22 เมษายน 2561

พาสต้า

พาสต้า...แป้งสาลีแปรรูปเป็นเส้น อบแห้งแข็งเก็บไว้ได้นาน เวลาจะกินก็มาต้มน้ำจนสุก แล้วมาประกอบอาหาร เช่น พาสต้าน้ำยาป่า พาสต้าแกงไก่ พาสต้าน้ำยากะทิ หลายๆประเทศในยุโรปก็มีพาสต้า ไม่ใช่แค่อิตาลี
ดินแดนแห่งรองเท้าบูตและนักฟุตบอลหล่อลากดิน มีชื่อเรียกพาสต้าหลายๆแบบ เส้นยาวๆกลวงเรียกมักกะโรนี เส้นยาวๆตันเรียกว่าสปาเก็ตตี้ เส้นสั้นๆแบนๆเรียก ลิงกวีเน่ เส้นสั้นๆแบนๆเป็นเกลียวเรียก ฟูซิลลี่ (อย่าเรียกซิลลี่ฟูลส์นะ)
พาสต้าถือเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมือนกับข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ข้าวซ้อมมือ คำว่าดัชนีน้ำตาล คือ เมื่อกินอาการคาร์โบไฮเดรตไปแล้วระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงมากและเร็วแค่ไหน ถ้ากินเข้าไปแล้วระดับน้ำตาลในเลือดสูงเร็วเรียก ดัชนีน้ำตาลสูง คำว่าสูงนี้คือเทียบกับน้ำตาลกลูโคสที่ดูดซึมดีมาก เทียบเป็น 100 ตัวเลขต่ำคือน้อยกว่า 55 ตัวเลขสูงคือตั้งแต่ 70
ถ้าเรากินอาหารที่ดัชนีกลูโคสสูง ร่างกายจะรีบจัดเก็บถ้าไม่ได้นำไปใช้แบบทันทีทันใด ณ เวลานั้น นำไปเก็บในรูปไขมันสะสม และจะหมดไปจากเลือดอย่างรวดเร็ว เราก็ต้องกินใหม่อีก และถ้าหากใครเป็นเบาหวานฮอร์โมนอินซูลินที่ใช้จัดการน้ำตาลบกพร่อง น้ำตาลก็จะสูงค้างอยู่นานมากซึ่งไม่ดีต่อโรค ผู้ป่วยเบาหวานจึงมีคำแนะนำรับประทานอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ
กลับมาที่พาสต้า เราระบุว่าพาสต้านี่ดัชนีน้ำตาลต่ำ เป็นหนึ่งในอาหารแนะนำเวลาควบคุมอาหารหรือเบาหวาน (ถ้าปริมาณไม่มากเกินไปนะ) มีการวิจัยที่รวบรวมการศึกษาที่เปรียบเทียบการกินพาสต้าในแง่เป็นอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ เทียบกับการกินอาหารดัชนีน้ำตาลสูงในปริมาณพลังงานที่เทียบเท่ากัน พบว่าการกินอาหารที่ดัชนีน้ำตาลต่ำที่ในการศึกษาเลือกพาสต้านั้น ในระยะสั้นสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณครึ่งกิโลกรัมในระยะเวลาสองถึงสามเดือน โดยที่ไม่เด้งกลับ ลดดัชนีมวลกายลงได้ ทั้งสองอย่างนี้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับอาหารดัชนีน้ำตาลสูง
แม้การศึกษาแต่ละอันจะขนาดไม่ใหญ่และมีความแปรปรวนมาก แต่พอนำมารวมกันด้วยวิธีทางสถิติกลับพบชัดเจนว่า พาสต้าสามารถลดน้ำหนัก ลดดัชนีมวลกาย ไม่มีผลเสีย เมื่อไปเทียบกับอาหารดัชนี้น้ำตาลสูงอื่นๆ ในระดับพลังงานที่พอๆกัน
พอจะบอกได้ว่าอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำๆ แบบที่อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนแนะนำนั้น มีประโยชน์มากทีเดียว (ในที่นี้คือพาสต้า และส่วนมากคือ มักกะโรนี)
ที่มา BMJ Open 2018;8:e019438

21 เมษายน 2561

ติดบุหรี่...เป็นมะเร็ง...รหัสพันธุกรรม

ติดบุหรี่...เป็นมะเร็ง...รหัสพันธุกรรม
บุหรี่ส่งสารเผาไหม้ น้ำมันดิน โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เข้าสู่ปอดผู้สูบและคนรอบข้าง ส่งผลก่อมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ ส่งนิโคตินเข้าสู่สมองเพื่อให้ผู้สูบติดบุหรี่ บริโภคควันและนิโคตินต่อไปอย่างไม่จบสิ้น แต่ทุกคนก็ไม่ได้อยู่ในกฏนี้ 100%
ความก้าวหน้าทางวิชาการโดยเฉพาะเรื่องรหัสพันธุกรรม ช่วยให้เราไขปริศนาโรคต่างๆได้มากมาย แต่ละคนมีรหัสต่างๆกัน ก็จะมีแนวโน้ม มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน นั่นคือการรักษาก็จะออกแบบให้แต่ละคนที่แตกต่างกันถึงแม้จะโรคเดียวกันก็ตาม
นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยทางการแพทย์ได้ค้นพบ กลุ่มรหัสพันธุกรรม (gene cluster) ที่เกี่ยวข้องกับ การติดนิโคตินและการเกิดมะเร็ง กลุ่มยีน CHRNA5-CHRNA3-CHRNB4 อยู่บนโครโมโซมมนุษย์คู่ที่สิบห้า
งานวิจัยของการศึกษายีน CHRNA5 พบว่าถ้าหากมีการกลายพันธุ์ของยีนนี้ จะทำ ให้เราเลิกบุหรี่ได้ยากขึ้น คือ ติดนิโคตินรุนแรงนั่นเอง
พันธุกรรมในยีนคู่ของมนุษย์ หากกลายพันธุ์แค่ยีนเดียวก็ไม่รุนแรงเท่ากลายพันธุ์ทั้งสองยีน ยีนนี้ก็เช่นกัน หากกลายพันธุ์คู่ก็จะเลิกบุหรี่ยากกว่าปกติ 1.5 เท่า และหากติดบุหรี่ตั้งแต่ อายุน้อยๆก็จะเลิกยากมากขึ้น ระยะเวลาที่คนมียีนนี้แบบกลายพันธุ์ทั้งสองยีนจะเลิกช้าและยากกว่าคนทั่วไป 4 ปี หากการเลิกเป็นไปอย่างจริงจัง
ในขณะที่ผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีน CHRNA5 นี้ก็จะสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย มีการศึกษาว่าผู้ที่มีการกลายพันธุ์ของยีนนี้จะตรวจพบมะเร็งปอดเร็วกว่าคนที่ปรกติถึง 4 ปี
และกลุ่มยีน CHRNA5-CHRNA3-CHRNB4 ก็สัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปอดอย่างชัดเจน เป็นการไขกุญแจเรื่องพันธุกรรมกับมะเร็งปอดอย่างที่อธิบายไปเมื่อครั้งก่อนนี้ครับ
ยีนทั้งสองตัวน่าจะเป็นตัวเชื่อมต่อว่า ทำไมบางคนสูบบุหรี่จัดแล้วไม่เป็นมะเร็ง หรือ การสูบบุหรี่ลดลงแต่อุบัติการณ์ของมะเร็งปอดไม่ได้ลดลงตามกันมากเท่าใดนัก และช่วยโยงความสัมพันธ์เรื่องบุหรี่กับมะเร็งที่ชัดเจนขึ้น ระบุผู้ที่เสี่ยงการเกิดมะเร็งเพื่อวางแผนคัดกรองอย่างเหมาะสม
และไปถึงขั้นการรักษาด้วย
อนาคตการเลิกบุหรี่ คงต้องดูยีนและการกลายพันธุ์ด้วย เพื่อบ่งชี้ความยากง่ายในการเลิก การใช้สารชดเชยนิโคตินว่าจำเป็นแค่ไหน และ ออกแบบยาใหม่ๆที่ไปออกฤทธิ์ที่ยีน หรือเฉพาะผู้ที่มียีนกลายพันธุ์ ทำให้ความสำเร็จในการเลิกนิโคตินสูงขึ้น ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงการทดลองเช่น AZD8529, CERC-501
Welcome to Future Medicine..
ที่มา
Arch Gen Psychiatry 2012, Aug 69(8)
Trends Neurosci 2016, Dec:39(12)
Journal of National Cancer Institute May, 2015; 107(5)
Nature Neuropsychopharmacology 2015 :40; 2813-21

20 เมษายน 2561

de Winter's T wave

ภาพคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่หยิบยกมาเตือนกัน แม้จะไม่เห็นว่าเป็นภาวะเร่งด่วน ST elevation myocardial infarction และแน่นอนเครื่องอ่านไม่อ่านแน่ๆ แต่ภาวะนี้ก็เทียบเท่า STEMI เลยทีเดียว กับ de Winter's T wave
คุณหมอ de Winter อายุรแพทย์โรคหัวใจจากดินแดนกังหันลมและดอกทิวลิป ได้รวบรวมกรณีศึกษาผู้ป่วย หนึ่งพันแปดร้อยกว่าราย ว่าถ้าพบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบนี้ ในผู้ป่วยที่มีอาการแน่นหน้าอกและมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อไปตรวจโดยการฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจก็พบว่าสัมพันธ์กับการอุดตันของหลอดเลือดแดงแขนงสำคัญที่ไม่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ผนังด้านหน้า ที่เลี้ยงโดย Left Anterior Descending artery
ผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้จะไม่เห็น ST ยกสูงแต่ก็ควรส่งไปเข้ารับการรักษาหัตถการหลอดเลือดหัวใจโดยด่วน ให้เปรียบเสมือนหลอดเลือดตีบแบบ ST elevation และไม่มีบทพิสูจน์การให้ยาสลายลิ่มเลือดว่าจะได้ประโยชน์มากน้อยเพียงใด
สิ่งที่เห็น
1. T wave จะสูง เท่ากับหรือสูงกว่า QRS ยอดแหลมพุ่งเร็วชันลงชัน และชี้ทิศขึ้นทั้งหมด
2. ช่วงรอยต่อ S wave กับ T wave จะถูกกดลง กดลงอย่างน้อยหนึ่งช่องเล็กเมื่อเทียบกับแนวเส้นปรกติ
3. ไม่พบ ST elevation ในลีด V1 ถึง V6 แต่
4. จะไปพบ ST elevation ไม่สูงมากนักในลีด aVR
อาจไม่พบการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าตามแบบ STEMI ที่เวลาเราทำคลื่นไฟฟ้าต่อเนื่องกันจะเห็นการเปลี่ยนแปลง และ de Winter 's นี้ก็อาจจะไม่หายไป ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขที่หลอดเลือดหัวใจ
นอกจากนี้ ยังมี Wellen's Sign อีกด้วยนะ
ดังนั้นถ้าพบเห็นคลื่นไฟฟ้าแบบนี้ ให้รีบส่งคนไข้ไปรับการทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจนะครับ
เป็นอีกหนึ่งคลื่นไฟฟ้า อีซีจี อันตรายที่มีมักจะมาเยี่ยมเยือนห้องฉุกเฉินของท่าน ยามค่ำคืน รับรองน่ากลัวกว่าหนังผีใดๆ

มะเร็งปอด (2)

มะเร็งปอด (2)
เอาล่ะ..ถ้าผ่าได้ คือระยะโรคไม่ลุกลามมากและมีโอกาสหายขาด ร่างกายแข็งแรงพอ ก็จะส่งผ่าตัดและติดตามด้วยการให้การรักษาหลังผ่าตัด ทั้งการให้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง หรือให้ร่วมกันทั้งสองวิธี โดยต้องคำนึงถึงผลดีผลเสียให้ชัด เพราะว่าหากหวังผลจะกำจัดเซลที่เหลือให้หมดจด แต่ต้องแลกมาด้วยผลเสียของการรักษาไม่ว่าจะด้วยยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ก็ต้องพิจารณาดีๆ
การฉายรังสี มีทั้งแบบฉายจากภายนอก ที่จะเจอผลข้างเคียงมากหน่อย ทั้งปอดและหลอดลมส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องก็อาจจะโดนผลข้างเคียงไปด้วย หรือลามไปถึงหัวใจก็มี
หรือการฉายแบบเฉพาะเล็งแบบสามมิติ เข้าสู่จุดเป้าหมายที่เรียกว่า stereotactic body radiotherapy ที่ให้ผลดีกับมะเร็งระยะต้นขนาดไม่ใหญ่มาก สำหรับผู้ป่วยที่ผ่าไม่ได้
การใช้รังสีรักษานั้น มีตัวเลือกการใช้ที่จำกัดลงเพราะเทคโนโลยีของยาเคมีและยามุ่งเป้าที่ดีขึ้น ยังมีการใช้อยู่บ้างในรายที่ผ่าไม่ได้และโรคในระยะแรกๆ หรือผ่าแล้วแต่ตัดขอบมะเร็งไม่หมด หรือ มีการแพร่กระจายทางต่อมน้ำเหลือง
ส่วนยาเคมีบำบัด มีบทพิสูจน์ชัดเจนในเรื่องช่วยอัตราการรอดชีวิต ลดอัตราเสียชีวิตอันเกี่ยวข้องกับมะเร็งได้ ปัจจุบันสูตรที่นิยมใช้จะเป็นยาเคมีบำบัดสองชนิด ระยะเวลา 4-6 ช่วงการรักษา ยาที่ใช้เป็นหลักคือ platinum-based ได้แก่ cisplatin, carboplatin ยากลุ่มนี้จะมีผลคลื่นไส้อาเจียนมาก มีผลรบกวนการทำงานของไต และยาตัวที่สอง ยาตัวที่สองนี้มีหลายสูตรที่จะมาจับคู่กับ platinum เช่น paclitaxel, docetaxel, permetaxed
แต่ยาเคมีบำบัด คือ การใช้สารเคมีที่ไปออกฤทธิ์กับเซลที่มีการแบ่งตัวเร็วๆ คือเซลมะเร็ง เซลที่แบ่งตัวเร็วอื่นๆก็อาจจะโดนผลกระทบไปด้วย เช่น ผมร่วง เล็บเปลี่ยนสี กดเซลเม็ดเลือดในไขกระดูก หรือมีผลต่ออวัยวะอื่นเช่น ไตเสื่อมลง ตับอักเสบ เข้าสู่สมองทำให้คลื่นไส้อาเจียน
คนไข้หลายคนเมื่อทราบว่าจะต้องให้ยาเคมีบำบัดถึงกับขอไม่รับยา เพราะกิตติศัพท์ความน่ากลัวของยาเคมี หรือมีคำกล่าวที่ว่า ให้ยาเคมีแล้วตายมากกว่ามะเร็งเสียอีก ต้องขอบอกว่าจริงๆไม่ใช่แบบนั้น การศึกษาทางคลินิก การศึกษาแบบติดตามในชีวิตจริง การศึกษาแบบรวบรวมงานวิจัย ออกมาอย่างชัดเจนว่า หากสมควรให้ยาและพร้อม โอกาสอยู่รอดมากกว่า โอกาสโรคเกิดซ้ำน้อยกว่า
แต่หากโรคอยู่ในระยะลุกลามแต่ยังไม่แพร่กระจาย หรือ ไม่รุนแรงแต่ผ่าตัดไม่ได้ การให้การรักษามีหลายแบบมาก และอาจต้องให้การรักษามากกว่าหนึ่งวิธีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา พบว่า 20-30% ก็สามารถใกล้เคียงหายขาดได้ หรือติดตามไปนานโรคก็ไม่กลับมาโดยที่คุณภาพชีวิตยังดีมาก
การรักษาหลายแบบนั้น ก็เป็นการรักษาคล้ายๆแบบที่จะรักษาให้หายขาด ได้แก่การฉายแสง การให้ยาเคมีบำบัด การใช้คลื่นความร้อนคลื่นวิทยุทำลายก้อน
แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาและมีประโยชน์อย่างมาก คือ การให้ยา target เช่น erlotinib, gefitinib, nilotinib, afatinib, pembrolizumab เพราะการรักษาระยะนี้จะต้องให้ยาในระยะยาว หากใช้ยาที่พิษสูงเช่นยาเคมีบำบัด ผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นจะรุนแรงมาก
ส่วนยารักษามุ่งเป้านี้ มีผลต่ออวัยวะอื่นน้อยมาก การใช้ในระยะยาวจึงไม่ค่อยเกิดปัญหา และผลการรักษาก็ออกมาดี แม้จะไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม แต่อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็ง การกำเริบของโรคลดลงมาก ต้องแลกมาด้วยการกินยาราคาแพงเกือบตลอดไป จะหยุดยาเมื่อกำเริบหรือมีหลักฐานว่าหายขาด
ปัจจุบันเริ่มมีการศึกษาการใช้ยากลุ่มนี้ในกรณีโรคลุกลามแพร่กระจาย โรคกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษาครั้งแรก กลุ่มโรคระยะไม่ลุกลามที่ผ่าไม่ได้ หรือในกลุ่มที่ผ่าตัดได้หวังหายขาด เพราะว่ายากลุ่มนี้มีข้อมูลชัดเจนว่าการใช้ยากลุ่มนี้มีประโยชน์มากกว่าให้ยาเคมีบำบัดอย่างเดียวอย่างชัดเจน
บทความทั้งสองตอนนี้ได้แสดงให้เห็นว่าวิวัฒนาการในการรักษามะเร็งปอดก้าวหน้าขึ้นมากมาย ผู้ป่วยสามารถเข้าสู่ระยะหายขาดได้หากโรคไม่รุนแรง สามารถควบคุมโรคได้ในกรณีเอามะเร็งออกไม่ได้หรือไม่หมด
พึงระวังไว้ว่าแม้ข้อมูลจากการศึกษา การรวบรวมงานวิจัยจะออกมาดีเพียงใด ผลที่ได้จะแปลจากกลุ่มตัวอย่าง หรือข้อมูลระดับประชากร การตัดสินใจรักษารายบุคคลเป็นเรื่องที่ผู้ป่วย ญาติ ผู้ดูแล แพทย์ ทีมการรักษา จะต้องมาคุยหาบทสรุปวิธีที่ดีที่สุดร่วมกัน อาจจะไม่ใช่วิธีตามแนวทางก็ได้ และอย่าลืมคำนึงถึงคนจ่ายค่ารักษา ไม่ว่าจะจ่ายเองหรือมีสวัสดิการใดๆ เพราะข้อกำหนดจะแตกต่างกัน
หวังว่าคงทำให้ท่านเข้าใจมะเร็งปอดได้ดีขึ้นนะครับ
ข้อมูลแนวทางการรักษา non-small cell lung cancer จาก European Society of Medical Oncology 2017, NCCN guideline, American Society of Clinical Oncology, American Cancer Society

18 เมษายน 2561

มะเร็งปอด (1)

มะเร็งปอด (1)
มะเร็งปอดเป็นโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดโรคหนึ่งเลย ด้วยความที่มันแทบไม่มีอาการ มักจะพบเมื่อระยะลุกลาม ยังไม่มีมาตรการการตรวจคัดกรองที่ดีพอที่จะตรวจพบในระยะแรก และส่วนมากคนที่ตรวจพบแล้วก็มักจะร่างกายไม่แข็งแรง มีโรคร่วมมากมาย ไม่สามารถทนการรักษาได้
การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของมะเร็งปอด แต่ว่าเมื่อการสูบบุหรี่ลดลงอุบัติการโรคมะเร็งปอดกลับไม่ได้ลดมากเท่าที่ควรจะเป็น แสดงว่ามีอีกหลายปัจจัยที่ก่อโรค
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบัน เผยให้เห็นความลับของมะเร็งปอดมากขึ้น โดยเฉพาะปัจจัยที่เกิดจากพันธุกรรม ทำให้เราออกแบบการรักษาและพยากรณ์โรคได้ดี เป็นการรักษาแบบพุ่งเป้าเฉพาะ ใช้ยานี้กับคนที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแบบนี้ ผลจะตรงเป้า
แต่ยังไม่สามารถคิดในทางกลับกันได้ว่าหากตรวจพบพันธุกรรมชนิดนี้แล้ว อนาคตจะต้องเป็นมะเร็ง แค่บอกว่าถ้าเป็นมะเร็งและมีลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆแบบนี้ จะได้รักษาแบบตรงเป้ามุ่งเป้าได้ดี
การวินิจฉัยมะเร็งปอด อาศัยประวัติ การตรวจร่างกาย ความเสี่ยงการเกิดโรคเช่น ประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และอาศัยภาพถ่ายรังสี ไม่ว่าจะเป็นเอ็กซเรย์ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การถ่ายภาพสุดทันสมัยในยุคนี้คือ PET-CT การถ่ายภาพแบบติดสารกัมมันตภาพรังสีเพื่อดูทั้งโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะ โดยเฉพาะเนื้องอก
แต่การวินิจฉัยขั้นสุดท้ายยังคงต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อ เพื่อยืนยัน พบเซลมะเร็ง ตรวจดูลักษณะทางกายภาพเพื่อแยกประเภท ลึกไปถึงการย้อมสีพิเศษเพื่อแบ่งแยกชนิดย่อย และการตรวจหาสารพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ยาที่มีชื่อว่า Targeted Therapy
เพื่อที่จะได้ชิ้นเนื้อมาตรวจ ทางการแพทย์มีวิธีที่เหมาะสมหลายวิธีเช่น การส่องกล้องหลอดลมเพื่อตัดชิ้นเนื้อมาตรวจ การส่องกล้องหลอดลมที่ติดตัวตรวจอัลตร้าซาวนด์ การเจาะตรวจจากทางผนังทรวงอก การตัดเยื่อหุ้มปอดและนำน้ำเยื่อหุ้มปอดไปตรวจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับตำแหน่งของก้อน ความยากง่ายเวลาเข้าถึงก้อน และความชำนาญกับทรัพยากรของแต่ละที่
แต่สุดท้ายต้องได้ชิ้นเนื้อมาตรวจ เพื่อยืนยันการเป็นมะเร็ง
หลังจากนั้นคงต้องประเมินระยะคร่าวๆของมะเร็ง ว่าเป็นระยะใด โดยอาศัยขนาดของก้อน (ที่จะชัดเจนหลังผ่าตัดไปแล้ว นำมาตรวจละเอียด) มีการกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรือไม่ และมีการแพร่กระจายไปอวัยวะนอกปอดแล้วหรือยัง ที่พบได้บ่อยๆคือ กระดูก กระดูกสันหลัง สมอง
การประเมินระยะของโรคจะช่วยบอกการพยากรณ์และแนวทางการรักษา ว่าจะต้องผ่าตัด ให้เคมีบำบัด ฉายแสง หรือให้การรักษาแบบมุ่งเป้า
ซึ่งปัจจุบันการตรวจสารพันธุกรรมเช่น EGFR, ALK ถือเป็นการตรวจสำคัญที่ต้องตรวจ เพื่อระบุการใช้ยา
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้ว แบ่งระยะโรคแล้ว ก็จะแบ่งออกเป็นโรคที่ยังไม่แพร่กระจาย และโรคที่แพร่กระจายแล้ว โรคที่กระจายแล้วจะไม่ได้รักษาเพื่อหวังผลหายขาด แต่จะรักษาเพื่อให้ดำรงชีวิตอย่างไม่ทุกข์ทรมาน
สำหรับโรคที่ยังไม่ลุกลาม ทางการแพทย์จะพยายามหาผู้ป่วยที่มีโอกาสหายขาด เช่น ระยะ 1 ระยะ 2 ที่สามารถผ่าตัดได้ เพราะการผ่าตัดยังเป็นการรักษาที่นำไปสู่การหายขาดได้ดีมาก แต่ว่าการที่จะบอกว่าผ่าได้หรือผ่าไม่ได้นั้น ไม่ได้ขึ้นกับระยะโรคเท่านั้นแต่ยังขึ้นอยู่กับ โรคร่วมที่เป็น สมรรถนะร่างกายของคนไข้ จึงต้องมีการตรวจสมรรถภาพปอดอย่างละเอียด และสมรรถภาพหัวใจ ว่าสามารถทนการผ่าตัดและปรับตัวหลังผ่าตัดเมื่อปอดถูกตัดไปได้หรือไม่
โปรดติดตามตอนต่อไป

บทความที่ได้รับความนิยม