03 ธันวาคม 2563

Unlock the Cancer DNA : มะเร็ง ดีเอ็นเอเปลี่ยนได้

 Unlock the Cancer DNA : มะเร็ง ดีเอ็นเอเปลี่ยนได้

หนังสือความรู้สุขภาพแบบอ่านสนุกมาอีกแล้วครับ เป็นหนังสือ Pop-Science ที่น่าอ่านอีกเล่ม เพราะปัจจุบันแทบไม่มีใครเขียนเรื่องมะเร็งด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคปัจจุบัน ด้วยภาษาที่สนุกสนาน อ่านเข้าใจและน่าติดตามอีก แถมหนังสือเรื่องมะเร็งเล่มอื่น ๆ มักจะแฝงขายของ แต่เล่มนี้ไม่มีแบบนั้นเลย

หนังสือแต่งโดยคุณหมอพจนา จิตตวัฒนรัตน์ คุณหมอเรียนจบด้านอายุรศาสตร์มะเร็งวิทยาจากอเมริกาและมาทำงานด้านการรักษามะเร็งในเมืองไทย เปิดเพจด้วยนะ “หมอซัง สุขภาพดีมีคำตอบ” รูปเล่มขนาดพ็อกเก็ตบุ๊กเอห้า เล่มบาง ๆ สองร้อยหน้าเท่านั้น ตัวอักษรใหญ่อ่านง่าย จัดรูปหน้าได้ดี มีอินโฟกราฟฟิกประกอบด้วย

เนื้อหาจะเป็นการเล่าเรื่องตามเวลาของประวัติศาสตร์ ว่ามะเร็งมันอยู่บนโลกเรามานานแล้ว มีความสนใจการวินิจฉัย การรักษา การลองผิดลองถูกมานานโรคหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ และคุณหมอได้แทรกความรู้ทางสรีรวิทยาและพยาธิวิทยาระดับเซลล์ โดยแทรกไปในเนื้อเรื่องได้ **โคตรเนียน** ครับ เรานึกว่าเราอ่านเรื่องเล่าของมะเร็ง แต่พอจบบทเราได้ความรู้เรื่องโรคมะเร็งที่ถูกต้องและอธิบาย ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ได้ดี

👉ทำไมรักษาสุขภาพดี ก็ยังเป็นมะเร็งได้

👉มันมีอะไรที่เรารู้มากกว่าเป็นก้อนลุกลาม มันเป็นถึงยีนที่ผิดปกติไปเชียวนะ

👉มีสิ่งที่มีอิทธิพลเหนือยีน (epigenetics) ที่คุณหมออธิบายและยกตัวอย่างโป้งเดียวเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอ้วน การสูบบุหรี่ และการติดเชื้อ ว่าสิ่งเหล่านี้มายุ่งเกี่ยวกับการเกิดมะเร็งและยีนได้อย่างไร

👉การรักษาไม่ได้แค่การตัดออกแล้ว ทำไมต้องให้ยาเคมีบำบัด และยาเคมีบำบัดทำงานอย่างไร

👉ผู้ป่วยจะแย่ลงจากยาหรือจากโรคกันแน่ จุดเปลี่ยนการให้ยาแบบเต็มขนาดเพื่อรักษาก้อน มาเป็นเหมาะสมเพื่อรักษาคนอยู่จุดใด

👉มาถึงยุคการรักษามุ่งเป้า มันเริ่มมาได้อย่างไร และเปลี่ยนแนวคิดการรักษาได้อย่างไร

👉การใช้ภูมิคุ้มกันรักษา เรียกว่าอธิบาย anti-PD, anti-PD-L1 ได้ชัดเจนและเข้าใจเลยว่า ทำไมการรักษามะเร็งจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป

มีการยกตัวอย่างคนไข้จริง เมื่อทราบว่าเป็นมะเร็ง เมื่อต้องรักษา เขามีความรู้สึกอย่างไร ในบทแทรกบันทึกคนไข้อีกด้วย

เมื่อเราอ่านจบทั้งหมด เราจะเข้าใจโรคมะเร็งว่ามันเป็นมาอย่างไร จากอดีตถึงปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างไร เพื่อเราจะได้มีสติ ไม่หลงเชื่อศาสตร์มืดมัวเมาต่าง ๆ ครับขอบอกว่าเป็นเรื่องราวที่อ่านสนุก แบบเดียวกับหนังสือของพี่หมอเอ้ว ชัชพลเขียนเลยครับ (และได้รับคำนิยมจากพี่หมอเอ้วด้วย)

ผมอ่านรวดเดียวจบในหนึ่งวัน สนุกมาก จริง ๆ อยากจะมาเล่าให้ฟัง (ป้ายยา) แบบไลฟ์พูดให้ฟัง สังเกตได้จากโพสต์อิตที่แปะไว้เผื่อจะมาป้ายยาครับ 555

หนังสือปกสวยมาก โดยสำนักพิมพ์ยูสตรอง ราคาหน้าปก 325 บาทครับ ผมสั่งซื้อจากร้านนายอินทร์ที่ตอนนี้มีโปรโมชั่นด้วยนะครับ รู้สึกจะสองร้อยกว่าบาทเท่าครับ แค่สามวันก็มาถึงบ้านแล้วครับ

ของดี เราก็บอกต่อครับ

ในภาพอาจจะมี ข้อความ

กัญชา กับ การขับรถ

 มีงานวิจัยเกี่ยวกับกัญชามาเล่าให้ฟัง

เมื่อวานนี้วารสาร JAMA ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาอันหนึ่งที่น่าสนใจดี เป็นการศึกษาเล็ก ๆ ของนักวิจัยในเนเธอร์แลนด์ด้วยคำถามที่ว่าสูดเอาไอระเหยกัญชาเข้าไป จะทำให้ "เมา" และขับรถแย่ลงไหม

เขาศึกษาคนเพียง 26 คน โดยแบ่งกลุ่มและให้สูดเอาไอระเหย ใช้คำว่า vaporization นะครับ ไม่ได้จุดสูบแบบเผาไหม้ ไม่ได้หยดน้ำมัน ไม่ได้เคี้ยวใบ เพราะต้องการศึกษาผลในระยะสั้นหลังเสพกัญชา ถ้าใช้วิธีอื่นต้องรอนานและอาจคาดเดาผลยาก

แบ่งเป็นสารสกัด THC ที่พบมากในการเสพแบบเริงรมย์ สารสกัด CBD อันนี้ส่วนมากมาใช้เป็นยา สารผสม THC/CBD ก็คือกัญชาทั่ว ๆ ไป และสูดยาหลอก หลังจากสูดแล้วให้ไปทดสอบขับรถ แล้ววัดผลว่าขับได้ดีไหม เป๋ออกข้างไหม โดยวัดผลที่ 40 นาทีแรกและ 240 นาทีแรก

ก็ปรากฎว่า คนที่สูดไอของ THC, THC ผสม CBD มีการขับรถที่แย่ลงในช่วงแรก แต่ว่ายังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วน CBD ไม่เป๋มากนัก แต่พอไปดูผลที่ 240 นาทีแล้วไม่ต่างกัน อาจเป็นเพราะกัญชาแบยไอระเหยออกฤทธิ์ไว หมดฤทธิ์ไว แม้จะไม่มีนัยสำคัญและกลุ่มตัวอย่างน้อย ขนาดกัญชาก็ไม่มากนัก แต่ก็พอบอกได้ล่ะว่า ถ้าเอากัญชาไปสกัดแล้วมาเสพแบบไอระเหยจะทำให้สมรรถนะการขับขี่ลดลง

แต่... กัญชาที่อนุญาตให้ใช้ในบ้านเราเป็นแบบน้ำมันกัญชาแบบหยดนะครับ จะเอาผลการศึกษานี้มาใช้ตรง ๆ ไม่ได้ ส่วนที่ใช้นอกข้อกำหนด จะสูบและสูดไอระเหย (ที่มักจะมีขนาดสูงกว่าการศึกษานี้) อาจเกิดความบกพร่องการขับขี่ได้จริง บ้านเราอาจอันตรายกว่านั้น เพราะเราใช้แบบหยด ยายังไม่ทันออกฤทธิ์เลย หยดซ้ำอีกแล้ว และพอเวลาไปขับรถ คราวนี้แหละ ยาออกฤทธิ์พอดี มึนงง ใจสั่น อาเจียนกันตาม ๆ กัน และอาจมีสมรรถนะการขับขี่ลดลงด้วย

ต่อไปดื่มไม่ขับอาจจะไม่พอ ต้องเพิ่ม "ดูดไม่ขับ" อีกด้วยกระมัง

อ่านฟรีนะจ๊ะที่รัก
Arkell TR, Vinckenbosch F, Kevin RC, Theunissen EL, McGregor IS, Ramaekers JG. Effect of Cannabidiol and Δ9-Tetrahydrocannabinol on Driving Performance: A Randomized Clinical Trial. JAMA. 2020;324(21):2177–2186. doi:10.1001/jama.2020.21218

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

02 ธันวาคม 2563

hydroxychloroquine ไม่ได้มีประโยชน์ใด ในการรักษา COVID-19

 ถ้าใครติดตามข้อมูลเรื่องการรักษาโควิดมาตลอด จะเห็นว่า เราเริ่มมีข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนน่าจะสรุปได้แล้วว่า hydroxychloroquine ไม่ได้ผลในการรักษา

Hydroxycholroquine เริ่มต้นจากทฤษฎีว่าอาจยับยั้งการเข้าเซลล์ของไวรัสได้ และได้นำมาใช้เนื่องจากตอนนั้น เราไม่มีวิธีจัดการและไม่มีข้อมูลทางคลินิก

แต่ตอนนี้ยา remdesivir, flavipiravir, tumor necrosis factor รวมถึงวัคซีน มีข้อมูลที่ชัดเจนและหนักแน่นว่าสามารถดูแลรักษาโควิดได้ในระดับหนึ่ง หนักแน่นกว่า hydroxychloroquine และประสิทธิภาพสูงกว่า

และมีงานวิจัยทางคลินิกออกมามากมายว่า การใช้ hydroxychloroquine ไม่ต่างจากยาหลอกเลย ในหลายการศึกษา หลายประเทศ ทุกกลุ่มประชากร ออกมาแบบเดียวกันหมด ล่าสุดงานวิจัยตีพิมพ์ใน JAMA อันนี้ก็กล่าวเช่นกัน

ข้อจำกัดของงานวิจัยโควิดที่สำคัญคือ ส่วนมากทำในผู้ป่วยอาการหนัก (เป็นตายไม่ค่อยขึ้นกับยา)​ ทำหลังจากมีอาการมาแล้วนานพอควร (คนหายก็หายไปแล้ว คนที่เหลือก็แย่พอกัน)​และ มีข้อจำกัดด้าน internal validity คือ allocation concealment เพราะเป็นการรักษาหน้างานเลือกโดยหมอผู้รักษาเสียเป็นส่วนมาก

แต่ถึงกระนั้นก็น่าจะบอกได้ชัดแล้วว่า hydroxychloroquine ไม่ได้มีประโยชน์ใด ในการรักษา COVID-19 เลย

สมัยก่อนถึงขั้นหายานี้มาเก็บไว้เลยนะ ในเน็ต ในตลาดมืดมีหมด ตอนนี้ สถานการณ์พลิกทีเดียว... ไม่รู้ว่าบ้านพักจะทำพิษไหม.. อุ๊บสสส

JAMANETWORK.COM
This randomized trial compares the effects of hydroxychloroquine vs placebo on clinical status at 14 days (home, requiring noninvasive or invasive ventilation or extracorporeal membrane oxygenation, hospitalized, died) among adults hospitalized with coronavirus disease 2019 (COVID-19).

ทัดดอกไม้ (pterion)

 ทัดดอกไม้ (pterion)

ถ้าคุณเคยเห็นแม่การะเกด สุดยอดแม่งามอินดี้แห่งศรีอยุธยา ทัดดอกไม้ที่หูซ้ายอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นดอกโสนบานเช้า หรือดอกสะเดาบานเย็น คุณก็อาจรู้สึกว่าสวยงามดี แต่ความลับใต้ดอกไม้นั่นน่ากลัวยิ่งนัก

ตำแหน่งของดอกไม้จะอยู่ตรงจุดต่อของกระดูกกะโหลกสี่ชิ้นมาบรรจบกัน คือ กระดูกฟรอนทัลทางด้านหน้า กระดูกพารัยทัลทางด้านบน กระดูกเทมโปรัลทางด้านล่างและกระดูกสฟีนอยด์ทางด้านใน ตรงจุดที่กระดูกทั้งสี่มาชนกัน จะเป็นส่วนบางที่สุดของกระดูกมาประสานกันตรงรอยต่อที่เรียกว่า เทอเรียน ตำแหน่งนี้มีความสำคัญอย่างไร

1. เป็นตำแหน่งที่บอบบางที่สุดของกะโหลกศีรษะมนุษย์ กระแทกด้วยแรงคนก็อาจแตกได้ ร่างกายจึงสร้างเกราะป้องกันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสะพานกระดูก zygomatic arch และกล้ามเนื้อมัดใหญ่คือ temporalis กล้ามเนื้อที่ใช้กัดฟันและบดเคี้ยว

2. ด้านล่างของกระดูกที่บางนั้น มีหลอดเลือดแดงสำคัญคือ anterior division of middle meningeal arterพาดผ่านจุดที่บางที่เปราะที่สุดนี่เอง และเป็นจุดสำคัญที่ทำให้เกิดเลือดคั่งในสมองแบบ epidural hematoma เลือดคั่งใต้กะโหลกแต่เหนือเยื่อหุ้มสมองชั้นดูรา ลิ่มเลือดลักษณะเป็นรูปเลนส์นูน พบบ่อยมาหากเกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะ เพราะตรงนี้มันบอบบางที่สุดนี่เอง

3. เป็นตำแหน่ง ปีก ที่สำคัญของเฮอมีส เทพแห่งการสื่อสารของกรีก ชื่อโรมันคือเทพ Mercury มาจากคำว่า merx รากศักพท์ของ merchant ที่แปลว่าค้าขาย และเป็นเทพแห่งการค้าขาย สื่อสารและคมนาคม ปีกของเฮอมีสมีสองจุดที่สำคัญคือ ปีกที่รองเท้าแตะ และปีกที่หมวก ตำแหน่งที่ปีกติดกับหมวกและตรงกับกะโหลกตรงส่วน Pterion และ Pterion ก็แปลว่า ปีก นั่นเอง

4. เป็นคำแนะนำมาตั้งแต่โบราณว่า อย่ากระแทกศีรษะบริเวณนี้ เพราะอาจอันตรายถึงตาย บางความเชื่อก็ให้เอาดอกไม้มาบังเอาไว้ ไม่ให้แตกง่าย (เอามาบังไว้ หรือเอามาเป็นจุดสังเกต อ่อ..เขาถึงไม่ให้ทัดดอกไม้แดงไง) ซึ่งก็เป็นความเชื่อที่ถูกครับ ในอดีตเคยมีอุบัติเหตุจากการแข่งขันชกมวยจนมีเลือดออกในสมอง และจุดที่กำเนิดคือรอยแตกตรง Pterion นี่เอง

หู... เอาไว้ทัดดอกไม้
ใจ... เอาไว้ใส่ดอกรัก

ในภาพอาจจะมี 1 คน

01 ธันวาคม 2563

มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำเนิดและการสิ้นสุดของ "แผลกดทับ"

 มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำเนิดและการสิ้นสุดของ "แผลกดทับ"

ความจริงแล้วยังมีอีกหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดแผลกดทับ ไม่ได้มีเพียงน้ำหนักและแรงกระทำโดยตรงต่อเนื้อเยื่อเท่านั้น แม้ว่าแรงกระทำจะเป็นปัจจัยหลักก็ตาม ปัจจัยต่าง ๆ ที่ต้องร่วมดูแลเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับและต้องแก้ไขหากเกิดแผลกดทับแล้ว

1. แรงกระทำต่อเนื้อเยื่อ การกดทับนั้นจะทำให้การส่งอาหารและออกซิเจนลดลง และแรงกระทำเองก็เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยตรง การป้องกันและรักษาหลักคือการลดแรงกระทำ วิธีที่ดีที่สุดคือ ขยับตัวบ่อย ๆ พลิกตัวบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนโลหิต ผ่อนแรงกระทำ แม้การใช้อุปกรณ์ช่วยคือ ที่นอนลม ที่รองเจล ก็ไม่สามารถทดแทนการขยับและพลิกตัวได้

2. โภชนาการ ผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการจะมีโอกาสเกิดแผลมากกว่า และหากเกิดแผลแล้ว การแก้ไขภาวะทุพโภชนาการก็ช่วยทำให้แผลหายเร็ว ดังนั้น เรื่องการจัดการโภชนาการจึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะสารอาหารโปรตีน หรือ สารอาหารเกินต้องจัดการร่วมด้วยให้สมดุล

3. ความชื้น ผิวหนังที่อับชื้นตลอดเวลา ไม่ว่าจากการเปื้อนอุจจาระ ปัสสาวะ สารคัดหลั่ง เลือด จะมีโอกาสเกิดแผลมากกว่าและหายยากกว่า หรือปัจจัยที่เราหลงลืมบ่อยคือ การใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตลอดเวลา ก็เกิดความอับชื้นและสกปรก นอกจากทำให้เกิดแผลได้ง่ายแล้วยังเกิดการติดเชื้อง่ายอีกด้วย

4. การกำซาบของเลือดและน้ำเหลือง ถ้าบริเวณที่กดทับมีเลือดมาเลี้ยงน้อย โอกาสหายจะลดลง จึงต้องจัดการโรคของหลอดเลือดด้วย โดยเฉพาะโรคเบาหวาน การสูบบุหรี่ โรคหลอดเลือดแดงตีบเรื้อรัง

5. ยาและสารเคมี โดยเฉพาะการทำแผลนั้น หากใช้สารฆ่าเชื้อที่มีฤทธิ์กัดกร่อนเนื้อเยื่อ จะทำให้การหายช้าลง การทำแผลกดทับมีหลายวิธีขึ้นกับสภาพแผล มีเนื้อตายหรือไม่ ลึกเพียงใด กว้างเพียงใด หากเลือกใช้สารละลายทำแผลไม่ถูกต้องกับระยะ ก็จะหายยาก จึงต้องมีการตรวจติดตามและประเมินตลอดเวลา ปัจจุบันมีวัสดุทำแผลมากมายครับ ให้ปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อเลือกใช้ได้ หากไม่มีอะไรเฉพาะแบบ การทำแผลด้วยน้ำเกลือนอร์มัลและกำจัดเนื้อตายบ่อย ๆ ยังเป็นวิธีที่ดีครับ

การทำแผลไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อ หากไม่มีหลักฐานของการติดเชื้อนะครับ เช่นแผลบวมแดง มีหนองมากขึ้น กลิ่นเหม็น หรือคลำได้ลมใต้ผิวหนังรอบ ๆ แผล และใช้ยาเฉพาะที่ก่อนการใช้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดหรือการกิน หากมีไข้สูงก็อย่าเพิ่งโทษว่าเป็นแผลติดเชื้อนะครับ โอกาสที่แผลกดทับจะเกิดติดเชื้อจนเป็นเหตุให้ติดเชื้อในกระแสเลือดมันไม่มากเลยครับ

ที่มา

Boyko TV, Longaker MT, Yang GP. Review of the Current Management of Pressure Ulcers. Adv Wound Care (New Rochelle). 2018;7(2):57-67. doi:10.1089/wound.2016.0697

Susanne Coleman, Claudia Gorecki, E. Andrea Nelson, S. José Closs, Tom Defloor, Ruud Halfens, Amanda Farrin, Julia Brown, Lisette Schoonhoven, Jane Nixon,Patient risk factors for pressure ulcer development: Systematic review,International Journal of Nursing Studies,Volume 50, Issue 7,2013,Pages 974-1003

Pauline Joyce, Zena EH Moore, Janice Christie. Organisation of health services for preventing and treating pressure ulcers. Cochrane Database of Systematic Reviews Dec 2018

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป

บทความที่ได้รับความนิยม