25 กรกฎาคม 2561

ข่าวสั้น ยา Pv ตัวใหม่

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
องค์การอาหารและยาสหรัฐได้ประกาศรับรองยารักษามาเลเรียตัวใหม่ tafenoquine เพื่อใช้รักษาการติดเชื้อ plasmodium vivax
เจ้า vivax นี้มีคุณสมบัติในการแอบซ่อนในร่างกายและออกมาอาละวาดใหม่ได้ การรักษาจึงต้องใช้ระยะเวลานาน เดิมใช้ยา Chloroquine และ Primaquine เป็นหลัก ยาตัวใหม่นี้หวังผลแทน Primaquine เพราะยา Primaquine อาจมีผลข้างเคียงรุนแรง คือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เม็ดเลือดแดงแตก และ เม็ดเลือดขาวต่ำ โดยให้ยาใหม่วันละครั้ง 14 วัน คู่กับ Chloroquine
พบว่า โอกาสเกิดโรคซ้ำน้อยกว่ากลุ่มที่ได้ primaquine 67% ต่อ 72% และห้ามใช้ในผู้ป่วย G-6-PD
ความก้าวหน้าใหม่ในการรักษามาเลเรีย vivax ครับ

operation vital sign 2

episode 2 วัดความดัน
การติดตามคนไข้ด้วยระดับความดันนั้นจะสำคัญกับการรักษาในโรงพยาบาล หากคุณหมอไม่แน่ในว่าจะรักษาที่บ้านได้ก็จะให้รักษาในโรงพยาบาล การวัดความดันจึงใช้กับการติดตามที่บ้านได้ในบางกรณีเท่านั้น แต่ถ้าค่าความดันต่ำลงมากและคนไข้ดูแย่มาก กระสับกระส่ายและเหนื่อย ควรพามาโรงพยาบาล
1. การวัดความดันเพื่อวินิจฉัยและติดตามโรคความดันโลหิตสูง ต้องทำในขณะที่ร่างกายไม่ได้เจ็บป่วยด้วยโรคปัจจุบันรุนแรง เช่นหากปวดฟันมาก ความดันโลหิตก็ขึ้นสูงได้ และหากขณะป่วยโรคปัจจุบันรุนแรงต้องติดตามผลเสมอว่าตกลงความดันสูงจริง หรือสูงจากความเจ็บป่วย
2. การวัดความดัน พักนิ่งๆสัก 10-15 นาที ตอนเช้าๆดีที่สุด นั่งบนเก้าอี้พิงพนักหรือกำแพง เท้าสองข้างวางราบบนพื้น แขนข้างที่จะวัดความดันวางบนเท้าแขนเก้าอี้หรือวางบนโต๊ะ ห้ามขาลอย ห้ามยกแขน แล้วนำเครื่องมาวัดรอจนเครื่องอ่านเสร็จ ห้ามพูดคุย ไม่ยุกยิก (ข้อสองนี้ ขอบังคับแบบทหารนะครับ)
3. จดมาให้หมดทั้งค่า systolic, diastolic และ pulse ระบุด้วยว่าค่าใดเป็นค่าใด ค่าที่จะสับสนมากคือค่าชีพจรกับค่าความดันโลหิตตัวล่าง ค่ามันใกล้กันมากแถมตำแหน่งก็ใกล้กันอีก ส่วนใหญ่เราจะจำแต่ค่าตัวบน systolic ...เอาใหม่นะครับ จูนๆๆ
4. วัดวันละสองครั้งก็พอ เช้าเย็นเวลาจะวินิจฉัย ส่วนกรณีติดตามผลอาจจะวัดวันละครั้ง หรือสองสามวันครั้งก็ได้ ในกรณีคุณหมอสงสัยความดันแบบแปลกๆก็จะสั่งให้วัดเพิ่มเติม ไปหาอ่านเรื่องความดันแบบแปลกๆได้จากเรื่อง นังซูซี่ นะครับ
ประเด็นคือวัดถูกต้อง มากกว่าวัดบ่อยๆครับ
5. จะสังเกตว่าการวัดเพื่อวินิจฉัยและติดตามโรคความดันโลหิตสูงนั้นจะใช้ท่านั่งเป็นหลัก แต่หากวัดที่บ้าน ติดตามคนไข้ที่นั่งไม่ไหวจะใช้ท่านอนได้ไหม ก็บอกว่าได้ครับแต่ใช้ติดตามในกรณีนั้นๆ เท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อวินิจฉัยและรักษาความดันโลหิตสูง และอย่าลืมว่าเราก็ใช้ค่าการเปลี่ยนแปลงของความดันในการติดตามเช่นกัน
เช่นติดตามไปแล้วค่าความดันลดลงเรื่อยๆ หรือติดตามแล้วสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
6. ค่าความดันที่บอกว่าอันตราย ไม่มีตัวเลขชัดเจนขึ้นกับแต่ละคนแต่ละโรคแต่ละภาวะ และการวินิจฉัยความดันโลหิตสูงแบบอันตรายฉุกเฉินจะต้องมีอาการจากอวัยวะเสียหน้าที่เสมอ เช่น สับสน ซึมลง ไตวาย หัวใจวายหรือ หลอดเลือดแดงโป่งพอง และส่วนมากมักจะสูงปลอม เช่น ปวด ป่วย วัดผิด เครียด
ส่วนความดันโลหิตที่ต่ำมากๆจนเกิดปัญหา ก็ต้องร่วมกับอาการเช่นกันครับ เช่นหน้ามืด วูบ
7. แต่ถ้าจะประมาณค่าที่ต้องระวังๆ เอาไว้ ในภาพทั่วๆไป ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคนะครับ แค่ระวังและต้องไปพบแพทย์ คือค่าความดันที่ต่ำกว่า 90/60 ครับ ถ้ามีข้อสงสัยไม่แน่ใจ ให้ไปหาหมอครับ เอาไว้เป็นแนวทางเท่านั้นนะครับ
8. การวัดความดันที่บ้านจะช่วยแยกภาวะความดันโลหิตสองอย่างออกจากกันได้ และปรับการรักษาอย่างแม่นยำมากขึ้น
8.1 วัดที่โรงพยาบาลสูงแต่มาวัดที่บ้านไม่สูงขนาดนี้ ถ้าตรวจร่างกายไม่พบความเสียหายจากความดัน ก็จะเรียกว่า white coat effect หรือกลัวหมอ แต่ถ้าเป็นความดันโลหิตสูงแน่ๆแล้ว การไปวัดที่โรงพยาบาลความดันจะสูงกว่าที่บ้าน (ตามคำจำกัดความมีรายละเอียดมากกว่านี้นะครับ) จะทำให้เราปรับยาผิดพลาด white coat hypertension (ต่างจาก white coat effect คือ อันนี้ต้องเป็นโรคความดันโลหิตสูง ส่วน White coat effect เกิดได้ทั้งคนที่ความดันปรกติและความดันโลหิตสูง)
8.2 วัดที่บ้านสูง แต่วัดที่โรงพยาบาลไม่สูงขนาดนั้น หรือปรกติเลย เรียกว่า Masked Hypertension อันนี้สำคัญเพราะจะมีผลต่ออันตรายจากโรคความดันได้ ส่วนมากเกิดจากการกินยาไม่สม่ำเสมอ อัดยามาก่อนหาหมอเป็นต้น มีบางส่วนที่ความดันโลหิตสูงตอนเช้าๆ อยู่บ้านก็มี การวัดความดันที่บ้านจะตัดปัญหานี้ได้
9. อย่าลืมว่าขั้นตอนการวัดสำคัญมาก
การเลือกขนาด cuff คือ เจ้าแผ่นลูกโป่งที่พองลมให้เหมาะสมกับร่างกายสำคัญ cuff เด็ก cuff ผู้ใหญ่ cuff แขนใหญ่ cuff แขนน้อย cuff ขา คุณผู้ชายพ่อบ้านใจกล้าต้องแยกให้ถูกระหว่างแขนกวางน้อยกับขาฮิปโปนะครับ
ท่าทางการวัด การอ่านค่า ถ้าทั้งหมดถูกต้องการวินิจฉัยจะแม่นยำ การจัดการจะได้ประโยชน์สูงสุด
** ความดันสูงซ่อนเร้น วัดให้เป็นก็รอดตัว
หลงลุงหมอเมามัว เสร็จทั้งตัวโดนทั้งใจ **

24 กรกฎาคม 2561

operation vital sign 1

episode 1 วัดไข้
1. การวัดไข้ทางรักแร้ เป็นวิธีที่ง่าย ไม่รุกล้ำ ไม่อันตราย ประเด็นสำคัญคือส่วนหัวที่ใช้ตรวจต้องแนบสนิทกับรักแร้ อยู่ตรงกึ่งกลาง ข้อพลาดบ่อยๆคือหนีบแขนไม่สนิทพอหรือหัวตรวจเลยออกจากรักแร้ ขนรักแร้ไม่ใช่ปัญหาไม่ต้องโกนจนเรียบเนียน
2. สำหรับเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอท เรียกส่วนที่เป็นสีเงินจุดที่ปรอทมารวมกันเรียกส่วนหัวนะ ก่อนจะใช้ให้จับตรงส่วนปลายและสลัดให้ปรอทไปรวมกันอยู่ที่กะเปาะให้หมด หรือให้ไม่เลยมาขีดวัดอุณหภูมิ อันนี้สำคัญนะครับ สลัดแรงไปก็จะหลุดมือหล่นแตก
3. หนีบไว้ 5 นาที แล้วหยิบขึ้นมาอ่านค่า อ่านที่ระดับสายตา อุณหภูมิในระดับจุดทศนิยมก็สำคัญมาก อ่านเหมือนวัดความยาวด้วยไม้บรรทัดหรือถ้าใช้เทอร์โมมิเตอร์แบบอัตโนมัติ ให้กดปุ่มเปิดตัวเลขไม่กระพริบ เมื่อวัดเสร็จจะมีเสียงเตือน ปิ๊บๆๆ
4. การวัดอาจจะตั้งเวลามาวัดทุกสี่หรือหกชั่วโมง เพิ่มวัดเมื่อตัวร้อนเพื่อดูว่าตัวร้อนขึ้นมาถี่แค่ไหน และวัดหลังจากรู้สึกดีขึ้นไม่ว่าจะดีขึ้นเอง จากการกินยาหรือเช็ดตัว เพื่อดูว่าไข้ลดลงไหม ลดลงนั้นลดลงเป็นเท่าไร (ความสูงของไข้ ความถี่ อุณหภูมิเมื่อไข้ลด ช่วยแยกโรคได้)
5. ค่าที่เราใช้มักจะเป็นค่าเปรียบเทียบ เช่นวันแรกอุณหภูมิเท่านี้ วันที่สามอุณหภูมิขึ้นหรือลงจากเดิมหรือไม่ ขึ้นลงเท่าไร เพราะดูการดูแนวโน้มสำคัญกว่าการดูค่าตรงๆ อุณหภูมิกายที่ถือว่ามีไข้ ตอบยากมาก เพราะไม่มีตัวเลขที่เป็นค่าปรกติที่ชัดเจน แต่ละกลุ่มอายุและเชื้อชาติไม่เท่ากัน ตำราก็ไม่เท่ากัน โดยทั่วไปจะถือว่า เกิน 37.8 องศาเซลเซียส นับว่ามีไข้
*** อย่าลืม อัตราการเปลี่ยนแปลง สำคัญมากกว่าค่าสัมบูรณ์ค่าใดค่าหนึ่ง ***
6. การวัดได้อุณหภูมิสูง หมายถึงมีไข้ทางการแพทย์ ไม่ได้แปลว่าคนไข้จะแย่หรือต้องใช้ยาลดไข้เสมอไป การใช้ยาลดไข้ทำเมื่อคนไข้รู้สึกไม่สบายตัวจากไข้ ทั่วๆไปก็เกิน 38 องศามักจะไม่ค่อยสบายตัวแล้ว หรือในบางภาวะเช่นผู้ป่วยโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจวาย โรคลมชัก ที่ไข้สูงอาจทำให้โรคเดิมแย่ลง เพราะการมีไข้คือปฏิกิริยาการอักเสบเพื่อการรักษาตัวอย่างหนึ่งของมนุษย์
7. เมื่อบันทึกค่าได้ ให้นำไปให้คุณหมอตรวจสอบดูเมื่อนัดด้วย หรือหากคุณหมอบอกว่าถ้าไข้ไม่ลดลงให้มาพบแพทย์ กรณีนี้จะช่วยเราได้มากว่าตกลงไข้ลดลงหรือไม่ (เห็นหรือยัง ว่าใช้ค่าสัมพัทธ์ ไม่ใช่ค่าสัมบูรณ์) บางทีอุณหภูมิไม่ลดจนปรกติแต่ต่ำลงมาเรื่อยๆ โรคอาจจะค่อยๆดีขึ้น (ต้องดูอาการอื่นๆด้วย)
8. ถามว่าวัดทางปากและทางรักแร้ได้ไหม วัดได้นะครับ แต่ไม่ค่อยสะดวก และถ้าเทอร์โมมิเตอร์แตกขณะวัด ปรอทอาจรั่วเข้าปากหรือเข้าทวารหนักได้ เทอร์โมมิเตอร์ที่ใช้ทางทวารหนักจะออกแบบมาพิเศษครับ จึงแนะนำการวัดทางปากในกรณีจำเป็นจริงๆเท่านั้น
และบางคนถามว่าต้องทำการบวกและลบด้วยตัวเลข 0.5 ด้วยความรู้ที่ว่า การวัดทางรักแร้จะต่ำกว่าอุณหภูมิร่างกายที่วัดทางปาก 0.5 องศาเซลเซียส หรือวัดทางทวารหนักจะสูงกว่าทางปากประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส
คำตอบคือ ไม่ต้องบวกลบใดๆ เพราะเราดูค่าการเปลี่ยนแปลง ขอแค่วัดทางใด ก็วัดทางนั้นไปตลอดเพื่อให้เปรียบเทียบกันได้
9. ในกรณีอุณหภูมิต่ำมาก ต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส ให้คิดก่อนว่าวิธีผิดให้วัดใหม่ แต่ถ้าวัดถูกวิธีแน่ๆ ก็ต้องดูว่ามีภาวะอุณหภูมิต่ำเกิน ซึ่งอันตรายเหมือนกันให้รีบไปพบแพทย์ครับ
10. ยาลดไข้ที่ปลอดภัยมากคือ ยาเม็ดพาราเซตามอล กินครั้งละครึ่งถึงหนึ่งเม็ด ทุกสี่ถึงหกชั่วโมง การกินยาในขนาดสองเม็ดจะถือว่าสูงมาก ต้องระวังยาเกินขนาดครับ การกินในขนาดปรกติจะไม่เกินขนาดยกเว้นการทำงานของตับเราไม่ดีอยู่เดิม และถ้าไข้สูงเกินสามสี่วันก็ต้องไปหาหมอรักษาสาเหตุ ไม่ใช่เอาแต่กินยาลดไข้ครับ
บทความนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้รักษาตัวเองโดยไม่ไปหาหมอนะครับ เพียงแต่มาอธิบายว่าเวลาสังเกตอาการไข้ด้วยตัวเองที่บ้าน หรือระหว่างที่หมอนัดดูอาการจะทำอย่างไร ตอนต่อไปเราจะมากล่าวถึง สัญญาณชีพตัวที่สอง ความดันโลหิต

23 กรกฎาคม 2561

อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ เรื่องกินเค็ม

อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะครับ เรื่องกินเค็ม
จากแชร์บทความเมื่อเช้า คุณจะเห็นว่ายุคนี้เราหลีกเลี่ยงเกลือได้ยากเหลือเกิน โดยทั่วไปผมจะแนะนำคนไข้แค่สองอย่าง อย่างแรก ไม่ใส่เครื่องปรุงทุกชนิดเพิ่ม ที่ใส่มามันก็พอแล้ว งดหมด น้ำปลา เกลือ ซอส ซีอิ๊ว หรือถ้าทำเองก็อย่าใส่ ผงอร่อยต่างๆ ผงชูรส ซุปก้อน
อย่างที่สองคือ ลด หลีก อาหารแปรรูป อาหารที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม มันเลิกยาก หลีกยากครับ แค่ให้น้อยสุดก็พอ เช่น อาหารกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จ
คนที่เป็นโรคไตเสื่อม โรคของการกรองของไต โรคความดันโลหิตสูง อันนี้บังคับห้ามอยู่แล้วครับ เกณฑ์คือไม่เกิน 2200-2300 มิลลิกรัมต่อวัน ..ส้มตำจานเดียวก็ทะลุเป้าไปหลายวันครับ
ส่วนคนที่ร่างกายปรกติ การกินเกลือมากเกินไปจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงครับ และหากความดันโลหิตสูงนานๆ ก็จะมีไตเสื่อมได้ครับ
ฉลากโภชนาการปัจจุบันจะมีสามองค์ประกอบหลัก พลังงาน เกลือ และไขมัน ดังนั้นเราจะคาดเดาเกลือพอได้ ซึ่งเชื่อผมเหอะ เกินทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่ได้ทำอาหารเอง และทนความไม่เค็มได้นะ จะแก้จริงๆต้องมีการบังคับด้วยกฎหมายด้วย ร่วมมือร่วมใจกับร้านค้า และผู้ผลิตอาหารด้วย (อาหารจะไม่อร่อยถูกปาก..เสี่ยงขาดทุน)
การลดอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารที่ผ่านการแปรรูปมากๆ และไม่เติมเครื่องปรุง ซึ่งเป็นเกลือที่เกินมาส่วนใหญ่ เป็นวิธีง่ายๆพื้นฐาน..ที่ทำยากมาก
คนไข้ทุกคนที่แนะนำลดเค็ม น้ำหนักลดและผอมลงหมด เพราะเขาบอกว่า กินได้น้อยมาก อาหารตอนนี้เค็มทุกอย่าง ไม่อร่อยเลยเวลาไม่มีรสเค็ม ดีเหมือนกันแฮะ
ใครมีความเห็นเรื่องอาหารเค็มและกินลดเค็ม มาแลกเปลี่ยนกันได้ เผื่อท่านอื่นๆจะเอาไปใช้ได้บ้างนะครับ

operation vital sign 0

เปิดซีรี่ส์ operation "vital sign" : ยุทธการสังเกตอาการที่บ้าน
เวลาที่หมอแนะนำให้ไปสังเกตอาการที่บ้าน เอายากลับไปกิน ถ้าไม่ดีขึ้นให้รีบมาหาหมอ โดยเฉพาะกลุ่มอาการโรคติดเชื้อเฉียบพลัน หรือ โรคที่หมอจะถามว่า ใจสั่นไหม ไข้สูงหรือไม่
แล้วข้าพเจ้าจะสังเกตอะไร แบบไหนดี ซีรี่ส์นี้จะเปิดกลยุทธ การสังเกตตัวเอง โดยใช้สัญญาณชีพ และการวัดค่าความดันที่บ้าน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและติดตามโรค
อุปกรณ์ในการสังเกต หาง่ายๆ ราคาไม่แพง เป็นสิ่งวัดที่เป็นรูปธรรม วัดอย่างไร ใช้อย่างไร เมื่อไรควรตกใจ
รายการอุปกรณ์
1. เทอร์โมมิเตอร์วัดไข้ แนะนำแบบปรอทมากกว่าแบบดิจิตอล หรือแบบวัดในหูก็ได้ แบบปรอทราคาประมาณสามสิบกว่าบาท แต่ต้องใส่ปลอกนะครับ เดี๋ยวแตกปรอทข้างในทะลักออกมา มับบอบบางมาก ซื้อได้ตามร้านขายยาและอุปกรณ์การแพทย์ หรือใครจะใช้แบบดิจิตอลก็ได้ สะดวกแต่แพง
2. สมุดและปากกา เพื่อบันทึกค่าตามลำดับเวลา ใครใช้สมุดกราฟวาดเส้นได้ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงชัด ถ้าซื้อก็เล่มละ 10-15 บาท ปากกาลูกลื่นอีก 8 บาท
3. นาฬิกา อันนี้ไม่ต้องซื้อ ใช้นาฬิกาที่มีเข็มวินาที หรือมีตัวเลขวินาที ให้จับเวลาได้ก็พอ
4. เครื่องวัดความดัน อันนี้เป็นตัวเลือก สามารถใช้วัดความดันในการวินิจฉัยและติดตามโรคความดันได้ แนะนำเครื่องวัดแบบดิจิตอลที่สามารถเสียบปลั๊กไฟบ้านได้ อ่านผลง่าย ราคาประมาณ 2000-3500 บาท มีอันเดียวใช้ได้ทั้งครอบครัว
เราจะมาวัดสัญญาณชีพง่ายๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลมาประกอบการรักษา ให้ข้อมูลกับแพทย์ และมีการเฝ้าระวังด้วยตัวเองอย่างไร โดยใช้สัญญาณชีพง่ายๆ แต่ทรงคุณค่า
คอยติดตามสัญญาณชีพทั้งสี่ ในตอนต่อๆไปครับ

บทความที่ได้รับความนิยม