22 พฤศจิกายน 2559

การปรับยาในผู้ป่วยไตเสื่อม

การปรับยาในผู้ป่วยไตเสื่อม ..มันต้องปรับด้วยหรือ ปรับทุกตัวไหม ถ้าไม่ปรับจะเกิดอะไร..ใจเย็นๆค่อยๆดูกันไป

       หลักการอย่างหนึ่งของการใช้ยาคือต้องทราบ เส้นทางเดินยา ว่ายาที่ใช้ดูดซึมที่ไหนอย่างไร กระจายไปถึงจุดออกฤทธิ์และแพร่กระจายไปในตัวสัดส่วนต่างกันอย่างไร ยาถูกกระทำให้ออกฤทธิ์หรือเสื่อมฤทธิ์ด้วยวิธีใด และกำจัดออกนอกร่างกายด้วยวิธีใด เราเรียกวิชานี้ว่าเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetics) และมาใช้อธิบายว่า เมื่อไตเสื่อม ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แล้วยาที่เคยใช้ได้ มันจะยังใช้ได้อยู่ไหม ต้องปรับเปลี่ยนขนาดหรือชนิดอย่างไร เพื่อให้การออกฤทธิ์เหมือนเดิม และผลการรักษาน่าพอใจ

  หลักการพวกนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับยาทุกประเภท แต่ผมจะขอยกตัวอย่างกับยาฆ่าเชื้อแล้วกันนะครับ สิ่งที่เรามักจะเข้าใจคือปรับเฉพาะแค่ยาที่ขับออกทางไต เพราะไตวายจะทำให้ยาอยู่ในตัวนานขึ้น ความเป็นจริงแล้วในภาวะไตเสื่อมนั้น การกระจายตัวของยาตามน้ำส่วนต่างๆของร่างกาย ความเป็นกรดเป็นด่างของร่างกายและปัสสาวะ มีผลต่อการปรับยาทั้งสิ้น
   แม้แต่พิจารณาเรื่องการกรองของไตอย่างเดียวก็อาจผิดพลาดได้เพราะการกำจัดยานั่นไม่ได้กรองออกทางหน่วยกรองของไตอย่างเดียว (การกรองของไตประมาณ Creatinine clearance หรือ estimated GFR ตามสูตรคำนวณต่างๆ) ยังต้องคิดถึงการขับออกทางท่อไตส่วนต่างๆ การแลกเปลี่ยนเกลือ ประจุลบบวกสารพัด
  ปัจจุบันทาง FDA และ EMA คือองค์การที่ควบคุมอาหารและยาของอเมริกาและยุโรปได้พยายามไปควบคุมยาต่างๆที่ออกมาใช้ว่าต้องทำการศึกษาในภาวะไตวาย ออกมาเป็นฉลากยาและติดตามผลหลังจากวางจำหน่ายยาแล้วด้วย

   หลักการนี้ประกาศใน KDIGO 2011 ยาวประมาณ 10 หน้าเอสี่ สรุปประมาณนี้

1. ไตเสื่อมเรื้อรัง ใช้ขนาดยาตามฉลากที่ระบุไว้ ถ้าไม่มีระบุให้อ้างอิงตามการศึกษาที่มีอยู่ ใช้การ loading ตามปกติ (บางตำราให้เพิ่มมากกว่าปกติ 20-30% เพราะ volume of distribution มากขึ้น) ส่วนยาในขนาด maintainance ก็ให้ตามที่ฉลากยาหรือคู่มือยาระบุว่าต้องปรับขนาดหรือระยะเวลาการให้ยาเท่าไร โดยอ้างอิงตาม eGFR นะครับ

2. ไตวายเฉียบพลัน ทั้งที่วายแล้ว (AKI) และเสี่ยงจะเกิดวายเฉียบพลัน เนื่องจากผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงของสารน้ำในส่วนต่างๆ และการทำงานของไตอยู่แทบทุกวัน ประเด็นหลักคือต้องมีการติดตามและปรับยาอยู่เสมอ ถึงขั้นแนะนำให้ revised การรักษาในรอบทุก 7 วัน เช่นเดียวกับไตวายเรื้อรัง การ loading ใช้ขนาดไม่น้อยไปกว่าขนาดปกติ หรืออาจจะเพิ่ม 20-30% เพราะ Vd มากขึ้นนั่นเอง ถ้าให้น้อยไปอาจต่ำกว่าระดับรักษาได้ ส่วนการให้ยาต่อเนื่องก็ปรับตามฉลากยา อิงตามค่า GFR
   ซึ่งต้องพึงระลึกไว้เสมอว่ามีการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของสารน้ำตลอด ต้องประเมินบ่อยๆหรือตรวจวัดระดับยาในเลือดครับ

3. ในผู้ป่วยที่ทำการรักษาทดแทนไตแบบ hemodialysis ทั่วไปแนะนำให้ใช้ยาหลังจากไปทำการฟอกเลือด เพื่อจะได้ให้ยาได้ระดับรักษา ก็คิดขนาดยาเหมือนไตวายเรื้อรังครับ ในกรณีที่มีการฟอกเลือดนอกรอบ คือ การฟอกเลือดอาจทำให้ระดับยาที่ให้อยู่นั้นลดลงก่อนเวลาที่เป็นปรกติ และนำให้มี supplementary dose หรือ dose แถมให้หลังจากไปฟอกเลือดเพื่อรักษาระดับยาให้ได้ระดับรักษา
    ขนาดยาที่แถมจะอยู่ในฉลากยา คู่มือยาครับ ทาง KDIGO มีสูตรคำนวณแบบครอบจักรวาลมาให้ ซึ่งผมดูแล้วคงใช้ยากครับ  ผมลิงค์หน้า pdf ของ KDIGO เอามาให้ด้วย
ส่วนมากเป็น arts ของการใช้ยาเพราะไม่ค่อยมีการศึกษามาวัดระดับยาและวิธีการให้ตรงๆครับ หรือกะเกณฑ์ตามการศึกษาที่มีแล้ววัดระดับยาในเลือดเอาแทน

4. ฟอกเลือดแบบต่อเนื่อง CRRT หรือ EDD (extended daily dialysis) แนะนำให้ใช้ dose แบบไตวายเฉียบพลันครับ ยกเว้นฉลากยาจะเขียนแบบอื่น และแนะนำให้ตรวจวัดระดับยาในเลือดนะครับ ด้วยการฟอกเลือกแบบนี้ จะมีการกรองตลอดเวลา คงไม่สามารถคาดเดาระดับยาในเลือดได้จากแบบการคำนวณใดๆครับ

5. การรักษาแทนไตผ่านทางหน้าท้อง ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง สิ่งที่ต้องระวังคือระดับยาในเลือดที่อาจจะตกลงหรือขึ้นๆลงๆได้ตามรอบการฟอกเลือด ดังนั้นการติดตามวัดระดับยาในเลือดเพื่อปรับขนาดการรักษาจึงมีความสำคัญมาก  ยาอาจจะไปอยู่ในน้ำช่องท้องมากกว่าในเลือด เช่นกันครับ ปรับตามขนาดที่ระบุไว้ในฉลาก เช่นเดียวกับการปรับในผู้ป่วยทำ hemodialysis และควรให้ยาหลังจากปล่อยน้ำออกเวลาทำฟอกเลือดทางหน้าท้อง
  ในกรณีที่มีการฟอกเลือดนอกรอบก็ควรมี dose เพิ่มเช่นกัน  ในรอบการฟอกเลือดที่ปล่อยน้ำไว้ในช่องท้องนานๆ เช่นรอบดึกก่อนนอนเป็นรอบที่อาจต้องระวังว่าระดับยาในเลือดจะลดลง ยิ่งเราปล่อยน้ำไว้นาน โอกาสที่ยาจะออกจากเลือดไปสู่ช่องท้องจะมากขึ้น
   ตรงนี้ก็จะดีนะครับ เวลาเรารักษาการติดเชื้อของเยื่อบุช่องท้องเนื่องจากการฟอกเลือด เราก็ใส่ยาในน้ำยาล้างไต และให้ยาทางหลอดเลือด โดยให้เวลาน้ำอยู่ในช่องท้องนานๆ
   แต่การรักษานั้นขึ้นกับศิลปะของผู้รักษาทั้งสิ้นครับ ไม่มีกฎตายตัวที่ชัดเจน

จะเห็นว่า KDIGO ให้ความสำคัญกับฉลากยามาก เพราะถือว่าได้เข้มงวดกับ FDA และ EMA ในขั้นตอนการจดทะเบียนยาแล้วว่าต้องระบุการใช้ในผู้ป่วยไตวาย ซึ่งอาจจะปรับขนาดของยา หรือระยะเวลาการให้ยา
   ผมขอยกตัวอย่าง ยา levofloxacin ซึ่งปกติค่าครึ่งชีวิต 6-8 ชั่วโมง ถ้าเป็นกลุ่มไตวายเรื้อรังชนิดการทำงานแตะๆศูนย์ ค่าครึ่งชีวิตจะยืดเป็น 76 ชั่วโมง ชนาดปกติคือ 750 มิลลิกรัมฉีดวันละหนึ่งครั้ง เมื่อไตวายต้องปรับทั้งขนาดยาและระยะเวลาการบริหารยา ถ้าค่า GFR 20-50 ให้ยาทุก 48 ชั่วโมงแทนโดยใช้ขนาด 750 มิลลิกรัมเท่าๆเดิม  แต่ถ้า GFR น้อยกว่า 20 ให้ load 750 มิลลิกรัมก่อน หลังจากนั้นปรับลดทั้งขนาดยาและระยะเวลาการให้ยา เป็นขนาด 500 มิลลิกรัมให้ทุก 48 ชั่วโมง และถ้าฟอกเลือดก็ให้ยาหลังฟอกเลือดด้วยขนาด 500 มิลลิกรัมทุก 48 ชั่วโมง
  ไตวายเฉียบพลัน ส่วนมากจะตีความว่า ค่าการกรองของไตต่ำมากก็จะตกในกลุ่ม GFR น้อยกว่า 10 แต่ว่ามันจะมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้องติดตามรายวัน

ควรมี clinical drug data, Sanford guide, MIMS เพื่อการปรับยาเสมอครับ

ข้อมูลจาก KDIGO, Goodman Gilman, Sanford Guideline

ความรู้พื้นฐานโรคสะเก็ดเงิน

คุณทราบไหม ความเข้าใจเรื่องโรคสะเก็ดเงิน เป็นสิ่งที่เราเข้าใจผิดมานานมาก วันนี้เราจะมาเข้าใจโรคสะเก็ดเงินพื้นฐาน ผ่านดีเจเสียงหวาน แห่งคลื่นลูกทุ่งรวงทอง ขอเชิญรับฟัง ณ บัดนี้

  ..ตึงตึงตึง ตึ่งตึ๊งตึงตึง...  กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน วันนี้รายการลูกทุ่งรวงทอง กับดีเจเสียงหวาน หมอหน้ามล..คนใจดี เข้ามารับใช้แฟนเพลงในช่วงตอบคำถามจากทางบ้าน วันนี้มีจดหมายมาจากสุพรรณบุรี เขียนมาถึงดีเจเสียงหวาน จากแฟนเพลงที่ใช้นามว่า ทัดดาวบุษยา
   สวัสดีค่ะ ลุงหมอ หนูมีปัญหาอึดอัด พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เลยเขียนมาหาลุงหมอนี่แหละค่ะ หนูอายุ 24 ค่ะ หน้าตาดีมีแฟนแล้ว เรากำลังจะแต่งงานกันแต่ว่ากลับมาเกิดเรื่องไม่คาดฝัน จนทำให้หนูเครียดมาก กินได้ นอนหลับ ขอถามลุงหมอเรียงข้อเลยแล้วกันนะคะ

  ข้อแรก..หนูเพิ่งเป็นโรคสะเก็ดเงินค่ะ ทางบ้านแฟนเขากลัวว่าจะไปติดลูกชายเขา มันติดไหมคะ
   ดีเจเสียงหวาน : --ทำเสียงอาฉี-- ไม่หรอกหนู โรคนี้เป็นการแบ่งตัวผิดปกติของผิวหนัง ไม่ได้เกิดจากโรคติดเชื้อจ้ะ อยู่ด้วยกันไม่ติดนะจ๊ะ ซักเสื้อผ้าด้วยกันได้ หนูจะกอดจูบลูบคลำ ทำนั่นนี่ได้ตามสบาย ไม่ติดต่อแน่นอนจ้ะ

ข้อสอง..ว่าที่แม่ผัวหนู บอกว่าคนอื่นไม่เห็นเคยเป็นจุดๆ แบบนี้เลย ส่วนมากเป็นผื่นแดง เขาหาว่าหนูเป็นเอดส์ค่ะ จริงไหมคะ
   ดีเจเสียงหวาน : สะเก็ดเงินมีหลายแบบนะหนู ที่แม่ผัว.เอ้ย.คุณน้าเขาพูดก็ถูก ส่วนมากเป็นผื่นนูนแดง มีผิวลอกเป็นขุยๆ หรืออาจเป็นจุดๆ กระจายๆเป็นหยดๆ เป็นตุ่มหนองเล็กๆ เกิดได้ทั้งนอกและในร่มผ้า หรือขึ้นหนังศีรษะก็ได้  โดยทั่วไปถ้าโรคชัดเจนก็ไม่ต้องตัดผิวหนังไปตรวจ แต่ถ้าไม่ชัดเจนก็ต้องตัดผิวหนังบางส่วนไปตรวจ  ส่วนเป็นเอดส์หรือเปล่า ลุงหมอแนะนำไปตรวจเลือดจ้ะ

ข้อสาม..ลุงหมอขา หนูกินยา ทายา มาสองวันแล้ว ผื่นไม่ยุบเลยค่ะ วางแผนแต่งงานหลังเกี่ยวข้าว หนูจะแย่ไหมคะ
   ดีเจเสียงหวาน : --สะอึกนิดนึง-- แหมหนูทัดดาว โรคนี้เรื้อรังนะ ใช้เวลาในการรักษาหลายเดือนขึ้นกับรอยโรคว่ามากน้อยแค่ไหน ไม่หายขาดแม้ว่าผื่นตอนนี้จะหายไปแล้วก็มีโอกาสเกิดซ้ำได้ ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แสงแดด แอลกอฮอล์ และติดตามรักษากับคุณหมอนะหนู

ข้อสี่..หมอให้ยามาค่ะ กินแค่สัปดาห์ละครั้ง กับยาทา  หนูกลัวจะหายไม่ทันใจ หนูขอเบิ้ลเลยได้ไหมคะ และพี่สาวหนูแนะนำกินยาดองด้วยค่ะ แกบอกรับรองหายเร็ว พี่สาวหนูเคยปรึกษาลุงหมอด้วย จำได้ไหมคะ พี่ลำยองน่ะค่ะ
  ดีเจเสียงหวาน : --บ้านนี้ท่าจะดูละครมาก-- ถูกแล้วหนู ยานั่นน่ะเป็นยากดภูมิชนิดหนึ่ง ชื่อ เมโทรเทรกเสต กินสัปดาห์ละครั้งอย่างที่หมอบอกดีแล้ว ถ้าไม่ดีขึ้นหมอก็จะปรับยาหรือให้ยาตัวอื่น เช่น วิตามินเอ หรือถ้าเป็นมากๆก็ใช้สารชีวภาพในการรักษา  การกินยาเกินขนาดจะเกิดพิษจากยา ใจเย็นะนะหนู นับหนึ่งถึงสี่หมื่น แล้วค่อยๆคิดใหม่
   ส่วนยาทาก็ต้องใช้ควบคู่กัน สเตียรอยด์ น้ำมันเพิ่มความชุ่มชื้น ยาทา มียาสระผมจะมีส่วนผสมของน้ำมันดิน (tar)ด้วย อย่าใช้ยาอื่นๆเลยหนู นอกจากไม่หายแล้วอาจจะกำเริบด้วยนะ
  ส่วนคำแนะนำของลำยอง ยาดองก็คือแอลกอฮอล์นะไม่ควรกิน ไหนๆก็ไหนๆแล้วฝากบอกลำยองด้วยว่า เงินค่ายาดองที่ติดลุงหมอเอาไว้เมื่อไหร่จะมาผ่อนจ่ายซะที

ข้อห้า..ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ เป็นไปนานๆ จะมีผลข้างเคียงไหมคะ หนูว่าจะมีลูกห้าคนค่ะ
  ดีเจเสียงหวาน : ในช่วงที่หนูรักษากินยา คงคุมกำเนิดไปก่อนเพราะยานั้นอาจมีผลต่อลูกได้จ้ะ ส่วนเป็นไปนานๆ ต้องระวังอาจมีข้ออักเสบ กระดูกสันหลังอักเสบได้ เล็บเป็นหลุมหลุดลอก ผมร่วง พวกนี้ไม่ได้เกิดทุกคนแต่ต้องเฝ้าระวัง และคุณหมอจะคอยดูแลเรื่องผลข้างเคียงจากยาให้ด้วย อาขต้องเจาะเลือดหรือ เอกซเรย์ถ้าจำเป็น

สุดท้ายนี้หนูขอบคุณลุงหมอมากค่ะ หนูจะคอยฟังอยู่นะคะ และถ้าลุงหมอว่าง ถ้าหนูหายทัน เชิญลุงหมอมาร่วมเป็นเกียรติงานมงคลสมรสหนูด้วยนะคะ 30 กุมภานี้ค่ะ ที่อิมแพคเมืองทอง หนูกับพี่แล็บแพนด้าจะรอนะคะ
  เคารพ..ลงชื่อ ทัดดาวบุษยา

ดีเจเสียงหวาน : ส่ายหัวแล้วเปิดประตู ..ทีมงานวันนี้พี่พอเท่านี้นะ..รู้สึกไม่สบาย..เพลีย

21 พฤศจิกายน 2559

เชื้อดื้อยา

ว่าด้วยเรื่องการต่อสู้เชื้อดื้อยาที่เป็นประเด็นในขณะนี้ ในฐานะที่เราคนทั่วไปสามารถทำได้อย่างไร สำหรับคุณหมอคุณเภสัชเขาที่เกณฑ์และมาตรฐานไปบังคับและให้ความร่วมมือของสภาวิชาชีพอยู่แล้ว แล้วพวกเราล่ะทำอย่างไร

   1. กินยาฆ่าเชื้อให้ครบตามกำหนด อันนี้สำคัญมาก การรับประทานยาไม่ครบหรือไม่ถูกวิธี นอกจากจะไม่หายแล้ว ยังทำให้เชื้อดื้อยามากขึ้นด้วย

   2. อย่าใช้ยาฆ่าเชื้อของคนอื่น อย่าคิดว่าโรคเดียวกันเหมือนกัน ใช้ยาของเขาได้ แต่ละคนแต่ละครั้ง เชื้ออาจจะต่างกัน กลไกการดูดซึมและกำจัดยาแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน

   3. ตามมาตรฐานแล้วยาฆ่าเชื้อควรจ่ายด้วยใบสั่งยาแพทย์ครับ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เราหาซื้อยาฆ่าเชื้อได้ง่าย พึงระลึกไว้เสมอว่าหลายโรคก็ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อที่เป็นยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ขณะนี้หลายสถาบันพยายามสร้างนวัตกรรมเพื่อลดความไม่เหมาะสมตรงนี้

  4. ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต มีทั้งถูกและผิด การได้ยาที่ไม่จำเป็น และการไม่ได้ยาที่ควรต้องได้ ส่วนใหญ่เกิดจากความเชื่อที่ผิด

   5. ยาปฏิชีวนะ ไม่มีตัวไหนแรงกว่าตัวไหน การใช้ยาปฏิชีวนะ เราใช้ตามเชื้อที่พบหรือคิดว่าจะพบ และ คิดถึงการดูดซึม การออกฤทธิ์ การกำจัดยา ของคนแต่ละคน  จึงมีแต่เหมาะสมกับไม่เหมาะสม ไม่มีแรงหรือไม่แรง

   6. เชื้อดื้อยาส่วนมากเกิดอยู่ในโรงพยาบาล หรือ เคยรักษาในรพ.บ่อยๆ แม้ว่าเราจะพบเชื้อดื้อยานอกรพ.มากขึ้น แต่สัดส่วนยังน้อยมากอยู่ดี ดังนั้นการใช้ยาฆ่าเชื้อนอกรพ. ไม่จำเป็นต้องครอบคลุมเชื้อดื้อยา ถ้าไม่สงสัยหรือไม่มีหลักฐานมากพอ  ตัวอย่างเช่น เชื้อ สเตร็ปโตคอคคัส ที่ก่อโรคติดเชื้อแบคทีเรียในลำคอ ยังไวต่อ penicillin และ amoxicillin ถ้าไม่แพ้ยา คงไม่ต้องใช้ levofloxacin

   7. สมาคมโรคติดเชื้อฯ, อย., WHO  จะประกาศและออกนโยบายเรื่องการใช้ยา และเชื้อดื้อยาออกมาตลอด เป็นสื่อง่ายๆที่เข้าใจง่าย เมื่อไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลง ผมจะรายงานทันทีครับ ถ้าติดตามเพจนี้..อิอิ

เรากำลังทำสงครามกับเชื้อโรคดื้อยา..สงครามครั้งนี้ ต้องร่วมมือกันทุกคนครับ

20 พฤศจิกายน 2559

ข้อคิดเห็นจากแฟนเพจมีตติ้ง

ข้อคิดจากการพบแฟนเพจ...ความเห็นอันทรงคุณค่า
หลังจากที่ได้พบปะแฟนเพจได้พูดคุย ทุกท่านได้ช่วยบอกถึงวิธีที่จะใช้ social media ส่งความรู้ไปถึงคนต่างๆได้อย่างแยบยล ผมจึงยกความเห็นมาเล่าและขอให้ท่านทั้งหลายช่วยผมในการให้ความเห็นและปรับปรุงวิธีการเขียน การนำเสมอครับ ถือว่าเป็นวันปวารณาก็ได้ครับ

1. บทความยาวคนไม่อ่าน บางเรื่องเนื้อหายาวมากเกิน ตัวอักษรก็เล็ก ทำให้ไม่ชวนอ่านครับ การสื่อสารจากสื่อแบบนี้ ควรสั้น กระชับ จับใจความ

2. เอาใจความสำคัญที่สุดมาไว้บนสุดท่าจะดี เพราะบางครั้งคนไม่ได้อ่านไปจนถึงบรรทัดสุดท้าย ก็จะไม่ได้เนื้อหาสำคัญ

3. เรื่องราวที่ชวนสนใจคือเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่คนไม่รู้หรือเข้าใจผิด เช่น สารให้ความหวานแทนน้ำตาลในเครื่องดื่มที่ห้ามใช้กับผู้ป่วย PKU, การใช้ยาเบาหวานเม็ตฟอร์มิน ส่วนเรื่องราวยากๆอาจจะ..ว้าว..แต่ใช้ประโยชน์ยาก

4. จัดกลุ่มเนื้อหาให้เหมาะสมกับเป้าหมาย..ว่าง่ายคือจะขายใครให้บอกเลย ขายน้องๆหมอ ขายผู้เชี่ยวชาญ ขายประชาชน อืออันนี้น่าสนใจมาก จริงๆผมก็อยากให้คนทั่วไปได้เข้าใจโรคที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายๆ

5. ใช้กราฟฟิก รูปภาพง่ายๆ ประกอบข้อความสั้นๆ จะช่วยดึงความสนใจและอ่านง่าย .. มันยากตรงทำกราฟฟิกนี่แหละครับ เห็นใจหมอแก่ๆ คะแนนศิลปะได้ 2/10 ด้วยนะครับ แต่ไม่มีอะไรยากเกินไป ต้องสู้ ฮึบๆๆ

6. บางครั้ง ไม่ได้ตั้ง see first หรือ ฟีดต่างๆมากเกินก็จะทำให้หลุดไป .. อันนี้ต้องใจครับ กดไปที่หน้าเพจเลยไม่หลุดแน่ๆ และจากข้อจำกัดของเฟสบุ๊กที่อาจจะหลุดบางบทความบางฟีด ผมเลยสำรองเอาไว้ที่หน้าบล็อก ของ google webblog กันเฟสบุ๊กมันรวนครับ แต่ blog มันเข้ายากไม่เหมือนเฟสบุ๊ก

7. ทำเป็นชุดเรื่อง คล้ายๆซีรีส์ สัปดาห์นี้เรื่องนี้เป็นต้น น่าสนใจครับจะได้ต่อเรื่องยาวๆให้จบในสัปดาห์ แต่ละวันไม่มากเกินไป แบบติดตามตอนต่อไป แต่ต้องติดตามจนจบนะครับ ... น่าสนใจมากๆ ทำสักสามสี่ซีรี่ส์ ทำละครแข่งกับ ไก่ วรายุฑ ได้เลย

และยังมีกลุ่มคนที่ยังเข้าไม่ถึงอีกมาก คนที่ไม่ใช้เฟสบุ๊ก คนที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต คนที่มองไม่เห็น ผมตั้งใจจะทำต่อๆไปทั้งหนังสือเล่ม หนังสืออีบุ๊ก ไฟล์คอมพิวเตอร์ ไฟล์เสียง หนังสือเสียง ซีดีเอ็มพีสาม Live ซึ่งคงจะต้องใช้เวลาศึกษา เวลาดำเนินการ แนวร่วม ข้อคิดเห็น ข้อนำเสนอจากแฟนเพจนี่แหละครับ นี่คือชุมชนสังคมที่ใหญ่ที่สุดของผมแล้ว

สุดท้ายขอขอบคุณแฟนเพจทุกท่าน ที่ตั้งใจมาและให้ความเห็นอันทรงคุณค่ายิ่ง ผมก็จะหาโอกาสจัดครั้งหน้าต่อๆไปอีก เพื่อรวบรวมทุนจากการจำหน่ายสินค้าและบรรยาย เอารายได้ทั้งหมดไปทำหนังสือเสียงให้คนตาบอดอย่างที่อยากทำครับ และอาจต่อยอดไปถึงทำสื่อให้ห้องสมุดเด็กน้อย สื่อต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ด้วย

ขอเชิญทุกท่านร่วมให้ความเห็นในการปรับปรุงงานของผมให้ดีมากขึ้น และเข้าถึงทุกคนได้มากขึ้นครับ
ปล. สุดท้ายอาจต้องเปลี่ยนโลโก้ เพิ่งรู้ว่าไปซ้ำกับของ ธ.กสิกรไทย

18 พฤศจิกายน 2559

ชายผู้หายจากเอดส์

คุณเคยผ่านเหตุการณ์ใดมา
คุณเคยคิดว่าคุณโชคร้ายแค่ไหน
คุณเคยคิดว่าโชคชะตาหันหน้าหนีคุณแล้วหรือไม่
..
..ก่อนจะตอบ อ่านเรื่องราวของชายคนนี้ก่อน ในปี พ.ศ. 2538 ชายผู้นี้ได้ทราบว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสร้าย ไวรัสเอชไอวี ซึ่งในขณะนั้นการรักษายังไม่ได้ดีเหมือนทุกวันนี้ ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาการรักษา เขาได้เข้ารับการรักษาและติดตามการรักษา ได้รับยาต้านไวรัสจนกระทั่งร่างกายของเขากลับมาแข็งแรง และตรวจระดับไวรัสในเลือดได้ต่ำมาก (ปัจจุบันเราก็สามารถกดไวรัสได้ต่ำมากๆ โดยขนาดที่ถือว่ากดได้นั้นคือ ไวรัสไม่เกิน 20 ตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี)
    ชายคนนี้รักษาโรคอยู่กว่า 10 ปี จนวันหนึ่งเขาไปติดตามผล แพทย์ที่ดูแลแจ้งให้ทราบว่าเขาเป็นลูคีเมีย..โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน ช่างเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดมากๆ แต่ตอนนั้นเขาอายุเพียง 40 ปี ร่างกายแข็งแรงดีจึงตัดสินใจเข้ารับการรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัดและการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเป็นการรักษามาตรฐานในขณะนั้น (ชายคนนี้อยู่ในประเทศเยอรมนีครับ ตอนนั้นกำแพงเบอร์ลินล่มสลายไปแล้ว)
  หลังจากที่เขาสามารถรักษาทั้งเอชไอวีจนควบคุมได้ และรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วยการให้ยาเคมีบำบัดอันแสนจะทรมาน และยังต่อด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูก ถ้าใครทราบจะรู้ว่าการปลูกถ่ายไม่ง่าย กว่าจะเอาเม็ดเลือดขาวในตัวออกไปทั้งหมดโดยให้ยาไปทำลายเซลทั้งมะเร็งและเซลปกติให้ตายเรียบ ต้องฉายแสง จนกว่าเม็ดเลือดขาวและภูมิคุ้มกันในตัวจะหายเกลี้ยง เพื่อจะได้ปลูกถ่ายสิ่งใหม่เข้าไปอย่างไม่มีปฏิกิริยา
    แต่คุณๆอย่าลืมนะว่า เขาเป็นผู้ป่วยเอชไอวี ที่เม็ดเลือดขาวไม่ดีและติดเชื้อง่ายอยู่แล้ว แม้ว่าจะรักษาดีก็ตาม สุดท้ายเขาก็หายจากมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งคงต้องผ่านการรักษาและผลแทรกซ้อนมากมาย เขาเริ่มหมดหวังและคิดว่าถ้ากลับมาเป็นอีกคงจะไม่สู้แล้ว
  แต่สุดท้าย โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวก็กลับมาเกิดซ้ำ ความที่เขาผ่านการรักษาเอชไอวี และปลูกถ่ายไขกระดูกมาแล้วหนึ่งครั้ง เขาคิดทบทวนและกลับมาสู้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวอีกครั้ง ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกอีกครั้ง (ตอนนี้ยาและการรักษาทั้งเอชไอวีและมะเร็งพัฒนาขึ้นมาก) กลุ่มแพทย์ชาวเยอรมันก็ได้ทุ่มเท หาเซลต้นกำเนิดที่เข้าได้กับเขามาปลูกถ่ายจนได้
   หลังจากการรักษาสำเร็จดี เขาหายจากมะเร็งเม็ดเลือดขาวครั้งนี้ มันยังไม่กลับมารบกวนเขาอีก แต่ทว่า...สิ่งที่เขาได้จากการปลูกถ่ายเซลต้นกำเนิดเม็ดเลือดในครั้งหลังนี้ คือ delta32 mutations คือเซลเม็ดเลือดขาวชนิดที่มีการกลายพันธุ์ ... แบบที่เชื้อเอชไอวี ไม่สามารถทำร้ายเซลเม็ดเลือดขาวเขาได้อีก
  ..ใช่ครับ..เขาหายจากการติดเชื้อ..เอชไอวี..
  ธิโมธี บราวน์ ชายชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในเบอร์ลินคนนี้ เป็นคนเดียวในโลกที่สามารถพูดได้ว่า "ฉันเคยเป็นเอดส์มาแล้วหนหนึ่ง" การรักษาโดยการให้ยาเคมี ฉายแสง ได้ทำลายเม็ดเลือดขาวที่มีเชื้อเอชไอวีของเขาไปหมดสิ้น (จริงแล้วเอชไอวียังแฝงอยู่ในอีกหลายๆเซลนะครับ เช่นในสมอง ในไทมัส ในลำไส้) ตรวจโดยวิธีที่ไวมากที่สุดก็ไม่พบ เขาสามารถหยุดยาต้านไวรัส โดยที่ตรวจไม่พบไวรัสอีกเลย
   เอชไอวีจะเข้าสู่เซลได้นั้น ที่ผิวเซลจะต้องมีตัวรับที่ชื่อ CCR5 และ CXCR4 ในคนบางคนมีการกลายพันธุ์ของสารพันธุกรรมทำให้ไม่สามารถสร้าง CCR5 ได้ ทำให้เอชไอวีเข้าไปทำลายเซลไม่ได้ ตัวไวรัสก็จะตายไป (ไวรัสต้องอาศัยทรัพยากรในเซลในการแพร่พันธุ์) ซึ่งเราก็เคยพบการกลายพันธุ์แบบนี้
   แพทย์ได้ไปตามดูเซลต้นกำเนิดที่มาปลูกถ่ายให้คุณบราวน์ ก็พบว่าเซลเม็ดเลือดขาวใหม่ที่อยู่ในตัวคุณบราวน์นั้น มาจากผู้บริจาคเซลที่มีการกลายพันธุ์ของ CCR5 นั่นเอง
   จริงๆเราเคยพบว่าคนที่มี CCR5 ที่กลายพันธุ์จะติดเชื้อเอชไอวียากมาก หรือแม้แต่พัฒนายาที่ไปจับกับเจ้า CCR5 ไม่ให้เอชไอวีเข้าเซลที่เรียกว่า entry inhibitor หรือ maraviroc แต่ผลการรักษาไม่ดีเท่าไร
   จึงนับว่า คุณบราวน์เป็นมนุษย์คนแรกและคนเดียวในโลกที่รักษาเอชไอวี..แล้วหาย และรู้จักไปทั่วโลกในชื่อ berlin patient... ใครๆอาจคิดว่านี่คือโชคหนึ่งในหลายล้าน แต่ทางการแพทย์มันกลับจุดประกายความหวังในการรักษา เอชไอวี ให้หายขาดได้ในอนาคต
  ปัจจุบันคุณบราวน์ยังดำรงชีวิตอยู่ (เท่าที่ผมทราบล่าสุดก็ยังไม่พบเชื้อขึ้นมาอีก) และได้จัดตั้งมูลนิธิ Timothy Ray Brown ที่วอชิงตันดีซี อเมริกา เพื่อให้ทุนในการศึกษาวิจัยการรักษาโรคเอดส์ แม้ว่าหลังจากนั้นเราจะพยายามสร้างคุณบราวน์คนที่สองขึ้นมา แต่สุดท้ายก็กลับมาตรวจพบเชื้อเอชไอวีอยู่ดี
  คุณบราวน์..ชายผู้ความตาย..ปฏิเสธ
หวังว่าเรื่องราวที่ผมเล่าน่าจะ ทำให้คนที่ท้อแท้ หมดพลัง ลุกขึ้นมาสู้ต่อ อย่ายอมแพ้แก่โชคชะตานะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม