03 มีนาคม 2561

ปวดท้องเมนส์ (primary dysmenorrhea) ทำไมต้องกิน พอนสแตน

ปวดท้องเมนส์ (primary dysmenorrhea) ทำไมต้องกิน พอนสแตน หรือชื่อทางยาสามัญ mefenamic acid วันนี้เราเข้าสู่การเป็น "สูตินรีเวช ง่ายนิดเดียว"
ปัญหาปวดท้องขณะมีประจำเดือน เชื่อว่าหลายๆคนคงจะเคยประสบกันบ้าง รุนแรงมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่คน หลายๆคนก็ใช้ยาหลายชนิด หลายๆคนต้องล้มหมอนนอนเสื่อ หนึ่งในยาที่ใช้ในการรักษาที่เรียกว่า "ฮิต" ติดตลาดคือ พอนสแตน
ยา mefenamic หรือ NSAIDs ในกลุ่ม fenamates ค้นพบในปี 1960 และหมดสิทธิบัตรทางยาในปี 1980 จึงมีการใช้ยาที่เป็นยาสามัญมากมาย มีการรับรองการใช้ยาพอนสแตนในการรักษาปวดท้องเมนส์มานานแล้ว โดยการศึกษาที่ทำในปี 1980 เขาใช้พอนสแตนเทียบกับยาหลอก หรือไม่ใช้ยานั่นเอง ก็พบว่า พอนสแตนลดปวดได้ดีกว่ามาก
ก่อนหน้านี้มีการใช้ยาพาราเซตามอลมาลดปวดหรือกลุ่มมอร์ฟีน ก็ลดปวดได้ไม่ดีนัก สาเหตุเพราะเรามาพบในช่วงปี 1980 นี่เองว่า อาการปวดประจำเดือนมันเกิดมาจาก สารที่ชื่อว่า พรอสตาแกลนดินส์ (prostaglandins) สารนี้เป็นสารเริ่มต้นของการอักเสบ ปวดบวมแดงร้อน ในเมื่อพอนสแตนเป็นยากลุ่มต้านการอักเสบโดยตรง ยับยั้งการสร้างพรอสตาแกลนดินส์โดยตรง มันจึงได้ผลนั่นเอง
ใข้ NSAIDs ตัวอื่นได้ไหม ในปี 1983 ก็มีการทำการศึกษาเทียบพอนสแตน กับ ไอบูโพรเฟน กับ ยาหลอก ในการลดปวดที่เริ่มจากระดับความปวดเท่ากัน ยาไอบุโพรเฟนกับพอนสแตนลดปวดได้ดีกว่ายาหลอก และไอบูโพรเฟนกับพอนสแตนลดปวดได้ไม่ต่างกัน
หลังจากนั้นก็มีการศึกษาออกมาอีกมากมาย ก็พบว่าจากการนำการศึกษามารวบรวมยา NSAIDs ทั้งหลาย พบว่าดีกว่าพาราเซตามอลและยาหลอกหมดทุกตัว และประสิทธิภาพการลดปวดไม่ต่างกันในกลุ่มบรรดา NSAIDs
สำหรับยาแก้ปวดกลุ่ม COX2 คือ พวก coxibs ทั้งหลายที่ไม่ค่อยกัดกระเพาะ พบว่าแม้การศึกษายังน้อยมาก แต่เท่าที่มีนั้นผลลดปวดก็ไม่ต่างจาก NSAIDs กลุ่มเดิมเลย
ในขณะเดียวกันผลข้างเคียงของ NSAIDs ในเรื่องระคายเคืองกระเพาะ เลือดออกจากกระเพาะ ไตบาดเจ็บ และอันตรายสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจโดยเฉพาะหัวใจวายก็ยังพบเหมือน NSAIDs ทุกตัว
พอนสแตนจะมีเพิ่มมาอีกหน่อยคือพบปวดศีรษะได้บ่อยกว่าตัวอื่นๆ การใช้ยาพอนสแตน ให้เริ่มขนาด 500 มิลลิกรัมก่อน แล้วกินขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 3 เวลา ต่อกันสามสี่วัน (ตามเวลามีประจำเดือน) และระวังหากใช้ยาร่วมกับยาลดความดันกลุ่ม อีปริ้ว (-pril)
ยา NSAIDs อื่นๆเช่น naproxen,ibuprofen,sulindac,piroxicam ก็ใช้ได้และต้องระวังผลเสียของยาเช่นกัน ส่วน COXib ก็ใช้ได้แต่มีข้อมูลน้อยกว่าครับ
หากปวดมากๆ ทำอย่างไรก็ไม่หาย ให้ไปปรึกษาวิธีการรักษากับสูตินรีแพทย์..ตัวจริง..นะครับ (ท่านหมื่นอายุรศาสตร์ เป็นแค่ตัวปลอมนะออเจ้า)
ที่มา
Ginecol Obstet Mex 1995 Jan;63:4-9
Int J Gynecol Obstet 1980 ;18(3)
Obstet Gynecol 1983 May;61(5)
Cochrane database Syst Rev 2015 ;30(7)
BMJ Clin Evid. 2007; 2007: 0813.

02 มีนาคม 2561

McBurney's incision

วันนี้ตรวจร่างกายคนไข้คนหนึ่ง เห็นรอยแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง ทำให้แยกโรคไส้ติ่งอักเสบออกไปได้ เพราะเขาไม่มีไส้ติ่ง จากรอยผ่าตัดที่ชื่อว่า McBurney's incision กับเกร็ดเรื่องราวของ "ศัลยศาสตร์ ง่ายนิดเดียว"
แผลผ่าตัดที่นิยมกันมากเวลาที่ผ่าตัดไส้ติ่งคือตรงที่เอารูปมาให้ดูนี่แหละครับ ตามตำราศัลยศาสตร์ บอกว่า ให้ลากเส้นสมมติจากสะดือ ออกมาทางขวา ชี้ลงล่างไปสิ้นสุดที่ปุ่มกระดูกสะโพกด้านหน้า (anterior superior iliac spine) ตำแหน่งการลงมีดให้ลงตั้งฉากกับเส้นสมมตินี้ โดยแบ่งเส้นสมมติออกเป็นสามส่วน ลงมีดในตำแหน่งที่แบ่งหนึ่งในสามวัดจากด้านนอกเข้ามา
แผลตรงนี้จะใกล้ไส้ติ่ง และการลงมีดขนานกับกล้ามเนื้อหน้าท้องด้านนอกที่เส้นใยเรียงตัวขนานกับรอยลงมีดก็จะเย็บง่าย หายเร็ว
จริงๆมีการลงมีดอีกหลายอย่าง เดี๋ยวน้องศัลยแพทย์จะเข้ามาเสริมให้ครับ เพราะตอนนี้ลงมีดแต่ไก่ทอด ไก่ย่าง
แต่ทำไมเรียก McBurney มาฟังที่มากัน แน่นอน McBurney เป็นชื่อคนนะครับ ท่านชื่อเต็มๆคือ Charles Heber McBurney ศัลยแพทย์ชาวอเมริกา ปี 1845 จบแพทย์ที่ฮาร์วาร์ดและไปต่อทางผ่าตัดที่อังกฤษและเวียนนา
ในปี 1888 ขณะที่ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรม ที่โรงพยาบาลโรสต์เวลท์ คุณหมอแม็คเบอร์เน่ ได้รายงานจุดตำแหน่งที่เขาคิดและทดลองดูว่า นี่แหละจุดผ่าไส้ติ่งที่ดีที่สุด ในงานประชุมศัลยแพทย์ที่นิวยอร์ก 1889 นั่นคือ จุด แม็คเบอร์เน่
และเรียกการผ่าแบบนี้ว่า McBurney's incision ซึ่งจริงๆแล้ว หมอที่ชื่อ Louis L McArther ทำการผ่าไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ไม่ได้รับความเลื่อมใสนิยมเท่านี้ คุณหมอแม็ตเบอร์เน่ก็ได้ให้เครดิตกับคุณหมอแม็คอาร์เธอร์กลับคืน
แต่งานที่คุณหมอแม็คเบอร์เน่ได้รับการจับตามองจากสาธารณชนคือ เป็นหนึ่งในทีมที่เข้ารับการรักษาท่านอดีตประธานาธิบดี William McKinsey ประธานาธิบดีคนที่ 25...ถ้าใครสังเกต มี Mc. ทุกคนที่เกี่ยวข้อง... ที่ถูกลอบสังหาร โดยยิงแบบกระชั้นชิด ในปี 1901 สองสามวันนั้น คุณหมอแม็คเบอร์เน่เป็นข่าวทุกวัน เพราะท่านโดนยิงที่นิวยอร์ก สถานที่ทำงานของคุณหมอแม็คเบอร์เน่ ให้ความมั่นใจว่าเดี๋ยวท่านประธานาธิบดีก็หาย ...สุดท้ายท่านตาย !! และ เป็นจุดกำเนิดหนึ่งในประธานาธิบดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่ง ธีโอเดอร์ รูสเวลท์
นอกจากนี้ สายเลือดคนหนึ่งของคุณหมอแม็คเบอร์เน่ เราก็ได้เคยได้ยินเสียงเขากันทั้งโลก ..คือ ไซมอน แม็คเบอร์เน่ ...ผู้ให้เสียง เป็น ครีเชอร์ เอลฟ์ประจำบ้าน ซีเรียส แบล็ก ..
เฮ้อ..เริ่มจากตรวจร่างกายคนไข้แล้วเจอแผลเป็นแผลหนึ่ง ทำให้เกิดเรื่องราวถึงขนาดนี้ ... นี่คือเอกลักษณ์ของเพจนี้กระมังครับ เพ้อฝันไปวันๆ 555 ... ไปกินยาฮาดอลล่ะนะ

เหล้ากับสมองเสื่อม

เหล้า..ก็ทำให้สมองเสื่อมได้

เมื่อวานเห็นป้ายติดในร้านค้าว่าวันนี้เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แว่บนึกถึงหนึ่งในห้าเรื่องราวทางการแพทย์ที่ได้รับการอ่านมากที่สุดของเว็บไซต์ medscape เว็บไซต์การแพทย์ชื่อดัง (อยากบอกว่า 4 เรื่องนั้นท่านอ่านกันหมดแล้ว) คือเรื่องเหล้ากับการเกิดโรคสมองเสื่อม

  โรคสมองเสื่อม demantia แบ่งได้หลายอย่างนะครับเช่น โรคอัลไซเมอร์ที่เป็นปัญหาระดับโลกเพราะแก่ตัวไปก็จะต้องเสียค่าดูแลมหาศาล โรคสมองเสื่อมจากหลอดเลือดตีบ โรคสมองเสื่อมจากโรคทางกายอื่นๆ มนุษย์เราพยายามต่อสู้กับโรคนี้มาตลอด ในต่างประเทศนั้นเป็นปัญหาที่หนักกว่าบ้านเรา มีการศึกษาทดลองและใช้ยามากมาย
  สังคมบ้านเรา เรายังดูแลผู้สูงวัยแบบครอบครัว ต่างจากที่นั่นที่อยู่ที่ เนอร์สซิ่งโฮม

จึงพยายามเสาะหาความเสี่ยงอันป้องกันได้เพื่อป้องกันให้หมด ใครอยากรู้เรื่องความเสี่ยง ผมเขียนไว้ให้สองตอนเมื่อสามวันก่อนนะครับ และก็มีนักวิจัยที่ฝรั่งเศส ดินแดนแห่งไวน์ น้ำหอม และ ซีเนอดีน ซีดาน  ได้ทำการศึกษาข้อมูลโดยศึกษาย้อนหลัง เพื่อหาความสัมพันธ์ว่าคนที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม มันสัมพันธ์กับสิ่งหนึ่งที่เขาสนใจหรือไม่ คือ การดื่มแอลกอฮอล์

   มีข้อมูลการนอนโรงพยาบาลทั้งสิ้น 31 ล้านคนในช่วงปี 2008-2013 ในจำนวนนี้มีการวินิจฉัยโรคสมองเสื่อม 4.2% แต่นั่นก็ล้านสามนะครับ ไม่น้อยเลย ในจำนวนนี้เขานำมาวิเคราะเจ็ดแสนกว่าคน โดยตัดโรคที่พบน้อยมากและสมองเสื่อมที่มีผลจากสิ่งอื่นไป (ข้อบกพร่องอันหนึ่งเช่นกัน)สิ่งแรกที่พบคือ สุภาพสตรีเป็นโรคสมองเสื่อมมากว่าผู้ชายนะ 60-40
   ในกลุ่มคนที่เป็นสมองเสื่อมนี้ พบว่าสัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าคนที่ไม่ดื่มถึงสามเท่า !! ละเอียดลงไป คือ ผู้ชาย 3.3 เท่า ผู้หญิง 3.2 เท่า และถ้าแยกดูในช่วงอายุไม่มาก สมองเสื่อมระยะแรกๆ ความสัมพันธ์จะชัดมาก และความสัมพันธ์นี้ มีนัยสำคัญทางสถิติด้วย 

    และถ้ามาเรียงปัจจัยเสี่ยงอันพึงแก้ไขได้ เช่น น้ำหนักมาก ไขมัน ความดัน บุหรี่ เหล้านำโด่งมาอันดับหนึ่ง สามเท่ากว่าๆ ตัวอื่นแค่เท่ากว่าๆเท่านั่น

   แม้การศึกษานี้จะเป็นการศึกษาย้อนหลัง แค่ก็ขนาดใหญ่มากพอ รัดกุมพอประมาณ ไม่ได้บอกปริมาณ ชนิด และระยะเวลาการดื่ม แต่ก็บอกได้ว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการเกิดโรคสมองเสื่อม ...ใครคิดจะดื่มต่อไปอาจต้องคิดเพิ่ม รัฐคงต้องเพิ่มมาตรการมากกว่านี้

    ส่วนการดื่มแอลกอฮอล์ที่สัมพันธ์กับการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เดี๋ยวขอไปหาดูก่อน รู้สึกจะเคยค้นไว้นานแล้ว ทำเอาเลิกจิบไวน์ไประยะหนึ่งเลย...เปรี้ยง ฟิ้ววววว  ได้ยินไหม เสียงปี๊บลอยไปไกลโน่นเลย

ที่มา จาก lancet public health :Contribution of alcohol use disorders to the burden of dementia in France 2008–13: a nationwide retrospective cohort study Michaël Schwarzinger, Bruce G Pollock, Omer S M Hasan, Carole Dufouil, Jürgen Rehm, for the QalyDays Study Group

01 มีนาคม 2561

nifedipine อมใต้ลิ้น ถึงเวลาเลิกใข้

เลิกใช้ ยาลดความดัน Nifedipine ที่เอามาอมใต้ลิ้นกันได้แล้ว !!

สมัยก่อนเรามีการใช้ยาเม็ดลดความดัน nifedipine เคี้ยวอมหรือแกะแคปซูลอมใต้ลิ้น เพื่อหวังผลลดความดันเร็วๆในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงมากๆ แต่ปรากฏว่าผลที่เกิดมันอันตราย และรุนแรงมากกว่าผลที่ได้คือแค่ตัวเลขความดันลด ..ความดันลด คนใช้ยาดีใจ แต่คนไข้อาจได้ผลเสีย 

1.nifedipine เป็นยากินที่ออกฤทธิ์เร็วอยู่แล้ว และหากใช้การอมใต้ลิ้นก็จะสามารถออกฤทธิ์ได้ใน 5-10 นาทีเลยทีเดียว เช่นกันก็หมดฤทธิ์เร็ว ทำให้ความดันที่ลดลงชั่วคราวกลับมาสูงอีก แต่ว่าจะคาดเดาการออกฤทธิ์ได้ยาก ไม่เหมือนยาฉีด ยาหยดเข้าหลอดเลือดในการลดความดัน

2. nifedipine ทำให้เกิดหัวใจเต้นเร็วขึ้น reflex tachycardia และ หลอดเลือดส่วนปลายขยายออก เลือดไปกองกันที่อวัยวะที่ไม่สำคัญเช่นแขนขา กระบวนการทั้งหมดนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบาดเจ็บมากขึ้น มีการทดลองทำในญี่ปุ่น โดยวัดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจพบว่าแม้ใช้เพียงขนาดต่ำก็มีอันตรายที่ทำให้เลือดไปหัวใจลดลง

3. แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นกับการใช้ยา nifedipine แบบใต้ลิ้น ซึ่งไม่ใช่ข้อบ่งชี้ที่องค์การอาหารและยาระบุ และไม่มีการศึกษาถึงประโยชน์การใช้ nifedipine แบบอมใต้ลิ้นเลย การใช้ทั้งหมดที่ได้รับคำรับรองมาจากการกินทั้งสิ้น

4. ปัญหาที่เกิดคือ เมื่อความดันลดเร็วเกิน ชีพจรก็เร็วมาก เลือดก็ไม่เข้าหัวใจ ...เหมือนปั๊มน้ำที่น้ำไหลเข้าน้อย แรงดันปั๊มก็แย่ แถมทำงานถี่มากจนน้ำยังไม่ทันเข้ามาเต็มปั๊มเลยต้องปั๊มออกไปอีกแล้ว เรียกว่า ปั๊มก็แย่ลงๆ เลือดก็ไม่ออก  สุดท้าย หัวใจ ไต สมอง ขาดเลือดโดยพร้อมเพรียงกัน

5. มีรายงานผลเสียจากการใช้ยา nifedipine อมใต้ลิ้นมากมาย (ประโยชน์ก็ไม่มี แถมโทษยังเยอะอีก) ลักษณะที่เกิดก็เหมือนกรณีที่ผมเคยเขียนไป ความดันไม่สูงจริง ไปลดเร็วมากๆ ไตวายเลย อันนี้ก็เหมือนกัน   ดังนั้นในแนวทางการรักษา JNC 6 (ปัจจุบัน JNC 8 แล้ว) ไม่แนะนำการใช้ยา nifedipine แบบอมใต้ลิ้นในการรักษาความดันสูงแบบฉุกเฉินอยู่เลย

6. แล้วจะทำอย่างไร อยู่ที่ห่างไกล ยามีใช้น้อย ....อย่างแรก ความดันโลหิตสูงเร่งด่วนแบบต้องใช้การลดด่วนๆ 25% ในชั่วโมงแรกจริงหรือ ปัจจุบันนั้นเหลืออยู่น้อยมาก ได้แก่ หลอดเลือดแดงฉีกขาด aortic dissection, ครรภ์เป็นพิษ pre eclampsia and eclampsia, ภาวะฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชนิดอิพิเนฟรีนสูงอันตราย pheochromocytoma crisis ถ้ามีจริง ให้ใช้ยาฉีดนะครับ (จากแนวทางความดันใหม่ล่าสุด AHA/ACC 2017)

7. ยาที่ใช้ที่ผมคิดว่ามีทุกที่ เพราะว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น ทุกที่รักษาได้ จึงมียาที่ใช้ในการรักษาความดันสูงแบบฉุกเฉินนี้ได้เช่นกัน ปัจจุบันคือ ยาฉีด nicardipine ที่มีทุกที่ ส่วนที่ใดมียาฉีด labeterol, NTG, nitropropusside ก็ว่ากันไปตามนั้น   ...จึงไม่ใช้ nifedipine แบบอมใต้ลิ้นอีกต่อไป หรือถ้าไม่มีจริงๆก็ส่งต่อเถอะครับ

8. หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินอย่างที่เรากล่าวกันมาแล้ว หรือจากโพสต์ที่แล้ว ให้ใจเย็นๆ และใช้ยากินนะครับ เพื่อความง่าย ผมตัดภาพมาจากแนวทางการรักษาความดันโลหิตสูงตัวใหม่ล่าสุดของ AHA/ACC 2017 มาให้ดูด้วย (แนวทาง 130/80 นั่นแหละ)

9. มีการรวบรวมข้อมูลในสเปน ตั้งแต่ไม่สนับสนุนการใช้ nifedipine อมใต้ลิ้น มาตั้งแต่ 1998 พบว่าการให้ข้อมูลแก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เมื่อเก็บข้อมูล ปี 1997-2001 พบว่าการใช้ nifedipine อมใต้ลิ้นลดลงมาก ก็หวังว่าบทความนี้คงได้ประโยชน์เช่นกัน

10. ขอขอบคุณ อ.ระพีพล กุญชร ณ อยุธยา Rapeephon Rapp Kunjara ที่ช่วยย้ำเตือนเรื่องนี้ ส่วนตัวผมไม่เคยใช้เลยและคิดว่าคงไม่มีใครใช้ จึงไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ แต่จริงๆก็ยังมีอยู่บ้าง และอาจเกิดอันตรายได้ จึงขอรวบรวมข้อมูลมาสรุปให้ฟังครับ

ที่มา
JNC 8
AHA/ACC HT guideline 2017
Nature : Journal of Human Hypertension; Jan 2008
Clin Exp Pharmacol Physio 1999 May-June;26(5-6)
Rev Clin Exp 2003 Jan;203(1)
JAMA 1999;159(19)

เครดิตภาพ : youtube.com

การลดความดันที่ไม่จำเป็น

จริงๆปัญหานี้พบบ่อยมากนะครับ คือ ความดันโลหิตสูงมาก เราต้องรีบลดลงหรือไม่ การตัดสินใจที่อยู่บนเส้นด้าย จะไม่ลดแล้วจะเป็นอะไรไหม แล้วถ้าลดลงจะลดลงเมื่อไร ก่อนหน้านี้เคยเขียนภาวะนี้ไปแล้ว ลองไปทบทวนได้ที่นี่
http://medicine4layman.blogspot.com/2016/03/blog-post_17.html  แต่นี่เรามาดูผลจากการรักษาโดยไม่จำเป็นว่าส่งผลแบบใด

   ข้อมูลนี้ลงในวารสาร JAMA internal medicine 19 กพ. ที่ผ่านมา ด้วยการยกกรณีศึกษาดังนี้ หญิงอายุ 77 ปีคนหนึ่งมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงและตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มีอยู่วันหนึ่งเธอปวดท้องมาก ...คือโรคตับอ่อนอักเสบเรื้อรังก็จะมีอาการปวดท้องเป็นๆหายๆนะครับ..ก็มาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ตรวจพบว่าก็เป็นจากตับอ่อนอักเสบนั่นแหละ ได้รับการรักษาโดยให้ยาฉีดมอร์ฟีน หลังจากฉีดยาไปความดันโลหิตเธอก็ต่ำๆ 100/60 หมอก็ให้หยุดยาความดันไปก่อน
   อีกสักพักเธอก็มีอาการปวดอีก สงสัยมอร์ฟีนหมดฤทธิ์และตับอ่อนอักเสบยังไม่ดีขึ้น ก็มีการวัดความดันตอนปวด ปรากฏว่าพุ่งสูง 247/118 แต่ก็ยังรู้ตัวดี ตรวจร่างกายก็ปรกติ

   เธอได้รับยาฉีดลดความดัน Hydralazine ขนาด 20 มิลลิกรัมทางหลอดเลือดดำทันที หลังจากฉีดความดันลดฮวบ ...คือยาฉีดลดความดันมันจะออกฤทธิ์เร็วมากครับ หลักเป็นนาที...เหลือ 90/54 และอยู่เท่านี้เป็นชั่วโมงๆ ตอนที่ความดันตกนี้ เธอก็วิงเวียน หน้ามืด ได้รับการให้น้ำเกลือและยาฉีดแก้อาเจียน ก็ดีขึ้น ความดันเริ่มขึ้น
  วันรุ่งขึ้น ...เธอมีภาวะไตวายเฉียบพลัน !! ครับ การที่ความดันโลหิตตกในตอนนั้น ทำให้เลือดไปเลี่ยงไตไม่พอในช่วงเวลาหนึ่ง จึงเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาษาปัจจุบันเรียกไตบาดเจ็บ เพราะเมื่อรักษาประคับประคองในอีกสองวัน ไตก็กลับมาทำงานปรกติ

  ความดันโลหิตสูงแบบที่เรียกว่าสูงเฉียบพลันและมีอันตราย นั่นคือถ้าปล่อยไว้อาจถึงแก่ชีวิต พวกนี้คือจะพบความเสียหายต่ออวัยวะ หัวใจ ไต สมอง และหลอดเลือด ก็จะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยแบบหัวใจวาย หรือมีภาวะสับสน ถามตอบไม่รู้เรื่อง ตามองไม่เห็น หรืออันตรายมากสุดคือ หลอดเลือดแดงใหญ่เกิดฉีกขาด จะมีอาการเจ็บหน้าอกมากๆร้าวทะลุหลัง
  ต้องใช้ประวัติ การตรวจร่างกาย เพื่อแยกโรคว่าอาการที่เกิดนี้คือความดันโลหิตสูงเฉียบพลันหรือไม่ ถ้าจำเป็นก็ต้องตรวจเพิ่มแบบด่วนเพื่อตัดสินใจรักษาให้ยาเร่งด่วนเช่นกัน
  ในการรักษาความดันสูงรุนแรงที่เรียกว่า hypertensive emergency เราจะใช้ยาที่ลดความดันทางหลอดเลือดดำ ที่จะลดเร็วมากเป็นหลัก "นาที" ต้องติดตามความดันใกล้ชิดมากหรือต้องใส่สายไปวัดความดันในหลอดเลือดแดง (arterial line placement) เพื่อลดความดันลงมา 25% ในชั่วโมงแรก และลดลงจนถึงเป้าประมาณ 160/100 ในยี่สิบสี่ชั่วโมง  สังเกตว่าก็ไม่ได้ลดฮวบเกินไปเช่นกัน

  เพราะถ้าลดฮวบ..ลดเร็วเกินไป อาจเกิดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆไม่ทัน อวัยวะขาดเลือดอย่างในตัวอย่างนี้ได้ 

   ส่วนในภาวะที่ความดันโลหิตสูงจริง แต่ไม่มีอวัยวะเสียหายเร่งด่วนเรียกว่า hypertensive urgency ก็ให้ตรวจหาสาเหตุ และให้ลดความดันลงในหลักเป็นวันนะครับ คือค่อยๆลด ขนาดด่วนๆเขายังลดไม่มากนักเลย นี่ไม่ด่วนจะไปลดเร็วๆมากๆก็ใช่ที่ แถมในตัวอย่างนี้ความดันก็ไม่ได้สูงจริง แต่เกิดจากปวดท้องต่างหาก

   มีการศึกษาที่ศึกษาข้อมูลย้อนหลังว่า ประมาณ 4% ของคนไข้ที่ได้รับยาฉีดทั้งๆที่ไม่จำเป็น และเคยมีการศึกษาว่า การรักษา Hypertensive urgency หากได้รับยาฉีดลดความดันเร็วๆ มีผลข้างเคียงจากการรักษาถึงหนึ่งในสามเลยทีเดียว
    แนวทางการรักษาทั้งของอเมริกา ACC/AHA 2017 และยุโรป ESH 2013 ระบุตรงกันในการรักษาความดันโลหิตสูงเฉียบพลันทั้งสองแบบ

  ก่อนให้ยาลดความดันทางหลอดเลือดดำควรไตร่ตรองให้รอบคอบว่าจำเป็นและคุ้มค่าหรือไม่

บทความที่ได้รับความนิยม