06 สิงหาคม 2558

วัณโรค

วัณโรค 

   วัณโรค (tuberculosis) เรื่องนี้ท้าทายความสามารถแอดมินมากๆเลยครับ เต็มไปด้วยข้อมูลทางการแพทย์ ศัพท์ทางวิชาการ แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชนควรรู้ เลยมาเล่าให้ฟังครับ วัณโรคเป็นโรคที่มีมานานตั้งแต่สมัยอียิปต์ครับ น่าแปลกที่เรารู้จักมันมานานแต่ไม่ชนะสักที ปัจจุบันนี้มันเรียนรู้ที่จะเอาชนะยาต่างๆแล้วด้วยครับ วัณโรคเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งครับ เชื้ออยู่ทนอยู่นานในสภาพแวดล้อม โตช้าและตายยาก ชื่อว่าเชื้อ มัยโคแบคทีเรีย ทุเบอร์คูโลสิส (mycobacterium tuberculosis)

    เชื้อแพร่กระจายง่ายทางน้ำลาย เสมหะ การไอจามครับ จึงพบการติดเชื้อวัณโรคที่ปอดเป็นหลักเลยครับ หรือถ้าไม่ติดเชื้อในครั้งแรกที่ได้รับ ก็อาจอยู่ที่ต่อมน้ำเหลืองในปอด และอาจแพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆได้ ท่านอาจเคยได้ยินวัณโรคกระดูก วัณโรคเยื่อหุ้มปอด วัณโรคต่อมน้ำเหลือง แล้วแต่ที่ๆเขาจะไปครับ แต่โดยมากเราจะรับเชื้อและเป็นที่ปอดมากที่สุด ถ้าท่านติดเชื้อแล้วมีอาการ หมายความว่ามีอีกหลายคนที่ติดเชื้อแล้วไม่เกิดอาการ หายเอง หรือ เชื้อแอบแฝงอยู่ในตัว อันนี้อาจกำเริบมาทีหลังได้
      เอาในกรณีมีอาการก่อน ก็มักจะมีอาการไม่รุนแรงมากและหลายๆวัน เช่น ไข้เรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือกึ่งเรื้อรัง (ตั้งแต่ 3 สัปดาห์) เบื่ออาหาร นน.ลด บางคนไอเป็นเลือด หายใจหอบและเจ็บอก ดูๆแล้วอาการก็คือปอดอักเสบทั่วๆไปนั่นเอง แต่เนื่องจากประเทศไทยเป็นแดนระบาดวัณโรค จึงต้องคิดเอาไว้เสมอในผู้ป่วยที่ไอเรื้อรัง ถ้ามีอาการที่อวัยวะอื่นก็จะมีอาการตามจุดที่เป็น ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำในเยื่อหุ้มปอด ปวดกระดูก ปวดหัวรุนแรง การตรวจจึงต้องชิ้นส่วนหรือสารคัดหลั่งจากอวัยวะนั้นๆมาตรวจครับ
    การตรวจหลักๆคือการหาตัวเชื้อ ที่ท่านพบบ่อยๆคือการตรวจเสมหะเพื่อหาวัณโรค การตรวจสองวันจะมีโอกาสพบเชื้อ ประมาณ 80% ตรวจสามวันโอกาสพนเชื้อเพิ่มเป็น 85-90% เป็นที่มาของการตรวจเสมหะสามวัน เก็บใส่ตู้เย็นช่องธรรมดาได้ครับ เอาภาชนะมิดชิดใส่ เก็บตอนเช้า(การศึกษาบอกว่าโอกาสพบเชื้อมากกว่า) ครบสามวันเอามาตรวจได้ หรือตรวจหาโรคทั้งการย้อมหาเชื้อและเพาะเชื้อ (เพาะเชื้อนี่บางทีหลายเดือนนะครับ) จากชิ้นเนื้อหรือสารคัดหลั่ง เช่น น้ำไขสันหลัง ,ชิ้นส่วนต่อมน้ำเหลือง

      และปัจจุบันเรามีวิธีที่เร็วขึ้นคือการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ TB โดยวิธี พีซีอาร์ (PCR : polymerase chain reaction) ที่เร็วมาก หนึ่งถึงสองวัน เพื่อระบุว่าเป็น mycobacterium tuberculosis หรือ mybacterium อื่นๆ และอีกข้อคือ เชื้อนั้นมีพันธุกรรมการดื้อยา กับยาหลักคือ isoniazid และ rifampicin หรือไม่ การเอกซเรย์บอกแค่จุดที่เป็นครับ แต่อย่างในภาพค่อนข้างสัมพ้นธ์กับวัณโรคปอดครับ คือเป็นฝ้าขาวที่ปอดกลีบบน แต่ว่าฟิล์มเอกซเรย์นี่ไม่เฉพาะเจาะจงนะครับ อาจเป็นโรคตอนนี้หรือในอดีตที่ผ่านมาก็ได้ ส่วนการตรวจอื่นๆก็เป็นเฉพาะแบบให้พวกหมออายุรกรรมเขาสั่งเอาเองเช่น ตรวจหา interferon gamma หรือ เจาะน้ำเยื่อหุ้มปอดตรวจ ADA เป็นต้น

   การรักษานั้นใช้ยาฆ่าวัณโรคสูตรมาตรฐาน 4 ชนิด เป็นเวลา 6-9เดือน แล้วแต่ตำแหน่งที่เป็นเช่น วัณโรคปอดก็มักจะใช้ยาสูตรมาตรฐาน 6 เดือน ได้แก่ isoniazid,rifamficin,pyrazinamide,ethambutol บางที่อาจใช้ยาเม็ดรวมเช่น rifator,rimstar คือเอายาสี่ตัวมารวมกันครับ ได้กินง่ายๆ
   ในคนที่เคยรักษามาแล้ว หรือดื้อยา ก็จะได้ยาสูตรอื่นๆที่ต่างออกไป สูตรดื้อยานี่ฉีดยาหลายเดือน กินยาเป็นกำๆ หลายเดือนหรือ สองถึงสามปีเลยนะครับ ดังนั้นอย่าให้ดื้อยาจะดีที่สุด วิธีกันการดื้อยาที่ดี คือ อย่าขาดยากินยาให้ครบ อย่าหยุดรักษาเอง ครับ ติดตามการรักษาตามกำหนด เช่นวัณโรคปอดก็ติดตามการรักษา ตรวจเสมหะ เอกซเรย์ปอดที่เดือนที่สอง เดือนที่ห้า และเดือนที่หกครับ ส่วนวัณโรคที่อื่นๆก็ติดตามแตกต่างกันไปครับ

สุดท้ายอยากให้ท่านที่ป่วยจดจำโรคของตัวเองเอาไว้เพราะมันมีผลต่อการพิจารณารักษาในครั้งหน้าถ้าเป็นซ้ำ หรือ ฟิล์มที่จะไม่เปลี่ยนแปลงไป เวลาไปเอกซเรยภายหลังจะได้ไม่งง เช่น   "เป็นวัณโรคปอด ชนิดเสมหะพบเชื้อ กินยาครบหกเดือน หายแล้ว"  หรือ   "วัณโรคเยื่อหุ้มสมอง ตรวจพีซีอาร์พบเชื้อในน้ำไขสันหลัง รักษาครบเก้าเดือนแล้ว"   เพื่อประโยชน์ของท่านต่อไปครับ

05 สิงหาคม 2558

หลอดเลือดแดงในสมองแตก

หลอดเลือดแดงในสมองแตก

เส้นเลือดในสมองแตก...ไม่กี่วันมานี้ท่านคงได้ยินข่าวอดีตนักร้องเสียชีวิตจากเส้นเลือดสมองแตก หลังจากนั้นก็มีบทความส่งกันมามากมายถึงวิธีการปฐมพยาบาลแปลกๆ ทางสื่อสังคมออนไลน์ ที่เราอาจเข้าใจผิด ผมขอเป็นส่วนหนึ่งที่อยากให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่า

   เส้นเลือดฝอยในสมองแตกนั้นว่ากันจริงๆ เป็นอุบัติเหตุโดยแท้ครับคือคาดเดาไม่ได้ รู้แต่ว่าเสี่ยง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดหรือไม่ เมื่อใด เรารู้แต่วิธีลดความเสี่ยงครับ และเมื่อเกิดเหตุจริงๆแล้วเราแยกยากมากครับว่าเป็นเส้นเลือดตีบหรือแตก โดยเฉพาะตีบน้อยๆหรือแตกน้อยๆนี้ แทบแยกไม่ได้เลย ในกลุ่มคุณหมอที่เจอปัญหานี้บ่อยๆ เช่น หมอห้องฉุกเฉิน อายุรแพทย์ทั่วไป อายุรแพทย์ระบบประสาท ศัลยแพทย์ระบบประสาท อาจใช้ประวัติที่ดี ซักถี่ถ้วนในการแยกโรค  
     แต่ในชีวิตจริงมันมีข้อจำกัดคือเราต้องแยกเส้นเลือดตีบเฉียบพลันออกโดยเร็ว โดยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อรีบรักษาอยู่แล้ว จึงทำให้เราได้แยกเส้นเลือดแตกได้โดยปริยาย ซึ่งวิธีแยกก็ถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ธรรมดาก็แยกได้ครับ

   โดยทั่วไปนั้นการรักษาเส้นเลือดแตกนั้นใช้การรักษาทางศัลยกรรมเป็นหลัก ทั้งการเปิดกระโหลกระบายความดัน เอาก้อนเลือดออก ใส่ท่อระบาย ใส่ขดลวดเข้าไปในจุดโป่งขยาย หรือในผู้ป่วยที่เป็นไม่มากอาจสังเกตอาการดูก่อนได้ การรักษาทางอายุรกรรมจะเป็นการประคับประคองครับ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความดัน น้ำตาล เกลือแร่ รักษาการสูดสำลักลงปอด แต่บทบาทของการรักษาทางอายุรกรรมจะเกิดก่อนหน้านี้ คือบทบาทของการป้องกันครับ
   ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ของโรคหลอดเลือดสมองนั้น (ทั้งตีบและแตก) จะคล้ายๆกับโรคหลอดเลือดอื่นๆทั่วๆไป คือ อายุมาก เพศชาย สูบบุหรี่ โรคไตเสื่อม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดผิดปกติ ประวัติครอบครัว

    ในส่วนของโรคหลอดเลือดสมองนั้นที่อยากเพิ่มเป็นพิเศษคือ การควบคุมความดันโลหิตครับ โดยถ้าเราลดความดันโลหิตสูง ลดลงมาได้ 2 มิลลิเมตรปรอท ประมาณว่าเราจะลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ 10 % ครับ ต่างจากหลอดเลือดหัวใจที่ไขมันเป็นตัวสำคัญมากกว่า การควบคุมความดันให้ไม่เกิน 140/90 เป็นสิ่งสำคัญครับ ไม่ได้หมายความว่าอย่างอื่นไม่สำคัญนะครับ การควบคุมน้ำตาลเฉลี่ย HbA1c ตามเกณฑ์ คุมระดับไขมันตามความเสี่ยง การควบคุมเพื่อปัองกันโรคที่จะเกิด (ตอนนี้ ยังไม่เกิด) อาจไม่มีผลมากนัก แต่การควบคุมโรคที่เกิดแล้วไม่ให้เกิดซ้ำสองนั้นมีประโยชน์มากทีเดียวครับ
      เราไม่ต้องไปตรวจภาพรังสีกันนะครับ อย่าตื่นกลัวเกินไป มีแค่กลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มเท่านั้นที่ต้องตรวจสอบและรักษาก่อนที่เส้นจะแตก เช่น โรคไตเป็นซิสต์จำนวนมากที่เคยมีญาติเป็นและแตกมาก่อน โรคหลอดเลือด fibromuscular dysplasia เพื่อแพทย์จะตรวจพบและใส่ขดลวดค้ำยันเอาไว้ครับ

อย่าลืมอย่าไรก็ตามโรคหลอดเลือดสมองต้องไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด‬ อย่าเสียเวลาปฐมพยาบาลแบบผิดๆที่แชร์กันมานะครับ‬‬

ปล.ขอแสดงความยินดีกับ อ.ปิยะมิตร ศรีธรา อาจารย์ที่เป็น idol ของผมในทุกๆเรื่อง ที่ได้รับเลือกเป็น คณบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี


03 สิงหาคม 2558

ความรู้พื้นฐานเรื่องไข้

ความรู้พื้นฐานเรื่องไข้

ไข้...ปัญหาหลักที่พาผู้ป่วยมาพบแพทย์ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องไข้ให้ฟังครับ
    ไข้ คือ ความรู้สึก ย้ำ.ความรู้สึกนะครับ ว่าร่างกายผิดปกติต้องการความร้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งจริงๆก็เป็นแบบนั้นครับ ร่างกายต้องการความร้อนเพิ่มเพื่อไปต่อสู้กับสิ่งผิดปกติในร่างกาย ที่เรียกว่า การอักเสบนั่นเองครับ ผู้ป่วยบางคนรับรู้ถึงความร้อนที่ร่างกายผลิตได้ ก็จะบอกหมอว่า ฉันตัวร้อนนะ แต่ผู้ป่วยบางรายรับรู้ว่า ฉันหนาวสั่น ไม่ตัวร้อนซักหน่อย คืออาการหนาวสั่น ขนลุก เป็นสิ่งที่ร่างกายทำขึ้นเพื่อผลิตความร้อนนั่นเองครับ อาการไข้ แต่ละคนจึงรู้สึกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้าง เราจึงต้องใช้เครื่องมือวัดครับ

   เครื่องมือนั้นคือ เทอร์โมมิเตอร์ หรือ ปรอทวัดไข้นี่แหละครับ วัดให้ถูกวิธีคือให้ส่วนโลหะ แนบรักแร้ หรือ อมใต้ลิ้นสัก 5 นาที แล้วเอามาอ่านค่าอุณหภูมิกาย ใครที่ใช้ปรอทดิจิตอลก็ง่ายหน่อย แต่ว่าต้องระวังดีๆครับ ถ้าไปวางตำแหน่งไม่ถูกเช่น ไม่แนบเนื้อพอ ค่าที่อ่านอาจต่ำกว่าของจริงได ถึงแม้มันจะร้องปิ๊บๆ แล้วก็ตาม (ปิ๊บๆ คือ จับเวลาเมื่อค่าอุณหภูมิ นิ่งๆ คงที่) หาซื้อได้ทั่วไปและควรมีติดบ้านครับ หรือใครจะใช้แบบเสียบหู แบบอินฟราเรด ก็ได้ครับ
   ไข้ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายอะไรนะครับ ร่างกายเร่งอุณหภูมิเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม ถ้าอุณหภูมิไม่ถึงที่เหมาะสมบางครั้งภูมิคุ้มกันก็ทำงานไม่ดี สารเคมีต่างๆที่ใช้ทำลายสิ่งแปลกปลอมก็ทำให้เกิดไข้ เปรียบง่ายๆ ผู้บุกรุกคือเชื้อโรค ทหารคือภูมิคุ้มกัน ไข้คือ เสียงปืนครับ การได้ยินเสียงปืนแสดงว่าทหารเราดีนะ เรารำคาญเสียงปืนก็แค่อุดหู เปรียบเหมือนการกินยาลดไข้ เราคงไม่ต้องการเสียงปืนจนถึงขั้น เอาทหารออกไป เชื้อโรคก็คงจะชนะเรา เปรียบเหมือนถ้าเราไปใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่เหมาะสม เราอาจสบาย ไม่มีไข้ ไม่รำคาญปืน แต่เราก็จะแพ้สงครามครับ เปรียบง่ายๆแบบนี้แล้วกัน

   การลดไข้จึงไม่ได้เป็นการรักษาหลัก แค่ลดความไม่สบายตัวเท่านั้น จึงควรใช้วิธีที่ผลข้างเคียงต่ำๆ ที่ดีๆเลยก็เช็ดตัวลดไข้ครับ ทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ การใช้ยาลดไข้ พาราเซตามอล 1 เม็ดทุกสี่ชั่วโมงถ้ามีไข้ ส่วนการใช้ยาแอสไพรินหรือยากลุ่ม NSAIDs นั้น อาจลดไข้ได้ดี แต่แต่ ลดการอักเสบ คือ ลดกำลังอาวุธของทหารของเราด้วยครับ ดังนั้นควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ครับ

หวังว่าท่านคงเข้าใจ "ไข้" มากขึ้นนะครับ

02 สิงหาคม 2558

ความสุขของการเป็นอายุรแพทย์

ความสุขของการเป็นอายุรแพทย์

1.สนุกครับ ปัญหาทางอายุรกรรมจะกว้างมาก ทำให้เราต้องคิดรอบด้านรอบคอบมากๆ เช่น คนไข้เดินมาปรึกษาเนื่องจากไข้เรื้อรังมา 6 เดือน มีโรคหรือภาวะต่างๆที่ทำให้มีไข้เรื้อรังได้เป็นร้อยๆครับ เราต้องคิดเกือบทุกประเด็น

2.ลับสมองครับ เนื่องจากปัญหาต่างๆมักจะซับซ้อน ต้องคิดทบหลายๆชั้น อย่างปัญหาเดิมนี่แหละครับ ไข้เรื้อรัง 6 เดือน คนไข้คงรักษามาแล้ว เอ๊..แล้วประวัติตอนนี้จะเหมือนตอนแรกไหมนะ อาการอะไรจะชัดขึ้น อาการอะไรจะลดลงบ้างล่ะ อือ..ซับซ้อน

3.ตื่นตัวครับ ตื่นตัวในสองแง่ครับ อย่างแรกคือ ปัญหาต่างๆของผู้ป่วยที่ยากและซับซ้อน บางครั้งต้องกลับไปทบทวนตำรา หรือค้นหาวารสารมาเพื่อแก้ไข ส่วนอีกอย่างคือ ต้องตื่นตัวหาความรู้ใหม่ๆเสมอ เพราะความรู้ทางอายุรศาสตร์เปลี่ยนใหม่เร็วมาก บางครั้งข้อมูลปีที่แล้วอาจเก่าไปแล้วนะครับ

4.รอบคอบ เนื่องจากการดูแลรักษาผู้ป่วยทางอายุรกรรมต้องดูแลทั้งตัวครับ จึงต้องรอบคอบว่าการดูแลสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะต้องไม่ไปกระทบสิ่งอื่นๆไม่ไปรบกวนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยจนเกินไป เช่น การให้ผู้ป่วยกินยาวัณโรควันละ 10 เม็ด ต้องคิดว่ามันจะไปรบกวนโรคเดิมหรือไม่ มีปฏิกิริยากับยาอื่นๆหรือไม่ ผู้ป่วยจะจัดยากินเองได้ไหม ถ้าญาติจะต้องดูแล จะใช้เวลาไหนจะได้สั่งยาได้ดี

5.ใจเย็น การตรวจหลักของเราคือการซักประวัติ ให้ผู้ป่วยเล่าก็จะต้องใจเย็น อดทน จึงจะได้ข้อมูลครบ ได้ประโยชน์และถูกต้อง การรักษาหลักของเราคืออธิบายผู้ป่วย ต้องใจเย็นค่อยๆอธิบายทีละประเด็นๆ บางคนใจร้อน บางคนใจเย็น เราต้องใจเย็นมากกวาคนไข้ครับ

6. สุขใจเมื่อคนไข้ดีขึ้น ค่าตอบแทนที่แท้จริงของพวกเราคือ ผู้ป่วยดีขึ้นจากการป่วยครับ ไม่ว่าจะดีขึ้น ดีเล็กน้อย หรือแค่สบายใจก็ตาม

01 สิงหาคม 2558

วันแฟนสาวแห่งชาติและภาวะสุขภาพเพศหญิง

วันแฟนสาวแห่งชาติและภาวะสุขภาพเพศหญิง

National Girlfriends Day วันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี ผมเองเพิ่งเคยเห็นโดยบังเอิญจากการเข้าไปติดตามข่าวการระบาดของเมอรส์จากเว็บไซต์ www.CDC.gov ไม่เคยทราบมาก่อนครับและต้องยอมรับกับท่านๆผู้อ่านและกับอาจารย์คุมสอบว่า ผมไม่ได้อ่านเรื่อง สุขภาพเพศหญิง ที่อยู่ในตำรา Harrison เลยครับ พอเจอวัน national girlfriends day นี่แหละเลยมานั่งอ่านแล้วเล่าให้ท่านฟัง เอิ่ม ท่านชายก็ควรอ่านนะครับ
วัน girlfriend นี้ไม่ได้หมายถึงแฟนสาวตามตัวคำแปลเท่านั้นครับแต่แปลไปถึงความห่วงใยต่อเพื่อน ที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน ความรักของเพื่อน พี่สาว น้องสาว แม่ ที่มีให้กันในฐานะสุภาพสตรีครับ ทางศูนย์ควบคุมโรคของอเมริกา ได้กล่าวถึงการดูแลสุขภาพผู้หญิงเอาไว้ และแนะนำให้ส่งไปถึง girlfriend ของท่านด้วย (หลังจากอ่านเรื่องสุขภาพเพศหญิงแล้ว นึกเขกหัวตัวเองเลยครับ มันเป็นเรื่องทางอายุรกรรม แต่เราส่งปรึกษาสูตินรีแพทย์เยอะมาก อันนี้ฝากถึงแพทย์ประจำบ้านทุกท่านครับ)

1. แนะนำเรื่องสุขภาพดีครับ ให้ออกกำลังกาย 150นาทีต่อสัปดาห์เป็นอย่างน้อย และใช้ชีวิตแบบขยับตัวบ้าง อันนี้ตรงกับคำแนะนำของหลายๆสมาคม

2.รักษาน้ำหนักให้พอดี อย่าขาดวินัย เขาแนะนำถึงเวลาเราไปกินเลี้ยงหรือกินตามร้านอาหารเลยครับว่าอย่ากินเกินกว่าที่เรากำหนด ถ้ามากเกินให้แบ่งเพื่อนหรือขอกล่องใส่กลับ (ใส่กลับ..เป็นคำแนะนำระดับโลกเลยนะครับ) เป็นผู้หญิงให้อ่อนหวาน คือกินหวานน้อยลง และอย่าเค็ม ให้ลดปริมาณเกลือครับ ตามที่ไปเล็คเชอร์กับสมาคมให้อาหารทางหลอดเลือดดำและทางเดินอาหาร ลดเค็มนี่ง่ายๆครับ ไม่ใส่เครื่องปรุงเพิ่มทั่งเวลาประกอบอาหาร และปรุงรสก่อนกิน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ผงชูรสและเบเกอรี่ ส่วนลดหวานยากมากครับ ท่านลดเอาเองนะ ผมยังลดไม่ได้เลย

3.ป้องกันแสงแดดครับ การทำสีแทนค่อนข้างอันตรายครับ และนำสวมแว่นกันแดด เสื้อที่ปกปิดผิวได้ ทาครีมกันแดดค่า SPF อย่างน้อย15 ทาซ้ำทุกสองชั่วโมง ถ้ายังอยู่กลางแจ้งอยู่ เพื่อลดการเกิดมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma ครับ

4.คัดกรองมะเร็งที่ควรทำในหญิง ที่สำคัญคือมะเร็งเต้านม โดยการคลำและทำแมมโมแกรม คัดกรองมะเร็งปากมดลูก โดยตรวจภายในครับ คัดกรองมะเร็งลำไส้ โดยตรวจอุจจาระ อันนี้อ้างอิงตาม USA ครับ เกณฑ์ของสิทธิบัตรในไทยอาจแตกต่างออกไป แต่ถ้าไม่มีปัญหาค่าใช้จ่ายผมแนะนำให้ทำเองครับ มะเร็งพวกนี้รักษาหาย

5.สุขภาพเพศสัมพันธ์ ทางศูนย์ควบคุมโรคบอกว่าทางป้องกันที่ดีที่สุดคือ ห้ามมีเพศสัมพันธ์ เอาเป็นว่าเราข้ามไปหัวข้ออื่นนะครับ ต่อมาคือเขาสนับสนุนการมีคู่นอนเพียงคนเดียว ซึ่งต้องตกลงกันในคู่ของคุณและไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ยากแนะนำใช้ถุงยางทั่งของหญิงและชายครับ แนะนำหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์โดยการคุมกำเนิดที่ดี และถ้าจะตั้งครรภ์ควรเป็นครรภ์สุขภาพดี คือมีการวางแผนและคัดกรองที่ดีป้องกันเอดส์ ไวรัสตับอักเสบ เริม หัด และฝากครรภ์ที่ดี

6.เลิกบุหรี่และเลิกเหล้า ไม่ว่าจะกินเป็นบางครั้ง หรือดื่มเป็นประจำก็เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งเต้านมครับ ผลเสียอื่นๆของเหล้าและบุหรี่ ผมว่าทุกท่านน่าจะทราบกันมาเป็นอย่างดีครับ ควรชักชวนกันเลิกครับ อย่าชวนกันไปดริ๊งค์

7.ช่วยกันสอดส่องดูแล แจ้งเบาะแส ในกรณีเกิดความรุนแรงทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย หรือแม้กระทั่งสามีภรรยา ไม่มีคำว่า "อย่ามายุ่งเรื่องผัวเมีย" อีกต่อไปครับ เนื่องจากกฎหมายไทยให้ความคุ้มครองผู้ที่ถูกกระทำทางเพศโดยไม่ยินยอม แม้จะเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม

อ้างอิงจาก center of disease control : official website
Harrison's Principle of internal medicine 19th ed (e-chapter) แพทย์หรือบุคลากรท่านใดสนใจศึกษา e-chapter นี้ติดต่อผมหลังไมค์ครับ (ในเล่มพิมพ์ไม่มีนะครับ)

บทความที่ได้รับความนิยม