01 พฤศจิกายน 2563

พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 3 : มะเร็งตับชนิด hepatocellular carcimona

 พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 3 : มะเร็งตับชนิด hepatocellular carcimona

จากการบรรยายเรื่อง management of commom liver diseases in disruptive era โดย อ.เฉลิมรัฐ บัญชรเทวกุล 30 ตุลาคม 2563

1. มะเร็งตับยังคงเป็นมะเร็งที่พบมาก และเป็นมะเร็งที่ทำให้เสียชีวิตอันดับแรก ๆ เหตุเพราะ ยังไม่สามารถดูแลปัจจัยเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ดี และในคนที่เสี่ยงก็ขาดการเฝ้าระวังที่ดีพอ ทำให้กว่าจะพบก็อาจรักษาจนหายขาดไม่ได้หรือรักษาไม่ได้ ดังนั้นหากรู้ว่ามีความเสี่ยงคือ ตับแข็งจากโรคตับเรื้อรัง ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีหรือซี ดื่มเหล้า ก็ควรควบคุมและลดปัจจัยเสี่ยง และหากเป็นโรคตับเรื้อรังให้เข้ากระบวนการติดตามเฝ้าระวังมะเร็งตับ

2. การเฝ้าระวังมะเร็งตับ จะทำในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังที่เป็นพังผืดมากหรือเสี่ยงสูง โดยการทำอัลตร้าซาวนด์เนื้อตับ ร่วมกับการตรวจเลือดหาค่า alpha-fetoprotein ทุก 6-12 เดือน โดยทั่วไปคือทุกปี ด้วยวิธีนี้ถถือว่าไวพอที่จะตรวจหามะเร็งในระยะต้น เพื่อรักษาให้หายขาดได้ **ไม่แนะนำทำการเฝ้าระวังมะเร็งตับในคนที่ปรกติดีและไม่มีข้อบ่งชี้**

3. แต่การยืนยันต้องมีการตรวจทางรังสีวิทยาด้วย CT-scan หรือ MRI ที่ต้องฉีดสารทึบรังสี เพื่อดูการกระจายของสารทึบรังสีในก้อน ที่จะมีลักษณะเฉพาะ มีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่าง ๆ ของการฉีดสีที่มีความจำเพาะต่อมะเร็งตับสูงมาก ส่วนการเจาะตรวจชิ้นเนื้อทำน้อยลง เพราะทำยากและโอกาสได้ชิ้นเนื้อไม่มากนัก

4. การรักษาในระยะต้น หวังผลหายขาด ซึ่งระยะต้นนี้จะพบจากการเฝ้าระวังเกือบทั้งหมด (เห็นไหมว่าการเฝ้าระวังและลดความเสี่ยงมีความสำคัญมาก) โดยการรักษาหลักคือการผ่าตัด หรือการรักษาผ่านสายสวน โดยการใช้คลื่นวิทยุหรือไมโครเวฟ ไปแปลงสภาพเป็นความร้อน ทำลายก้อนมะเร็ง ประเทศไทยเราทำได้ในหลายที่

5. การรักษาในมะเร็งระยะต่อมา อาจตัดออกถ้าตัดได้ หรือทำการปลูกถ่ายตับ หรือมีการรักษาผ่านสายสวน ทั้งการใช้คลื่นวิทยุ การฉีดสารไปอุดหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงมะเร็ง การฉีดยาต้านมะเร็งเข้าไปที่ก้อน ซึ่งอาจต้องทำหลายรอบในก้อนเดียว หรืออาจทำหลายครั้งเพราะมีหลายก้อน (แม้มีหลายก้อนเราก็รักษาได้) ประเทศเราก็มียาและการรักษาแบบนี้แพร่หลาย

6. การรักษาตามข้อ 4,5 มีประเด็นสำคัญที่ต้องคิดคือ สุขภาพตับต้องดีพอที่จะรักษา ดังนั้นผู้ป่วยมะเร็งตับจะไม่ได้รักษาแต่ก้อนมะเร็ง โรคตับที่เกิดร่วมอยู่แล้วก็จะต้องดูแลให้ดี และเราก็ควรลดปัจจัยเสี่ยงโรคตับเรื้อรังอยู่ตลอด หากต้องรักษาจะได้รักษาได้ครับ สำหรับการผ่าตัดปลูกถ่ายตับ ตอนนี้ประเทศไทยเราทำมากขึ้นครับ แต่ว่ายังไม่พอกับจำนวนผู้ป่วยโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ดังนั้น ดูแลตับตัวเองก่อนนะครับ

7. สำหรับยาเคมีบำบัดหรือยารักษามุ่งเป้า ที่จะใช้เสริมการรักษาตามข้อ 4,5 หรือใช้เป็นการรักษาหลักหากโรคแพร่กระจายมากนั้น ปัจจุบันมีสูตรยาที่ใช้พอได้ รวมถึงมียามุ่งเป้าที่ใช้ในการรักษามะเร็งตับในรายที่เหมาะสมเช่น sorafenib, lenvatinib,atezolizumab/bevacizumab ยาต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยเพิ่มอัตราการอยู่รอดได้ไม่มากนัก เพราะส่วนมากผู้ป่วยที่จะต้องใช้การรักษาแบบนี้ จะมีสภาพโรคตับที่เรื้อรังรุนแรง หรือมีโรคร่วมอื่นมากอยู่แล้ว **ก็วนกลับไปเรื่องลดความเสี่ยงโรคตับเรื้อรังอีกแหละครับ** ยาเหล่านี้บ้านเราก็มีใช้นะครับ

จะเห็นว่าถึงแม้เป็นมะเร็งตับ เราก็ยังมีวิธีการจัดการดูแลมากมาย และที่สำคัญคือ การลดปัจจัยเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงได้ครับ

สามารถดาวน์โหลดไกด์ไลน์แนวทางการดูแลรักษามะเร็งตับ 2562 ตัวเต็มได้ฟรีที่นี่
https://thasl.org/thasl-guideline/

จบซีรี่ส์ พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง แต่เพียงเท่านี้ครับ

ในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า, ภูเขา และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "RCPT 2020 จาก งานประชุม ราชวิทยาลัย อายุรแพทย์ สู่ประชาชน ปี 2563 สรุปสั้น ๆ ในเรื่องที่ประชาชนน่ารู้ จากการ บรรยายทางการแพทย์ ให้อ่านง่ายและ เข้าใจการรักษามากขึ้น"

31 ตุลาคม 2563

พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 2 : ไวรัสตับอักเสบบี

 พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 2 : ไวรัสตับอักเสบบี

จากการบรรยายเรื่อง management of commom liver diseases in disruptive era โดย อ.พิสิฐ ตั้งกิจวาณิชย์ 30 ตุลาคม 2563

1. ไวรัสตับอักเสบบี เป็นโรคเรื้อรังที่รักษายาก เพราะตัวเชื้อกำจัดยากมาก ปัจจุบันมีการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันในเด็กไทยทุกราย และมียารักษาที่ดี เพียงแต่การรักษานั้นเป็น suppressive therapy คือโอกาสหายขาดมีน้อย ประมาณไม่เกิน 10% แต่การกดเชื้อจนไม่อันตรายนั้น เราทำได้ดีมาก

2. ความรุนแรงและอันตรายขึ้นกับปริมาณเชื้อและความรุนแรงของการอักเสบของตับ เราจึงรักษาในคนที่มีเชื้อมากพอสมควรและการอักเสบตามเกณฑ์ เพราะการรักษามีโอกาสหายขาดต่ำมาก ต้องกินยานาน แต่หากกดปริมาณไวรัสได้ดี (ซึ่งเราทำได้ดี) และลดการอักเสบ (จากการลดไวรัสและคุมโรคร่วมของตับ) โอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับจะลดลงถึง 70-80%

3. เมื่อตรวจพบโปรตีนอันเป็นหลักฐานของเชื้อ (HBsAg) ,ควรเข้ารับการตรวจเพื่อบ่งบอกระยะของโรคว่าเชื้อมากน้อยเพียงใด ตรวจพบ HBeAg หรือไม่ การอักเสบของเนื้อตับเป็นอย่างไร ทั้งการตรวจสแกนตับ การตรวจเลือด หรือการเจาะตรวจเนื้อตับหากจำเป็นจริง ๆ และที่สำคัญคือ โรคร่วมที่ติดต่อทางเดียวกัน คือ ไวรัสเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซี

4. หากยังไม่ถึงเกณฑ์รักษา ต้องติดตามต่อเนื่องเพราะการดำเนินโรคไวรัสตับอักเสบบีจะมีลักษณะสงบเงียบและกำเริบสลับกันไปมาได้ และต้องหาโอกาสรักษาเพราะจะได้ลดโอกาสเกิดตับแข็งและมะเร็งตับลงมาก และหากถึงเกณฑ์รักษา ให้คุยกับคุณหมอให้กระจ่างเพราะต้องรักษานาน แต่เกือบทั้งหมดรักษาด้วยยากินที่ประสิทธิภาพสูง ไม่แพง และอยู่ในสิทธิการรักษาพื้นฐาน

5. ยารักษาที่ใช้ส่วนใหญ่คือยากินต้านไวรัสเพื่อยับยั้งการแบ่งตัวของของไวรัส สองชนิดที่มีโอกาสดื้อยาต่ำคือ tenofovir (ทั้ง tenofovir disoproxil fumarate หรือ tenofovir alafenamide) และยา entecavir ยาทั้งสองนี้มีใช้ในไทย ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะได้รับยาในระยะยาว จึงต้องคัดเลือกคนที่จะมากินยาให้ดีและระวังผลข้างเคียงกับปฏิกิริยาระหว่างยา

6. ส่วนยาอีกชนิดเป็นยาฉีด peglycated inferferon alpha ฉีดสัปดาห์ละครั้งประมาณ 48 สัปดาห์ ยาตัวนี้จะไปปรับแต่งภูมิคุ้มกันของเราให้ต่อสู้ไวรัสตับอักเสบบี มักจะใช้ในผู้ที่อายุไม่มาก การอักเสบรุนแรง ปริมาณไวรัสมาก อัตราการหายสูงกว่ายากิน "เล็กน้อย" แต่ผลข้างเคียงมากมาย

7. หากผู้ป่วยตับแข็งแล้ว ไม่แนะนำหยุดยา แต่ถ้าไม่ใช่ผู้ป่วยตับแข็ง หากกินยาจนกดไวรัสได้ดี การอักเสบลดลง อาจพิจารณาหยุดยาได้ในเงื่อนไขแบบนี้ แต่ต้องย้ำว่าโอกาสกลับมาเป็นซ้ำจะสูง
ถ้าเริ่มต้นที่ HBeAg เป็นบวก เมื่อกินยาจน HBeAg เป็นลบแล้วให้กินยาต่อไปอีกหนึ่งปีค่อยหยุด

ถ้าเริ่มต้นที่ HBeAg เป็นลบ เมื่อกินยาจน HBsAg เป็นลบ จึงพิจารณาหยุดยา (โอกาสเกิดแบบนี้ยากมาก และแม้เกิดจริงก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงมาก)

8. ถ้าแม่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และมีปริมาณไวรัสมากกว่า 200,000 iu/mL หรือ HBeAg เป็นบวก แนะนำกินยา TDF ในช่วงไตรมาสที่สามก่อนคลอด เพื่อลดการติดเชื้อสู่ลูก

9. ติดตามยาใหม่ ๆ ในการรักษาไวรัสตับอักเสบบีต่อไปนะครับ ใกล้ความจริงแล้ว

ยังมีต่ออีกหนึ่งตอนนะครับ

ในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า, ภูเขา และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "RCPT 2020 จาก งานประชุม ราชวิทยาลัย อายุรแพทย์ สู่ประชาชน ปี 2563 สรุปสั้น ๆ ในเรื่องที่ประชาชนน่ารู้ จากการ บรรยายทางการแพทย์ ให้อ่านง่ายและ เข้าใจการรักษามากขึ้น"

พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 1 : ไวรัสตับอักเสบซี

 พลิกความเชื่อ ตับเรื้อรัง ตอนที่ 1 : ไวรัสตับอักเสบซี

จากการบรรยายเรื่อง management of commom liver diseases in disruptive era โดย อ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี 30 ตุลาคม 2563

1. ไวรัสตับอักเสบซีเป็นโรคที่หายขาดได้ถึง 99% ด้วยการรักษาเพียง 3 เดือนและใช้ยากินเท่านั้น (มีบางคนเท่านั้นที่ต้องฉีดยา และในอนาคตอีก 1-2 ปีจะเป็นยากินหมด) หากพบว่าติดเชื้อและมีข้อบ่งชี้การรักษา สมควรเข้ารับการรักษาอย่างยิ่ง

2. การตรวจยืนยันว่ามีเชื้อไวรัส จะใช้การตรวจวัดปริมาณ RNA เป็นหลัก อาจมีการใช้การตรวจแอนติเจนในบางที่ เพื่อยืนยันว่ามีเชื้อจริง เพราะการตรวจคัดกรองด้วยการตรวจแอนติบอดี anti-HCV บอกว่าเคยมีการติดเชื้อ อาจจะหายแล้ว แต่แอนติบอดีจะยังตรวจพบตลอดไป แต่แอนติบอดีนี้มันไม่ปกป้องนะครับ มันแค่บอกว่าร่างกายเราเคยเจอเชื้อ เท่านั้น

3. เดี๋ยวนี้แนะนำรักษาเกือบทุกคนที่มีเชื้อจริงตามข้อสอง ส่วนการตรวจประเมินการอักเสบเนื้อตับ เราใช้วิธีที่ไม่รุกล้ำแล้ว ไม่ว่าจะการทำไฟโบรสแกนหรือเจาะเลือดตรวจมาคำนวณคะแนน เช่น FIB-4 score หรือ APRI score การวัดปริมาณไวรัสก็ทำเมื่อยืนยันว่ามีเชื้อกับตรวจหลังให้ยาครบ เพื่อยืนยันการหาย เห็นว่ามันไม่ยุ่งยากแล้ว

4. ทำไมต้องรักษา เพราะหายขาด รักษาไม่ยาก และหากรักษาจะลดโอกาสการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับจากไวรัสตับอักเสบซี ลงได้อย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน การตรวจติดตามก็ไม่ยาก และที่สำคัญเรามียากินที่ดีที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติคือ ledipasvir/sofosbuvir ที่เบิกจ่ายได้ครับ

5. ในอนาคตอันใกล้ เราจะมียา velpatasvir/sofosbuvir ที่สามารถรักษาได้ในทุกสายพันธุ์ไวรัสตับอักเสบซี (หากตับแข็งด้วยอาจต้องเพิ่ม ribavirin อีกหนึ่งตัว) เพราะยาสูตร ledipasvir/sofosbuvir ยังมีข้อจำกัดบ้างในการรักษาไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ที่สาม (ที่พบมากในประเทศไทย)

6. ข้อสำคัญของการรักษาคือ ความสม่ำเสมอของการกินยา และลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ในหมู่ชายรักชาย และรักษาโรคตับที่พบร่วมด้วยเช่น โอกาสการเกิดตับแข็งด้วยเหตุอื่น ๆ ส่วนสาเหตุจากการรับเลือดหรือส่วนประกอบจากเลือดนั้น ปัจจุบันพบน้อยมาก ๆ

7. ถ้าท่านพบ Anti HCV ผลบวก ควรเข้ารับการยืนยันว่าหายแล้วหรือยังมีเชื้อในตัว แนะนำให้เข้ารับการรักษาเสมอ (การใช้สิทธิการรักษาจะต้องมีเกณฑ์ตามกำหนด) และติดตามการรักษาจนจบทุกครั้ง เพราะตรวจง่าย ผลการรักษาดีมาก การรักษาง่ายและไม่ซับซ้อน และราคายาปัจจุบันถือว่าไม่แพงแล้วครับ

ยังมีเรื่องตับเรื้อรังอีกสองตอนนะครับ

ในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า, ภูเขา และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "RCPT 2020 จาก งานประชุม ราชวิทยาลัย อายุรแพทย์ สู่ประชาชน ปี 2563 สรุปสั้น ๆ ในเรื่องที่ประชาชนน่ารู้ จากการ บรรยายทางการแพทย์ ให้อ่านง่ายและ เข้าใจการรักษามากขึ้น"

30 ตุลาคม 2563

special topic : 2019 novel corona virus

 สั้น ๆ จากเวที special topic : 2019 novel corona virus โดย อ. ฐิติวัฒน์ ช่างประดับ, อ. อนันต์ จงแก้ววัฒนา, อ. วีรวัฒน์ มโนสุทธิ วันที่ 30 ตุลาคม 2563

1. ตอนนี้ไวรัสยังระบาดอยู่ เข้าสู่การระบาดในระยะสองและสามในหลายประเทศ ส่วนประเทศไทยคงต้องติดตามเฝ้าอย่างใกล้ชิด

2. สายพันธุ์มีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ตามธรรมชาติการปรับตัวของไวรัส แต่โดยรวมยังไม่ต่างจากเดิมมากนัก ทำให้การวินิจฉัย การรักษาและการคิดวัคซีนยังไม่ต้องเปลี่ยน คิดต่อไปได้

3. ตอนนี้เราสามารถแกะรหัสพันธุกรรมไวรัส กลไกการติดเข้าร่างกาย วงจรชีวิตของไวรัสตัวนี้ได้หมดแล้ว ต้องขอบคุณนักวิจัยจากจีนที่วิจัยและประกาศได้เร็วมาก ทำให้วิธีรับมือได้รับการคิดค้นอย่างรวดเร็ว

4. วัคซีนยังอยู่ในการพัฒนา และน่าจะใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 6-8 เดือนจึงสมบูรณ์ และถึงสำเร็จก็ยังไม่รู้ว่าประสิทธิภาพในการป้องกันและผลข้างเคียงจะเป็นอย่างไร คงต้องรอต่อไป

5. การศึกษาเรื่องการรักษามีมากขึ้น ยาที่มีข้อมูลและใช้ได้ในตอนนี้ คือ remdesivir และหากอาการรุนแรงควรใช้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบที่มีมากเกินไป

6. การสวมหน้ากากอนามัย การล้างมือ การเว้นระยะทางสังคม ยังเป็นมาตรการสำคัญในการลดการระบาดของโรค

7. ตอนนี้ระบบสาธารณสุขและการแพทย์พอรับมือ covid-19 ได้ สิ่งที่น่ากังวลคือ ปริมาณผู้ป่วยมากเกินไปจนเกินกำลังระบบสาธารณสุข ไม่ว่าในไทยหรือทั่วโลก

ดูแลตัวเองนะครับ ถึงไม่แพ้ก็ต้องดูแลตัวเอง (แต่ถ้าแพ้แสดงว่าดูแมนยู)

ในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า, ภูเขา และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "RCPT 2020 จาก งานประชุม ราชวิทยาลัย อายุรแพทย์ สู่ประชาชน ปี 2563 สรุปสั้น ๆ ในเรื่องที่ประชาชนน่ารู้ จากการ บรรยายทางการแพทย์ ให้อ่านง่ายและ เข้าใจการรักษามากขึ้น"

แนวทางการให้อาหารทางหลอดเลือดในผู้ใหญ่

 กับคำถามที่ว่า "คุณหมอ ให้อาหารทางหลอดเลือดได้ไหม" เราลองมาพิจารณาข้อเท็จจริงกันนะครับ จากการบรรยายเรื่อง แนวทางการให้อาหารทางหลอดเลือดในผู้ใหญ่ โดย อ.ดรุณีวัลย์ วโรดมวิจิตร เมื่อ 29 ตุลาคม 2563

1. เมื่อมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล หากสงสัยภาวะทุพโภชนาการจะมีการ คัดกรอง และ ตรวจยืนยันการวินิจฉัยก่อนให้การรักษาเสมอ เพราะจะต้องมีหลักฐานเพียงพอและสามารถติดตามความคืบหน้าได้ หากคัดกรองในตอนแรกยังดีอยู่ ก็คัดกรองซ้ำเมื่อนอนโรงพยาบาลนานขึ้น

2. หากคัดกรองแล้วว่าน่าจะทุพโภชนาการ จะเข้าสู่การยืนยัน และการประเมินว่า ขาดแบบใด รุนแรงมากหรือน้อย จะต้องให้การรักษาแบบใด เพื่อเข้าสู่การรักษาแบบโภชนบำบัด โดยทีมแพทย์ พยาบาล นักกำหนดอาหาร นักโภชนาการ ที่จะทำงานร่วมกัน 🔴🔴จะเห็นว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกรายควรได้รับการคัดกรอง แต่จะมีบางรายเท่านั้นที่ต้องรับการบำบัด🔴🔴

3. หากทุพโภชนาการและต้องรักษา 🔴🔴ทางเลือกแรกคือ การกินอาหารตามปรกติ🔴🔴 ใช่ครับ เราใช้ช่องทางและการย่อยธรรมชาติก่อนเสมอ โดยปรับสัดส่วนอาหารตามที่ผู้ป่วยต้องการและภาวะโรค การกินอาหารปรกตินั้นส่งผลดีกว่าการให้อาหารทางหลอดเลือดดำ และหากต้องให้อาหารทางหลอดเลือดดำก็ต้องพยายามตรวจดูว่าจะกินได้เมื่อไร และรีบให้กินอาหารปรกติเร็วที่สุด

4. การให้อาหารทางหลอดเลือดดำ มีข้อบ่งชี้ทั่วไปคือ ทางเดินอาหารใช้ไม่ได้ ไม่ว่าจะอุดตัน ย่อยไม่ได้ ดูดซึมไม่ได้ เคลื่อนที่ผิดปกติ เราจึงจะให้อาหารทางหลอดเลือดครับ หรืออีกประการคือ ให้กินอาหารทางปากแล้ว เต็มที่แล้ว แต่ยังไม่พอกับความต้องการที่คาดการณ์ไว้ (อย่าลืม กว่าจะมาถึงข้อสี่ คือผู้ป่วยต้องบำบัดนะครับ) คือได้แค่ประมาณไม่เกิน 60%

5. มีไม่กี่โรงพยาบาลที่มีเภสัชกรที่มีทรัพยากรมากพอที่จะผสมสารละลายโปรตีน น้ำตาล ไขมัน วิตามินและเกลือแร่ ตามแบบที่ต้องการในแต่ละคนได้ ส่วนมากจะใช้อาหารทางหลอดเลือดแบบสำเร็จที่วางขาย ซึ่ง🔴🔴ไม่ได้มีความเหมาะสมแบบ 100%🔴🔴 ต้องกะประมาณเอา ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

6. การให้อาหารทางหลอดเลือดดำจะต้องมีการคำนวณพลังงานที่ได้ และติดตามว่าได้น้อยหรือมากกว่าที่ต้องการ เกิดโทษหรือไม่ โอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากการให้โภชนบำบัดทางหลอดเลือดสูงกว่าการให้อาหารทางปากมากมาย ไม่ว่าเป็นเรื่องของสายให้อาหาร การติดเชื้อ และเมตาบอลิซึ่มที่เปลี่ยนแปลงไป จะไม่เหมือนการกิน เช่น การขาดฮอร์โมนควบคุมอินซูลินจากทางเดินอาหาร เซลล์ลำไส้ที่ผิดปกติ โอกาสเกิดไขมันในเลือดเกิน โอกาสเกิดเกลือแร่และอิเล็กโทรไลต์ในเลือดผิดปกติที่เรียกว่า refeeding syndrome ในคนที่ขาดอาหารมายาวนาน หากให้เต็มที่จะเกิด refeeding

7. การคิดสูตรต้องมีการคิดละเอียดมาก พลังงานเท่าไร มาจากโปรตีนกี่กรัม ไขมันกี่กรัม คาร์บเท่าไร ต้องใช้โซเดียม โปตัสเซียมต่อวันเท่าไร วิตามินเท่าไร วิตามินที่ละลายในไขมัน (ถ้าแยกชวดจากวิตามินละลายน้ำ) ก็ต้องให้ในสารละลายเฉพาะ จะเห็นว่าไม่ง่าย ต้องคิดคำนวณวันต่อวันและติดตามวันต่อวัน ยกตัวอย่างแค่นี้ก็ไม่ง่ายแล้ว

คำนวณพลังงาน 30-35 kCal/kg/day (หากป่วยวิกฤตให้ลดเหลือ 20 ก่อน เมื่อดีแล้วค่อยขยับขึ้น)

คิดโปรตีน 1-2 กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แล้วเอาพลังงานจากโปรตีนไปหักออกจากพลังงานรวม

ใส่ไขมัน ประมาณ 1กรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน แล้วเอาพลังงานจากไขมันไปลบจากข้อที่แล้ว

เหลือพลังงานเท่าไร ให้ในรูปคาร์โบไฮเดรต คือน้ำตาลเด็กซโตรส

8. การดูแลรักษาสายให้อาหาร สำคัญมาก ส่วนมากจะต้องใส่สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลาง เพราะอาหารทางหลอดเลือดจะมีความเข้มข้นสูงกว่าที่หลอดเลือดส่วนปลายจะทานทนได้ หรือแม้แต่สูตรที่สามารถให้ทางหลอดเลือดส่วนปลายก็ปริ่มจะเกิดหลอดเลือดอักเสบ (หลอดเลือดส่วนปลายทนได้ 900 mOsm/ml) สายนี่แหละที่ชอบเกิดปัญหา ทั้งรั่ว แตก ซึม ติดเชื้อ และถ้าเผลอไปให้ยาอื่นร่วมกับอาหาร ก็อาจตกตะกอนเป็นอันตรายอีก

9. อาหารสูตรสำเร็จทางหลอดเลือดดำ .. อาจมีกรดไขมันจำเป็นไม่พอ .. ไม่มีเกลือแร่และวิตามินเพียงพอ ต้องเติมด้วยสารละลายเกลือแร่และวิตามิน เพิ่มจากอาหารอีก .. ไม่ควรใส่ยาใดเพิ่มเข้าไปในถุงอาหารถ้าไม่จำเป็น และที่สำคัญที่สุด ราคาไม่ถูกเลย แม้จะสามารถใส่โภชนบำบัดเพื่อการเบิกจ่ายเงินตามสิทธิต่าง ๆ ได้ (อาจไม่ได้เต็ม เพราะคิดตามสัดส่วนน้ำหนักรหัสโรค) แต่ก็ยังแพงมากอยู่ดี

10. จะเห็นว่าการให้อาหารทางหลอดเลือดดำ ไม่ได้สะดวก ง่าย อย่างที่เข้าใจ ยิ่งเป็นการให้ในระยะยาว หรือให้ที่บ้าน จะต้องมีการติดตามและเฝ้าระวังใกล้ชิด สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการอ่านเพิ่มเติม ผมทำลิ้งค์มาให้ดาวน์โหลดด้านล่างครับ อ่านฟรี รวมทั้งแบบทดสอบคัดกรอง แบบทดสอบประเมินโภชนาการสามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บของสมาคมผู้ให้อาหารทางปากและหลอดเลือดดำแห่งประเทศไทย www.spent.or.th

สามารถอ่านร่างแนวทางได้ฟรีตามลิงค์นี้ครับ
https://www.spent.or.th/index.p…/publication/category/…/2019

ในภาพอาจจะมี เมฆ, ท้องฟ้า และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "RCPT 2020 จาก งานประชุม ราชวิทยาลัย อายุรแพทย์ สู่ประชาชน ปี 2563 สรุปสั้น ในเรื่องที่ประชาชนน่ารู้จากการ บรรยายทางการแพทย์ ให้อ่านง่ายและ เข้าใจการรักษามากขึ้น"

บทความที่ได้รับความนิยม