26 เมษายน 2561

Relapsing Polychondritis

ภาพ Image Challenge ของวารสาร New England Journal of Medicine สัปดาห์นี้ลงภาพ "หู" ที่ผิดรูป บวมแดง ประวัติเป็นชายอายุ 31 ปี มีอาการหูซ้าย ปวดบวมเป็นๆหายๆมาสองปี ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย ปวดข้อเข่า ปวดชายโครง (จุดที่มีกระดูกอ่อน)
โรค Relapsing Polychondritis
นี่เป็นลักษณะที่พบบ่อยมากของโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดหนึ่ง ที่มีแอนติบอดีที่ค่อนข้างเจาะจงกับเซลกระดูกอ่อนของตัวเราเอง แม้ปัจจุบันข้อมูลของพยาธิกำเนิดยังไม่ชัด ข้อมูลการรักษาไม่ชัด แต่พอบอกได้ว่ามีภูมิคุ้มกันตัวเองที่มีปฏิกิริยากับ collagen ชนิดที่หนึ่งและสอง เป็นหลัก และเฉพาะกับกระดูกอ่อน
อาการที่พบจึงเป็นการอักเสบของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน เป็นๆหายๆ เป็นมากเข้าก็มีการเปลี่ยนรูปร่าง บิดงอหรือเสื่อมเสียหน้าที่ อาการที่พบเกือบ 85-90% ของผู้ป่วยคือ มีหูอักเสบเป็นๆหายๆ บวมแดงร้อน แยกจากการติดเชื้อก็ไม่พบการติดเชื้อ นานไปหูก็ผิดรูป
กระดูกอ่อนตำแหน่งอื่นที่พบอักเสบได้อีกคือ กระดูกอ่อนที่จมูก กระดูกอ่อนตามข้อก็ปวดเมื่อยปวดข้อได้ กระดูกอ่อนที่หลอดลมก็อาจมีหลอดลมอักเสบ หลอดลมตีบ ตีบมากขึ้นจนต้องเจาะคอก็มี กระดูกอ่อนที่ชายโครง มีอาการเจ็บหน้าอกได้ และเนื้อเยื่อคอลลาเจนอื่นๆเช่น ลิ้นหัวใจ ลูกตา
ไม่มีผลเลือด หรือการตรวจผลชิ้นเนื้อที่เฉพาะสำหรับโรค การวินิจฉัยยังอาศัยเกณฑ์และข้อมูลจากประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก มีเกณฑ์การวินิจฉัยหลายอันเช่น McAdam’s criteria, Michet et al. criteria ไปค้นเพิ่มได้หากสนใจ
การรักษาใช้ยาสเตียรอยด์เป็นหลัก และใช้ยาควบคุมดัดแปลงโรคในกรณีคุมโรคไม่ได้ ยาที่ใช้จะคล้ายๆการรักษาข้ออักเสบรูมาตอยด์ เช่น ยาเมโทรเทร็กเซต ไปถึงสารชีวภาพเช่น Anti-TNF, anti-CD20 Antibody
แม้หายแล้วโอกาสเกิดซ้ำสูงมาก 50-70% อัตราการเสียชีวิตส่วนมากมาจากการติดเชื้อหรือผลเสียจากยาสเตียรอยด์
จากภาพจะเห็นใบหูบวมแดงในขณะอักเสบเฉียบพลัน บางคนผิดรูปไปเลยก็มีนะครับ เป็นอาการอันหนึ่งที่บ่งบอกโรคนี้ได้ดีครับ

JUUL นิโคตินอีกรูปหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์นิโคตินแบบใหม่ พ่อแม่ผู้ปกครองต้องอ่าน

  ผลิตภัณฑ์นำส่งนิโคตินเข้าสู่ร่างกาย ขณะนี้มีจำหน่ายมากมายหลายรูปแบบ แต่นี่คือแบบใหม่ที่ดู "เนียน" ใครไม่รู้จะมองไม่ออกเลยว่านี่คือ นิโคติน

  ด้วยความรู้ที่ว่าสารเผาไหม้ในบุหรี่มีปัญหาสุขภาพ การเสพนิโคตินแบบใหม่ๆ จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมา อันตรายที่สำคัญมากคือเรื่องดึงดูดเด็กและเยาวชนเข้าสู่การเสพติดนิโคติน หรือผู้ที่ไม่เคยเสพติดนิโคตินมาก่อนเข้าสู่โลกของนิโคติน
  นิโคตินเป็นสารเสพติด แน่นอน ติดแล้วเลิกยากมาก ไม่ว่าจะบุหรี่มวน หรือ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ หรือ ผลิตภัณฑ์นำส่งนิโคตินรูปแบบใดๆก็ตาม

  ผลิตภัณฑ์นี้ รูปแบบจะคล้ายๆ แท่งแฟลชไดรว์ ง่ายๆจะประกอบด้วยสามส่วน ส่วนแรกเป็นแท่งบรรจุนิโคติน ที่จะเป็นแบบบรรจุเสร็จเป็นสีต่างๆ มีหลายรสชาติ  เสียบเข้ากับแท่งยาวแบตเตอรี่ อีกปลายเป็นรูเอาไว้สูดทางปาก หนึ่งแท่งสูดได้ 200 ครั้ง
   ส่วนที่สองที่เป็นแบตเตอรี่ เพื่อเป็นตัวสร้างพลังงานเวลาเผานิโคตินจากแท่งบรรจุเวลาสูบ ปลายเป็นขั้วแม่แหล็ก เพื่อไปต่อกับอุปกรณ์ชาร์จไฟ 
  ส่วนที่สามคืออุปกรณ์ชาร์จไฟ ปลายด้านหนึ่งเป็นขั้วต่อยูเอสบี ชาร์จได้ทั่วไป อีกด้านเป็นขั้วแม่เหล็ก ต่อกับแท่งแบตเตอรี่ ใช้เวลาชาร์จประมาณ 60 นาที

  ปริมาณนิโคตินต่อหนึ่งแท่งของ "จูลล" คือ 0.7 ml x 59 mg/ml = ประมาณ 40 มิลลิกรัม เท่าๆกับบุหรี่ซองหนึ่ง 20 มวน จะเห็นว่าความเข้มข้นสูงมาก แต่ว่า ผู้ใช้ไม่สามารถปรับแต่งปริมาณนิโคติน ไม่สามารถปรับแต่งแบตเตอรี่แหล่งจ่ายไฟได้ "จูลล" แต่ละแท่งจึงมีมาตรฐานใกล้กันมาก ลดโอกาสระเบิดหรืออันตรายจากการปรับแต่งของผู้ใช้ลงได้
  เช่นกันกับ e- liquid น้ำยาของบุหรี่ไฟฟ้า  เจ้าแท่ง"จูลล"นี้ มีสารโพรพิลีน ไกลคอล, กลีเซอรีน, โลหะหนัก องค์ประกอบจะต่างจากน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเล็กน้อย

  การวางจำหน่ายในต่างประเทศ จะควบคุมผู้ซื้อต้องอายุมากกว่า 21 ปี มีการลงทะเบียนการใช้ การจำหน่าย ต่างประเทศเรียกเจ้าผลิตภัณฑ์นี้ว่า "I phone of e-cigarrette"  เพราะมันดึงดูดเยาวชนเหลือเกิน  นักเรียนไฮสกูลและมหาวิทยาลัยในยุโรปและอเมริกานิยมใช้มาก กลายเป็นเด็กและเยาวชนก็ยังติดนิโคตินอยู่ดี 
   การที่อันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ไม่ได้หมายความว่าควรเริ่มนิโคตินด้วยสิ่งนี้ และถึงแม้มันอันตรายน้อยกว่าบุหรี่เผาไหม้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามัน "ปลอดภัย"

  องค์การอาหารและยาของอเมริกา ได้ประกาศการใช้และควบคุมอย่างเคร่งครัดเพื่อสกัดกั้นเด็กและเยาวชน ทั้งการกำหนดอายุผู้ซื้อลงทะเบียนผู้ผลิตและจำหน่าย เป็นการกำหนดแนวทางการสกัดกั้นนิโคตินสู่เยาวชนที่เอาจริงมากของเขา แต่กระนั้นก็ยังหลุดไปสู่เยาวชนตั้งมากมาย
  ใครสนใจอ่านประกาศของ US FDA ในการควบคุมได้ที่นี่
https://www.fda.gov/NewsEvents/Newsroom/PressAnnouncements/ucm605432.htm

  ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ บุคลากรสาธารณสุข ต้องทราบถึงสิ่งใหม่ๆ ที่จะเข้ามาเพื่อรับมือได้ถูกต้อง

เครดิตภาพ : www.juulvapor.com

25 เมษายน 2561

ไฟเบอร์ในอาหาร

ไฟเบอร์ (dietary fiber)

  ไฟเบอร์ในอาหารจำเป็นและมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิด ไฟเบอร์เป็นโพลิเมอร์ของคาร์โบไฮเดรต หรือกล่าวง่ายๆคือนำแป้งและน้ำตาลมาผสมต่อกันแล้วจัดเรียงรูปแบบใหม่แต่ว่าจะมาคิดแบบอาหารคาร์โบไฮเดรตไม่ได้แล้วนะครับ

  เส้นใยในอาหารนั้น ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย แต่จะย่อยสลายส่วนประกอบที่ดูดซึมได้จะดูดซึมได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือตัวเส้นใยเองนั้น ไม่ดูดซึม เพราะไม่มีเอนไซม์ช่วยสลายไฟเบอร์จนดูดซึมได้
  เส้นใยที่กินเข้าไป เราแบ่งตามความสามารถในการละลายน้ำ คือ ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้

  เส้นใยที่ละลายน้ำได้ เมื่อโดนน้ำก็จะละลายและแปรสภาพคล้ายๆเจล เส้นใยพวกนี้จะมีประโยชน์ในการเพิ่มน้ำกับก้อนอุจจาระ ทำให้นุ่ม ถ่ายอุจจาระออกง่าย แต่ว่าไม่ได้ทำให้มีก้อนอุจจาระสักเท่าใดนัก ประโยชน์ของไฟเบอร์ละลายน้ำได้สามารถลดการดูดซึมกรดไขมันได้  โคเลสเตอรอลในพืชเช่น sterol หรือ stanol จะคอยขวางการดูดซึมกรดไขมันทำให้ไม่สามารถดูดซึมได้ดีเท่าที่ควร แต่ก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าจะยับยั้งการดูดซึมนะครับ
   มีการศึกษาว่า ไฟเบอร์ละลายน้ำได้จากพืชนี้ สามารถลดการดูดซึมกรดไขมันลงได้ 10-15% ส่งผลให้ LDL ลดลงได้เล็กน้อย ควบคุมความดันและอัตราการเกิดโรคหัวใจลดลง (แต่ในการศึกษาส่วนมากได้สเตตินด้วยนะครับ)
  นอกเหนือจากนี้ ผู้ป่วยเบาหวานเราก็แนะนำรับประทานไฟเบอร์ให้พอ เพราะไฟเบอร์ทำให้การดูดซึมน้ำตาลช้าลง มีผลดีในการควบคุมเบาหวานด้วยนะครับ

  อาหารที่มีไฟเบอร์ละลายน้ำได้แก่ ผักผลไม้ ถั่วเมล็ดแข็ง ธัญพืช ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง

  เส้นใยไม่ละลายน้ำ ก็ตรงไปตรงมานะครับเข้าอย่างไร ออกอย่างนั้น สมบัติที่ดีของไฟเบอร์ประเภทนี้คือ ทำให้อุจจาระเป็นก้อน เมื่อเป็นก้อนก็จะทำให้บีบออกมาได้ ลดการท้องผูก แต่ก็ต้องนุ่มๆ ด้วยจึงถ่ายออกง่าย และไฟเบอร์ยังช่วยการปรับความเป็นกรดด่างของลำไส้ใหญ่ เป็นอาหารและควบคุมสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้
  เราเชื่อว่าการควบคุมภาวะกรดและแบคทีเรียในลำไส้นี้เอง ส่งผลให้ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ลงได้  เส้นใยไม่ละลายน้ำนี้จะไม่ให้พลังงานเลยต่างจากเส้นใยละลายน้ำที่จะให้พลังงานเล็กน้อย

  เส้นใยไม่ละลายน้ำ พบในผักผลไม้  ผักที่รับประทานทั้งเปลือกเช่นมันฝรั่ง ข้าวโพด ข้าวกล้อง

  คำแนะนำให้รับประทานไฟเบอร์ 14 กรัมต่อพลังงาน 1000 กิโลแคลอรี่ พูดง่ายๆคือ ไฟเบอร์ 25-30 กรัมต่อวัน อาหารไฟเบอร์สูง ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต เมล็ดธัญพืชเช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว  เม็ดแมงลัก แครอท แอปเปิ้ล มะละกอ (ไฟเบอร์สูง คือ มากกว่า 3 กรัมต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม)
  กระทรวงสาธารณสุขและ สสส. ได้แนะนำรับประทานผัก 3 ส่วน และ ผลไม้ 2 ส่วนต่อวัน (หนึ่งส่วนคือหนึ่งทัพพี หรือ หนึ่งอุ้งมือ) ก็จะได้ปริมาณไฟเบอร์เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันครับ

"กินถั่วกินไฟเบอร์ไม่มีเศร้า แต่ถ้ากินถ่านไฟเก่ามีแต่แซ่บ"

ที่มา
Nutr. Rev. 2009 Apr;67(4): 187-205
Curr. Opin. Lipidol 2011, Feb; 22(1): 43-8
Nutr. Today. 2015 Mar ;50(2) :90-97
British Nutrition Foundation
US FDA
สสส.

23 เมษายน 2561

โรคไม่ติดต่อ

โรคไม่ติดต่อ เป็นโรคที่ปัจจุบันเป็นปัญหาอย่างมากเพราะวิถีชีวิตและพัฒนาการของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปตลอด แต่มนุษย์เราก็ได้มีการศึกษาค้นคว้าถึงการควบคุมและป้องกันโรคไม่ติดต่อ จนสามารถรับมือได้ดี
แต่หากเราเพียงแต่ตั้งรับรักษาโรค หรือควบคุมโรคให้ดีในเวลาปัจจุบัน ในอนาคตสภาพของโรคที่เดินหน้าต่อเนื่องก็จะทำให้เกิดอัตราการตายและพิการได้อีก ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องเงินค่าน้ำมันรถที่แสนจะสิ้นเปลือง หากรัฐบาลออกมาตรการลดราคาน้ำมันแน่นอน ค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลเรื่องน้ำมันรถจะลดลงแน่ๆ (ขับรถเท่าๆ เดิมนะครับ) แต่ว่าหากไม่แก้ไขเรื่องเครื่องยนต์กับพฤติกรรมการขับเร็ว สุดท้ายก็จะสิ้นเปลืองอยู่ดี
แนวคิดการดูแลรักษาโรคไม่ติดต่อในยุคปัจจุบัน ประกอบด้วย
1. ระบุปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญให้ได้ก่อนเกิดโรค แล้วตัดไฟเสียตั้งแต่ต้นลม ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ โรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญคือ การสูบบุหรี่ ดังนั้นการควบคุมเรื่องบุหรี่จึงสามารถลดอันตรายจากโรคถุงลมโป่งพองได้
2. ระบุปัจจัยเสี่ยงที่จะสามารถตรวจพบโรคได้ในระยะต้น แล้วคัดกรองให้ได้ ตัวอย่างคือ การตรวจเซลปากมดลูกในการตรวจภายใน หากพบการติดเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus หรือ เซลผิดปกติในระดับไม่ใช่มะเร็ง ก็จะมีวิธีการคัดกรองที่เฉพาะสำหรับคนกลุ่มนี้
3. ตรวจพบตั้งแต่ต้นและควบคุมโรคให้อยู่ ตัวอย่างที่ชัดมากคือ หลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน การเข้าสู่กระบวนการรักษาแบบเฉียบพลันที่ทางประเทศไทยจัดขึ้น สามารถตรวจได้เร็วและรักษาได้ทันที ลดอัตราการเสียชีวิตลงได้มหาศาล
4. มองหาโอกาสเกิดโรคซ้ำในอนาคต แล้วให้การป้องกัน ไม่อย่างนั้นการรักษาในข้อ 1-3 ก็ไม่มีประโยชน์ เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ เราทราบว่ามีโอกาสเกิดซ้ำสูงมาก และการป้องกันโดยใช้ยาต้านเกล็ดเลือด ลดโอกาสการเกิดซ้ำได้ชัดเจน เราจึงให้ยาต้านเกล็ดเลือดไปตลอด
5. ประเมินโรคซ้ำ เพื่อป้องกันผลข้างเคียง ตัวอย่างชัดมาก คือ การตรวจตาสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน หากพบเบาหวานเริ่มเข้าตา ก็จะใช้การรักษาไม่ให้ลุกลาม ซึ่งต้องตรวจซ้ำๆ และดักทางก่อนโรคจะลุกลาม
หรือ พูดสั้นๆคือ ป้องกันก่อนเกิด...ควบคุมโรคปัจจุบันให้ดี..และลดความเสี่ยงโรคที่จะเกิดในอนาคต
มุมมองการรักษาและข้อมูลของการรักษาจึงเปลี่ยนไป ท่านอาจจะเคยอ่านสิ่งที่ผมนำเสนอบ่อยๆ
1. การใช้ยาสูดพ่นสเตียรอยด์ไปตลอด สำหรับผู้ป่วยหอบหืด แม้ตอนนี้จะควบคุมอาการได้ดีแต่เราต้องป้องกันการเปลี่ยนแปลงของหลอดลมและการกำเริบในอนาคต
2. การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบ ลดไขมัน และลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือด คือยากลุ่ม statin, ezetimibe หรือ PCSK9i แม้ปัจจุบันจะควบคุมไขมันได้ดี แต่การใช้ยามันมีค่ามากไปกว่าแค่ลดไขมัน
3. การใช้ยาชีวภาพในการรักษามะเร็งปอด เพื่อไม่ให้โรคเกิดซ้ำ แม้การผ่าตัดและให้เคมีจะได้ผลดีมากแล้ว แต่ถ้ามีพันธุกรรมที่เสี่ยงมากต่อการเกิดซ้ำ การใช้ยาจะมีประโยชน์มาก ไม่อย่างนั่นการรักษาที่ผ่านมาก็ดูด้อยค่าไปหากต้องกลับมาเป็นซ้ำแน่ๆ
4. การใช้ยาเพื่อชะลอความเสื่อมของไต แม้การควบคุมความดันโลหิตและโปรตีนที่รั่วมาจากปัสสาวะในผู้ป่วยไตเสื่อมจะคุมได้ดีแล้ว การใช้ยา RAS blockade ช่วยชะลอความเสื่อมได้ในระยะยาว
ข้อมูลที่เรามีมากขึ้นเหล่านี้ เป็นข้อมูลที่ได้รับการศึกษาอย่างดี ระเบียบวิธีวิจัยอย่างดี ผ่านการทำซ้ำหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผลจะไม่เอนเอียงในการทดลองใดการทดลองหนึ่ง ผ่านการวิจารณ์จากผู้เชี่ยวชาญทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง
แม้ข้อมูลใหม่ จะขัดกับข้อมูลเดิม การรักษาเดิม แต่วิชาแพทย์คือวิทยาศาสตร์ ข้อมูลใหม่ที่ถูกต้องแม่นยำกว่าก็มาแทนที่ความรู้เดิมได้
นอกจากนี้สิ่งใหม่ๆอาจขัดกับความรู้สึกพื้นฐาน หรือความรู้ที่เคยรู้มา ทำให้ยากที่จะทำใจเชื่อและมีคนเห็นต่าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของทุกสรรพสิ่งในโลก แต่ว่าวิชาแพทย์และความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ตัดสินด้วย ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสถิติ ที่พยายามให้ข้อผิดพลาดข้อบกพร่องน้อยที่สุด
สิ่งที่ออกมาคือ สิ่งที่ได้ประโยชน์กับประชากรส่วนมาก จึงเป็นแนวทางในการปฏิบัติ ส่วนจะปฏิบัติอย่างไรกับแต่ละคน ก็ต้องใช้ศิลปะการใช้เป็นรายๆไปครับ

22 เมษายน 2561

นิยาย ยาที่ไม่จำเป็น

"จำปา จำปาช่วยเรียกรถให้แม่ทีสิลูก วันนี้หมอนัด" ลำเจียก หญิงสูงวัยตะโกนบอกลูกสาวให้จัดการเรียกรถรับจ้างไปส่งเธอที่โรงพยาบาล เธอป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันในเลือดสูงและไตเสื่อม ต้องไปหาหมอบ่อยมาก มีหมอที่มารักษาอย่างน้อยสี่คน บางครั้งก็นัดไม่ตรงกัน
"ได้จ้ะแม่ เจ้าเนี้ย เพิ่งได้เบอร์มา บริการดี สุภาพด้วยแม่ โทรแป๊บเดียวก็มา" จำปา ลูกสาวจอมเซี้ยว เป็นนักเขียนและขายของออนไลน์ ลาออกจากงานประจำมาดูแลแม่ วันนี้เธอต้องไปส่งของจึงใช้บริการรถรับจ้างให้ไปรับส่งแม่
สิบนาทีผ่านไป รถตุ๊กตุ๊กก็มาจอดที่หน้าบ้านและตะโกนเรียก "รถมาถึงแล้วครับ" โชเฟอร์ใส่ชุดเรียบร้อยมารับตามที่จำปาโทรตาม เห็นจำปาเดินมาส่งลำเจียก ก็รับตะกร้ามาถือให้และช่วยลำเจียกขึ้นรถ "คุณน้าครับ ไม่ต้องนำข้าวเที่ยงไปก็ทันครับ เราไปโรงพยาบาลแต่เช้ามาก ไม่ถึงเพลก็เสร็จ ผมก็มาส่งถึงก่อนเที่ยงได้ครับ เอาตะกร้าไปทั้งหนักและไม่สะดวก โห...ตะกร้าของเต็มเลย"
ลำเจียก " ไม่ใช่ข้าวหรอก พ่อหนุ่ม ตระกร้ายาน่ะ หมอหลายคน หลายนัด ป้าโรคมากหลายหมอ ยาก็เลยเยอะ"
"งั้นเรารีบไปกันเถอะ" โชเฟอร์หนุ่มตัดบท และหันมายิ้มเล็กน้อยกับจำปาแบบมีเลศนัย
สามเดือนต่อมา คราวนี้แม่ลูกต้องไปโรงพยาบาลพร้อมกัน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้แม่ลำเจียกก็ไปคนเดียว โชเฟอร์หนุ่มกระเซ้าว่า "วันนี้น้องจำปาไปเองเลยหรือครับ แหมนึกว่าจะไม่ได้บริการคุณลูกเสียแล้ว"
จำปาค้อนเล็กน้อยหันมาบอกว่า "แม่บอกว่าให้พาญาติมาด้วยเพราะจะได้ตรวจสอบการกินยาและย้ำการกินยา แต่ละครั้งแม่เหลือยาเยอะเลย หมดคิดว่าแม่คงกินไม่ตรงตามที่หมอสั่ง"
แม่ลำเจียกถอนหายใจ บ่นพึมพำว่า "แหม ก็ดูสิหมอแต่ละคนให้ยามาคนละสี่ห้าตัว แต่ละตัวก็กินเช้ากลางวันเย็น วันๆหนึ่งกินยาเกือบยี่สิบเม็ด หลงลืมก็มี กินไม่ไหวก็มี"
จำปาบ่นซ้ำ "วันนี้จะไปถามหมอด้วย ทำไมต้องให้ยาตั้งเยอะ ไอ้วิตามินเนี่ยตั้งสองสามซอง ยานอนหลับตั้งสองอย่าง หมอสี่คนจ่ายยามาพร้อมกัน บางตัวต้องเสียเงินเองก็แพงด้วย"
โชเฟอร์หนุ่มยิ้ม "น้องจำปาใจเย็นๆ หมอเขาอาจจะจำเป็นก็ได้ ลองถามเขาดูก่อน เดี๋ยวยาไม่ครบจะอันตราย"
แม่ลำเจียกถอนหายใจอีกแล้ว "บางทีก็กินไม่ไหว ขอกินสองเม็ดก่อน ว่าจะกลับมากินอีก ก็ลืม"
จำปาบ่นอีกเช่นกัน "นั่นไงๆ กินยาก็เยอะ กินผิดกินถูก ไม่เห็นใจคนกินบ้าง แม่ก็ไม่อ่าน ครั้งที่แล้วกินวิตามินหมดตามสั่ง แต่ยาลดไขมันเหลือเยอะเลย"
โชเฟอร์บอก "เอาล่ะ แม่ลูกไม่ต้องเถียงกัน ผมว่าไปบอกหมอเขาดีกว่าว่ายามันเยอะ กินไม่ไหว ลืมบ้าง อีกอย่างมีหลายหมอน้องจำปาก็ต้องตามไปบอก หมอเขาน่าจะจัดรวมกันได้ อะไรจำเป็นก็จัด อะไรซ้ำซ้อนก็หยุดไป รวบเวลากิน ก็ช่วยได้"
จำปาขมวดคิ้ว " พี่พูดเหมือนเป็นหมออย่างงั้นเลย บอกไปหมอเขาจะฟังหรือพี่"
โชเฟอร์หัวเราะ "ไม่หรอก คนขับตุ๊กตุ๊กแบบพี่ ก็ต้องประหยัด ใช้หลักการเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง อะไรไม่จำเป็นก็หยุด อะไรจำเป็นก็ต้องใช้ ผมว่าบางทีหมอเขาก็ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ทันนึกถึง เราก็เตือนเขาได้นะ แม่น้องจำปาจะได้กินยาไหว ไม่ขาดยา เผื่อยาที่ไม่จำเป็นลดลงก็อาจไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ประหยัดมาจ้างรถผมไปรับส่งแม่เจียกได้บ่อยๆไง"
จำปายิ้มหวาน "แหม ... จ้ะ ถ้าพี่เหมาราคาแล้วลดลงได้จะดีนะพี่นะ"
แม่ลำเจียกชักหงุดหงิดและหมั่นไส้ มันจะจีบกันอีกนานไหม " นี่จะไปกันหรือยัง เดี๋ยวสาย ไม่ได้คุยกับหมอเรื่องนี้พอดี"
หลังจากนั้น แม่ลำเจียกก็ได้รับการทบทวนการใช้ยาจากหมอทุกคนและเภสัชกร สามารถรวบยา ตัดยาที่ไม่จำเป็น จัดสรรเวลาการกิน ทำให้ได้รับยาที่จำเป็นและประสิทธิภาพดี ตัวยาลดลงเกือบครึ่ง แม่ลำเจียกก็กินยาได้อย่างดีขึ้น โรคดีขึ้นเป็นลำดับ และ....
หมอนัดห่างออกไป ทำให้โชเฟอร์หนุ่มผู้ชื่นชอบในกลิ่นหอมบางๆของดอกจำปาก็รายได้ถอยลง มารับส่งน้อยลง จำปามีเวลาพอ พาแม่นั่งรถเมล์ไปหาหมอได้
โชเฟอร์หนุ่มก็......
บทส่งท้าย
รถตุ๊กตุ๊กแล่นช้าๆเข้ามาในอู่ เถ้าแก่เห็นมาแต่ไกลและยิ้ม พ่อหนุ่มคนนี้ช่างอารมณ์ศิลปินนัก เถ้าแก่ทราบดีว่าผู้เช่ารถคนนี้ ไม่ได้หวังจะมาทำมาหากินจากการขับรถรับจ้าง หวังเพียงประสบการณ์ชีวิตจากมุมมองชาวบ้านเท่านั้น
เถ้าแก่ตะโกนถาม "ไงคุณ วันนี้ไปเจออะไรมาบ้างล่ะ"
โชเฟอร์ชราหน้าหนุ่มบอกว่า "ก็ได้รู้จักความทุกข์ร้อนของคนมากขึ้นครับ ผมว่าจะคืนรถเถ้าแก่ล่ะ"
เถ้าแก่ "แหม ดูจากอายุในบัตร ผมต้องเรียกคุณว่าพี่แล้วล่ะ"
...ชายชราหน้าหนุ่มยิ้ม
...
สวัสดีครับเถ้าแก่ วันนี้ผมลาล่ะครับ อ้อ..เสื้อยืดสีขาวที่มีลายสกรีนสีน้ำเงินที่วางไว้ในรถ ผมให้เถ้าแก่ไว้เป็นที่ระลึกนะครับ วันหน้าเจอกันก็ทักทายกันได้นะครับ ครั้งหน้าผมว่าจะลองไปเป็นวินมอไซค์รับจ้าง แถวเขาพระตำหนัก พัทยา...สิ้นเดือนนี้

บทความที่ได้รับความนิยม