12 สิงหาคม 2558

ยารักษาการเสื่อมสมรรถภาพชาย และ อาการเสื่อมสมรรถภาพหญิง

เสื่อมสมรรถภาพเพศหญิงและชาย

เอาละมาต่อจากเมื่อวานนะครับ หัวเรื่องวันนี้ท่านชายทั้งหลายต้องอ่านนะครับ ไม่ได้เป็นเนื้อหาวิชาการเข้มข้น แต่เอามาเล่าสู่กันฟัง เรื่องการรักษาการเสื่อมสมรรถภาพเพศชายและปัญหาเสื่อมสมรรถภาพในเพศหญิงครับ

   การรักษาการเสื่อมสมรรถภาพชายนั้นมีการรักษามากมายตามสภาพการเกิดโรคที่ได้อธิบายไปเมื่อวานครับ สำคัญคือการลดความเครียด รักษาภาวะทางจิตใจ เช่น กลัวการตั้งครรภ์ กลัวการติดเชื้อ รสนิยมทางเพศของคู่นอน สืบค้นหาโรคทางกายต่างๆเช่น เบาหวาน หัวใจ ต่อมลูกหมากโต พร่องฮอร์โมน และทบทวนยาต่างๆที่อาจเป็นสาเหตุ แล้วแก้ไขสาเหตุ ท่านอาจไปพบอายุรแพทย์หรือศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะก็ได้ครับ ต่อไปจะกล่าวถึงไฮไลต์ครับคือเรื่องยารักษาโรคอีดี หรือ อวัยวะเพศไม่แข็งตัวครับ

     ทำไมถึงไมเรียกว่ายารักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศล่ะ ก็เพราะว่ามันรักษาได้แค่การแข็งตัวครับ ถ้าไม่มีสิ่งเร้าเพียงพออวัยวะเพศไม่แข็งก็ใช้ไม่ได้ หรือว่าฮอร์โมนน้อยมากจนไม่มีอารมณ์เพศก็ใช้ไม่ได้ครับ ต้องมีฮอร์โมน มีสิ่งเร้าและไม่เครียดด้วยนะครับ ยาที่ใช้เรียกว่า phosphodiesterase 5 inhibitor ที่รู้จักกันมากๆก็ siladefil หรือชื่อทางการค้าว่า viagra  ‎ใช้กินก่อนมีกิจกรรมทางเพศ‬ 45-120 นาที ตัวยามันทำให้หลอดเลือดขยายเลือดก็ไปคั่งที่อวัยวะเพศมาก จึงแข็งและทนทานจนจบงาน แต่ถ้าหลอดเลือดส่วนอื่นๆมีการขยาย ก็จะเกิดความดันโลหิตต่ำมากๆจนช็อกได ที่เรียกว่าตายคาอกเลยครับ โดยเฉพาะถ้ามีโรคหัวใจรุนแรง กินยาลดความดันมากๆ และโดยเฉพาะยากลุ่มไนเตรต อันนี่ห้ามเด็ดขาดเลยครับ
     ‎เอ่อออจริงๆทางการแพทย์เราเอายาพวกนี้มาใช้รักษาโรคความดันเลือดแดงในปอดสูงต่างหากครับ‬ยังมีการรักษาอื่นๆอีกเช่น ฉีดยาขยายหลอดเลือดดำเข้าทางท่อปัสสาวะ หรือฉีดเข้าที่อวัยวะเพศตรงๆเลย พวกนี้ต้องเอายามาฉีดเองภายใต้การฝึกอย่างดีนะครับ ไม่งั้นจะเกิดภาวะอวัยวะไม่อ่อนตัวแล้วขาดเลือด หรือผ่าตัดฝังอุปกรณ์พองลมได้เข้าไปก็มีนะครับ วิธีหลังๆนี้ต้องให้แพทย์แนะนำครับ‬‬‬‬‬‬‬‬


ส่วนปัญหาเสื่อมสมรรถภาพของสุภาพสตรีนั้นไม่ได้ซับซ้อนเหมือนท่านชาย เพราะมีหลักๆแค่สองส่วน ส่วนที่มีผลมากสุดคือ

1.สภาพจิตใจครับ กลัวการตั้งครรภ์ กลัวเจ็บ เทคนิคการมีเพศสัมพันธ์ของคู่นอนทำให้ไม่อยากมีเพศสัมพันธ์ จึงมีผลต่อสภาพจิตใจ ส่วนนี้แก้ยากมากครับเพราะท่านสุภาพสตรีมักจะไม่ค่อยกล้าเปิดปัญหานี้มากนัก ทำให้ปัญหาเรื้อรังแก้ยากไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยกับคู่นอนหรือกับหมอครับ ปัญหาทางจิตใจนี้อาจทำให้ความตื่นตัวทางเพศลดลง อาจต้องเพิ่มสิ่งเร้า ( hypoactive sexual desire, sexual arousal disorders) หรือการไม่มีออกัสซั่มอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานเนื่องจากคู่นอนไม่เข้าใจการเพิ่มสิ่งเร้าเวลามีเพศสัมพันธ์ ก็ทำให้ซึมเศร้าและหมดความต้องการไป (orgasmic disorder)

2.ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ ฮอร์โมนมีผลต่อสตรีมากนะครับต่างจากผู้ชาย ถ้าขาดฮอร์โมนแล้วกิจกรรมทางเพศอาจทำไม่ได้เลย ในคนที่ขาดอาจต้องใช้ทั้งกินเสริมและครีมทาช่องคลอด สารคัดหลั่งต่างๆ สารสื่อประสาทของผู้หญิงเวลามีเพศสัมพันธ์ต้องอาศัยฮอร์โมนทั้งสิ้น
ส่วนสาเหตุอื่นๆนั้นพบน้อยไม่ว่าอาการเจ็บจากพังผืดในอุ้งเชิงกราน แสบช่องคลอด หรือโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคของระบบประสาทที่ไขสันหลัง ผู้หญิงใช้ระบบประสาทมากกว่าผู้ชายครับ (ระบบประสาทอัตโนมัติครับ) ส่วนโรคหลอดเลือดมีผลนัอยกว่าครับเนื่องจากคลิทอริสที่เป็นอวัยวะเพศหญิงนั้นมีขนาดเล็กมากครับ ยาที่ใช้ในผู้ชายก็จะไม่ค่อยได้ผลครับ

รวมสองบทความสองวันนี้ ยาวมากแต่ผมก็ไม่เคยอ่านพบที่ใด ขอยกความดีจากความรู้นี้ ให้แม่ที่ดูแลลูกทุกๆคนในวันแม่แห่งชาติครับ

11 สิงหาคม 2558

ภาวะหย่อนสมรรถภาพเพศชาย

ภาวะหย่อนสมรรถภาพเพศชาย

ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับโรคหัวใจ และไปเห็นบทความเรื่องหนึ่งในหนังสือ Harrison’s Principle of internal medicine เรื่องภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ เอ๊ะ..มันเกี่ยวข้องกันอย่างไร สรุปให้ฟังครับ
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ในที่นี้กล่าวถึงเพศชายก่อนนะครับ เพศหญิงจะกล่าวในโอกาสต่อไป มีมูลเหตุการณ์เกิดแบ่งตามกลไกการมีเพศสัมพันธ์ของผู้ชายได้ 4 ประการ

1.ความต้องการทางเพศ (libido) ขึ้นกับแรงกระตุ้นทางเพศครับ ขึ้นกับปัญหาทางจิตใจ ถ้ามีปัญหาเหล่านี้ ก็ไม่มีความต้องการ อันนี้ใช้ยาก็ไม่ได้ผล อีกส่วนที่ทำให้หมดอารมณ์คือภาวะขาดฮอร์โมนเพศชาย เช่นกลุ่มคนที่ตัดอัณฑะ หรือมียาที่ไปขัดขวางการสร้างฮอร์โมนเพศ เช่น ยาขับปัสสาวะ spironolactone

2.การแข็งตัวและความคงทน (erection) ข้อนี้เป็นกลไกของหลอดเลือดแดงและหลอดเลือดดำ มีการประสานงานกันเพื่อให้เลือดเข้าไปเติมในอวัยวะเพศให้แข็งตัว และคงค้างเอาไว้ไม่ให้อ่อนตัวเร็วเกินไป โดยการควบคุมนี้ต้องมีแรงฉีดเลือดและหลอดเลือดที่ดี ประเด็นตรงนี้แหละครับที่บอกว่าเกี่ยวกับหัวใจ คือเราพบว่าถ้าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือ หัวในล้มเหลว ก็จะมีการไม่แข็งตัวได้และก็บอกได้ว่าถ้าทำกิจกรรมทางเพศได้ก็แปลความกลายๆว่าหัวใจและหลอดเลือดน่าจะดี ในทางตรงข้ามใครที่หย่อนสมรรถภาพทางเพศก็อาจเป็นอาการของโรคหัวใจได้ คนที่สูบบุหรี่นั้นหลอดเลือดจะเสีย จึงเป็นที่มาของสูบบุหรี่แล้วจะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศครับ
    อีกอย่างที่มาควบคุมเรื่องการแข็งตัวคือระบบประสาทครับ ถ้ามีปัญหาระบบประสาทก็จะทำให้การควบคุมหลอดเลือดทำไม่ได้จึงเสื่อมสมรรถภาพครับ เช่นผู้ป่วยอัมพาตช่วงล่างจากกระดูกกดทับไขสันหลังส่วนเอว พวกที่เป็นโรคเส้นประสาทส่วนปลายเช่นขาดวิตะมิน B2 หรือกลุ่มคนที่ดื่มเหล้าก็จะมีการทำลายเส้นประสาทส่วนปลายจึงมีการเสื่อมสมรรถภาพได้ครับ

3. การหลั่งน้ำอสุจิ (ejaculation) ใช้การควบคุมของระบบประสาทต่อเนื่องจากข้อสอง ที่ควบคุมจากสมองต่อลงมาระบบประสาทซิมพาเธติกจากสันหลังส่วนกลางหลัง ทำงานต่อเนื่องในขณะถึงออกัสซั่ม ดังนั้นคนที่มีปัญหาที่ไขสันหลัง เส้นประสาท หรือเครียดมากทำให้การควบคุมจากสมองรวนเรไปก็จะไม่ถึงออกัสซั่มและไม่สามารถหลั่งน้ำอสุจิได้ครับ

4. การอ่อนตัวลง (detumescene) ใช้ระบบประสามในข้อที่สามต่อเนื่องกันมา เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องในช่วงวินาทีเองนะครับ โครงข่ายหลอดเลือดดำในอวัยวะเพศจะบีบตัวเอาเลือดกลับเข้าสู่กระแสเลือด ถ้าเกิดเลือดคั่งแข็งตัวผิดปกติหรือหลอดเลือดเกิดไม่บีบตัวในช่วงนี้ก็จะไม่ยอมอ่อนตัวหรือที่เรียกว่า priaprism นั่นเอง

    ก็จะเห็นว่ามีประเด็นเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดอยู่มากมาย จึงบอกได้ว่าการหย่อนสมรรถภาพทางเพศก็เป็นโรคหลอดเลือดประเภทหนึ่งที่มีกลไกการเกิดโรคคล้ายๆกันโรคหัวใจเช่นกัน แต่ก็มีเรื่องฮอร์โมนเพศชาย ความเครียดและสิ่งเร้าทางเพศมาเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย สาเหตุอื่นๆเช่นยากลุ่ม beta blocker ที่ใช้ในโรคหัวใจ (อีกแล้ว) โรคเบาหวานที่จะมีความผิดปกติของทั้งเส้นเลือดและเส้นประสาทก็จะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ง่าย จริงๆแล้วพอแยกง่ายๆระหว่างสาเหตุทางกายและสาเหตุทางใจ คือถ้าเป็นสาเหตุทางใจนั้นท่านชายก็จะมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศในตอนเช้าและตอนกลางคืนเป็นปกติ แต่ถ้าเป็นสาเหตุทางกายนั้นก็จะเป็นทั้งกลางวันและกลางคืนครับ

ปูพื้นกันพอควรนะครับ พรุ่งนี้ผมจะมาสรุปเรื่องการรักษา และปัญหาในเพศหญิงครับ

10 สิงหาคม 2558

การใช้ โบท็อกซ์ และรู้จัก โบท็อกซ์

การใช้ยา โบท็อกซ์ botulinum toxin

   BOTOX ผมเชื่อว่าหลายๆท่านรู้จัก โบท็อกซ์กันดี เป็นการฉีดพิษเข้าไปในกล้ามเนื้อเพื่อรักษาอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็งผิดปกติ เช่น ใบหน้ากระตุก ตาเข ปัจจุบันมีการนำมาใช้ในการเสริมความงามกันอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะแก้การหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบดวงตา (obicularis oculi) หรือที่รู้จักกันในชื่อตีนกา แต่วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องราวอีกมุมของโบท็อกซ์ คือ พิษจากโบทูลินั่ม 

      เชื้อโรค Clostridium botulinum สามารถผลิตพิษที่เรียกว่า botulinum toxin หรือ BOTOX นี่แหละครับท่านอาจเคยได้ยินข่าวโรคที่เกิดหลังจากกินอาหารกระป๋องที่เสื่อมคุณภาพแล้วหรือที่พบบ่อยมากๆในประเทศไทยเราคือ ‎หน่อไม้ปี๊บ‬ ที่เป็นการปนเปื้อนพิษที่พบบ่อย ส่วนการกินเจ้าแบคทีเรียลงไปแล้วไปก่อพิษนั้นพบน้อยมาก ที่สำคัญคือเจ้าเชื้อตัวนี้มันไม่ต้องอาศัยแก๊สออกซิเจนในการเติบโตครับ อยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อม ในภาวะที่ไม่เหมาะสมกับการเติบโตมันจะแปรตัวเองไปเป็น สปอร์ คือมีแคปซูลพิเศษที่ทนทานห่อหุ้มตัวมันเพื่อรอภาวะเหมาะสมจึงจะเจริญเติบโตและสร้างสารพิษ--ต้องใช้ความร้อน 120องศา นาน 30 นาทีนะครับถึงทำลายเกราะป้องกันมันได้-- ด้วยคุณสมบัติอันทนทานของมันนี่เองมันจึงถูกใช้เป็นหนึ่งในอาวุธชีวภาพในปัจจุบัน‬‬

    เชื้อเข้าทางลมหายใจและการกิน แต่พิษมักจะเข้าจากกินครับ เวลาได้รับเชื้อเข้าไป มักจะใช้เวลา1-2วันที่จะเริ่มออกลูกหลานมาสร้างพิษ และพอพิษแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดมันจะไปออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทครับทำให้อ่อนแรงทั้งตัว เป็นอัมพาตคล้ายๆถูกงูเห่ากัดครับ เมื่อได้รับพิษเข้าไประยะแรกจะคลื่นไส้อาเจียนรุนแรง ต่อมาก็จะเริ่มมีอาการอ่อนแรงที่มักจะเกิดจากกลางลำตัวออกไปหาส่วนปลาย เช่น ไหล่ไปมือ สะโพกไปขา คอตก หนังตาตก สุดท้ายก็จะหายใจไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อหายใจไม่ทำงาน และระบบประสาทอัตโนมัติก็จะถูกโจมตีด้วยนะครับ ม่านตาขยาย ปากแห้ง ปัสสาวะไม่ออก
ที่ผมคิดว่าแย่ที่สุดคือ พิษมันไม่เข้าสมองครับ จะทำให้เราจะรู้เรื่องดีแต่ทำอะไรไม่ได้เลย ทางการแพทย์เรียกว่า "presynaptic descending paralysis and anticholinergic syndrome" ฝากให้น้องๆเรซิเดนท์
      พิษจะอยู่ ตั้งแต่ 1-50 วันเลยนะครับกว่าจะสลายไปช่วงนี้เราจึงต้อง ‎ประคับประคองอวัยวะต่างๆให้รอด‬ 50 วัน มีการตรวจหาเชื้อและพิษโบทูลินัมนี้นะครับ แต่มันจะใช้เวลานานกว่าจะระบุออกมาได้ เราคงไม่รอขนาดนั้น ก็จะอาศัยประวัติเสี่ยง กลุ่มอาการที่พบ เป็นการวินิจฉัยหลักและให้การรักษาเลย แยกโรคจากพิษปลาปักเป้าและโรคเส้นประสาท กิลแลงบาเร่ย์ เอ่อ...เริ่มยาก หยุดก่อนพวกการแยกโรคนี่ให้อายุรแพทย์เขาทำกันไป ถ้าถามว่ามียาต้านพิษไหม ก็ต้องตอบว่ามีครับ แต่ก็ต้องยืนยันการเป็นพิษจากโบทูลินัมจริงๆซะก่อน ขอยาได้จากกระทรวงสาธารณสุขครับ (จริงๆตอนยามาถึง ท่านก็จะเป็นข่าวแล้วล่ะครับ)‬‬

    การป้องกันทำง่ายกว่ารักษามากเลยครับ คือกินอาหารปรุงสุก หลีกเลี่ยงอาหารกระป๋องเสื่อมคุณภาพ ‎หน่อไม้ปี๊บนั้นถ้าจะกินต้องเอามาปรุงสุกทุกครั้งครับ‬ สุดท้ายคือ อย.คงต้องไปควบคุมมาตรฐานการทำหน่อไม้ปี๊บให้ปลอดภัยครับ เพราะโรคนี้เป็นแล้วมักจะลงเอยด้วยการสูญเสียครับ ‬‬

เป็นอย่างไรครับกับ เหรียญอีกด้านของ โบท็อกซ์

08 สิงหาคม 2558

กระเพาะอาหารอักเสบจากยาลดปวดต้านอักเสบ

กระเพาะอาหารอักเสบจากยาลดปวดต้านอักเสบ

   ในที่สุดก็มีมิตรรักแฟนเพลงส่งข้อความเข้ามาถามเป็นครั้งแรก ดีใจมากๆ แอดมินเลยจัดเต็ม รีวิวมาให้ อ่านเปเปอร์มาตอบเต็มที่ "คุณแม่กินยาแก้ปวดเข่า บรูเฟนแล้วปวดท้อง ไปหาหมอ คราวนี้หมอให้ยา mucosta เพิ่มจากเดิม เดิมเคยได้แต่ moprix อยากทราบว่าทำไมเพิ่มยา mucosta ด้วย"  ขอตอบคำถามนี้ทางหน้าเพจ เพื่อให้ได้ประโยชน์ทั่วกัน เอ่อ ผมไม่ได้มีประโยชน์ทับซ้อนกับทางบริษัทยานะครับ แล้วก็ paper ที่ค้นได้ก็เป็นวารสารที่เปิดเผยทาง www.pubmed.com และ google scholar และตำรา harrison's principle of internal medicine 19th ed , Sleisenger and Fordtrans 10th ed

ก่อนอื่นต้องบอกว่าการตอบคำถามแบบนี้จะอธิบายเป็นสองส่วน ส่วนแรก ยา ibuprofen ไปทำอะไรกระเพาะ อย่างที่สอง ยา mucosta ไปป้องกันได้อย่างไร แตกต่างจาก moprix (omeprazole)  อย่างไร ก็จะเข้าใจครับ
   อย่างแรกมาทำความเข้าใจกันก่อนครับว่ายาต้านการอักเสบ NSAIDs ในที่นี้คือยา ibuprofen ทำอะไรที่เป็นผลเสียต่อทางเดินอาหารของเรา ท่านอาจเคยเข้าใจว่ามันไปกัดกร่อนทางเดินอาหารโดยตรง จริงๆแล้วผลกัดกร่อนโดยตรงมีไม่มากนะครับ การกินยาหลังอาหารทันทีเพื่อหวังผลลดการกัดกร่อนเลยใช้ได้แค่เล็กน้อย ผลของมันจริงๆคือ ลดการสร้างเยื่อเมือกที่คอยปกป้องกระเพาะ เพิ่มอนุมูลอิสระไปทำลายพื้นผิว เพิ่มการทำลายของเม็ดเลือดขาว และทำให้ผิวทางเดินอาหารขาดเลือด ‎นั่นคือทำให้การปกป้องทางเดินอาหารด้อยลง‬
   ซึ่งหน้าที่การปกป้องนี้เป็นของสาร พรอสต้าแกลนดินส์ (prostaglandins) ยาต้านการอักเสบจะไปยับยั้งเจ้าทหารเอกคือ พรอสต้าแกลนดินส์นี่แหละครับ ยับยั้งตลอดทางเดินอาหารจึงทำให้เกิดการอักเสบทั่วทั้งทางเดินอาหาร เมื่อทหารไม่มี ผู้ร้ายก็ถือโอกาสเล่นงานกระเพาะ คือ กรดนั่นเอง และผู้ร้ายอื่นๆก็ไปเล่นงานลำไส้คือ แบคทีเรีย น้ำย่อย จนอาจเกิดแผล เกิดเลือดออก เกิดทางเดินอาหารทะลุได้ครับ‬‬

     ส่วน mucosta หรือชื่อสามัญคือ rebamipide นั้นจะออกฤทธิ์เหมือน พรอสต้าแกลนดินส์ นั่นคือ เพิ่มการหลั่งเยื่อเมือก ลดอนุมูลอิสระ ลดการทำลายของเม็ดเลือดขาว กระตุ้นหลอดเลือด สรุปคือปกป้องทางเดินอาหารตลอดทัั้งจากกระเพาะไปตลอดลำไส้‬ เหมือนต้านผลเสียของยาต้านการอักเสบโดยตรง เพียงแต่ว่าข้อมูลทางการทดลองทางคลินิก คือทดลองกับคนจริงนั้น ยังมีจำนวนไม่มากทำให้ข้อมูลสนับสนุนการใช้ไม่มาก ไม่แพร่หลาย และส่วนมากก็จะศึกษาอยู่ในประเทศเอเชียไม่ได้ขยายไปทั้งโลก แต่ก็อาจจะดีนะครับเพราะกลุ่มคนเหล่านั้นเหมือนคนไทย (จริงๆมีการศึกษายานี้ในคนไทยด้วยครับ ผลการศึกษาก็ไม่แย่นัก)‬‬

      ส่วนยา moprix หรือชื่อสามัญคือ omeprazole นั้นเป็นยาลดกรดตัวพ่อเลยครับ ลดแรงลดเร็ว ทำให้กรดในกระเพาะลดลงมาก กระเพาะจึงไม่ค่อยอักเสบ มีการศึกษามากมายทั่วโลกทุกเชื้อชาติ รู้ข้อดีข้อจำกัดของยาเป็นอย่างดี มีข้อมูลสนับสนุนการใช้มากมาย แต่ยาไม่สามารถปกป้องส่วนต่ำกว่ากระเพาะ คือลำไส้ ได้นะครับ ตัวยาไม่มีผลกับหัวหน้างานปกปักษ์รักษาทางเดินอาหาร คือ เจ้าพรอสต้าแกลนดินส์ เลยแม้แต่น้อย ลดผู้ร้ายตัวเอ้ได้หนึ่งตัวครับ แต่ก็ตัวหลักจริงๆ ส่วนข้อจำกัดมากๆคือ omeprazole ‎มีปฏิกิริยาระหว่างยามากมายครับ‬ การใช้ร่วมกับยาอื่นต้องระมัดระวังมากๆ โดยเฉพาะกับยาต้านเกล็ดเลือด clopidogrel หรือชื่อการค้า plavix‬ ที่ใช้ในผู้ป่วยใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจตีบครับ เป็นคำเตือนจาก อย.อเมริกาครับ‬‬‬‬

     ผมจะขอสรุปแล้วกัน--เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ-- ในผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาต้านการอักเสบ NSAIDs และมีความเสี่ยงเลือดออกทางเดินอาหาร เช่นเคยมีแผลหรืออายุมาก ควรใช้ยาปกป้องทางเดินอาหารครับ ถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะใช้ทั้งคู่ ‎เพราะเติมเต็มข้อดีข้อด้อยกันได้ดีครับ‬ แต่ถ้าต้องเลือกตัวใดตัวหนึ่ง หรือมีข้อจำกัดยาตัวใดก็ควรปรึกษาอายุรแพทย์ครับ หรือแฟนๆท่านใดจะหลังไมค์มาทาง messenger ก็ยินดีนะครับ ยินดีเหมือนกับแฟนเพจท่านนี้ ยังมีข้อมูลจากการอ่านอีกมากครับ...‬‬

07 สิงหาคม 2558

โรคแพ้ภูมิตัวเอง แอสแอลอี

โรคแพ้ภูมิตัวเอง เอสแอลอี

   โรคเอสแอลอี SLE หลายๆคนไม่รู้จักโรคนี้ในชื่อ SLE แต่รู้จักในชื่อ ‎โรคพุ่มพวง‬ เนื่องจากอดีตราชินีลูกทุ่ง พุ่มพวง ดวงจันทร์ ป่วยเป็นโรคนี้และจากไปด้วยโรคนี้เช่นกัน โรคแอสแอลอีนี้เป็นตัวอย่างการเรียนอายุรศาสตร์ที่ดีมากเนื่องจากมีอาการได้ทุกระบบ ทั้งตัว มีทั้งอาการรุนแรง อาการเล็กน้อย มีความซับซ้อนในการรักษา จนมีคำพูดว่า to know SLE is to know medicine คุณเรียนรู้เอสแอลอี ก็เท่ากับคุณได้เรียนอายุรศาสตร์‬‬

  โรค SLE นี้เป็นโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันของตัวเองเกิดการสับสน แทนที่จะทำลายสิ่งแปลกปลอม กลับมองเห็นร่างกายตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอมที่ต้องกำจัด จึงเกิดการกัดกร่อนทำลายอวัยวะต่างๆ มากบ้างน้อยบาง ความบกพร่องนี้เป็นการเรียนรู้สิ่งแปลกปลอมของร่างกายที่ ไม่เข้าเรียนบ้าง ครูสอนไม่ดีบ้าง จึงเกิดเป็นภูมิที่ไม่ค่อยดี ค่อยๆทำลายตัวเองและเจ้าภูมิคุ้มกันเกเรๆนี้ก็ออกลูกหลานมา ก็สอนลูกหลานเหมือนที่ตัวเองรู้ มันจึงบกพร่องออกลูกหลานไปเรื่อยๆครับ สักวันหนึ่งรวบรวมกำลังพลได้มาก ก็จะเปิดฉากโจมตีร่างกายตัวเอง 
 
    อาการของโรค SLE มีหลากหลายมากครับ แต่ที่พบมากและเป็นอาการที่เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยมากที่สุดคือ อาการและอาการแสดงทางผิวหนังครับ ผื่นที่ชวนให้คิดถึงโรคนี้ก็จะเป็นอย่างในภาพ เป็นผื่นแดงที่แก้ม ข้างจมูก ใต้ตา แต่จะไม่ข้ามเส้นที่ลากจากปีกจมูกมาที่มุมปาก ( nasolabial fold) ที่เห็นแล้วคิดถึงโรค SLE
    อาการของ SLE นั้นขึ้นกับว่าภูมิคุ้มกันนัันไปโจมตีร่างกายจุดใด เช่นไปโจมตีเม็ดเลือด ก็จะมีอาการซีดจางจากเม็ดเลือดแตกสลาย ไปโจมตีหน่วยกรองของไตก็จะมีอาการบวม ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะเป็นฟอง ไปโจมตีสมองก็จะชักเกร็ง หรือ คลุ้มคลั่งคล้ายคนเสียสติ หรือบางทีโจมตีพร้อมๆกันหลายอวัยวะก็จะเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวพร้อมๆกันได้ครับ ภาวะนี้น่ากลัวมากครับเวลาผู้ป่วยโรคนี้กำเริบในทุกๆอวัยวะพร้อมๆกัน ต้องรักษาเร็วรักษาแรง จึงจะรอดครับ คุณพุ่มพวงก็เกิดเหตุแบบนี้นะครับ ดังนั้นเกณฑ์การวินิจฉัย SLE จึงใช้อาการต่างๆ หรือผลการตรวจเลือดในระบบต่างๆร่วมกัน (เนื่องจากเป็นโรคที่หลากหลายมาก) ในเกณฑ์ 4 ข้อ จาก 11 ข้อครับ เห็นไหมครับ ถ้ารู้โรคนี้โรคเดียวแทบจะจบวุฒิบัตรอายุรศาสตร์เลย รายละเอียดผมไม่ลงลึกนะครับ

    การรักษาและการดำเนินโรคนัั้น หลากหลายพอๆกับอาการเลยเนื่องจากรุนแรงมากน้อยต่างกัน โดยกลุ่มที่ไม่รุนแรงอาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาต้านมาเลเรีย chloroquine --ใช่แล้ว ท่านอ่านไม่ผิดครับ ยาต้านมาเลเรีย-- แล้วค่อยๆปรับยาตามอาการ แต่ถ้าท่านตกอยู่ในกลุ่มรุนแรงคือ อันตรายต่อชีวิต เป็นหลายๆอวัยวะ ระบบเลือด ระบบไต ระบบสมอง พวกนี้คงต้องใช้ยาสเตียรอยด์ ในขนาดสูง แล้วค่อยๆปรับลดยาลง หรืออาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันแบบแรงร่วมด้วย เช่น เอนด็อกแซน ( cyclophosphomide)
     เช่นกินยาเม็ด prednisolone 12เม็ดแล้วปรับลดลงเป็นต้น. ปัจจุบันมียาใหม่ในการรักษา เพิ่งออกมาในปี 2011 คือ belimumab หวังผลไปทำลายเฉพาะภูมิคุ้มกันที่เกเร ซึ่งเป็นยาสังเคราะห์จากโมเลกุลมนุษย์เรา แต่พอออกมาจริงๆใช้จริง ผลกลับไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่คิด ใช้ได้ในบางกรณีเท่านัั้น

   โรคนี้ใช้เวลาในการปรับยากว่าโรคจะสงบ และบางครั้งก็กำเริบบ่อยๆ จึงต้องติดตามการรักษาต่อเนื่อง อีกประการที่สำคัญคือการรักษาโรคมันคือการไปกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งยาไปกดทั้งตัวที่ดีและตัวที่เกเร เมื่อไปกดตัวที่ดีก็เท่ากับทำให้มันทำหน้าที่ตัวเองบกพร่อง เราจึงติดเชื้อต่างๆได้ง่ายมากและรุนแรง‬ จึงต้องระมัดระวังการกินให้สะอาดครับ‬

เนื้อหายาวไปเล็กน้อยแต่เพื่อให้เข้าใจและครอบคลุมครับ ศุกร์สดใสนะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม