10 กุมภาพันธ์ 2569

eosiophil ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

 เจาะเลือดไปทำไม ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพองคือ ต้องมีประวัติของโรค ไอ เหนื่อย มีเสมหะ มีประวัติสัมผัสสารต้องสงสัยเช่น บุหรี่ ควันเผาถ่าน ตรวจร่างกายเข้าได้เช่นทรวงอกโป่ง หายใจมีเสียงวี๊ซ และวัดสมรรถภาพปอดพบการตีบแคบของหลอดลม (FEV1/FVC < 70%)
ใช่แล้ว ไม่เห็นมีผลเลือดมาเกี่ยวข้องสักหน่อย แต่ที่ต้องเจาะเลือดมันมีเหตุผลในการเลือกยารักษาครับ เลือดที่เราเจาะตรวจคือการตรวจนับเม็ดเลือด (CBC) และเฉพาะเจาะจงกว่านั้นคือการตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด eosiophil หน่วยออกมาเป็นจำนวนเซลล์ต่อหนึ่งลูกบาศก์มิลลิเมตร
ปกติแล้วโรคถุงลมโป่งพอง เราจะไม่ใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ยกเว้นในบางกรณีที่จะใช้เม็ดเลือด eosinophil ช่วยเลือก ถ้าให้โดยไม่จำเป็นจะเสี่ยงการเกิดเชื้อราในปากโดยไม่จำเป็น เพิ่มความเสี่ยงการเกิดติดเชื้อในปอดอีกด้วย
เมื่อเริ่มการรักษา ถ้าพบ eosiophil มากกว่า 300 ใช้ยาสูดสเตียรอยด์ ‘ร่วมกับ’ ยาขยายหลอดลมเพื่อลดโอกาสกำเริบ และถ้าติดตามต่อไปและไม่กำเริบเลย ก็อาจหยุดยาสูดสเตียรอยด์ได้ เหลือแต่ยาขยายหลอดลมอย่างเดียว
ในกรณีกำเริบ โรคแย่ลง ก็ตรวจเลือดนับ eosinophil อีกครั้งถ้าระดับเกิน 300 ให้ใช้ยาสูดสเตียรอยด์เพิ่มเข้าไป
ในกรณีกำเริบและใช้ยาสูดขยายหลอดลมสองชนิดแล้ว (LABA+LAMA) ให้เพิ่มยาสูดสเตียรอยด์หากระดับ eosiophil เกิน 100
นอกเหนือจากระดับเม็ดเลือดขาว eosinophil แล้ว ค่าความเข้มข้นของเลือด (hematocrit) เป็นอีกหนึ่งค่าที่ใช้ประกอบการจัดกลุ่มผู้ป่วย ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับออกซิเจนที่บ้าน คือมีลักษณะของการขาดออกซิเจนเรื้อรังจะพบค่า hematocrit มากกว่า 55% (ร่วมกับลักษณะอื่น ๆ ของการขาดออกซิเจนด้วย)
เราจะได้มองหาค่าที่จำเป็นเวลาเห็นผล CBC ในผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง ไม่ปล่อยผ่านสายตาโดยไม่เกิดประโยชน์ครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม