07 พฤษภาคม 2561

นิยาย ควันบุหรี่มือสองมือสาม

ปิ้บๆ ตื้ดๆๆ เสียงเครื่องช่วยหายใจร้องเตือน คนไข้หายใจไม่เข้ากับเครื่องอีกแล้ว ..มิว พยาบาลเวรเช้าเดินไปตรวจสอบและหาสาเหตุ คุณลุงปิติผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอรายนี้โรคกำเริบจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นครั้งที่สองในรอบหกเดือน ครั้งนี้อาการแย่ลงมาก
เธอจัดการบันทึกค่าต่างๆ ปรับสาย บีบลมเข้าปอดเองด้วยอุปกรณ์ช่วยหายใจ (bag ventilation) ดูดเสมหะ และเตรียมตัวพ่นยารอบถัดไป
สักพักประตูห้องไอซียูก็เปิดออกเบาๆ คุณหมอหนุ่มเดินหน้าเครียดเข้ามา "คนไข้หายใจไม่เข้ากับเครื่องอีกแล้วใข่ไหมครับ คุณมิว" แล้วก็เดินไปล้างมือ ตรวจร่างกายและปรับเครื่องช่วยหายใจโดยมีคุณมิวคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ
"แปลกนะครับ ผมรักษาคนไข้คุณลุงปิติมาหลายปี จนคนไข้เลิกบุหรี่ อาการดีขึ้น ควบคุมได้ ออกกำลังกายได้ ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ทุกปี แต่ในช่วงปีนี้อาการคนไข้ทรุดลงมากเลย ใช้ยาสูดพ่นเต็มขนาดทุกตัวก็ยังไม่ดี"
คุณมิวเสริม "เพราะเป็นโรคเรื้อรังหรือเปล่าคะ อย่างไรก็แย่ลง" และยิ้มให้กำลังใจคุณหมอ
คุณหมอถอนหายใจ "มันก็จริงครับ แต่เราก็รักษาให้คนไข้มีสุขภาพดี อยู่กับลูกหลานได้อย่างสบาย ไม่เป็นภาระ นี่ลูกชายของคุณลุงก็เพิ่งย้ายกลับมาจากซีเรียนะครับ ไปทำงานเก็บเงินได้มากเลย เสียดายมาก"
คุณมิวเอ่ยขึ้น "อ๋อ ใช่ๆ ค่ะ เมื่อวานเขาพาหลานน้อยมาเยี่ยมคุณปู่ สาวน้อยแก้มยุ้ยเชียว และใส่หน้ากากอนามัยลายหมีแพนด้าด้วย ไอเป็นพักๆ สงสัยอากาศเมืองไทยจะแย่กว่าซีเรียนะคะ"
"เอาล่ะ พอใช้ได้แล้ว สังเกตอาการต่ออีกสักพัก เดี๋ยวผมลงไปซื้อกาแฟ คุณมิวเอา คาปูชิโน่ร้อนใช่ไหมครับ"
"ค่ะ" คุณมิวยิ้มแก้มแดง
เย็นวันนั้น ลุกชายลุงปิติ นักธุรกิจหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับคุณหมอ พี่สาวของเขาและลูกสาวของเขาพากันมาเยี่ยม คุณหมอก็เข้าไปคุยอาการและอธิบายการรักษา
"อาการคุณลุงปิติยังไม่ดีขึ้นนะครับ ยังน่าเป็นห่วงมากเลย พรุ่งนี้เราจะติดตามผลเอ็กซเรย์ซ้ำครับ" คุณหมออธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เสียดายจังนะคะ ตั้งแต่ลูกชายเขา เอ่อ..น้องชายของหนูน่ะค่ะ กลับมาอยู่ คุณพ่อดีใจมากและชอบเล่นกับหลาน เสียดายที่อาการมาทรุดลงมากในช่วงหกเดือนนี้ คุณหมอช่วยคุณพ่อด้วยนะคะ" การะเกด ลูกสาวคนไข้ซึ่งพาคุณลุงปิติมาตรวจติดตามเป็นประจำพูดเศร้าๆ
"ยังไงขอบคุณคุณหมอมากนะครับ ที่ช่วยดูแลคุณพ่อมาตลอด คุณพ่อบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้วจนผมกลับมาแกก็แย่ลง เฮ้อ..รู้อย่างนี้กลับมาเสียตั้งสองปีที่แล้วก็ดี จะได้มารักษายายหนูด้วย ยายหนูไอบ่อย ไซนัสอักเสบ ภูมิแพ้"
"ที่ซีเรียคงฝุ่นทรายมากนะคะ" คุณมิวโบกมือให้หนูน้อยวัยเจ็ดขวบที่ไปซ่อนหลังคุณพ่อแบบอายๆ
"อุ๊ย..อะไรคะ !!" คุณมิวหันหลังเพราะมีคนมาเรียกและสะกิดด้านหลัง
"เอ่อ..นี่คงเป็นของคุณผู้ชายคนนั้นน่ะครับ เขาทำตกเมื่อสักครู่นี้" ญาติของคนไข้เตียงข้างๆยื่นวัตถุสิ่งหนึ่งให้คุณพยาบาลมิว
คุณมิวอึ้งไปพักหนึ่ง ค่อยๆยื่นวัตถุนั้นส่งให้ลูกชายลุงปิติ ทุกคนในวงสนทนาก็นิ่งไปเมื่อเห็น ...บุหรี่...ที่คุณมิวยื่นให้ชายหนุ่ม เป็นบุหรี่ที่ไม่มีขายในเมืองไทย
"ขอบคุณครับ ผมติดยี่ห้อนี้มากที่เมืองไทยไม่มีขาย ต้องสั่งเพื่อนซื้อเข้ามาทีละแพ็กใหญ่เลย" ชายหนุ่มยื่นมือไปรับซองบุหรี่นั้นมา
คุณหมอพูดขึ้น "ผมแนะนำให้คุณหยุดบุหรี่นะครับ นอกจากจะเป็นพิษต่อตัวคุณแล้ว ควันบุหรี่และสารต่างๆที่ติดตามตัวและในบ้าน ยังส่งผลต่อคนรอบข้างได้นะครับ ที่เขาเรียกว่าควันบุหรี่มือสองไงครับ บางทีคุณอาจหลงลืมไป ควันบุหรี่มือสองนั้นมีหลักฐานชัดเจนว่า ทำให้ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังและถุงลมโป่งพองอาการแย่ลงได้ครับ"
ชายหนุ่มพูดขึ้น "น่าจะเป็นไปได้นะครับ เพราะคุณพ่อก็มาแย่ลงตอนที่ผมกลับมา ผมสูบมากเหมือนกัน วันละซอง แต่ก็ออกไปสูบนอกบ้านนะครับ"
การะเกดพี่สาวชายหนุ่มกล่าวดุน้องชาย "ก็นี่ขนาดสูบนอกบ้านนะ ยังโดนคนในบ้านเลย พี่ว่าที่ยายหนูไอและไซนัสอักเสบมาตลอด อาจจะเป็นเพราะเธอสูบบุหรี่นี่หรือเปล่า เกี่ยวไหมคะคุณหมอ"
" เรื่องคุณภาพชีวิตของคนในบ้านที่แย่ลง เรื่องโรคทางเดินหายใจแย่ลง ทั้งหอบหืด ภูมิแพ้ ไซนัส ถุงลมโป่งพอง อันนี้ก็ชัดครับ คนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้มากกว่าคนที่ไม่ได้รับควันครับ ส่วนว่าการได้รับควันบุหรี่มือสองจะเป็นสาเหตุโดยตรงของการเกิดถุงลมโป่งพอง อย่างที่คนสูบบุหรี่เกิดนั้น แม้ข้อมูลตรงนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุเป็นผลกันตรงๆ แต่ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก จนพอบอกได้ว่า คนที่ได้รับควันบุหรี่มือสองก็จะเสี่ยงโรคทางเดินหายใจมากกว่าคนที่ไม่ได้รับควันแน่นอนครับ"
"หมอเชียร์ให้เลิกนะครับ เพื่อตัวคุณ เพื่อคนทุกคนที่คุณรัก ยังไม่สายเกินไปนะครับ"
คุณหมอยิ้มและให้กำลังใจ เขาทราบสาเหตุที่คุณลุงปิติแย่ลงแล้ว เป็นสาเหตุที่เขาไม่เคยถาม เขาสอนให้คุณลุงปิติเลิกบุหรี่ได้ แต่เขาลืมนึกถึงควันบุหรี่มือสองจากคนรอบข้างไปเลย
ต่อไปนี้ครอบครัวนี้ก็คงจะคุณภาพชีวิตดีขึ้น เขาคิดจะชวนบุตรชายลุงปิติมาติดตามเลิกบุหรี่ในเร็ววันนี้
เบื้องหลังตอนที่หนึ่ง..
ลูกชายลุงปิติกลับไปที่บ้าน พบบุหรี่จากซีเรียที่เขาซื้อมาวางอยู่ เขาก็ประหลาดใจ...อ้าวเราลืมไว้ที่บ้าน แล้วบุหรี่ซองนี้มาได้ไง แต่ก็คงของเราแหละนะ มีคนสูบยี่ห้อนี้นับคนได้ ว่าแล้วก็ตัดใจโยนบุหรี่ทั้งหมดลงปี๊บ แล้วจุดไฟเผาอย่างเด็ดเดี่ยว
เบื้องหลังตอนที่สอง..
คุณพยาบาลมิวมองเศษกระดาษที่อยู่ในมือ ญาติคนไข้คนนั้นยื่นให้เธอมาพร้อมกับซองบุหรี่แปลกๆซองนั้น แล้วหันขึ้นมายิ้ม "คุณรู้ได้อย่างไรคะ ว่ามิวจะมาพบคุณตามที่คุณเขียน"
ชายชราหน้าหนุ่ม ยกกาแฟขึ้นจิบ "เพราะผมรู้ว่า คุณมิวจำได้ว่าผมไม่ใช่ญาติคนไข้คนนั้น และคุณมิวก็ต้องการรู้ว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร ใช่ไหมครับ"
"มิวว่า มิวพอเดาได้นะคะ มิวสงสัยอยู่อย่างเดียว คุณรู้ได้อย่างไรว่าเขาสูบบุหรี่ซีเรีย"
ชายชรายิ้ม "ถ้างั้น ค่ำนี้ผมว่าเราต้องคุยกันยาว"
เพลง มิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ลขึ้นมา ตึ่ง ตึ่ง ตึ่งตึง ตึ๊ง ตึ่ง พร้อมกับภาพชายชราหน้าหนุ่ม นั่งกินแห้วทอดกรอบอย่างเดียวดายในร้านอาหาร ค่ำวันนั้น
ข้อมูลเรื่อง second hand smoker (SHS) อ้างอิงที่สองเด็ดที่สุดครับ
1.Front Physiol. 2012; 3: 348. การทำลายระดับเซล
2.AJRCCM Vol. 179, No. 11: Jun 01, 2009
3.Korean J Intern Med. 2014 Sep; 29(5): 613–619.
4.COPD. 2015 Apr; 12(2): 182–189.
5.Thorax 2016;71:411-420.อันนี้ กลุ่มใหญ่จาก SPIROMICS
6.BMJ Open 2015;5:e007694.
7.BMC Pulmonary Medicine20066:12

05 พฤษภาคม 2561

การติดตามโรคที่บ้าน มีข้อดีมากมายและมีข้อควรระวังมากมายเช่นกัน

การติดตามโรคที่บ้าน มีข้อดีมากมายและมีข้อควรระวังมากมายเช่นกัน
Home Blood Pressure Monitoring (HBPM) เป็นหนึ่งในการติดตามการรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่ดี เพื่อทราบความผันแปรของระดับความดัน ค่าความดันที่แท้จริง มีภาวะความดันโลหิตที่ลดลงมากจนน่าเป็นห่วงหรือไม่ ปัจจุบันถือเป็นมาตรฐานในการรักษาโรค
Self Monitoring Blood Glucose (SMBG) อีกหนึ่งตัวเลือกที่ใช้ในการติดตามและปรับการใข้ยาเบาหวานสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ปัจจุบันแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ฉีดอินซูลิน หรือมีแนวโน้มจะเกิดน้ำตาลต่ำจากการรักษา เพราะบางครั้งน้ำตาลต่ำที่บ้านโดยที่อาการไม่ชัดเจน ก็อาจเป็นอันตรายได้
แต่ผู้ที่จะใช้วิธีเหล่านี้ก็จะต้องมีความเข้าใจในแต่ละวิธีและข้อจำกัดเช่นกัน ไม่สามารถใข้ตัวเลขที่ปรากฏบนเครื่องมาตัดสินการรักษาทั้งหมดได้ และที่สำคัญต้องมีใจนิ่งด้วย ไม่ผันแปรตามค่าต่างๆที่เปลี่ยนไป
นาย ก (กรุณาอ่าน นาย กอ อย่าอ่านนายกนะครับ) เป็นผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ใช้เครื่องวัดความดันที่บ้าน มีอยู่วันหนึ่ง นาย ก วัดความดันโลหิตได้ 110/60 ซึ่งของเดิมๆที่วัดเป็นประจำนั้นคือ 130/80
นาย ก ตกใจกลัวความดันโลหิตจะต่ำไป จึงลดยาเองจากกินจากสองเม็ดเป็นหนึ่งเม็ดเอง และตัดสินใจกินยาหนึ่งเม็ดเพราะกลัว
นางสาว ข ป่วยเป็นโรคเบาหวานใช้ยากินอยู่สองชนิด นางสาว ข กลัวน้ำตาลจะคุมไม่ได้ (Hemoglobin A1c เท่ากับ 6.8) จึงไปซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้วมาตรวจเอง ทำบันทึกทุกวัน หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาว ข กินมะม่วงสุกมากขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลปลายนิ้ว จากเดิมประมาณ 110 สูงขึ้นเป็น 150
นางสาว ข กลัวน้ำตาลสูง จึงปรับยากินจากเดิมสองชนิด ชนิดละหนึ่งเม็ด กินเพิ่มเป็นชนิดละสองเม็ด หนึ่งในสองชนิดนั้นคือยากิน glibenclamide ที่ทำให้น้ำตาลต่ำได้
ท่านเห็นตัวอย่างสองตัวอย่างนี้ไหม เป็นเรื่องจริงเพียงแต่ผมดัดแปลงค่าและชื่อ
ในกรณีแรก การติดตามความดันโลหิตนั้น ควรมีข้อมูลที่ตกลงกับแพทย์ว่าระดับเท่าไรจึงจะต้องระวัง ให้รีบกลับมาพบแพทย์เพื่อปรับยา หรือมีอาการใดๆที่ควรมาพบแพทย์เช่น หน้ามืดเวลาลุกนั่ง การ "กลัว" ค่าความดันที่ลดลงจากเดิมแต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แล้วลดยาลง อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
เพราะความดันโลหิตมนุษย์เราไม่คงที่อยู่แล้วครับ วัดซ้ายขวาพร้อมๆกันยังไม่เท่ากันเป๊ะๆเลย การติดตามแบบนี้และจดบันทึกมีประโยชน์มากครับ แต่ก็ต้องคุยกับหมอด้วยว่า เมื่อไรที่ต้องระวัง เมื่อไรที่ต้องมาพบ
ในกรณีที่สองนั้นอันตรายกว่าเสียอีก เพราะควบคุมดีอยู่แล้ว (ระดับ A1c ได้ที่ต้องการ) การติดตามระดับน้ำตาลปลายนิ้วคงไม่จำเป็นนัก และหากทำแล้วแปลผลพลาดคือ "หวาดหวั่น" แล้วปรับยาเอง โดยเฉพาะเพิ่มยาเป็นสองเท่าเลย ทั้งๆที่ปัญหาเกิดจากกินหวานเพิ่ม และยาที่เพิ่มก็มียาที่ทำให้น้ำตาลต่ำมากๆจนอันตรายได้คือ Glibenclamide
ปัจจุบันเราใช้ระดับน้ำตาลที่ชื่อ Hemoglobin A1c ประมาณ 7.0-8.0% เพื่อเป็นเป้าการรักษา การเจาะน้ำตาลปลายนิ้วเพื่อติดตามนั้นลดลงมาก มีใช้บางกรณีดังที่กล่าวข้างต้น เพราะหากใช้แล้วไม่ระวัง ไม่คุยกับหมอที่ดูแลดีๆ ก็อาจมีปัญหาเรื่องระดับน้ำตาลได้
ของทุกสิ่งในโลกล้วนมีด้านดีและด้านมืด ความรู้แจ้งกระจ่างจริงจึงมิใช่รู้แจ้งในด้านดี แต่ต้องทราบถึงด้านมืดด้วย และเลือกใช้ตามความเหมาะสมของผู้ป่วยและสถานการณ์ที่ต่างกัน

04 พฤษภาคม 2561

ยาฆ่าเชื้อในหญิงตั้งครรภ์

การใช้ยาในผู้ป่วยตั้งครรภ์มีข้อต้องคิดมากมาย ยาจะใช้ได้ผลเหมือนเดิมไหมเพราะสรีรวิทยาของหญิงตั้งครรภ์แตกต่างจากหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ ยาจะผ่านรกไหม ยาจะมีผลต่อทารกหรือไม่ ยาหลายตัวมีข้อพิสูจน์ในคนว่าไม่เกิดอันตรายต่อทารก ยาหลายตัวชัดเจนว่าห้ามให้ ยาหลายตัวมีแต่ผลในสัตว์ทดลอง ยาทุกตัวจะมีการจัดความสำคัญในการใช้ในหญิงตั้งครรภ์เป็น pregnancy category
สำหรับยาฆ่าเชื้อ ก็มีข้อห้าม ข้อจำกัดเช่นกัน หนังสือ Short course of Infectious disease 2018 โดย อ.ภาคภูมิ พุ่มพวง ได้เขียนเรื่องนี้เอาไว้ ผมขออนุญาตขยายความมาให้ฟังแบบง่ายๆในส่วนที่ประชาชนเราต้องเข้าใจครับ
ยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัย คือ ยาฆ่าเชื้อกลุ่มชื่อว่า บีต้าแลกแตม (beta lactam) ซึ่งก็คือยากลุ่มใหญ่ที่เราใช้นั่นเอง เช่น เพนิซิลลิน อะม็อกซี่ซิลลิน คล้อกซ่าซิลลิน ยากลุ่มเซฟโลสปอริน ยาที่นำหน้าด้วย เซฟๆ ทั้งหลายก็ปลอดภัย ทั้งยากินและยาฉีด รวมไปถึงหากใส่ตัวยาที่ช่วยต้านการทำลายบีต้าแลกแตมของเชื้อโรค (BLBI) ก็ยังปลอดภัย เรียกว่าการติดเชื้อพื้นฐานไม่รุนแรงก็ใช้ยากลุ่มนี้แหละ
ยากลุ่มบีต้าแลกแตมอีกชนิดที่เราใช้ในรายติดเชื้อดื้อยาและออกฤทธิ์กว้าง คือ ยาที่ชื่อว่า คาร์บาพีเนม ยาที่ลงท้ายด้วย พีเนมทั้งหลายเช่น imipenem, meropenem ก็ปลอดภัย
ยาฆ่าเชื้อที่ปลอดภัยอีกกลุ่มคือยากลุ่ม แมคโครไลด์ ยาที่ลงท้ายด้วย -โทรมัยซิน เช่น roxithromycin, clarithromycin, azithromycin ยากลุ่มนี้เราใช้แทนยาบีต้าแลกแตม ในกรณีแพ้ยาเพนิซิลลินไงครับ ก็ปลอดภัย หรือใช้ร่วมกันในการรักษาการติดเชื้อแบคทีเรียจากชุมชนทั้งหลาย
เรียกว่าการติดเชื้อแบคทีเรียไม่ซับซ้อน ติดเชื้อจากบ้าน หญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์มียาที่ปลอดภัยใช้แน่นอน
ยาที่ใช้บ่อยอีกอย่างคือ ยาฆ่าเชื้อไวรัส ได้แก่ oseltamivir ถือว่าปลอดภัยสมเหตุสมผลถ้ามีข้อบ่งชี้ (มีรายงานผลข้างเคียงน้ำตาลต่ำไม่รุนแรงในทารก แต่แค่รายงานเดียว) เราใช้ในการรักษาไข้หวัดใหญ่ ซึ่งผู้หญิงตั้งครรภ์เสี่ยงมากสำหรับการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และถ้าเป็นแล้วก็รุนแรง
ยาฆ่าเชื้อไวรัสเริมและงูสวัด acyclovir, valaciclovir ก็ใช้ได้อย่างปลอดภัยครับ หากแม่เป็นเริมขณะตั้งครรภ์ก็ใช้ยาได้ เพราะปัญหาเริมในทารกที่ติดจากแม่สำคัญมาก
ยาต้านเชื้อรา amphotericin B ยาฉีดฆ่าเชื้อราที่ประสิทธิภาพสูง ในกรณีการติดเชื้อราของแม่ลุกลามก็สามารถให้ได้ ข้อควรระวังคือผลของยาต่อแม่เช่นเดียวกับการใช้ในคนปกติ คือ ไตบาดเจ็บเฉียบพลัน
หัวข้ออีกประการที่จะกล่าวถึงคือ ยาที่พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่าอันตรายและห้ามใช้ คือยาดังนี้
1.คลอแรมเฟนิคัล (chloramphenical) ปัจจุบันเราใช้น้อยมากแล้ว อันนี้สำหรับทารกนั้นอันตรายถึงชีวิต ห้ามใช้เลย
2.ยากลุ่ม อะมิโนกลัยโคไซด์ (aminoglycoside) เช่น amikacin, netilmycin แต่ยาที่มีปัญหามากที่สุดคือ streptomycin เราใช้ยาตัวนี้ในการรักษาวัณโรคในปัจจุบัน ดังนั้นก่อนให้ยาตัวนี้ก็ต้องแน่ใจว่าไม่ตั้งครรภ์ และระหว่างใช้ยาตัวนี้ก็ควรคุมกำเนิด
หากจำเป็นต้องใช้จริงๆ คงต้องชั่งน้ำหนักว่าถ้าไม่ให้ยาแม่อาจติดเชื้อรุนแรงจนเสียชีวิต และใช้ gentamicin ที่มีข้อมูลความผิดปกติในเด็กน้อยที่สุด
ยากลุ่มนี้ไม่มีที่เป็นยากินครับ โอกาสที่เราจะสัมผัสเองโดยแพทย์ไม่ได้สั่งน้อยมาก ยกเว้นแพทย์สั่งและไม่ทราบว่าคนไข้ตั้งครรภ์
3. ยา เตตร้าไซคลีน, ด็อกซี่ไซคลีน ยากลุ่มนี้ที่ใช้บ่อยๆในปัจจุบันคือ เป็นยารักษาสิว, การติดเชื้อกลุ่มที่เป็นแบคทีเรียบางชนิดเช่น โรคไข้รากสาดใหญ่ (typhus) ที่พบมากทางภาคอีสาน หรือโรคเมลิออยโดสิส การติดเชื้อในดินและน้ำพบมากทางภาคอีสานที่ต้องกินต่อเนื่อง สี่-ห้าเดือน
ด็อกซี่ไซคลีน ยังมีที่ใช้ในการรักษามาเลเรีย ซึ่งไม่ควรใช้ตัวนี้ในแม่ที่ติดเชื้อมาเลเรียครับ ยาที่พอใช้ได้จะเป็น artesunate (ด็อกซี่ไซคลีนมีข้อมูลเป็นพิษต่อเด็กทารก แต่อาทีซูเนตไม่มีข้อมูล)
4. ยาต้านไวรัส ribavirin ที่ใช้ในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อนใช้ และขณะใช้ไม่ควรตั้งครรภ์
5. ยาต้านเชื้อรา ฟลูโคนาโซล (fluconazole) ข้อบ่งใช้หลากหลายมาก อันนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
6. ยาต้านมาเลเรีย ไพรมาควิน (primaquine) ยาตัวนี้เป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการเกิดเม็ดเลือดแดงแตกในภาวะ G-6-PD อาจจะไม่ค่อยเกิดในแม่ (โรคนี้เกือบ 100% เกิดในผู้ชาย) แต่อาจเกิดในบุตรได้
ยาตัวอื่นนอกเหนือจากนี้ มีทั้งมีข้อมูลในสัตว์ทดลอง ไม่มีข้อมูลในคนหรือ ไม่เคยมีข้อมูลใดๆ หรือมีโทษเล็กน้อยแต่ประโยชน์ที่ได้มากกว่าโทษอย่างชัดเจน พวกนี้ก็พิจารณาให้เมื่อจำเป็นอย่างระมัดระวัง คุยความเสี่ยงกับพ่อแม่ของเด็กในครรภ์ให้เรียบร้อย (จากประสบการณ์ ไม่มีใครยอมเสี่ยงหรอกครับ และเราก็มียาและทางเลือกดีๆ เราจะไปเสี่ยงทำไม)
อีกกลุ่มคือยาต้านไวรัสเอชไอวี อันนี้จะมีบทเฉพาะเรื่องนะครับ ไม่กล่าวในที่นี้
ข้อสำคัญคือ ไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ขณะให้ยา ถ้าอยู่ในช่วงที่ตั้งครรภ์ได้คงต้องทบทวนประวัติประจำเดือน การคุมกำเนิด
อีกประการคือหากมีการให้ยาที่อาจเกิดอันตรายกับทารกในครรภ์ คงต้องย้ำเรื่องการคุมกำเนิด บางวิธีจะใช้ยากขึ้นเช่นยาเม็ดคุมกำเนิด อาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่กินอยู่ทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงได้
อาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งวิธี วิธีที่แนะนำคือการใช้ barrier คือถุงยางอนามัยทั้งของสตรีหรือบุรุษครับ ไม่มีปฏิกิริยาระหว่างยาแน่ๆ หรือ "อด" เปรี้ยวไว้กินหวาน ครับ

03 พฤษภาคม 2561

สลอด

เมื่อคืนก่อนที่ร้านอาหารอิตาเลียน กลางกรุงโรม ลูกมือพ่อครัวสองคนคุยกันเงียบๆหลังร้าน
"พี่ๆ นั่นนะ โมห์ ซาล่าห์ ถ้าเราจัดการมันซะ ลิเวอร์พูลก็แพ้ทีมเราแน่ๆ"
"งั้นแกเอานี่ไป ใส่ขวดสวยๆนะ ตอนยกไปเสิร์ฟ บอกมันว่านี่เป็นสูตรพิเศษ"
"จะดีเหรอพี่ "
"เออน่า ทีมเราได้เข้าชิง"
"ว่าแต่มันคืออะไร ยาพิษไม่เอานะพี่ ผมไม่อยากติดคุก"
"นี่แหละตำนาน มันคือ..สลอด !!"
สลอด ยาถ่ายรุนแรงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต ส่วนที่ออกฤทธิ์มาจากเมล็ดของต้นสลอด เมล็ดของต้นสลอดนี้มีน้ำมัน croton oil ตามชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นสลอด Croton tiglium น้ำมัน croton ในเมล็ดของสลอดนั้นเป็นสารระคายเคืองอย่างรุนแรง ในอินโดนีเซียมีการสกัดมาให้ลอกผิว ลอกฝ้า น้ำมันขนาดไม่กี่หยดก็จะเกิดการระคายคออย่างแรงได้ รวมไปถึงระคายเคืองกระเพาะอาหารและลำไส้
ตามตำรายาไทย ใช้เมล็ดสลอดเป็นยาระบาย แต่ก็ได้ระบุว่าถ้าไม่ชำนาญจริงไม่ควรใช้เพราะท้องเสียถ่ายเหลวถึงอันตรายได้ ในแอฟริกาใช้เพื่อขับพยาธิลำไส้ ก็ต้องกระตุ้นการบีบตัวที่รุนแรงมากทีเดียว
การใช้งานจึงต้องนำเมล็ดไปคั่วเพื่อให้ส่วนน้ำมันออกมาก่อน หรือไปทำละลายเจือจางคล้ายๆน้ำมันละหุ่ง แล้วจึงใช้น้ำมันเจือจางหรือเมล็ดที่ผ่านการคั่วมาแล้วมาใช้อย่างระมัดระวัง ผลเสียของสลอดทำให้ถ่ายเหลวรุนแรงจนขาดน้ำและเกลือแร่ถึงแก่ชีวิตได้
มีการศึกษาถึงพิษของ croton oil ในอินโดนีเซีย พบว่าขนาดของยาที่เกิดพิษ (ใช้ค่า LD50) มากกว่าขนาดรักษาประมาณ 2.7 เท่า แต่เนื่องจากขนาดรักษาน้อยมาก ขนาดพิษจึงไม่มาก
นอกจากนี้ยังพบต่อมาว่า croton oil มีสาร phorbol esters ที่พิสูจน์แล้วว่าอาจจะมีส่วนก่อมะเร็ง (co-carcinogen)
ทำให้ปัจจุบันยกเลิกการใช้น้ำมันสลอดในการรักษาในแง่เป็นยาระบายไปเรียบร้อยแล้ว
เป็นที่มาเรื่องราวที่เราเคยได้ยินว่าใส่สลอดในอาหารเพื่อแกล้งใคร ...จู๊ดเดียว ตาโบ๋เลย
กลับมาที่บรรยากาศหลังเกม ลูกมือพ่อครัวสองคนคุยกัน
"ไหนแกเอาสลอดใส่ไปแล้วไง ทำไมทีมเรายังตกรอบ"
"ใส่แล้วนะพี่ แต่ลิเวอร์พูลของเขาแรงจริงๆ สงสัยใส่น้อยไป"
"ไม่เป็นไร ครั้งหน้าแก้ตัวใหม่ อย่าให้พลาดอีกนะ "
"ครับพี่ "

01 พฤษภาคม 2561

ทางการแพทย์ใช้ยาลดน้ำหนักไหม

โพสต์นี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ เขียนสดๆ เลย
ทางการแพทย์ใช้ยาลดน้ำหนักไหม ... ปัจจุบันนี้หลักฐานชัดเจนแล้วว่า ถ้าเป็นโรคอ้วนนั้นให้รีดน้ำหนักด้วยการควบคุม "พลังงาน" ให้ได้สมดุลเป็นลบ หรือ ใช้มากกว่าที่กิน ปกติร่างกายเราใช้พลังงานพื้นฐานอยู่แล้ว เรากินเพื่ออยู่ แต่หากเราใช้พลังงานมากขึ้น เช่น ทำงานออกแรง เล่นกีฬา เราก็ต้องกินมากขึ้น
ห้ามคิดกลับกันว่า กินมากขึ้น ก็ไปออกกำลังกายออกให้หมด (เพราะมันไม่หมดหรอก ถ้าคุณไม่ใช่นักกีฬาอาชีพแบบโมฮัมเหม็ด ซาล่าห์)
ถ้าจะลดน้ำหนัก อสมการพื้นฐาน กินน้อยกว่าที่ใช้ หรือใช้ให้มากกว่าที่กิน จบ
เอาล่ะ ถ้าควบคุมเต็มที่แล้ว อย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี อย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอต่อเนื่อง ด้วยอาหารสูตรใดก็ได้ น้ำหนักจะลดลง 5-6 กิโลกรัมต่อปี เราจะไม่ลดมากกว่านี้เพราะคุณจะทนไม่ได้ ตบะแตก บางคนแตกตั้งแต่สามวันแรก ของพวกนี้ห้ามใจเร็วด่วนได้ จีบสาวยังต้องใช้เวลาตั้งหลายปี ลดน้ำหนักจะเร็วได้อย่างไร
น้ำหนักคนเราจะลงแบบขั้นบันได เมื่อเราปฏิบัติต่อเนื่อง มันจะต้องเข้าสมดุลสักพักหนึ่งก่อนที่จะลดลงต่อไป ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อหากยังไม่ลดในระยะแรกๆ หรือ ลดลงแล้วคงที่
ในกรณีไม่ได้อันนี้ก็ใช้ยา ยาส่วนมากเป็นยาออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทและระบบประสาทส่วนกลางทั้งสิ้น ผมจะไม่พูดรายละเอียดเพราะการใช้ต้องอยู่ในความควบคุมใกล้ชิด การศึกษาทั้งหลายที่ทำแล้วสำเร็จคือ ต้องอ้วนจริง ดัชนีมวลกายสูงทั้งนั้น 30-35 เป็นต้น พวกที่ผอมแล้วอยากผอมอีก หรือ แค่อวบๆ พอกอดเต็มมือ ใช้ยาไม่ได้หรอกครับ
การใช้ยาต้องใช้เป็นระยะเวลาหนึ่ง และต้องผ่านการคุมอาหารมาก่อนรวมทั้ง ควบคุมอาหารและออกกำลังกายต่อเนื่องตลอดเวลาที่กิน
ยาตัวใหม่ล่าสุด ยาฉีดเบาหวานตัวหนึ่งที่มีผลลดน้ำหนัก มีการศึกษาในคนไม่เป็นเบาหวานที่อ้วนมากๆๆ ยมกสิบตัว รีดน้ำหนักขั้นสุดยอดมาแล้ว และต้องทำต่อไป เมื่อใช้ยาเข้าไปอีกก็จะเห็นผลน้ำหนักลดลง
ดังนั้น ถ้าจะมาเดินฉุยฉาย ฉีดยาจึ๊กนึง หรือกินยาชุดนึ่ง แล้วไปกินหมูกะทะ บุฟเฟ่ต์ข้าวเหนียวมะม่วง หรือ เดินเกี่ยวทุเรียนกินในสวนแบบไม่อั้น ไม่มีทางนะครับ จะหยิบยาลดน้ำหนักตัวไหนมาใช้ ก็ต้องพิจารณาว่าในการศึกษาของเขาในการรับรองยานั้นเขามีกรรมวิธีอย่างไร เราจะแค่หยิบผลมาใช้อย่างเดียวไม่ได้
อีกหนึ่งวิธีที่ปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นการรักษาหลักในโรคอ้วนคือ การผ่าตัดแก้ไข ไม่ใช่เอาไขมันออกนะครับ แต่เป็นการผ่าตัดกระเพาะเช่น ตัดบางส่วน ทำให้ลีบลง ตัดต่อลำไส้ ใส่บอลลูน ตัดเส้นประสาท แต่ละวิธีคือต้องผ่าตัดต้องเสี่ยงทั้งสิ้น ดังนั้นต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนจะทำ
แน่นอนว่าก่อนจะถึงขั้นผ่าตัด ก็ต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องอย่างหนัก รีดเค้นเต็มที่ ใช้ยา แล้วยังอ้วนอีก หรือ อ้วนแบบอันตรายเป็นโรคร่วมอื่นๆ อันนี้ก็พิจารณาผ่าเร็วขึ้น โดยทั่วไปก็น้ำหนัก 120-150 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 40 ขึ้นไปทั้งนั้น ถ้าคิดว่าเราคนไทยสูง 170 เซนติเมตร ก็น้ำหนัก 115 กิโลกรัมขึ้น
ก่อนผ่าตัดต้องกินอาหารให้เป็นก่อนเพราะถ้ากินไม่เป็น ผ่าเสร็จก็ไม่มีประโยชน์ นอกจากนี้การผ่าตัดก็จะทำให้สมดุลอินซูลินและน้ำตาลดีขึ้นด้วยหากเป็นเบาหวานจะควบคุมดีขึ้น
ผมมีคาถาลดน้ำหนักมาแจกนะครับ ทำตามแล้วรับรองลดแน่ๆ
ฉันทะ...มีความยินยอม มีความสมัครใจ เห็นดีงามในเหตุผล ไม่ใช่เชื่อใครเขา
วิริยะ....อดทน ไม่ย่อท้อ ไม่ตบะแตก แม้ใครจะมายั่วอย่างไร
จิตตะ...เอาใจใส่ จดจ่อ หาความรู้ที่ถูกมาปรับใช้ ทบทวนการปฏิบัติแล้วแก้ไขในสิ่งผิด
วิมังสา...มีสติปัญญาไตร่ตรอง ให้ใช้วิธีที่ถูกต้อง ไม่หลงในอบายมุข
คนที่ลดน้ำหนักได้ หุ่นดีต่อเนื่อง อย่างน้อยก็พิสูจน์ความดีในความตั้งใจได้ ดังนั้น ผมจึงชอบสาวๆหุ่นดีไงครับ

บทความที่ได้รับความนิยม