22 สิงหาคม 2561

เรื่องราวของยา DPP4 inhibitors และตุ่มน้ำผิวหนังแบบ Bullous Pemphigoid

ติดตามกันต่อเรื่องของยาเบาหวาน กับ โอกาสการเกิดถุงน้ำที่ผิวหนัง เรื่องราวของยา DPP4 inhibitors และตุ่มน้ำผิวหนังแบบ Bullous Pemphigoid
ยาเบาหวานกลุ่ม DPP4 (Dipeptidyl Peptidase-4) inhibitor เป็นยาที่มายับยั้งการทำลายฮอร์โมนลดน้ำตาลจากลำไส้ ทำให้ฮอร์โมนตัวนี้ออกฤทธิ์นานขึ้น น้ำตาลในเลือดลดลงโดยสมบัติพิเศษหนึ่งอย่างคือ หากน้ำตาลในเลือดสูงก็จะลดน้ำตาลลงมาก ถ้าน้ำตาลต่ำก็จะลดน้ำตาลลงน้อย และไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป
ลดน้ำตาลได้พอควร น้ำหนักไม่ขึ้น เช่น sitagliptin, vildagliptin, linagliptin, saxagliptin และ alogliptin และมีข้อควรระวังการใช้ยาในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว สำหรับยา saxagliptin
องค์การอาหารและยาประกาศเตือนเรื่องการใช้ยากลุ่มนี้ว่าอาจทำให้เกิดผื่นถุงน้ำผิวหนังที่เรียกว่า bullous pemphigoid และถ้าหากพบตุ่มน้ำในคนที่ใช้ยานี้ก็ถือเป็นตัวกระตุ้นการเกิดตุ่มน้ำ จำต้องเปลี่ยนยา (ยกกลุ่ม)
ผื่นถุงน้ำ...คิดถึงเวลาเราโดนน้ำร้อนลวกหรือท่อไอเสียรถจักรยานยนต์และมีถุงน้ำเกิดขึ้น ทางการแพทย์เราเรียกลักษณะแบบนี้ว่า บูลเล (bullae หรือในรูปเอกพจน์คือ bulla) จริง ๆ แล้วโรคที่พบเป็นถุงน้ำแบบนี้พบหลายโรค แต่ที่พบบ่อยคือ pemphigus vulgaris และ bullous pemphigoid เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ผิวหนังอาจจะเกิดเอง หรือเกิดจากมีปัจจัยกระตุ้นเช่น ยา DPP4i นี้
ที่สัมพันธ์กับยาคือ bullous pemphigoid แต่เราจะมาดูความแตกต่างของสองรอยโรคนี้กันนะครับ (อาจจะลงลึกนิดนึงสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ แต่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลก็อ่านได้ครับ)
อายุ...bullous เกือบทั้งหมดจะพบในผู้สูงวัยโดยเฉพาะมากกว่า 80 ปี ... ส่วน pemphigus จะพบในกลุ่มอายุน้อยกว่า ประมาณ 40-60 ปี
รอยโรค...bullous มักจะมีผื่นแดง ๆ คัน ๆ นำมาก่อนแล้วตามด้วยตุ่มน้ำที่เต่งตึง แตกง่าย...ส่วน pemphigus จะออกไปทางเจ็บมาก ตุ่มน้ำก็ไม่ตึงมาก ดูจะเหี่ยว ๆ ยาน ๆ
ตำแหน่ง... bullous จะเกิดการแยกชั้นเป็นถุงน้ำในรอยต่อระหว่างหนังแท้กับหนังกำพร้า มีภูมิคุ้มกันแอนติบอดีที่เยื่อบุหนังกำพร้า (basement membrane)...สำหรับ pemphigus จะเกิดจากมีแอนติบอดีที่ข้อต่อยึดเซลล์หนังกำพร้า ข้อต่อจึงอ่อนแอ เกิดการแยกชั้นในชั้นหนังกำพร้าเอง
ลักษณะนี้ต้องตัดชื้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาครับ และเป็นการวินิจฉัยที่ดีในการแยกสองโรคนี้รวมทั้งโรคที่มีตุ่มน้ำอื่น ๆ ออกจากกัน
โปรตีนที่เกิดปฏิกิริยากับแอนติบอดี ..ใน bullous คือโปรตีนที่เยื่อบุชั้นหนังกำพร้า (Basement Protein 180 และ 230) และแอนติบอดีที่เชื่อว่ามีส่วนในการเกิดโรคนี้อันเกี่ยวข้องกับยา DPP4i คือ anti-BP180NC16a นี่เอง...สำหรับ pemphigus นั้นจะเกิดปฏิกิริยากับโปรตีน desmoglein 1 และ 3
เราสามารถย้อมสีปฏิกิริยาระหว่างแอนติบอดีกับโปรตีนเหล่านี้เพื่อแยกโรคและศึกษาปฏิกิริยาที่เกิดได้
กลับมาที่รอยโรค หากเกิดขึ้นและสงสัยว่าจะเกิดจากยา ให้หยุดยานั้น ๆ และให้ยาสเตียรอยด์ในขนาดสูงในการรักษา ค่อยๆลดขนาดยาลงเมื่อรอยโรคดีขึ้น ระวังไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ตุ่มถุงน้ำที่แตกออก ไม่ควรไปเจาะ หรือหากแตกออกก็ยังไม่ต้องลอกหนังที่คลุมเนื้อด้านล่างออก ให้หนังนั้นช่วยป้องกันเชื้อโรค
อันตรายที่สำคัญของโรคนี้คือ การติดเชื้อที่ผิวหนังซ้ำซ้อนนี่เองซึ่งอัตราการเสียชีวิตจะสูงเพราะพื้นที่ติดเชื้อกว้างและส่วนมากเกิดโรคในผู้สูงวัยที่ภูมิคุ้มกันไม่ดีครับ
ส่วนการรักษาโดยการใช้ยากดภูมิคุ้มกันตัวอื่นๆ หลักฐานการศึกษายังไม่มากพอครับ
แล้วคำถามสุดท้ายว่า...ถึงกับต้องเลิกใช้ยากลุ่ม DPP4i เลยไหม.. คำตอบคือไม่ใช่ครับ เพราะโอกาสเกิดโรคแทรกแบบนี้ไม่มาก เพียงแค่ระวังในผู้สูงวัย และหากเกิดตุ่มน้ำก็ต้องคิดไว้ด้วยว่าเกิดจากยากลุ่มนี้ได้ ประโยชน์จากยายังมากกว่าโทษอยู่มากเลยครับ
เครดิตภาพ : diseaseslab.com

ความเชื่อผิดๆ ห้ามกินของเวลาให้นม

คั่นเวลาหน่อย ขอระบาย มันแน่นอก..
วันนี้ได้รับปรึกษาจากแผนกสูตินรีเวช ว่าคุณแม่หลังคลอดรายหนึ่ง (teenage mom) ประสบปัญหาน้ำหนักลดมากหลังคลอดและให้นมบุตร หลังจากทำการซักประวัติและตรวจร่างกาย ทบทวนสมุดฝากครรภ์ เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักลดเร็วขนาดนึ้ หลังคลอด 14 สัปดาห์ลดไปเกือบสามกิโลกรัม จากน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์...สรุปว่า ไม่พบข้อสงสัยจะมีโรคใดๆ ณ ตอนนี้
ได้ความเพิ่มว่า แม้จะเป็นคุณแม่วัยรุ่นแต่ก็ตั้งใจมีลูก อ่านหนังสือและคู่มือฝากครรภ์ถึงวิธีการให้นมบุตร ตั้งใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ว่า...ที่บ้านไม่ยอมให้กินอาหารมากๆ ทุกวันนี้กินได้แค่ข้าวสวยมื้อละถ้วย ปลานึ่งเล็กน้อยกับเกลือ นอกนั้นห้าม
ด้วยความที่เป็นวัยรุ่น ก็ไม่สามารถมีปากเสียงกับผู้ใหญ่ได้ แถมผู้ใหญ่หลายคนก็พูดเหมือนกันด้วย เธอและสามีก็กลัดกลุ้มใจ จนเริ่มคิดว่าวิธีที่เธออ่านมาจากสมุดฝากครรภ์มันผิดหรือ ? วันนี้มาตรวจตามนัดก็เลยมาปรึกษา
เด็กทารกวัยนี้ อาหารหลักเขาคือนม ไม่ต้องกินอะไรเลยเว้นแต่นมแม่ ถ้าแม่มีภาวะโภชนาการไม่ดี นมย่อมสร้างน้อย ไม่มีคุณภาพ ไขมันและโปรตีนในตัวแม่ก็จะถูกสลายมาสร้างเป็นน้ำนม คิดดูนะครับ แม่ก็กินไม่พอ นมก็สร้างได้ไม่ดีและไม่พอ แม่เองก็ร่อยหรอผอมลง แรงจะดูแลลูกก็ไม่มี
มนุษย์ในช่วงให้นมบุตร ถือเป็นช่วงชีวิตที่ต้องการและใช้พลังงานสูงมาก ยิ่งช่วงหกเดือนแรกที่น้ำนมสร้างมากๆนั้น หากกินไม่พอและไม่ครบ น้ำหนักแม่จะลดลงพร้อมกับน้ำนมที่น้อยลง
แม่ที่ให้นมบุตรควรกินอาหารเพิ่มขึ้นมากกว่าปรกติ 400-800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน คิดจากช่วงก่อนตั้งครรภ์ และกินให้ครบทุกหมู่ น้ำหนักไม่ควรลด แต่อาจจะเพิ่ม 2-4 กิโลกรัม ไม่ใช่ว่าอ้วนนะครับ แต่ร่างกายต้องการพื้นที่สำรองไว้สร้างนม
คำแนะนำในสมุดฝากครรภ์ สมุดวัคซีน คู่มือต่างๆของกระทรวงสาธารณสุข คลินิกนมแม่ ล้วนแต่ถูกต้องและให้ผลดีทั้งแม่และลูกครับ บางทีความเชื่อที่คลาดเคลื่อนก็ส่งผลกับคุณภาพชีวิตเด็ก คุณภาพครอบครัว ต่อไปถึงคุณภาพสังคมและประเทศชาติ
แค่นี้แหละ ... หายอึดอัดแล้ว
อ้อ...ลิเวอร์พูลบุกไปถล่มคริสตัลพาเลซ คาบ้าน 0-2 , ส่วนไบรท์ตัน เปิดรังขย่มคู่แข่ง ยับเยิน 3-2 ...เผื่อใครยังไม่รู้

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก USPSTF 2018

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
เช้านี้ วารสาร JAMA ลงประกาศคำแนะนำของ USPSTF เรื่องการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ฉบับปรับปรุงจากปี 2012 เพราะมีหลักฐานงานวิจัยเพิ่มเติม
เป็นที่ทราบกันว่ามะเร็งปากมดลูกมีต้นกำเนิดสำคัญจากการติดเชื้อไวรัสที่ชื่อ Human Papilloma Virus (HPV) การตรวจหาการติดเชื้อนี้จะช่วยตรวจพบมะเร็งระยะแรกได้ ลดอัตราการเสียชีวิตได้ และการฉีดวัคซีนป้องกัน HPV จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้
การศึกษาใหม่นี้คือ การทดสอบด้วยการตรวจเซลล์ร่วมกับการตรวจหาไวรัส HPV เทียบกับ การตรวจหาไวรัสอย่างเดียว ไม่ได้มีความไวมากขึ้นเท่าไร และยังมีผลลบปลอมในอัตราที่เท่า ๆ กัน จึงสามารถเลือกตรวจอันใดอันหนึ่งได้
และความไวที่ไวมากเกินไป บางครั้งก็มาพร้อมกับความกลัวมากเกินไป ต้องไปทำนู่นนี่ต่อโดยไม่จำเป็น คำแนะนำนี้ได้ประเมินเรื่องการตรวจโดยไม่จำเป็นและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วย
จาก USPSTF 2018 (เพิ่มเติม 2012) จึงแนะนำดังนี้
หญิงอายุน้อยกว่า 21 ปี ... ยังไม่ต้องคัดกรอง
หญิงอายุ 21-29 ปี... ใช้วิธีการตรวจเซลล์ทุก ๆ สามปี
หญิงอายุ 30-65 ปี ...ให้เลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง
ตรวจเซลล์อย่างเดียว ทุกสามปี
ตรวจหาไวรัส HPV อย่างเดียว ทุกห้าปี
ตรวจหาทั้งเซลล์และไวรัส ทุกห้าปีเช่นกัน
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ... ให้งดตรวจได้ ถ้า ผลการตรวจไวรัสเป็นลบมาต่อเนื่องกันสองครั้งหลัง หรือ ผลตรวจเซลล์เป็นลบต่อเนื่องกันมาในสามครั้งหลัง
หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ที่ตรวจไม่ต่อเนื่องหรือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ...ให้ตรวจต่อไป
วารสารฉบับเต็มและคำแนะนำฉบับเต็มสัปดาห์นี้ ทาง JAMA ให้ดาวน์โหลดไปอ่านฟรีครับที่นี่
จบการรายงานข่าว

21 สิงหาคม 2561

canagliflozin ว่าต้องระวังโอกาสเป็นแผลหรือขาดเลือดและถูกตัดขา

ยารักษาโรคเบาหวานกลุ่ม SGLT2 inhibitor ยาที่ลงท้ายด้วย -gliflozin เข้ามาในประเทศไทยได้หลายปี กลไกหลักคือยับยั้งการดูดกลับกลูโคสจากท่อไต ยังมีกลไกอื่นๆอีก ผลการศึกษาพบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลได้ดี มีผลลดน้ำหนักตัวและลดความดันโลหิต
แต่ที่มันดังมาก เพราะตัวยา empagliflozin และ canagliflozin สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย เป็นยาเบาหวานไม่กี่ตัวที่สามารถทำได้ และยารักษาโรคหัวใจหลาย ๆ ตัวก็ยังทำไม่ได้เท่ามัน
จนมีคำกล่าวว่า นี่ไม่ใช่ยาเบาหวาน แต่เป็นยาโรคหัวใจที่บังเอิญลดน้ำตาลได้ (การศึกษาทำในคนเป็นโรคเบาหวานที่มีโรคหัวใจหรือเสี่ยงสูงในการเป็นโรคหัวใจ)
ผลที่พบจากยา empagliflozin และ dapagliflozin คือ ติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้น และภาวะเลือดเป็นกรดคีโตนโดยที่น้ำตาลไม่ต้องสูง ซึ่งพบน้อยมาก และเมื่อการศึกษายาตัวที่สาม canagliflozin ชื่อ CANVAS เป็นการศึกษาผลต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด พบว่ามีผลดีต่อหัวใจและหลอดเลือดคล้าย ๆ กับยา empagliflozin ในการศึกษา EMPA-REG Outcome แต่สิ่งที่พบในการศึกษานี้ต่างจากยาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกัน
คือพบอัตราการถูกผ่าตัดขาเพิ่มขึ้นกว่ายาอื่น ๆ ที่ใช้เป็นตัวเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 6.3 รายต่อการติดตามคนไข้ 1,000 รายปี (person-year) เทียบกับการรักษาปรกติคือ 3.4 เท่านั้นและมีนัยสำคัญทางสถิติ
ด้วยสาเหตุนี้ ยุโรปและอเมริกาออกมาให้คำเตือนการใช้ยา canagliflozin ว่าต้องระวังโอกาสเป็นแผลหรือขาดเลือดและถูกตัดขา
ต่อมามีการศึกษาชื่อ OBSERVE-4D เพื่อศึกษาโอกาสการถูกตัดขาในการใช้ยา canagliflozin โดยเฉพาะ พบว่าโอกาสถูกตัดขาก็เพิ่มมากกว่ายาเบาหวานตัวอื่น และเพิ่มมากกว่ายากลุ่ม SGLT2 ด้วยกัน แต่ว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ เพิ่งประกาศไปในงานประชุมสมาคมโรคเบาหวานอเมริกา 2018 เมื่อต้นปีนี้
และวิเคราะห์เหตุผลว่า ในการศึกษา CANVAS เป็นคนไข้อายุประมาณ 60 เป็นเบาหวานมานาน ควบคุมได้พอควร มีโรคร่วมมากและมีการใช้อินซูลิน รวมทั้งเคยตัดนิ้วมาก่อนแล้วถึง 2% และถ้าเทียบว่าคนที่เคยตัดนิ้วมาก่อนจะมีโอกาสถูกตัดขา มากกว่าคนที่ไม่เคยถูกตัดนิ้วมาก่อนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (1.1% กับ 2.4%, HR 1.97 95% CI 1.4-2.7)
แต่ยังไม่สามารถหักล้างคำเตือนขององค์การอาหารและยาสหรัฐ กับหน่วยระวังการใช้ยายุโรปได้ รวมทั้งในหลายประเทศก็กำลังประกาศเตือนตามอเมริกาและยุโรป
วารสาร JAMA เมื่อ 13 สิงหาคม 2561 ได้ลงพิมพ์ผลการศึกษาแบบการศึกษาย้อนหลัง เพื่อดูโอกาสการถูกตัดขาในคนไข้ที่ใช้ยากลุ่มนี้ เพื่อลดความโน้มเอียงเขาจึงใช้วิธีทางสถิติต่าง ๆ และกำหนดกลุ่มคนไข้ให้ชัดเจน ไม่ให้มีการปะปนกัน ในการวิเคราะห์หาโอกาสการถูกตัดขาในคนไข้รายใหม่ที่ใช้ยาจริงๆ เพื่อดูโอกาสชัด ๆ ของผลเสียยาตัวนี้ (แต่ก็นะ เก็บข้อมูลย้อนหลัง จะยังไม่สามารถสู้การศึกษาที่มีการวางแผนและเก็บไปข้างหน้าได้อยู่ดี)
เทียบกับยาเบาหวานกลุ่มเดิม (sulfonylurea, metformin, pioglitazone) และเทียบกับยาเบาหวานกลุ่มใหม่ (SGLT2, DPP4, GLP1) และเทียบดูยากลุ่มเดียวกันแต่ต่างชนิด
กับกลุ่มคนกลุ่มละกว่า 100,000 คน แต่ติดตามสั้นๆ 6 เดือน (น่าจะเพื่อดูผลที่เกิดใหม่จากยาจริงๆ เพราะเมื่อนานไปจะต้องใช้ยาหลายตัว) ไม่มียาอินซูลิน คนไข้ยังไม่มีโรคแทรกมากนัก ความรุนแรงโรคไม่มาก และไม่ได้เป็นคนที่เสี่ยงถูกตัดเท้าหรือเคยถูกตัดมาก่อน เรียกว่า ขอซิง ๆ มาวัดผลแบบสด ๆ
ผลปรากฎว่า ยากลุ่ม SGLT2 มีโอกาสการตัดเท้าสูงกว่ายาเบาหวานกลุ่มเก่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนเทียบกับยากลุ่มใหม่ด้วยกันนั้นโอกาสถูกตัดเท้าสูงกว่าก็จริงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ และอัตราการถูกตัดเท้าก็น้อยกว่าจากการศึกษา CANVAS คือ 1.1 รายต่อการติดตามคนไข้ 1,000 คนปี (เทียบกับของ CANVAS คือ 6.3 หรือเทียบกับตัวเปรียบเทียบของ CANVAS คือ 3.4 ก็ยังต่ำกว่าอยู่ดี)
อย่ามองในแง่ดีโลกสวยมากไปนะครับ ต้องมองว่า อัตราการเกิดของการศึกษานี้มัน "ต่ำ" เกินไป แม้กระทั่งไปเทียบกับกลุ่มควบคุมในการศึกษาที่ออกแบบดี ๆ อย่าง CANVAS ทำให้ความน่าเชื่อของการศึกษานี้ลดลง
อาจเพราะคัดเลือกคนที่ไม่เสี่ยงต่อการถูกตัดขาและโรคไม่แย่มาก ทำให้อัตราการถูกตัดเท้าไม่สูงนัก
จากการศึกษาทั้งหมดเราพอสรุปได้ว่า การใช้ยา canagliflozin ยังคงต้องระวังการเกิดแผล การขาดเลือดและการตัดเท้า โดยเฉพาะคนที่เสี่ยง ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ายาตัวอื่นในกลุ่มเดียวกันจะมีผลแบบนี้หรือไม่
และในกลุ่มคนที่โรคไม่รุนแรง โอกาสถูกตัดเท้าไม่มาก การใช้ยากลุ่ม SGLT2 inhibitors ดูจะปลอดภัยมากกว่ากลุ่มที่โรคเบาหวานมีผลข้างเคียงมากแล้วและเสี่ยงถูกตัดเท้ามากอยู่แล้ว
แล้วจะใช้ไหม...โดยส่วนตัวนะครับ ผลเสียที่ว่านี้มันน้อยกว่าประโยชน์มหาศาลจากยามากมายนัก ผลข้างเคียงที่พบน้อยไม่ใช่เหตุผลที่จะ "ไม่ใช้" ยาตัวนี้ยิ่งมีความเสี่ยงโรคหัวใจสูงแล้วยิ่งน่าใช้ เหตุผลที่จะไม่ใช้ตอนนี้คือ ผลระยะยาวที่เรายังไม่ทราบเพราะยาออกมาไม่นาน และ ราคายา นั่นเอง
ใครมีไอเดียและความเห็นเพิ่มเติม เขียนลงมาได้นะครับ เพราะเรื่องราวตรงนี้ยังไม่ได้ข้อยุติอันเป็นที่สิ้นสุด
ลิงค์ไป JAMA ไม่ฟรี
https://jamanetwork.com/…/jamainte…/article-abstract/2696730

ปฐมพยาบาลไข้หวัด

ไข้หวัด โรคยอดฮิตตอนนี้ เป็นโรคติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจส่วนบน อาการไม่รุนแรง หายเองได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ 

   อาการของไข้หวัด ก็จะมีไข้สูงเป็นอยู่ 2-3 วัน มีอาการแสบจมูก คัดจมูก น้ำมูกใส เจ็บคอ ยังพอกลืนน้ำลายได้ กินอาหารได้ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว  ซึ่งอาการพวกนี้ก็คล้ายกับโรคติดเชื้อทั่ว ๆ ไปในระยะแรก ๆ ดังนั้นการเข้ารับการวินิจฉัยจากแพทย์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็ทำไม่ได้ ห่างไกล ไม่มีรถ มีภาระ เราก็มีวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาฝากแต่หาก 2-3 วันไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงต้องไปโรงพยาบาลนะครับ  หรือไปพบแพทย์มาแล้วได้รับการวินิจฉัยเป็นไข้หวัด ถึงท่านไม่แพ้ท่านก็ต้องดูแลตัวเอง

   ไข้...คืออุณหภูมิกายสูง เป็นสิ่งที่ไม่อันตราย เป็นการปรับอุณหภูมิสู้เชื้อโรคของมนุษย์ เพียงแต่มันทำให้ไม่สบายตัว วิธีลดไข้มีทั้งใช้ยาและไม่ใช้ยา ควรทำทั้งคู่ ยาที่ปลอดภัยในการลดไข้คือ ยาเม็ดพาราเซตามอล เพราะในระยะที่เรายังแยกไข้จากสาเหตุใด ๆ ได้ไม่ชัดเจนยังไม่ควรให้ยา NSAIDs เพราะอาจมีปัญหาเลือดออกง่ายและไตเสื่อมได้
  ขนาดยาพาราเซตามอลคือขนาด 325 หรือ 500 มิลลิกรัมครั้งละหนึ่งเม็ดเท่านั้น มากสุดก็ไม่เกิน 650 มิลลิกรัมในกรณีตัวใหญ่มาก การกินยาครั้งละสองเม็ดจะเกินขนาด และเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของตับอักเสบจากยาครับ
  ส่วนการไม่ใช้ยาก็คือ อาบน้ำ หรือเช็ดตัวลดไข้ ดื่มน้ำมาก ๆ (อันนี้ช่วยหลายอย่างเลย) ไข้จะขึ้นสูงจะลงใกล้ปรกติ  หากสูงลอยไม่ลงเลยสักสองวันสามวัน ให้คิดถึงโรคอื่นไว้ด้วย

  น้ำมูก...เป็นปฏิกิริยาของร่างกายอีกเช่นกัน สีของน้ำมูกจะใส จะขุ่นจะเหลืองเขียว ไม่สามารถบอกว่าติดเชื้ออะไรหรือควรได้ยาฆ่าเชื้อ ตรงนี้เข้าใจผิดกันมาก  การจัดการน้ำมูก ถ้าไม่รำคาญมากให้สั่งออกใส่กระดาษ ทิ้งในภาชนะปิดฝา อย่าสั่งเรี่ยราดหรือป้ายปาดทั่วไป มันจะแพร่เชื้อไปได้
  การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ แม้จะไม่ได้เป็นการรักษาตรงโรคเหมือนกับภูมิแพ้จมูก แต่ก็ช่วยลดปริมาณน้ำมูกและสารคัดหลั่งได้ เพียงแต่ต้องล้างบ่อย ๆ ครับ
  การใช้ยาลดน้ำมูก เรามักใช้ยาต้านฮีสตามีน หรือที่เรียกกันว่ายาแก้แพ้ สามารถเพิ่มความหนืดและลดสารคัดหลั่งในจมูกได้พอสมควร แต่อย่าลืมว่าร่างกายต้องการสารคัดหลั่งนะ การไปลดมันเลยทำให้คอแห้ง เสมหะเหนียวขึ้น ต้องดื่มน้ำมาก ๆ  และข้อสำคัญคืออาการง่วงซึมที่อาจเกิดอันตรายเวลาต้องขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักร  การใช้ยาต้านฮิสตามีนรุ่นใหม่ ๆ (แพงขึ้น) ก็อาจช่วยลดผลข้างเคียงนี้ได้แต่ประสิทธิภาพการรักษาพอ ๆ กับของเดิม ๆ นะครับ

  คัดจมูก... และอาการที่ตามมาเข่นเสียงอู้อี้ ขึ้นจมูก เสียงเซ็กซี่ หูอื้อ และหากมีผลข้างเคียงที่อันตรายคือ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ เหตุทั้งหมดเกิดจากการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก คอหอย อันเป็นปฏิกิริยาของการติดเชื้ออีกเช่นเคย และทำให้รำคาญเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าทนได้ไม่รำคาญสามารถรอให้ร่างกายปรับสภาพได้
   การใช้ยาลดบวมจมูก เป็นยากลุ่มบีบหลอดเลือดส่วนปลาย ได้ผลบ้าง ไม่ได้ชัดเจนนัก ในอดีตมีการใช้ยากลุ่มนี้ผิดแบบมาเป็นสารเสพติดและมีผลข้างเคียงของหลอดเลือดสมอง จึงมีการควบคุมการใช้พอสมควร
   ปัจจุบันใช้ยา pseudoephridine ที่ใช้เป็นยาเดี่ยว หรือยาเม็ดรวมกับยาลดน้ำมูกก็ได้  บางยี่ห้อที่โฆษณาว่าเป็นยารวมสามชนิด ก็คือ ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาลดน้ำมูก ยาลดบวมจมูก มารวมกันนั่นเอง

  ในเรื่องการใช้ยา หากท่านเข้ารับการรักษาหรือซื้อยา ควรรับคำแนะนำจากเภสัชกรทุกครั้งครับ (เภสัชกรยุคนี้ นอกจากให้ความรู้ได้เก่งแล้วยังน่าเข้าไปฟังบ่อย ๆ อีกด้วย กายก็หาย ใจก็ชุ่มฉ่ำ) เพื่อกินได้ถูกต้องและรู้ข้อควรระวัง ในกรณีลืมให้อ่านฉลากยาด้วยทุกครั้ง

  ปวดเมื่อยตามตัว ปวดหัว ส่วนใหญ่เป็นพิษไข้ เมื่อเราลดไข้ลงได้ หรือใช้ยาเม็ดพาราเซตามอล อาการเหล่านี้จะดีขึ้น  ยาคลายกล้ามเนื้อจะไม่มีข้อมูลการใช้ในกรณีนี้ครับ
  สมุนไพรที่ได้รับคำรับรอง เช่น ฟ้าทะลายโจร, น้ำขิงต้ม สามารถช่วยได้ดี  หัวหอมทุบใช้น้ำมันหอมระเหย น้ำมันยูคาลิปตัส สามารถใช้เพื่อบรรเทาอาการได้เช่นกัน

  ยาแก้ไอ ยาละลายเสมหะ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ใช้ว่าเกิดประโยชน์ครับ ดื่มน้ำอุ่น หรือต้มน้ำขิงจิบ ได้ประโยชน์มากกว่า และสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ การใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาไวรัสหวัด ไม่มีข้อบ่งชี้ ไม่มีประโยชน์ เพิ่มโอกาสการเกิดเชื้อดื้อยา เพิ่มโอกาสเกิดแพ้ยาและผลข้างเคียงของยา

  อย่าลืมถ้าอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลงเร็ว ก็รีบไปหาหมอนะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม