30 พฤศจิกายน 2558

ไทรอยด์เป็นพิษ

ไทรอยด์เป็นพิษ

  บ่อยครั้งที่ถามประวัติคนไข้ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่แล้วได้คำตอบมาว่า เป็นโรคไทรอยด์ และถามต่อว่า เป็นไทรอยด์แบบใด เกือบ 90% จะบอกว่าไม่ทราบแม้ว่าจะมีรอยแผลผ่าตัดอยู่ที่คอก็ตาม

  สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ เพราะโรคไทรอยด์กำเริบได้ โรคไทรอยด์มักเรื้อรังต้องใช้ยานานๆ และโรคไทรอยด์นั้นส่งผลต่อหลายๆโรค หลายๆอวัยวะ หมอควรบอกให้ผู้ป่วยทราบถึงโรคที่เป็นและสิ่งที่ต้องจดจำ ผู้ป่วยเองก็ต้องใส่ใจและระลึกตลอด ถือว่าเป็นสิทธิและหน้าที่ของผู้ป่วยอย่างแท้จริง

  อย่างแรก ไทรอยด์เป็นพิษ ไทรอยด์ต่ำ หรือ ระดับฮอร์โมนปกติ เป็นการบอกถึงหน้าที่การสร้างฮอร์โมน โรคไทรอยด์ต่ำอาจมีอาการน้ำตาลต่ำที่ต้องแยกจากโรคอื่นๆ โรคไทรอยด์สูง(เป็นพิษ) ก็อาจเป็นคำอธิบายอาการมือสั่นของคนไข้ หรือถ้าฮอร์โมนปกติก็มีโรคคอพอกแบบฮอร์โมนปกติเช่นกัน

  อย่างที่สอง มีก้อนไหม ถ้ามีเป็นก้อนโตทั่วๆ หรือโตเป็นปุ่มป่ำ อันนี้ก็สำคัญครับ เช่นถ้ามีก้อนก็จะชี้ว่าเคยเจาะไหม เจาะแล้วพบบ่งชี้เนื้องอกหรือเปล่า ถ้าเป็นพิษและโตเป็นปุ่มๆกับโตทั่วๆ ก็จะบ่งชี้โรคคนละอย่าง การพยากรณ์โรคต่างกัน รักษาต่างกัน

  อย่างที่สาม รักษาโดยวิธีใด หยุดหรือยัง เช่นไทรอยด์เป็นพิษรักษาโดยการกลืนแร่ ก็จะสำคัญว่า การใช้ยาไม่ได้ผล หรือว่าคนไข้มีข้อห้ามการผ่าตัดหรือไม่ เป็นก้อนไทรอยด์..ผ่าไปแล้ว. ไม่เป็นพิษ..ตอนนี้กินยาฮอร์โมนอยู่ ก็จะเน้นย้ำหมอว่า ห้ามจ่ายยาที่มีประจุเช่น calcium หรือ ferrous ที่อาจมีปัญหาการดูดซึมฮอร์โมนได้  หรือผ่าตัดไทรอยด์ไป ก็จะทำให้หมอที่ตรวจคิดถึงภาวะ calcium ต่ำ จากการขาดฮอร์โมนพาราไทรอยด์ มากกว่าผู้ป่วยปกติ  ถ้ายังกินฮอร์โมนไทรอยด์อยู่อาจต้องระวังโรคหัวใจขาดเลือดด้วย

ดังนั้นเวลามีโรคเรื้อรัง คือต้องรักษาต่อเนื่อง การรักษาที่เกิดมีผลต่อการรักษาโรคอื่นๆเราจำเป็นต้องทราบรายละเอียดพอควรครับ ในโรคไทรอยด์ก็ต้องทราบว่า

- เป็นพิษหรือไม่ หรือไทรอยด์ต่ำหรือไม่
- มีก้อนหรือไม่ ก้อนโตทั่วๆหรือเป็นลูกๆ ได้รับการเจาะหรือยัง หรือไปถ่ายภาพรังสีนิวเคลียร์มาหรือยัง ผลเป็นไงบ้าง
- ตอนนี้ควบคุมได้หรือยัง ถ้ายังกินยาอะไรอยู่
- ถ้ามีการผ่าตัดหรือกลืนแร่ สาเหตุที่ทำคือ ? และหลังทำมีผลข้างเคียงหรือไม่

ยิ่งข้อมูลมาก การวินิจฉัยโรคยิ่งแม่นยำครับ

28 พฤศจิกายน 2558

nobel prize in Medicine 2015

nobel prize in Medicine 2015

   ขอกล่าวเรื่องยุงทิ้งท้ายอีกรอบครับ รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ปี 2015 ให้แก Dr. YouYou Tu ชาวจีน ผู้ทุ่มเทในการวิจัยการรักษามาเลเรียดื้อยาด้วย artemisinin derivatives ที่ทำให้การควบคุมดูแลมาเลเรียทรงประสิทธิภาพมาก ยาอาร์ทีมิสสินิน หรือพอเอามาใช้ในบ้านเราคือยา อาร์ทีซูเนตนั้น ทำให้การรักษามาเลเรียดีมากและลดการดื้อยาลงได้ องค์การอนามัยโลกได้ทำข้อตกลงในการใช้ยาอาร์ทีซูเนตในประเทศลุ่มแม่น้ำโขง รวมไทยด้วย ที่จะใช้ยานี้เพื่อคุมการดื้อยา ซึ่งอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาก็ลดลงมากเลยครับ
   เช่นเดียวกับโรคไข้เลือดออดเดงกี่ พาหะโดยยุงนั้นยากที่จะควบคุมได้ครับ ทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศการป้องกันมาเลเรียที่ใช้ได้มาแค่ 2 อย่างคือ ใช้มุ้งที่มีสารฆ่าแมลง หรือการฉีดพ่นสารฆ่าแมลงในครัวเรือน โดยสารที่แนะนำมีแค่ 4 ชนิด คือ carbamates, organochlorines, organophosphates and pyrethroids ปัจจุบันเริ่มพบว่าเจ้ายุง anopheles ที่เป็นพาหะมาเลเรียมันเริ่มทนทานยาฆ่าแมลงไพรีธอยด์แล้วครับ แต่พบในอินเดีย และประเทศแถวทะเลทรายซาฮาร่า

    สำคัญที่อาการของมาเลเรียก็คือไข้สูงอย่างเดียวครับ เมื่อโรครุนแรงขึ้นจึงจะแสดงอาการเฉพาะเช่น เม็ดเลือดแดงแตก ตับม้ามโต ปัสสาวะดำ ช็อก สมองพิการ อาการไข้สูงอย่างเดียวต้องแยกจากโรคเขตร้อนหลายๆโรคครับ ไข้เลือดออกเดงกี่ ไข้รากสาดน้อย ไข้รากสาดใหญ่ ไข้ฉี่หนู ในอดีตเรามักพบในคนที่ไปท่องเทียวป่า หรือติดชายป่า โดนยุงกัด 1-2 สัปดาห์แล้วค่อยมีอาการ ปัจจุบันนี้ด้วยการเคลื่อนย้ายประชากรและเชื้อชาติ โดยเฉพาะ AEC ปลายปีนี้ คงจะทำให้มาเลเรียมาเยี่ยมเยือนท่านถึงหน้าบ้าน เราพบมาเลเรียมาในกลุ่มผู้ใช้แรงงานเมียนมาร์ และลาว ถ้าบังเอิญเจ้ายุง anopheles มันมาด้วยก็คงติดกันสนุกสนาน (อย่าลืมว่า โรคมาเลเรียและไข้เลือดออกเดงกี่ ไม่ติดเชื้อจากคนสู่คนนะครับ)

    เมื่อเราสงสัยโรคนี้ก็มีการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ชัดเจน แม่นยำมากขึ้น ในอดีตเราต้องเอาเลือดไปส่องกล้องให้เห็นตัวปรสิต plasmodium ที่ทำให้เกิดโรค แยกชนิดของพลาสโมเดียม เพราะใช้ยารักษาต่างกัน นับปริมาณการติดเชื้อ (infected cells) เพื่ออาจต้องถ่ายเลือด ตอนนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ยังต้องทำนะครับ แต่เราก็มีวิธีตรวจที่ดีขึ้น เป็นชุดคิตเพื่อตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อ พลาสโมเดียม PfHRP2 ในการตรวจเชื้อ plasmodium falciparum ที่เป็นมาเลเรียรุนแรงและขึ้นสมองได้มีความไวและความจำเพาะสูงมาก รวมถึงสามรถตรวจสารพันธุกรรมของมาเลเรียตัวใหม่ plasmodium knowlesi ได้ด้วย

   การรักษาไม่ว่าเป็นมาเลเรียรุนแรง หรือไม่รุนแรง ปัจจุบันยารักษาประสิทธิภาพสูงมาก ผลข้างเคียงต่ำมาก เข้าถึงยาได้ทุกคน อาร์ทีซูเนต ไพรมาควิน คลอร์โรควิน เมฟโฟลควิน
ส่วนการป้องกัน ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องป้องกันถ้าคุณจะไปเที่ยวนะครับ โดยทั่วไปจะป้องกันเมื่อ Annual Parasite Index หรือ อัตราการเกิดโรคในรอบปีต่อประชากร 1,000 คน มากกว่า 10 แต่ของไทยเราได้แค่ 1 เองครับ

ที่มา : แนวทางเวชปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วยมาลาเรียในประเทศไทย พ.ศ.2557
: WHO annual report 2014
: WHO artemisinin-based combination therapy (ACT) southeast programme

27 พฤศจิกายน 2558

กาแฟ ผลต่อสุขภาพ

"กาแฟ ผลต่อสุขภาพ"

กาแฟที่เราดื่มทุกวันนี้มันมีผลต่อสุขภาพอย่างไร บทความนี้อ่านมาจากหนังสือโภชนาการและชีวเคมี ที่ทันสมัยที่สุด รวบรวมเอาแต่ความจริงมาเล่าให้ฟังครับ
เข้าใจกันก่อนว่ากาแฟนั้น มีหลายๆส่วนประกอบกัน ส่วนที่มีผลต่อสุขภาพคือ คาเฟอีน และสารต้านอนุมูลอิสระอีกสองชนิดคือ cafestrol และ kahweol ซึ่งเจ้าสารต้านอนุมูลอิสระจะอยู่ในกาแฟอะราบิก้า แบบที่ไม่ได้กรองกากกาแฟครับ ส่วนคาเฟอีนนั้นพบกาแฟทุกรูปแบบ ปริมาณคาเฟอีนจะต่างกันออกไปในแต่ละชนิดกาแฟ

กาแฟที่มาจากบดเมล็ดกาแฟสดๆ 8 ออนซ์ มีคาเฟอีน 137 มิลลิกรัม
เอสเพรสโซ่ร้อน 1 ช็อต ประมาณ 2 ออนซ์ จะมีคาเฟอีน 100 มิลลิกรัม
กาแฟผง 8 ออนซ์มีคาเฟอีน 76 มิลลิกรัมเครื่องดื่มน้ำอัดลมสีดำๆ มี 8 ออนซ์ก็มีคาเฟอีน47 มิลลิกรัม
ผลหลักๆ 4 อย่างของกาแฟนะครับ

1. คาเฟอีน ทำให้สดชื่น การใช้พลังงานดีขึ้น ไม่เหนื่อยล้า ไม่ได้แก้ง่วงนะครับ ผลเหล่านี้เหล่าผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าเป็นผลทางใจมากกว่าครับ คาเฟอีนที่ได้รับน้อยเกินกว่าจะทำให้เกิดผลนี้ ถึงแม้ว่าจะกินหนัก 4-5 ถ้วยก็ตาม

2.โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่มีการศึกษามากที่สุดครับ เคยมีการศึกษาหาปัจจัยเสี่ยงโรคพาร์กินสันในคนญี่ปุ่น กว่า 8000 ราย พบว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ พบการเกิดโรคพาร์กินสันน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่ม 5 เท่า โดยขนาดดื่ม 28 ออนซ์ต่อกัน เขาเก็บข้อมูล 30 ปีนะครับ แต่ข้อเท็จจริงนี้ใช้ได้กับสุภาพบุรุษนะครับ เนื่องจากฮอร์โมนเพศในสุภาพสตรี (เอสโตรเจน) จะไปแย่งกันเกิดปฏิกิริยากับคาเฟอีนครับ (cytochrome P 1A2)
หรือสตรีวัยทองที่กลับไปรับประทานฮอร์โมนเอสโตรเจน ก็จะกลับมาพบโรคพาร์กินสันมากกว่า คนที่ไม่ได้กินฮอร์โมน (เอาแต่คนที่ดื่มกาแฟด้วยนะ)
ทางการแพทย์สันนิษฐานว่า คาเฟอีนจะไปทำให้สารสื่อประสาท โดปามีน D2 ขนส่งได้ดีขึ้น และยับยั้ง adenosine receptor ที่สองส่วน basal ganglia---อันนี้เป็นศัพท์ทางการแพทย์ครับ

3.โรคเบาหวาน ก่อนหน้านี้เราเคยมีการศึกษาชัดเจนว่าคาเฟอีนบริสุทธิ์จะเพิ่มระดับน้ำตาล แต่พอมาดื่มกาแฟกลับพบว่าโอกาสการเกิดโรคเบาหวานกลับลดลง (เอ่อ--กาแฟดำนะครับ ไม่ใช่กาแฟนมเพิ่มวิปครีม เพิ่มไซรัป) โดยพบว่าคนที่ดื่มกาแฟ 6-7 ถ้วยต่อวันพบโรคเบาหวานน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่ม ( odds ratio = 0.65, 95%CI 0.50-0.78) ยิ่งเป็นกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนยิ่งลดโอกาสการเกิดเบาหวานลงอีก
อีกการศึกษาพบว่าสุภาพสตรีที่ดื่มกาแฟเป็นประจำก่อนท้อง ก็ไม่ค่อยพบโรคเบาหวานจากการตั้งครรภ์
เราเชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ เป็นตัวทำให้การดื้ออินซูลินลดลง ทำให้ไม่ค่อยพบเบาหวาน และการต้านอนุมูลอิสระนั้นคือ phenol chlorgenic acid

4. ลดกรดยูริกในเลือด จากการที่คาเฟอีน ไปออกฤทธิ์เป็น xanthine alkaloid คล้ายๆยาลดกรดยูริก allopurinol แต่ไม่ได้ลดอัตราการเกิดโรคเก๊าต์นะครับ

ส่วนผลของการลดมะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งลำไส้จากสารต้านอนุมูล cafestol และ Kahweol ที่อาจเอาสารก่อมะเร็งออกได้ แต่ข้อมูลไม่ชัดเจน การเกิดใจสั่นอาจทำให้ความดันสูงขึ้นเล็กน้อย และจะลดลงเองได้ และใจสั่นที่อันตรายมักจะเกิดกับคนที่เป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่เดิม แล้วไปดื่มกาแฟปริมาณมากกว่าปกติ
ข้อระวังในการดื่มกาแฟ คือในผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มครับ แม้จะไม่มีรายงานความผิดปกติของเด็กที่ชัดเจน แต่ก็มีรายงานแท้งมากกว่าหญิงที่ไม่ดื่ม มีรายงานน้ำหนักแรกคลอดน้อย และตัวเล็กกว่าอายุครรภ์

ที่มา : nutrition in clinical practice
: understanding clinical nutrition
: Harper's review in biochemistry
: Freedman ND et al. Association of coffee drinking with total
and cause-specific mortality. N Engl J Med 2012 May 17; 366

26 พฤศจิกายน 2558

ไข้เลือดออก

ไข้เลือดออก

  จริงๆว่าจะไม่ยุ่งเรื่องนี้แล้วนะครับ แต่มีแฟนเพจถามเข้ามาพอสมควร แสดงว่าเรื่องนี้ยังมีความเข้าใจผิดพลาดอีกมาก คือ ไข้เลือดออกครับ ผมคงไม่พูดถึงอาการ การป้องกัน การกางมุ้ง คว่ำขัน ใส่ทรายอะเบท อะไรอีก แต่จะมาอธิบาย "แก่น" ของไข้เลือดออกเลย

  ขอเริ่มต้นอย่างนี้ก่อน หลอดเลือดฝอยของมนุษย์เรา ลักษณะเป็นตาข่ายสานกันถี่ๆ ให้เลือดและสารต่างๆเดินทางได้ แน่นอนมีบางส่วนรั่วออกมา และถูกดูดกลับ เป็นสมดุล ถ้ารั่วมากก็จะมีท่อน้ำเหลืองคอยดูดส่วนเกินกลับ ร่างกายจึงสมดุลได้ แต่..แต่ เมื่อเกิดภาวะการผิดปกติ เช่น ติดเชื้อ ได้รับสิ่งแปลกปลอม มะเร็ง สารเคมี ร่างกายมนุษย์ก็จะสร้างทหารมาต่อสู้ เราเรียกปฏิกิริยานี้ว่า การอักเสบ ครับ ทหารที่ว่านี้คือภูมิคุ้มกันนั่นเอง เวลาสู้รบกันก็จะเกิดความเสียหายแก่ผู้บริสุทธิ์ ซึ่งในที่นี้คือ สายใยตาข่ายของหลอดเลือดฝอยนี่แหละครับ มันจะถ่างขยายออกจากปฏิกิริยาของเราเองครับ ทำให้สารต่างๆ สารน้ำไหลออกนอกหลอดเลือดหมด จึงเกิดภาวะช็อกขึ้นมาครับ เพราะเลือดมันไม่ไปสู่อวัยวะต่างๆ มันไหลออกระหว่างทางหมด ช็อคทุกอย่าง ยกเว้นหัวใจวาย จะเกิดแบบนี้ครับ

  เวลาติดเชื้อไข้เลือดออก ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายเชื้อไวรัส เกิดเป็นสงครามโลกในร่างกายเลยครับ เกิดหนัก เกิดทุกส่วน จึงเกิดอวัยวะล้มเหลวได้ ถ้าร่างกายชนะ ทำลายเชื้อจนตายหมด ทหารก็จะกลับกรมกอง ปฏิกิริยาก็จะลดลง ตาข่ายเส้นเลือดก็จะกลับมาสานกันแน่นดังเดิม พ้นภาวะช็อก และหาย แต่ถ้าต่อสู้กันยืดเยื้อ ร่างกายก็จะช้ำมาก เราจึงต้องช่วย ให้ยาฆ่าเชื้อ ให้เลือด ให้น้ำเกลือ ใส่เครื่องพยุงการทำงาน รอจนร่างกายชนะเชื้อโรค ยิ่งนานยิ่งเสียหาย ยิ่งบอบช้ำ บางอย่างก็อาจไม่กลับคืน เช่น ไตวาย สมองขาดเลือด

  ถ้าร่างกายแพ้ ระบบอวัยวะจะล้มเหลวพร้อมกันและเสียชีวิตเร็วมาก การติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วช็อก จึงเป็นภาวะเร่งด่วนจริงๆ ไข้เลือดออกเป็นเชื้อไวรัส ร่างกายจะแย่ลงจากปฏิกิริยาอักเสบของตัวเอง แต่ถ้าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย จะแย่กว่านี้ เพราะสารพิษของแบคทีเรีย (endotoxin) ก็กระตุ้นกระบวนการนี้ได้เช่นกัน
  การพยุงร่างกายก็ไม่ง่ายนะครับ เช่น ถ้าตาข่ายรั่วมาก สารน้ำก็รั่วมาก น้ำในเลือดไม่พอ ความดันก็ต่ำ ต้องให้สารน้ำปริมาณมาก ให้มากนี่ ระดับ 8-10 ลิตรต่อวันครับ ( ร่างกายคนมีเลือด 5 ลิตรเอง ) ให้มากเกินบางทีก็ท่วมอวัยวะต่างๆอีก รั่วมากก็ทำให้แรงดันตกลง คือ ความดันโลหิตต่ำลง ก็ต้องให้ยาไปกระตุ้นหัวใจ ให้มากไปปั๊มเสีย หัวใจพังอีก อย่าลืมว่าโรคไม่ได้เกิดที่หัวใจนะ ครั้นจะให้ยาไปบังคับตาข่ายที่รั่วให้บีบแน่นๆ ให้มากเกิน เส้นใหญ่แน่นพอดี แต่เส้นเล็กๆที่ไปแขนขามันจะแน่นเกินไป ก็เกิดแขนขาขาดเลือด ส่วนปลายตายได้

  ถ้าเป็นเชื้อแบคทีเรียก็ต้องให้ยาให้ตรงเชื้อ ถ้าเป็นไวรัสอย่างไข้เลือดออกเดงกี่ในบ้านเรา ไข้เลือดออกอีโบลาจากแอฟริกา ไข้เลือดออกชิคุนกุนย่าในมาเลเซีย ก็ต้องประคับประคองและพยุงร่างกายให้ดีที่สุด อาจต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เครื่องปอดเทียม อาจต้องใช้เครื่องไตเทียม หรือ ตับเทียม ในการพยุงให้ร่างกายจริงๆฟื้นมา ในบางคนปฏิกิริยานี้ก็รุนแรงมากๆ อย่างคุณทฤษฎีนั่นแหละครับ เชื้อโรคก็ตัวเดิมๆ แต่ปฏิกิริยาของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทำให้การดำเนินโรคของแต่ละคนต่างกับ เอามาเทียบกันไม่ได้ครับ

ดังนั้นการรักษาการติดเชื้อในกระแสเลือด ต้องรวดเร็ว รุนแรง ตรงเป้า ไม่เยิ่นเย้อ ต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ของจริงครับ

24 พฤศจิกายน 2558

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

ในมุมของผมนี่คือหนึ่งในโรคที่น่าตกใจที่สุด ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหลาย เนื่องจากความที่มันเป็นมะเร็งของเลือดซึ่งกระจายตัวอยู่ทุกที่ในร่างกายจึงส่งผลกระทบทั่วร่างกาย ในที่นี้ผมขอเล่าถึงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน

โดยทั่วไปเราแบ่งมะเร็งเม็ดเลือดขาวง่ายๆเป็น 4 แบบ คือ เฉียบพลันและเรื้อรัง จับคู่กับเซลแบบมัยอีลอยด์หรือลิ้มฟ์ฟอยด์ ซึ่ง acute myeloid leukemia นี้เป็นสัดส่วน 90% ของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่พบในผู้ใหญ่ครับ
ทำไมอยู่ดีๆถึงเกิดมาได้ล่ะหมอ..น่ากลัวจัง..ใช่ครับ คำตอบกวนมากๆ ถ้ารู้ชัดๆเราคุมโรคได้นานแล้ว สาเหตุมันไม่ชัดครับ มีแต่ความเสี่ยงและโอกาสการเกิดโรคเพิ่มในกลุ่มต่างๆ มี่ทำการศึกษาวิจัยมาก็มี พันธุกรรมครับ แต่ก็ไม่ได้ตรงไปตรงมาเป๊ะๆครับแต่ถ้ามีประวัติโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวในครอบครัวน่าจะแสดงว่าสายพันธุกรรมของตระกูลคุณมีการกลายพันธุ์ง่าย มีโอกาสเป็นมะเร็งสูง โดยเฉพาะดาวน์ซินโดรมครับ ส่วนเหตุอื่นๆที่พบบ้างเช่นการได้รับรังสีต่อเนื่องนานๆ อันนี้ระดับคนงานในเหมืองเลยครับ หรือจากระเบิดปรมาณู สารเคมีเบนซีนในบุหรี่ ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด topoisomerase II

อาการที่พบบ่อยๆ เนื่องจากโรคมันเกิดที่เซลต้นกำเนิดในการสร้างเม็ดเลือดที่ไขกระดูก เกิดการแบ่งตัวผิดๆ และแบ่งแบบผิดๆไม่หยุดสักที่ จนทำให้เม็ดเลือดดีๆสร้างไม่ได้ อาการจึงเกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดล้มเหลวทั้งสามเม็ดเลือด คือ เม็ดเลือดแดง (ซีด) เม็ดเลือดขาว (ติดเชื้อง่าย) และเกล็ดเลือด (เลือดออกง่าย ไม่หยุด) อาการมักจะเป็นเร็วในหลัก 3-8 สัปดาห์ตามอายุของเม็ดเลือดนั่นเอง และก็จะมีอาการจากไอ้ตัวเซลมะเร็งเม็ดเลือดที่ออกมาสู่อวัยวะต่างๆ เช่น อยู่ในเลือดเลือดก็หนืด ไปสะสมที่เหงือกทำให้เหงือกโต ไปสะสมที่ผิงหนังเกิดเป็นปื้นแข็งผิวหนัง ไปสะสมที่สมองเกิดเส้นประสาทสมองพิการ หรืออาการอันเกิดจากเซลมะเร็งที่ตายเร็วกว่าปกติ ของเสียต่างในเซลทะลักอย่างมากร่างกายกำจัดไม่ทัน เกิด เกลือแร่ในเลือดผิดปกติ

พิสูจน์อย่างไร ง่ายมากครับ เจาะเลือดตรวจนับเม็ดเลือดและดูฟิล์มเลือดด้วยตา ก็จะบอกได้ชัดเจน ปกติเม็ดเลือดขาวคนเราอยู่ที่ 4000-6000 เวลาเป็นมะเร็งนี่เพิ่มเป็น 40000-100000 เลยครับ และปัจจุบันเราก็มีเทคโนโลยีทางชีวเคมีที่ใช้การย้อมสีแยกเซลล์ต่างๆออกจากกันเพื่อบอกชนิดเซลและระยะของโรคที่แม่นยำ ใช้กรรมวิธีทางเวชพันธุศาสตร์ตรวจหาสารพันธุกรรมที่ผิดปกติปละการกลายพันธุ์เพื่อบอกแนวโน้มการพยากรณ์โรคได้แม่นยำมากขึ้น เช่น ถ้ามีการกลายพันธุ์ชนิด translocation 15,17 (PML/RAR-alpha) ก็จะบ่งชี้ระยะของโรคว่าเป็นชนิด M3 ที่ใช้ยาต่างออกไปและการพยากรณ์โรคค่อนข้างดี

รักษาได้ไหม..มันนี้พูดยากครับเอาเป็นว่าสมัยก่อนถ้าไม่รักษาก็จะมีอันเป็นไปในสามเดือนแปดเดือน แต่การให้ยาเคมีบำบัดปัจจุบันทำให้โรคสงบได้มาก โอกาสเกิดซ้ำน้อยลง (ผมไม่เคยใช้คำว่า "หาย") เช่นยาสูตรcytarabine+daunorubicin จะมีโอกาสโรคสงบได้ 50-72% ซึ่งวิธีการให้ยาก็จะมีทั้งระยะเข้มข้นเพื่อทำลายมะเร็งอย่างเร็ว และระยะรักษาระดับเพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำ และยังเพิ่มโอกาสหายด้วยการทำการปลูกถ่ายเซลไขกระดูก (ในรายที่เหมาะสมและหาไขกระดูกที่เข้ากันได้) ก็จะเพิ่มโอกาสโรคสงบและลดการเกิดซ้ำได้มากๆๆ เลยครับ

แต่ว่าเส้นทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ ต้องเผชิญกับ เลือดออกไม่หยุด ติดเชื้อรุนแรง ไตเสื่อม หัวใจพิการ ยิ่งอายุมากยิ่งเกิดผลข้างเคียงสูง เอาประมาณๆว่าแย่ลงจากยาก็พอๆกับแย่ลงจากโรค แต่แย่ลงจากยา ควบคุมได้ รักษาได้ แย่ลงจากโรคนี่จบข่าวครับ บวกลบสะระตะแล้ว ผมว่าให้ยาดีกว่าไม่ให้เสมอ ผลข้างเคียงไม่ได้เกิดทุกคนนะครับ และเราก็ประเมินและป้องกันสุดใจล่ะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม