะ” คุณพยาบาลคัดกรองผู้ป่วยเดินมาบอก
คุณหมอชราหน้าหนุ่มเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมพิวเตอร์ ชำเลืองมองดูชื่อผู้ป่วยรายนั้น คุณกรองกาญจน์ และวันนี้เธอมาตามนัด “ครับ ผมจะตามไปตรวจที่จุดนะครับ”
คุณกรองกาญจน์ สุภาพสตรีอายุ 68 ปี เธอป่วยเป็นโรคหนังแข็งชนิดลุกลามเข้าอวัยวะภายใน (diffused systemic sclerosis) ปัญหาสำคัญคือปอดเป็นพังผืด หายใจลำบาก เหนื่อยตลอด ออกซิเจนในเลือดต่ำ ทำอะไรเล็กน้อยก็เหนื่อย ต้องใช้ออกซิเจนเกือบตลอดเวลา
คุณหมอชรารักษาและดูแลเธอมาห้าปี อาการเท่าเดิมแต่ร่างกายผู้ป่วยเริ่มเสื่อมถอยลง การรักษามีเพียงให้ยาโรคประจำตัวและประคับประคองจิตใจ
“สวัสดีครับ คุณกรองกาญจน์ กินอิ่มนอนหลับ นับเลขแม่นตามเดิมไหมครับ”
ผู้ป่วยกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง สายออกซิเจนคาดจมูก กองไหมพรมและไม้นิตอยู่บนตักเธอตลอด เธอหันมายิ้มและตอบช้า ๆ “มันก็เหมือนเดิมแหละค่ะ จะเป็นห่วงก็แต่คุณรุธ ระยะนี้แกสับสนไปสักหน่อย ไม่ค่อยกินข้าว”
คุณรุธ หรือ นิรุธ คือสามีของเธอที่อยู่ด้วยกันมา 40 ปี คุณรุธอายุมากกว่าเธอ8 ปีและป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ อาการช่วงนี้สงบลงแล้ว ก่อนหน้านี้ชอบเดินออกไปนอกบ้านแล้วกลับบ้านไม่ถูก เธอต้องโทรแจ้ง อบต. ให้ช่วยตามหา
“แล้วทำอะไรให้คุณรุธกินล่ะครับ” คุณหมอชราถามอาการของโรค แฝงมาในคำถามว่าสามารถทำงานที่ใช้เครื่องมือได้หรือไม่
คุณกรองกาญจน์ก้มหน้าลง “ไม่ค่อยไหวแล้วล่ะค่ะ ได้แต่สั่งอาหารมา แล้วจัดอาหารใส่จานให้” สมัยก่อนผู้ป่วยยังพอทำอาหารง่าย ๆ ได้แต่ตอนนี้สภาพโรคและสภาพร่างกายทรุดลงมาก
“อยากจะทำมะม่วงกวนให้คุณรุธ ของชอบแกค่ะ มะม่วงก็มีในสวน คุณหมอมียาบำรุงดี ๆ ไหมคะ จะได้ลุกไปทำมะม่วงกวนได้” สายตาคุณกรองกาญจน์ดูมีประกายขึ้นมาทันที เวลาที่เธอตั้งใจจะทำอะไรเพื่อคนที่เธอรัก
คุณหมอชราติดตามเธอทุกครั้ง ทุกคำถามจะเกี่ยวเนื่องกับการดูแลคุณนิรุธ เพื่อประเมินความเหนื่อย จะทำให้ได้คำตอบที่สามารถประเมินโรคได้ และคำตอบของเธอจะเต็มไปด้วยความเป็นห่วงคุณนิรุธ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคุณนิรุธแข็งแรงกว่าเธอหลายเท่า และมีลูกสาวลูกเขยช่วยดูแลอยู่ด้วย
การติดตามอาการทำทุกสี่เดือนตามความประสงค์ของคนไข้และความสะดวกของผู้ดูแล ผู้ป่วยไม่เคยขาดนัด มาตามรักษาทุกครั้ง อาการดีบ้างทรุดบ้างสลับกัน จนเมื่อวันหนึ่งลูกสาวผู้ป่วยมาติดต่อขอพบ
“คุณแม่อาการกำเริบค่ะ โรงพยาบาลใกล้บ้านใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจ high flow คุณหมอที่นั่นขอประวัติการรักษาค่ะ”
คุณหมอชรารู้ดีว่าวันนี้คงต้องมาถึง จึงนั่งเรียบเรียงประวัติทั้งหมด สรุปให้เข้าใจง่ายพร้อมส่งสำเนาภาพถ่ายรังสีให้ด้วย ลูกสาวคนไข้ขอบคุณและบอกว่า “คุณแม่รบกวนฝากคุณหมอช่วยดูแลคุณพ่อด้วยนะคะ ให้คุณพ่อมารับยากับคุณหมอ แกเชื่อคุณหมอค่ะ”
แม้แต่ในเวลาที่ตัวเองอ่อนแอที่สุดจนอาจจะเป็นวาระสุดท้ายในชีวิต คุณกรองกาญน์ก็ไม่เคยหยุดห่วงใยสามีที่รักของตน กลัวว่าหากตัวเองจากไป ใครกันเล่าจะช่วยดูแลคนรักของตัวต่อไป แม้ว่าคุณกรองกาญจน์มักจะบ่นว่าสามีให้หมอชราฟังอยู่เสมอ แต่เธอปฏิบัติต่อสามีด้วยความห่วงใย จับมือดูแลกันไปแม้แต่ในเวลาที่ตัวเองอ่อนแรงที่สุด
อ้อ..หนึ่งในสิ่งที่คุณกรองกาญจน์เคยเล่าให้ฟังคือ คุณนิรุธมักจะเดินออกจากบ้านและหลงบ่อย ลืมอะไรต่าง ๆ บ่อย แต่ก่อนนอนทุกคืนคุณนิรุธจะมานั่งคุยเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละวันให้เธอฟังเสมอ ถูก ๆ ผิด ๆ เบลอ ๆ บ้าง แต่จะมาคุยกับก่อนจะนอนทุกคืน…ไม่เคยเปลี่ยนไปจากเมื่อสี่สิบปีก่อนเลย
ไม่กี่วันก่อนหน้านี้
“คุณแม่เสียแล้วนะคะคุณหมอ หนูขอบคุณคุณหมอมากค่ะที่ดูแลแกมานาน” ลูกสาวคุณกรองกาญจน์มาแจ้งข่าว มีชายชราคนหนึ่งเดินไม่คล่องตามหญิงสาวเข้ามา กระพุ่มมือไหว้แล้วเดินมายื่นสิ่งหนึ่งให้กับคุณหมอ เป็นของที่ระลึกงานฌาปนกิจศพและพูดเสียงเบา ๆ แต่แววตานั้นบอกถึงความเศร้าและความรักอย่างชัดเจน
“ขอบคุณคุณหมอที่ดูแลกาญจน์มาตลอดนะครับ”
สองพ่อลูกเดินกลับออกไป พร้อมกับสายลมแห่งความรักของสุภาพสตรีท่านนั้น ที่จะโอบกอดทั้งคู่…ตลอดไป

15 พฤศจิกายน 2568

น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่ได้มีผลอะไรกับการย่อยอาการโดยรวมมากนัก

 ชีววิทยา 101 : การย่อยอาหาร

1.การย่อยอาหาร คือ ปฏิกิริยาการสลายด้วยน้ำ (hydrolysis) คือน้ำเป็นตัวย่อย
2.น้ำที่ว่านั้น มาจากไหน มาจากตัวอาหารเอง มาจากน้ำที่ดื่มเข้าไป มาจากน้ำระหว่างเซลล์ และมาจากย้ำย่อย
3.น้ำย่อยที่เรารู้จักกัน คือ สารละลาย (น้ำ+โปรตีนเอนไซม์) ที่หลั่งออกมาจากจุดต่าง ๆ ของทางเดินอาหารหรือแม้แต่ต่อท่อมาเปิดในทางเดินอาหาร
4.น้ำทำหน้าที่ไปย่อยอาหาร ส่วนเอนไซม์ทำหน้าที่ไป “เร่ง” ปฏิกิริยาให้เร็วขึ้น ไม่อย่างนั้นคงย่อยเป็นวัน ๆ ดังนั้น น้ำย่อยมันก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่แล้ว
5.สรุปก่อนจากข้อ 1-4 อย่างไรเราก็ใช้น้ำในการย่อย ต่อให้ไม่ดื่มน้ำเลย เราก็ย่อยอาหารได้
6.แล้วถ้าดื่มน้ำหลังอาหารไปมาก ๆ น้ำย่อยที่เราหลั่งออกมาจะเจือจางไหม อาจจะเจือจางเล็กน้อยในชั่วขณะอึดใจเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ
7.ในทางเดินอาหารมีการเคลื่อนที่ มีการหลั่งเอนไซม์ มีระบบฟีดแบ็กที่คอยควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมกับการย่อยอาหารตลอด ไม่ได้เป็นหลอดทดลองที่ตั้งนิ่ง ๆ ดังนั้นมันจะไม่เจือจางจนทำงานไม่ได้
8.น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่มากพอที่จะทำให้กรดแก่ในกระเพาะเจือจางได้ และถึงมันเจือจางก็ไม่มีผลต่อการย่อย เพราะมันไม่ได้ทำหน้าที่ย่อย มันแค่ทำให้สภาพแวดล้อมเป็นกรด เอนไซม์จะได้ทำงานได้ดี
9.สรุปอีกครั้ง 1-9 น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่ได้มีผลอะไรกับการย่อยอาการโดยรวมมากนัก
10.คำแนะนำ ดื่มน้ำหลังอาหารไปเถอะครับ สดชื่นจะตาย

14 พฤศจิกายน 2568

โปรดฉุกใจคิดและไตร่ตรอง :โปรแกรมล้างพิษหลอดเลือด

 โปรดฉุกใจคิดและไตร่ตรอง :โปรแกรมล้างพิษหลอดเลือด ???

มีสื่อออนไลน์หลายสำนัก เพจศูนย์สุขภาพหลายแห่ง ลงบทความและอินโฟกราฟฟิกเรื่องโปรแกรมกำจัดพิษหลอดเลือด เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดไขมันในเลือด กำจัดไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ในราคา 1XXX และเมื่อคุณกดเข้าไปดู ระบบส่งข้อความจะส่งข้อความมาหาคุณเพื่อให้ข้อมูลและนัดหมาย
ผมได้ลองสอบถามว่า “ใช้วิธีอะไร อันตรายหรือไม่” คำตอบที่ได้คือ “เป็นการให้วิตามินคล้ายการให้น้ำเกลือ” ต่อด้วยต้องทำกี่ครั้ง คำตอบที่ได้คือ “ไม่มีข้อกำหนดตายตัว ขึ้นกับสุขภาพของคุณลูกค้า”
เมื่อผมเงียบไป ก็มีข้อความส่งมาอีกว่า “แถมฟรี วิตามินฟื้นฟูตับด้วย” และรายละเอียดว่าใช้ กรดอะมิโนและกรดไขมันจำเป็น มาทำการล้างพิษหลอดเลือดและลดไขมันในเลือด ด้วยการดริปเข้าหลอดเลือด
จากข้อมูลทางการแพทย์ปัจจุบัน เราใช้การยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์ไขมันและไลโปโปรตีน เพื่อทำการลดไขมันในเลือด ประกอบกับการควบคุมอาหาร ตัวเลขไขมันในเลือดที่ลดลงเป็นเพียงหนึ่งตัวชี้วัดของความสำเร็จในการลดความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจ นอกจากลดระดับไขมันแล้ว ยาลดไขมันยังลดกระบวนการอักเสบหลอดเลือดและลดการเกิดโรคหัวใจได้จริง
แต่ไม่มีข้อมูลเรื่องการให้วิตามินทางหลอดเลือด หรือ macronutrient ไม่ว่าจะเป็นกรดอะมิโนหรือกรดไขมัน จะไปลดไขมันในเลือดหรือลดการเกิดโรคหัวใจแต่อย่างใด นอกเหนือจากนี้การให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ (parenteral nutritional treatment) จะทำเมื่อขาดสารอาหารหรือหวังผลรักษา **ในกรณีที่ไม่สามารถใช้ทางเดินอาหารของร่างกายได้**
ในกรณีนี้ผมถือว่า “ผิด” อย่างรุนแรง เคยเขียนถึงกรณีล้างพิษตับด้วยวิธีนี้มาแล้ว และพบว่าปัจจุบันสถานพยาบาลหลายแห่งก็ยังโฆษณาเช่นนั้นอยู่ คราวนี้มาในอีกรูปแบบ ใช้ความกลัวโรคใหม่มาโฆษณาสิ่งเดิม
ผมเขียนมาให้คุณอ่าน เพื่อให้คุณได้หยุดใจยั้งคิด อย่าให้ความกลัวอันไม่มีเหตุผลมาผลักดันสิ่งที่คุณจะทำ และหวังว่าสมาชิกของเพจเราจะไม่ใครไปหลงเชื่อกลวิธีอันนี้ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม