18 กรกฎาคม 2560

amyotrophic lateral sclerosis

amyotrophic lateral sclerosis โรคที่สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ผู้พลิกโลก ป่วยจนต้องสร้างอุปกรณ์สื่อสารและช่วยชีวิตเคลื่อนที่ โรคที่ไม่กี่ปีก่อนเราทำ Ice Bucket challenge กันทั้งโลก เมื่อวานนี้วารสาร NEJM ได้ลงทบทวนเรื่องนี้ แต่ว่าวันนี้ผมจะมาเล่าสรุปง่ายๆให้ฟังล่ะนะ
1. โรคนี้เกิดจากการเสื่อมสลายของเซลล์ประสาทที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของร่างกายที่เรียกว่า motor neuron จึงเกิดความผิดปกติกับการเคลื่อนที่ของร่างกาย การรับสัมผัสจึงยังปกติดี การตรวจต่างๆจึงจะพบว่าระบบประสาทที่ผิดปกติเป็นระบบประสาทสั่งการและเซลกล้ามเนื้อที่รับผิดชอบโดยเส้นประสาทนั้นๆ (motor unit)
2. สาเหตุการเกิดยังซับซ้อนและยังไม่ชัด แต่ว่าการศึกษาที่ผ่านมาเราเริ่มรู้บ้างแล้วว่าเกิดจากความผิดปกติของพันธุกรรมระดับยีน และ โปรตีนที่ผิดปกติหรือการทำงานของเซลประสาทที่ผิดปกติจาก ยีนที่ผิดปกตินั้น ยีนตัวแรกที่พบคือ SOD1 (เวลาเขียนชื่อยีน ใช้ตัวใหญ่ฟ้อนต์เอียงนะครับ) หลังจากนั้นจนถึงวันนี้พบเพิ่มมาเป็น 13 ตัวในปี 2011 และ 25 ตัวในปี 2017
3. ยังมีสาเหตุอื่นๆอีกหลายอย่าง ที่ชัดเจนและพิสูจน์แล้วคือการสูบบุหรี่ ..เนื่องจากสาเหตุยังไม่ชัดและมีตัวแปรมาก ดังนั้นอาการและรูปแบบการแสดงออกของโรคจึงแตกต่างกันมาก รวมไปถึงการพยากรณ์โรคที่ต่างกันและแนวโน้มการรักษาที่ต่างกัน (แบ่งเป็นสี่กลุ่มใหญ่ๆก่อน limb onset, bulbar onset, primary lateral sclerosis, progressive muscular atrophy)
4. อาการที่ชวนให้คิดถึงคือ มีอาการอันเกิดจากความผิดปกติของเซล motor neuron ทั้งส่วนที่ควบคุมจากสมอง(upper motor neuron) และส่วนควบคุมที่ไขสันหลัง (lower motor neuron) พร้อมๆกัน ในบริเวณเดียวกัน คือธรรมดา ในบริเวณเดียวกันจะผิดปกติไม่ส่วนบนก็ส่วนล่าง ไม่ค่อยปะปนกัน ถ้าปะปนกันก็จะคิดถึงโรคนี้
เช่นมีทั้งกล้ามเนื้อเกร็ง แต่ไม่ค่อยมีแรง(upper) พบกับกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ผลอยเพละ(lower) ในปริเวณต่างๆพร้อมๆกัน หรือบริเวณเดียวกัน
4. โรคมักจะเกิดในวัย 40-50 ปี ชายมากกว่าหญิงเล็กน้อย ส่วนมากจะเกิดกับกล้ามเนื้อแขนขา (limb onset : SOD1) ถึง 70% แล้วค่อยๆลุกลามไปส่วนอื่นๆ โดยทั่วไปก็จะลุกลามจนเสียชีวิตใน 2-3 ปี แต่บางส่วนและพันธุกรรมบางอย่างก็อาจอยู่ได้ยืนยาวกว่านั้น ปัญหาสำคัญที่ทำให้เสียชีวิตคือ กล้ามเนื้อหายใจไม่มีแรง และ การกินอาหารทำไม่ได้ ที่มักจะเกิดปัญหาในระยะท้ายๆของโรค
5. ผู้ป่วยบางกลุ่มก็จะมีการฝ่อของเซลประสาทที่สมองส่วนหน้า ที่ควบคุมความคิด อารมณ์ ความรู้สึก จึงอาจพบการรับรู้บกพร่อง อารมณ์แปรปรวน หรือภาวะสมองเสื่อมที่เรียกว่า frontotemporal demantia (สมองส่วนหน้า frontal ความคิด การทำงานขั้นสูง ส่วนtemporal คุมอารมณ์ความรู้สึก) แต่คงไม่ใช่กับสตีเฟ่น ฮอว์กิ้งแน่ๆ
6. การวินิจฉัยใช้อาการและอาการแสดงจากการตรวจร่างกายระบบประสาท เพื่อยืนยันโรคของ motor neuron และแยกอาการของโรคอื่นๆ โรค ALS มีการวินิจฉัยแยกโรคมากมายนะครับ ส่วนการตรวจพิเศษก็จะใช้การวัดคลื่นกระแสประสาทและกล้ามเนื้อ (neuroelectrophysiologic study) และถ้าจำเป็นก็ตัดชิ้นเนื้อตรวจ ส่วนการตรวจพันธุกรรมและสารชีวโมเลกุลที่สะสมในเซลประสาทที่เป็น ALS (TDP-43) เริ่มมีการตรวจบ้างแล้ว
7. รักษาได้ไหม..ตอนนี้ยังไม่สามารถรักษาได้เพราะ สาเหตุก็ยังไม่ชัด จุดกำเนิดโรคก็ไม่ชัด การดำเนินโรคก็หลากหลาย ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะเสียชีวิต ดังนั้นการดูแลหลักๆคือการประคับประคอง ไม่ว่าจะเป็นการกายภาพ การใส่สายให้อาหารผ่านกระเพาะ การใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจ การใช้อุปกรณ์สื่อสาร (พูดก็ไม่ได้ มือก็ใช้ไม่ได้) ป้องกันข้อติด ลดการติดเชื้อ ฯลฯ คือต้องพร้อมเหมือนฮอว์กิ้งนั่นแหละครับ
8. ยาที่ออกมา คือ riluzole ที่ช่วยลดการกระตุ้นกระแสประสาท จากความเชื่อที่ว่าการถูกกระตุ้นด้วยสารสื่อประสาทกลูตาเมตมากเกินไปจะทำให้เซลล์ประสาทที่ถูกกระตุ้นเสื่อมลง (dying forward theory) แต่ก็อาจยืดชีวิตได้ 3-6 เดือนเพราะไม่ได้รักษาตั้งแต่ต้น ส่วนอีกตัวคือ edaravone ลด oxidative strss สะสมในเซล
สรุปว่ายายังไม่ช่วยอะไร
9. ความรู้ที่เพิ่มขึ้นในเรื่องยีนต่างๆ หรือโปรตีนสะสมในเซลล์ประสาทที่อาจก่อโรค ยังมีน้อยและยังไม่สามารถพัฒนามาเป็นการรักษาในทางเวชปฏิบัติได้ รวมทั้งการดูแลประคับประคองที่มักต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ก็เป็นที่มาของ Ice Bucket Challenge และบริจาคเงินเพื่องานวิจัยนี้ โดยคุณฮอว์กิ้งเองก็เดินหน้าเป็นพรีเซนเตอร์ในการรักษาโรคนี้เช่นกัน
10. ส่วนทฤษฎี dying forward, dying back, monosynaptic neuron อันนั้นต้องหาอ่านเองนะครับ มีรีวิวเรื่องนี้อยู่พอสมควร ที่ผมอ่านแล้วนำมาสรุปก็จาก
N Engl J Med 2017;377:162-72.
Lancet 2011; 377: 942–55
Front. Aging Neurosci., 22 March 2017

17 กรกฎาคม 2560

Wellens' sign

ECG เอามาบอกกัน ( ไม่รู้ว่าเคยบอกหรือยัง แต่วันนี้ก็เจออีก) ถ้าเจออย่าพลาด !!
ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บๆหน้าอก อาจจะแรงอาจจะเบาก็ได้ แล้วตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจลักษณะแบบนี้
ไม่พบ ST elevation
ไม่มี Q wave ดูลักษณะ R wave ก็ขึ้นตามปกติดี
ตอนนี้ส่วนมากก็จะได้ความว่า ไม่ใช่ ST elevation MI เอาล่ะก็จะใจเย็นๆมานั่งอ่านกันต่อไป
T wave จะมีลักษณะ biphasic ทั้งขึ้นและลง หรืออาจจะเป็น deep symmetrical T wave inversion มักพบที่ chest lead V2-V3
ตอนนี้ก็จะเริ่มไม่แน่ใจแล้ว ว่าเป็น NSTEMI หรือเปล่า เราก็จะส่งตรวจ hsTnI (บางที่ก็ยังมี CKMB อยู่)
**ประเด็นอยู่ที่ตรงนี้ คือ ภาวะนี้อาจจะพบว่าค่าที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจอาจจะขึ้นหรือไม่ขึ้นสูงก็ได้** ก็จะทำให้จัดกลุ่มผู้ป่วยและจัดการผิดไปจากสิ่งที่เป็น ...เอาล่ะเข้าเรื่อง
ลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบนี้ เราเรียกว่า Wellens' sign ที่เป็นอาการแสดงทางคลื่นไฟฟ้าเท่านั้น บ่งชี้ถึงการตีบตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจเส้นหลักเส้นหนึ่งที่ชื่อ left anterior descending artery รับผิดชอบกล้ามเนื้อหัวใจด้านหน้าส่วนใหญ่ ส่วนที่ทำหน้าที่บีบเลือดไปเลี้ยงร่างกาย
การตีบตันก็มักจะรุนแรงเสียด้วย ตั้งแต่ 50% ขึ้นไปที่ตำแหน่งโคนของหลอดเลือดเลยและก็มีโอกาสจะเพิ่มขึ้น หรือตันเฉียบพลันได้ง่ายมาก
เมื่อเราพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบนี้และเจ็บหน้าอก ให้รีบส่งผู้ป่วยไปทำการตรวจโดยการสวนหลอดเลือดหัวใจนะครับ อย่าช้าและรักษาแบบ NSTEMI และถ้าค่าเอนไซม์ไม่ขึ้น ไม่มีอาการอย่างอื่นอาจถูกจัดในกลุ่ม low to intermediate risk ซึ่งจะได้รับการฉีดสีและรักษาทางหลอดเลือดช้าลงครับ ไม่ต้องทำ stress test ใดๆทั้งสิ้นครับ
Henrick Joan Joost (Hein) Wellens ผู้ค้นพบลักษณะคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบนี้ เป็นอายุรแพทย์โรคหัวใจชาวฮอลแลนด์ ที่ถือเป็นหนึ่งในแพทย์ที่ก่อตั้งสาขา electrophysiology ในส่วนภาคพื้นยุโรป การศึกษาการนำไฟฟ้าหัวใจโดยใช้สายสวนไปกระตุ้นกระแสไฟฟ้าออกมาเป็นแผนภาพให้ทราบจุดผิดปกติ แล้วแก้ไขโดยการใช้คลื่นวิทยุ หรือใส่อุปกรณ์ช็อกไฟฟ้า หรือกระตุ้นไฟฟ้า
ถือเป็นปรมาจารย์ของสาขานี้เหมือนกับ Josephson ครับ..ที่ท่านอาจารย์ 1412 ปักหมุดไว้หน้าแรกนั่นแหละครับ

หนังสือเล่มนี้สนุกดี อ่านแล้วมีกำลังใจเรียนเลย "เก่งมา จากไหน"

หนังสือเล่มนี้สนุกดี อ่านแล้วมีกำลังใจเรียนเลย "เก่งมา จากไหน"
หนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับ มหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดอันดับหนึ่งและสองของโลกที่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก คือ oxford และ cambridge มหาวิทยาลัยทั้งสองนี้ผลิตบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในทุกๆด้านของโลก มหาวิทยาลัยก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ยืนยาวด้วยธรรมเนียมโบราณสืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
กว่าจะได้เข้ามาเรียนได้ ก็ต้องเป็นระดับท๊อป สอบสัมภาษณ์ก็ต้องมีแรงบันดาลใจ ที่จะเรียนไปทำอะไร จะสร้างสิ่งใหม่ใดๆให้มวลมนุษยชาติ และพวกที่เข้ามาแข่งนั้นก็เป็นระดับครีมของทั้งประเทศและทั้งโลก
เมื่อเข้าไปแล้วระบบการเรียนที่สุดยอด มีทั้งเรียนที่ภาควิชาและมีอาจารย์ประจำ college ที่เราต้องอยู่ต้องใช้ชีวิต (คล้ายๆบ้านต่างๆในแฮรรี่ พ็อตเตอร์) มาติวให้อีก สร้างบรรยากาศการเรียนแบบ เรียนเพื่อรู้ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบ ที่นี่อาจต้องอ่านตำราสี่ห้าเล่มมาเพื่อตอบคำถามคำถามเดียว การตอบคำถามต้องเรียบเรียง มีที่มาที่ไป ถ้าสามารถแย้งได้โดยความเข้าใจและมีหลักฐานรองรับ..ถึงจะพอใจ
อาจารย์หนึ่งคนสอนนักเรียนเพียง 20-30 คน และยังมีซุปเปอร์ไวเซอร์เรียนตัวต่อตัวให้อีก
บรรยากาศการเรียนเรียกว่าถกประเด็น เถียงทฤษฎีกันทั้งวัน แม้กระทั่งในโรงอาหาร ในผับ !! มีห้องสมุดทั่วทุกหัวระแหง ห้องวิจัย การอภิปราย อาจารย์ที่สอนต้องรายงานผลนักเรียนเป็นรายคน มีเวลาให้นักเรียนชนิดให้เข้าใจถ่องแท้ ต้องรับผิดชอบนักเรียนด้วยนะ
ทั้งปี สอบครั้งเดียว...ใช่ มีโอกาสครั้งเดียวเท่านั้น ตกคือตก และต้องเกียรตินิยมเท่านั้นถึงเรียกว่าผ่าน แถมตัดเกรดกับเจ้าพวกเหนือมนุษย์พวกนั้นด้วย เรียนเข้าใจเล็กเชอร์หมดอาจได้แค่ ปานกลาง ต้องค้นคว้าและบางครั้งต้องทำวิจัยเพิ่มเลย จึงได้เกรดเอ
ธรรมเนียมการเรียนโบราณ ชมรมต่างๆ บรรยากาศที่อาจารย์ที่สอนคือเจ้าของทฤษฎีและผู้แต่งตำรา ผู้ที่ได้รางวัลโนเบล เดินไปเดินมาให้เราถาม ให้เราไปเรียนด้วย ให้เลือกเรียนได้ สุดยอดเลย เราอ่านก็จะรู้ว่า ระดับโลกที่เขาเก่งๆกัน เขาเรียนกันอย่างไร
ที่อยากให้อ่านเพราะจะได้เข้าใจถึงระบบการศึกษาที่ยอดเยี่ยม การทุ่มเทการสร้างคนของเขา วิธีการเรียนที่เข้าใจแจ่มแจ้ง เพื่อเอาไปต่อยอดได้ ไม่ใช่ท่องไปสอบ เรียกว่าโอกาสฟลุ๊คสอบได้คะแนนดีนั้น ไม่มีทางเลย
อยากให้ทุกคนได้ "เรียน" แบบนี้ ไม่ใช่ท่องหรือเรียนเพื่อสอบผ่าน
เสียดายที่แอดไม่มีโอกาสได้ไปเรียน ถ้ารู้ตอนนั้นอาจลองไปดูสักครั้ง เห็นเขาว่าสาวๆอังกฤษสวยมากๆ
ปล. ศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียงมากในสายตาผมคือ ศาสตราจารย์ ชาร์ลส์ เซเวียร์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียน X men, ศาสตราจารย์ เจมส์ โมริอาตี้ สอนในเคมบริดจ์ในขณะทำอาชญากรรมสู้กับโฮล์มส์, เจมส์ บอนด์จบทั้งออกฟอร์ดและเคมบริดจ์
เช่นเคย ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่รู้จักอะไรกับผู้แต่ง เพียงแค่อ่านแล้วเห็นว่าดี จึงมาแนะนำครับ ราคา 195 บาทเท่านั้นครับ

อาหารกับการลดอัตราการเสียชีวิต official

วารสาร New England Journal of Medicine เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา ลงบทความบทหนึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารกับการลดอัตราการเสียชีวิต เรามาดูว่าน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด (อธิบายที่มาเรื่องราวของลุงหมอ เมื่อวานนี้ แบบ journal club)
ที่มาต้นเรื่องก็คือ มีการกำหนดอาหารที่ควรกินสำหรับอเมริกาและยุโรปมานาน มีการศึกษาเกี่ยวกับการป่วย การตาย ลดการเกิดโรค แต่ว่าการติดตามในระยะยาวยังไม่ชัดนัก คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดจึงได้ศึกษาข้อมูลของการปรับอาหารในระยะยาวว่ามีความสัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตจริงๆหรือไม่
นักวิจัยเก็บข้อมูลระยะยาวจากกลุ่มประชากรสองกลุ่มคือ Nurse Health Study เก็บข้อมูลพยาบาล อายุ 30-55 ตั้งแต่ปี 1976 จำนวน 121,700 ราย และ Health Professional Follow Up study เก็บข้อมูลบุคลากรการแพทย์อายุ 40-75 ปี ตั้งแต่ปี 1986 จำนวน 51,529 ราย โดยมีความสมบูรณ์ของการติดตามผลถึง 90% เรียกว่าเป็นข้อเด่นเลย กลุ่มประชากรขนาดใหญ่มาก ติดตามได้ต่อเนื่องยาวนานโดยหลุดออกจากการศึกษาน้อยมาก แต่ก็เป็นกลุ่มประชากรที่เอียงเหมือนกันนะ กลุ่มนี้แนวโน้มการรักษาสุขภาพและเข้าใจการวิจัยมากกว่าประชากรทั่วไป กราฟออกมาจึงไม่ได้เป็นการกระจายตัวปกติ แต่จะเอียงไปทางสุขภาพดีและมีผลบวกต่อการทดลองมากกว่า
และเมื่อตัดกลุ่มที่เป็นโรค ข้อมูลไม่ครบ ตายก่อนปี 1998 ที่ไม่นำมาคิดในการทดลอง ก็เรียกว่ามีแต่กลุ่มที่สุขภาพดีมาติดตามและวัดผลกัน แม้จะเอียงเล็กน้อยแต่ก็จะกลายเป็นความน่าเชื่อถือสูงเพราะติดตามการรักษาดีและเคร่งครัดในการติดตามผลมาก
ใช้นักวิจัยหลายคนและทำต่างหน้าที่กัน นำผบมาตรวจสอบความถูกต้องซึ่งกันและกัน และสรุปรวบยอดด้วยความเห็นรวมของทุกคน
วัดผลอัตราตายวัดจากข้อมูลการตายของการสำรวจเชิงประชากรของสหรัฐในแต่ละปีว่ากลุ่มที่ศึกษาตายหรือยัง สาเหตุก็ใช้รหัสโรค ICD8 และ ICD9 ตามเวลาตามยุค จึงอาจมี lenghtime bias ได้ ความถูกต้องของข้อมูลอยู่ที่ 98%
ส่วนผลการศึกษาเรื่องอาหารนั้น จะใช้การให้คะแนนการกินอาหารที่เรียกว่า alternate healthy eating index score สิบเอ็ดชนิดอาหารคะแนน 0 คือแย่สุด (ไม่กิน ไม่สม่ำเสมอ) คะแนนสิบคือดีสุด (กินตลอดสม่ำเสมอดี) และอาหารชนิดที่สองคือ alternate mediterenean diet เก้าชนิดชนิดละสองแต้ม และสุดท้ายคือ อาหาร DASH สำหรับผู้ป่วยความดัน แปดชนิดๆละห้าแต้ม
คะแนนรวมยิ่งสูงยิ่งเป็นรูปแบบการกินที่ดี คะแนนน้อยคือรูปแบบไม่ดี ประเมินคะแนนโดยใช้แบบสอบถาม ทุกๆสี่ปี ..อันนี้คือข้อบกพร่องนะครับ ยิ่งทำบ่อยข้อมูลยิ่งแปรปรวนและข้อมูลจากการสอบถามอาจไม่ตรงกับความจริงนักที่เรียกว่า recall bias
ประเมินแยกย่อยตามเพศ อายุ โรคร่วม ความเสี่ยง แอลกอฮอล์ที่ใช้
นำข้อมูลมาคำนวนโดยใช้ quartile (เพราะการกระจายข้อมูลไม่ปกติ เบี้ยวมาทางเป็นผลดีเสียมาก) และใช้ Proprotional Cox Model มาลดความแปรปรวนเรื่องของเวลา
ผลออกมาว่า ได้กลุ่มคนมาคำนวนจากกลุ่ม nurse เสียชีวิต 5967 ราย HPFS 3979 ราย สาเหตุการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดกับโรคมะเร็งสัดส่วนพอๆกัน ผลการทดลองออกมาว่า ในการคิดคะแนนอาหารทั้งสามแบบนั้นพวกที่ยอมเปลี่ยนแปลง คือคะแนนขยับขึ้น 13-33% เทียบกับพวกที่แย่และไม่ยอมเปลี่ยนแปลง คะแนนการเปลี่ยนแปลงแค่ 0-3% อัตราการเสียชีวิตของกลุ่มที่ยอมเปลี่ยนมากินอาหารที่ดีขึ้น "ต่ำกว่า" กลุ่มที่ไม่เปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทุกๆแบบ ลดลง 9-16% (ไม่มากนักแต่ก็ลดจริง) และถ้าเราคิดในทางตรงข้าม พวกที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมและรูปแบบการกิน อัตราการเสียชีวิตสูงกว่าปรกติถึง 12%
และถ้าปรับปรุงขยับคะแนนอาหารให้ดีขึ้นมา 20 percentile ลดอัตราการเสียชีวิตลงไป 15%
ในคนที่เริ่มด้วยคะแนนไม่ดีแต่ปรับปรุงจนคะแนนดีขึ้นในสิบสองปีก็มีอัตราการเสียชีวิตลดลง และในกลุ่มที่คะแนนรูปแบบการกินสูงอย้างต่อเนื่อง อัตราการเสียชีวิตโดยรวมลดลงและอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจลดลงกว่าอัตราการเสียชีวิตปรกติ 9-14% มีผลกับทุกๆรูปแบบอาหาร (อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งก็ลดลงแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ)
และยิ่งเคร่งครัดต่อเนื่องนาน ยิ่งมีประโยชน์ในแง่อัตราการเสียชีวิตโดยรวมและอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ คือยิ่งลดลง เช่นจาก Healthy Eating Index ที่แปดปี 11% ที่สิบหกปีคือ 26% ทั้งๆที่อายุเพิ่มขึ้นนะ !! ส่วนอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งไม่ค่อยลดลง
และการวิเคราะห์แบบกลุ่มแยกย่อยต่างๆนั้นผลก็ออกมาในทางเดียวกันทั้งหมด
สรุปจากการศึกษานี้
1. การกินอาหารตามมาตรฐานแนะนำ มีประโยชน์อย่างชัดเจน ในการลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและหัวใจและหลอดเลือด ส่วนโรคมะเร็งไม่ชัดเจนเท่า
2. การปรับปรุงพัฒนารูปแบบการกินแม้ว่าตอนแรกจะรูปแบบไม่ดี เมื่อปรับปรุงแล้วก็ลดอัตราตายได้เช่นกัน
3. ยิ่งเคร่งครัดต่อเนื่อง ยิ่งแสดงให้เห็นประโยชน์ของการควบคุมรูปแบบอาหารในการลดอัตราตาย
4. แม้เวลาผ่านไปและอายุเพิ่มขึ้น การปรับปรุงและเคร่งครัดเรื่องรูปแบบอาหารก็ยังมีประโยชน์อย่างชัดเจน
5. ไม่มีอาหารอันใดอันหนึ่งที่มีประโยชน์ลดอัตราเสียชีวิตชัดเจน แต่เป็นรูปแบบโดยรวมของอาหารที่ผสมได้สัดส่วนและลงตัว
6. แม้ว่าเป็นการศึกษาแบบ observation ทำในกลุ่มคนรักสุขภาพ ชาวอเมริกันเกือบทั้งหมดและมีความเอียง มีตัวแปรมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า การกินอาหารที่มีประโยชน์มีหลักฐานเชิงประจักษ์จริงว่า ลดอัตราการตายได้จริง
7. อย่าลืมว่า การศึกษานี้ทำในคนปกติไม่มีโรคนะครับ และการจัดหาอาหารดังกล่าว ราคาไม่ถูกครับ
รักทุกคน

16 กรกฎาคม 2560

อาหารและลดอัตราตาย

intro ..เพลงผู้สาวขาเลาะของลำไย ไหทองคำ เข้าสู่รายการลูกทุ่งรวงทอง ช่วงตอบคำถามแฟนเพลง...
สวัสดี มิตรรักแฟนเพลงที่รักทุกท่าน วันนี้มาพบกับดีเจลูกทุ่งเสียงหวาน ลุงหมอหน้ามน คนใจดีเจ้าประจำ มาเปิดเพลงหวานและตอบคำถามแฟนเพลงที่รักทุกท่าน จากกันไปนานหวังว่าคงยังไม่ลืมกัน ช่วงนี้ลุงหมอยุ๊งยุ่งนะครับ เดินทางไปดูงานเรือดำน้งดำน้ำ รถไฟเร็วๆอะไรเนี่ยแหละ แหม่ๆๆ ล้อเล่นน่ะจ้ะ ที่ดูงานนั่นไม่ใช่ลุงหมอแต่เป็นลุง...
วันนี้มีจดหมายมาจากแฟนเพลงที่ใช้นามว่า หญิงซุ่ม ทุ่มคานกระจาย สวัสดีค่า ลุงหมอที่นับถือ หนูตามรายการหมอมาตลอดเลยค่ะ หนูมีเรื่องอยากถามนะคะ คือว่าหนูอายุ 40 แล้ว (ลุงหมอถึงกับสำลักน้ำชา..."หนู"!!!) กำลังจะตกร่องปล่องชิ้นกับแฟนค่ะ แฟนหนูเป็นหนุ่มหน้าตาดี สะอาด รักษาสุขภาพ หล่อ กล้ามแน่น สู้ไม่ถอย แต่ว่าหนูอายุ 40 แล้วค่ะ กลัวว่าจะอยู่ไม่นาน อุตส่าห์ลงจากคานได้ ขอถามเรียงข้อเลยนะคะ
ข้อแรกเลยนะคะ ได้ข่าวว่ากินไอ้นั่นดี ไอ้นู่นดี อายุยืน มันจริงไหมคะ เม็ดก๊วยจี๊ปักกิ่ง ขิงอลาสก้า คะน้าแอฟริกัน ทอดมันเปรู ลาบหมูยโสธร อ่ะค่ะ
ลุงหมอเสียงหวาน : ความเชื่อน่ะหนู งานวิจัยล่าสุดที่ออกมา เชื่อถือได้ดีนะเก็บข้อมูลเป็นแสนคน ติดตามนานมากเกือบ 20 ปี เขาไม่ได้เน้นว่าอาหารอันใดอันหนึ่งอย่างเดียวจะทำให้อายุยืน แต่เป็นชุดเมนูอาหารที่สัดส่วนพอเหมาะต่างหากที่จะช่วยให้ลดอัตราการเสียชีวิต ว่าเนื้อสัตว์เท่านี้ ปลาเท่านี้ ผลไม้ผักเท่านี้ เช่นชุดอาหารเมดิเตอเรเนียน คล้ายๆกับธงโภชนาการบ้านเรา หรืออาหาร DASH สำหรับผู้ป่วยความดัน
ข้อสองค่ะลุงหมอ เห็นว่ามีอาหารที่กินแล้วอายุยืนจริงหรือคะ หนูขอคำแนะนำได้ไหม หนูจะได้อยู่กินเด็กกรุบๆ ไปนานๆค่ะ
ลุงหมอเสียงหวาน : .ปากเบ้มองบน..แหมเนื้อเปื่อยอย่างลุงก็อร่อยนะหนู ก็มีงานวิจัยเดียวกันที่ว่าน่ะ ว่าถ้ากินอาหารที่ถูกตามคำแนะนำมาตรฐานเทียบกับพวกที่กินอาหารไม่เลือกสรร ไม่ควบคุม อัตราการเสียชีวิตโดยรวมลดลงเลยนะหนู แม้ว่าจะไม่ได้ลดเยอะมาก(1-10%) แต่ผลเป็นอย่างนั้นจริงๆโดยเฉพาะ อัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงชัดเจน ส่วนโรคมะเร็งต่างๆยังไม่ชัดเท่าไหร่ และแม้กินเคร่งครัดไปเรื่อยๆ แม้แต่อายุมากขึ้นอัตราการเสียชีวิตก็ยังลดลง .. โห อาหารนี่มีผลมากๆเลย
(มาตรฐานนี้คือมาตรฐานการกินอาหารของอเมริกา ผมทำลิงค์มาให้ด้านล่าง)
ข้อสามนะคะ หนูได้ข่าวมาว่าออกกำลังกายหรือกินอาหารดีๆ ไม่ต้องทำต่อเนื่องก็ได้ ทำๆหยุดๆก็ได้ผลเหมือนกัน จริงไหมคะ
ลุงหมอเสียงหวาน : เฮ้อ...หนูไปเอาข่าวมาจากไหนไม่จริ๊งไม่จริงนะหนู ต่ำตมตายเลย ความจริงคืออาหารเนี่ยยิ่งเคร่งครัดยิ่งส่งผลลดอัตราตาย ชัดเจนกว่าพวกไม่เคร่งครัดนะ และถ้าเคร่งครัดต่อเนื่อง 8 ปีก็ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 8-12%และถ้าต่อเนื่องถึง 16 ปี ยิ่งลดอัตราการเสียชีวิตมากขึ้นอีกนะ ..เรียกว่าทำดีได้ดีนั่นแหละ แต่ว่าอีก 16ปี ตอนนั้นหนูอายุ 56 หนูจะยังสู้ไม่ถอยอีกหรือเนี่ย
ข้อสี่นะคะลุงหมอ อาหารเสริมบำรุง กระดูก ตับ ปอด เซ่งจี้ สายตา สมอง ผิวขาวผ่องเป็นลำยองใย พวกนี้ต้องกินไม๊ค้า
ลุงหมอเสียงหวาน : ไม่ต้องหรอกหนู แค่อาหารมาตรฐานที่แนะนำจากกรมอนามัย ดูตามธงโภชนาการ คร่าวๆก็กินข้าวเป็นข้าวกล้องก็จะดีกว่า ลดเนื้อแดงเพิ่มสัตว์ปีกแทนกินปลาสัปดาห์ละสองสามครั้ง เป็นปลาทะเลก็จะดี มีอาหารทะเลบ้าง กินไข่ได้ เพิ่มผัก กินผลไม้ทุกวัน ลดไขมันสัตว์ ลดของผัดทอด ไขมันโดยรวมไม่สูง ลดเครื่องดื่มน้ำจาลส่วนเกิน ลดขนมและเบเกอรี่ ดื่มนมทุกวัน ลดความเค็มในอาหาร ปริมาณที่กินเหมาะสม
ถ้ากินอาหารครบ ไม่มีโรคขาดสารอาหาร พวกนี้ก็ไม่จำเป็นเลย ลองไปหาอ่านที่เพจอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียวนะ ลุงเคยเห็นเขาเขียนเอาไว้ เพจเพื่อนลุงเอง เรื่องแนวทางอาหารที่ว่านี่แหละ ...เอ แปลก เมื่อวันก่อนเจอกันมันก็บอกว่ากำลังจะแต่งงานกับสาวใหญ่ 40 ปี เห็นโด๊ปอาหารทั้งวัน มันอายุเยอะแล้วนะแต่ว่าหน้ายังนุ้มหนุ่ม
ข้อที่ห้าข้อสุดท้ายค่ะลุงหมอ นอกเหนือจากอาหารแล้วจะยังมีวิธีอะไรที่จะอายุวัฒนะอีกไหมคะ
ลุงหมอเสียงหวาน : เริ่มเสียงขุ่นๆ..นึกในใจ กะจะเป็นสาวสองพันปีเลยหรือไง .. หนูก็ต้องออกกำลังกายประจำอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้พอ เหล้ายาบุหรี่ก็อย่าไปยุ่งเกี่ยว ฟงแฟนก็ปล่อยๆบ้างอย่าไปเข้มงวด เงินทองก็เก็บออมบ้าง เครื่องสำอางรองเท้ากระเป๋ามันของนอกกาย ละๆมันบ้างก็ดี...แค่นี้ชีวิตก็มีความสุข อายุยืน
ปล. ขอให้ลุงหมออายุยืนยาว เป็นมิ่งขวัญแฟนเพลงไปนานๆนะคะ ถ้ามีโอกาสมางานแต่งหนูให้ได้นะคะ หนูสัญญากับแฟนว่าจะจัดงานบนรถไฟความเร็วสูงค่ะ หนูจะทำตามสัญญาขอเวลาอีกไม่นาน นะคะ ขอบคุณค่ะ
ลุงหมอ...เปิดเพลง แค่แขกรับเชิญของไมค์ ภิรมย์พร แล้วเดินไปปิดรายการเดินไปรายงานตัวแต่โดยดี
ลิงค์นะครับ
แนวทางอาหารอเมริกา 2015-2020
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1541437786172249
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1546750492307645:0
แนวทางอาหารเพื่อโรคสุขภาพยุโรป 2016
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1615649112084449:0
วารสารงานวิจัยเรื่องอาหารลดอัตราตาย ที่มาเรื่องนี้ต้นฉบับ
http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa1613502…
ส่วนวิเคราะห์ฉบับวิชาการ ขอเสียงคนอยากฟังครับ เกิน 100 ค่อยมีแรงพิมพ์
ชอบให้กดไลค์ ใช่ให้กดรัก อยากรู้จักก็ให้แชร์ แต่ถ้าหัวใจโดนรังแก..กดเบอร์โทรมา

บทความที่ได้รับความนิยม