05 มิถุนายน 2560

ARB MI paradox

เข้าสู่โหมดวิชาการสักเล็กน้อย เป็นการเล่าเรื่องยากๆที่ยาวๆ แต่ผมว่าสนุกนะ

นำเรื่องเก่าเมื่อสิบปีที่แล้วมาเล่าใหม่ กับ ARB MI paradox เรื่องที่ยังสรุปไม่จบและมีบทความที่น่าสนใจลงใน Circulation สิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นแบบ point/counterpoint คือเอาเหตุผลมาแย้งกัน อ่านแล้วน่าเชื่อทั้งคู่เลย ผมอ่านสรุปรวมแล้วมารวมเป็นคำพูดแบบเล่าความแล้วกัน

  ก่อนจะไปที่ ARB MI paradox เรามาเข้าใจกันสักหน่อยว่าระบบฮอร์โมนที่ชื่อ Renin Angiotensin Aldosterone System หรือ RAS system เป็นระบบฮอร์โมนที่สำคัญมากที่จะส่งผลให้หัวใจจัดเรียงตัวขึ้นใหม่หลังจากเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย ความดันโลหิตสูง หรือหลอดเลือดที่ไตแคบลงจากเบาหวาน ไขมัน การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลต่อการทำงานที่เรียกว่า LV remodelling
  การยับยั้งฮอร์โมนจึงมีความสำคัญในการหยุดยั้งกระบวนการนี้ ยาที่ยับยั้งฮอร์โมนจึงมีข้อบ่งใช้ในโรคดังกล่าวข้างต้น และมีผลการศึกษายืนยันถึงประโยชน์ที่ได้จากยาจริงๆ สำหรับยากลุ่ม ACEI (-pril) นั้นออกมานานกว่ามีการศึกษามานาน หลังจากนั้นอีกนับสิบปีจึงกำเนิดยากลุ่ม ARB (sartan)

  ยาทั้งคู่ไปยับยั้งต่างที่กัน ACEI ไปยับยั้งเอนไซม์ Angiotensin Converting Enzyme ที่คอยเปลี่ยน angiotensinogen ให้กลายเป็น angiotensin ส่งผลให้ Angiotensin ไม่เกิดขึ้น วงรอบฮอร์โมนไม่ครบออกฤทธิ์ไม่ได้
   ส่วนยา ARB ไปออกฤทธิ์โดยทำให้ angiotensin ไปจับกับตัวรับ angiotensin 1 Receptor ไม่ได้ เช่นกันก็ทำให้ออกฤทธิ์ไม่ได้เช่นกัน

  การศึกษาทางคลินิกอันหนึ่งที่ชื่อว่า VALUE เป็นการเปรียบเทียบอัตราตายและการเกิดโรคหัวใจในผู้ป่วย 15000 รายที่ใช้ยา ARB ที่ชื่อ valsartan เทียบกับยา amlodipine ซึ่งยาทั้งคู่ใช้ในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง เราพบว่าถ้าลดระดับความดันได้พอๆกันแล้ว ยา valsartan มีอัตราการเกิดโรคหัวใจโดยรวมและอัตราตายโดยรวม "น้อยกว่า" amlodipine อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
   แต่ทว่า ผลการศึกษานี้มีความจริงอีกประการหนึ่งเกิดขึ้นนั่นคือ อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (myocardial infarction) สูงกว่าฝั่ง Amlodipine เกือบ 19% แม้ว่าอัตราการตายและเกิดโรคหัวใจโดยรวมลดมากกว่าก็ตาม

  ส่วนยา ACEI นั้นไม่เกิดผลอันนี้เลยในการศึกษาเปรียยเทียบที่ผ่านมา หรือว่ามีความแตกต่างกันจริงระหว่า ACEI และ ARB

  ยังให้เกิดคำถามว่า เกิดขึ้นจริงหรือ เป็นเพียงการศึกษาเดียวหรือทุกการศึกษา เป็นกับ ARB ทุกตัวหรือไม่ มีการรวบรวมการศึกษาแบบ meta analysis ในปี 2006 ก็พบความจริงที่กล่าวขวัญกันขณะนั้นว่าในขณะที่ ACEI ลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวม ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ และ ไม่เกิดหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น  แต่ทว่า ARB กลับไม่ค่อยลดอัตราตายสักเท่าไรและยังมีหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้นอีกด้วย 8% (ACEI 39 การศึกษา 150,000 คน ส่วน ARB 11 การศึกษา 55,000 คน)  .... *จำประเด็นนี้ให้ดีนะครับ จะมีข้อแก้ต่างในภายหลัง*..
   และยังพบอีกว่า ในกรณีลดความดันได้เท่าๆกัน ยา ACEI ลดอัตราทั้งหมดมากกว่ายา ARB อย่างชัดเจน แถม ARB มีหลอดเลือดตีบมากขึ้น แสดงว่า ARB จะลดอัตราการเสียชีวิตได้นั้นขึ้นกับว่า ลดความดันได้มากน้อยแค่ไหนต่างหาก ในขณะที่ ACEI ก็จะมีความสามารถพิเศษอย่างอื่นนอกเหนือจากการลดความดัน ที่ทำให้อัตราต่างๆลดลง ... หรือคิดในทางตรงข้าม ARB อาจมีผลเสียอื่นที่แอบซ่อนอยู่ด้วย...หรือไม่ ?

  ไม่ว่ารวบรวมการศึกษาแบบใด เสี่ยงมากเสี่ยงน้อย เบาหวานผลการศึกษาออกมาคล้ายกันหมดคือ ยา ACEI เหนือกว่า ARB (เปรียบเทียบอย่างอ้อม) ที่ชัดเจน
  หรือแม้แต่การศึกษาใหม่ๆคือ TRANSEND และ HOPE-3 (ที่เคยมาพูดกันอย่าวละเอียดไปแล้ว) ที่ใช้ยา telmisartan และ candesartan ตามลำดับในยุคปัจจุบันก็แสดงให้เห็นว่าอัตราการเสียชีวิตไม่ได้ลดลง (จากการใช้ ARB นะ)

  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น...?!?!?!?

  คำตอบที่อธิบายในเวลานั้น ตีพิมพ์ทั้ง circulation, british medical journal อธิบายดังนี้ ยา ACEI ไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ ACE  เจ้าเอนไซม์นี้มีความสำคัญอีกอย่างในการย่อยสลายสาร bradykinin ทำให้สาร bradykinin คั่งสูงขึ้น รอการระบาย..เอ่อ..รอการทำลายด้วยวิธีอื่น ระดับที่สูงของมันมีผลในการปกป้องหลอดเลือดมากขึ้น น่าจะเป็นเหตุอธิบายว่าพบโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่า ... และเจ้า bradykinin ที่คั่งค้างนี้ก็จะเป็นต้นกำเนิดอาการ "ไอ" ผลข้างเคียงสำคัญของยาตัวนี้ที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากต้องถอนยาและล้มเหลวจากยานี้ ต้องหันไปหายา ARB ที่มีอาการไอน้อยกว่ามากๆ
   และคำอธิบายอีกประการคือ ARB นั้นไปขวางการจับตัวของฮอร์โมน angiotensin กับตัวรับที่คือ AT1 receptor แน่นอนว่าเจ้า angiotensin ก็จะไปจับกับตัวรับตัวอื่น ซึ่งตัวที่เกิดเรื่องคือ AT2 receptor จับเพิ่มขึ้น 200-300 เท่าทีเดียว การที่ AT2 ถูกกระตุ้นก็จะมีบทบาทสำคัญในการเกิดหลอดเลือดหัวใจตีบ (ซึ่งพบ AT2 มากในหลอดเลือดหัวใจที่ไขมันอุดอยู่มากๆเสียด้วย)

   ด้วยผลการทดลองนี้และทฤษฎีนี้ ทำให้คำแนะนำการใช้ยา RAS blacker ให้ใช้ ACEI ก่อน ARB จะใช้ ARB เมื่อทนข้อเสียของ ACEI ไม่ได้ ข้อเสียหนักนั้นคือ อาการไอ

  ผ่านไปสิบปี ข้อสงสัยนี้ยังกังขาอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่ว่า...จำที่ผมบอกตอนแรกได้ไหมครับ นี่คือข้อกังขา.. การเปรียบเทียบตอนนั้น ไม่ได้เทียบตรงๆระหว่าง ARB และ ACEI เป็นการเปรียบเทียบผลทางอ้อมระหว่าง ARB กับยาหลอกและการรักษาปรกติ และ ACEI กับยาหลอกและการรักษาปรกติ การนำผลมาเทียบกันทางอ้อมแบบนี้ดูว่าจะไม่ยุติธรรม (ในส่วนตัวผมนะครับ การศึกษาแบบเปรียบเทียบทางอ้อมแบบนี้เราพบบ่อยๆ และจะมีกรรมวิธีเปรียบเทียบดูว่ามันยุติธรรมจริงหรือไม่ พอจะลดข้อครหานี้พอได้)
   อย่างที่สอง เมื่อชำเลืองมองกลุ่มควบคุมที่นำมาเปรียบเทียบ..ทางอ้อม..ระหว่าง ACEIและARB ก็จะพบข้อกังขาอีกประการ นั่นคือ  ตัวเปรียบเทียบคือยาหลอกหรือการควบคุมตามปรกตินั้น ไม่เท่ากัน เพราะยา ACEI เกิดก่อนยา ARB หลายปี ตอนนั้นการรักษาเพื่อป้องกันโรคหัวใจทั้งความดันและไขมัน ไม่ดีเท่ายุคที่ ARB เกิดมา ยุค ARB นั้นเมื่อรักษาดีขึ้นอัตราตายและเกิดโรคลดลงกว่า 50% ดังนั้น การที่ยา ARB จะแสดงให้เห็นว่าเหนือว่านั้น เป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ ARB จะไม่สามารถลดอัตราตายได้เท่ากับ ACEI
  แต่ว่าคงไม่สามารถอธิบายเรื่องโรคหลอดเลือดหัวใจที่มากกว่าอยู่ดี ...นำมาสู่การค้นหาคำตอบข้อกังขาข้อที่สาม .. ว่ามีการเปรียบเทียบตัวต่อตัวไหม .. เอาจริงๆนะ มาดวลกันเลย อย่าเอาแค่สถิติมาบลัฟกัน

   จึงเป็นที่มาของหัวข้อนี้ มีการยกเอา systematic review คือ เอาการศึกษาต่างๆมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ตัดปัญหาตัวกวนที่จะทำให้เหลื่อมล้ำกันด้วยวิธีทางสถิติ เทียบกันเลย ว่าระหว่างยา ACEIหรือ ARBไปเทียบกับยาหลอก (ว่าดีจริงหรือเสียจริงไม่บังเอิญ)  ระหว่างยาACEIหรือARBเทียบกับการรักษามาตรฐานทั่วไป (ว่าต่างจากการรักษาปกติ ผลไม่ได้เกิดจากการรักษาพื้นฐานทั่วไป)  และระหว่างยา ACEI เทียบชัดๆกับ ARB อาศัยจาก systematic review ที่เพิ่งทำเพื่อมาตอบปัญหานี้ กำหนดหลักการทาวสถิติเพื่อมาตอบคำถามนี้ "โดยเฉพาะ" (ส่วนตัวผมคิดว่า แหม..ใจก็ไม่ค่อยกลางเลยนะแบบนี้) โดยคุณหมอ Sripal Bangalore พบความจริงว่า

  ระหว่างยาทั้งคู่ เทียบกับยาหลอก 106 การศึกษากว่า 250,000 คน พบว่าการศึกษาในยุคแรกๆก็เห็นแบบนั้นจริง ด้วยเหตุผลของความแตกต่างกันของเวลาที่ทำให้มาตรฐานการรักษาต่างกัน แต่ถ้านำการศึกษายุคหลังนำมาปรับข้อมูลให้ตัวเปรียบเทียบเท่าๆกัน (standardization) ไม่มีความเหลื่อมล้ำของการรักษายุคเก่าและยุคใหม่ พบว่าทั้ง ACEI และ ARB ลดอัตราการเสียชีวิตและอัตราการเกิดโรคหัวใจได้ไม่ต่างกัน !!
  ระหว่างยาทั้งคู่เทียบกับการรักษามาตรฐานอื่นๆ  37 การศึกษา 147,000 คน ก็พบว่า อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจของ ARB ก็ไม่ได้ต่างจากกลุ่มอื่นๆและ ACEI เขาจะแสดงว่าโรคหลอดเลือดหัวใจนี้ ไม่ได้เพิ่มจากยานะ ..ส่วนตัวผมคิดว่าทำมาเพื่อปฏิเสธ VALUE ด้วย

  และเทียบระหว่าง ACEI และ ARB ที่น่าจะตอบคำถามได้ดีที่สุด ใน 22,000 ราย พบว่าอัตราการตายและอัตราการเกิดโรคหัวใจของสองกลุ่มนี้ ลดลงทั้งคู่ และว่าสองตัวนี้ไม่มีตัวใดเหนือกว่ากันตามสมมติฐานเดิม (RR 1.07 95%CI 0.94-1.22) แต่เขากลับพบว่ายา ARB ประสิทธิภาพสูงกว่าเสียอีกเนื่องจากลดความเสี่ยงอันเนื่องมาจาก ใช้ยาได้ไใต้องถอนยาจากผลข้างเคียงของยา ลงได้มากกว่า ABEI ได้ถึง 28% !!!(RR 0.72 95%CI 0.65-0.81)
   แม้แต่การศึกษาเดียวกันคือ ONTARGET ที่เทียบ telmisartan กับ ramipril ก็แสดงให้เห็นผลอันเดียวกัน เรียกว่าใช้การศึกษาเดียวกันมาชี้ให้เห็นมุมที่ต่างกัน จากการเลือกให้ข้อมูลที่มุมการคิดค่างกัน
  http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMoa0801317#t=article

   จากข้อมูลชุดนี้ คุณหมอ Bangalore ได้ข้อสรุปออกมาว่า ยา ACEI และ ARB ลดความดันโลหิตและใช้กับโรคที่มีข้อบ่งใช้ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตโดยรวมและอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดได้ทั้งคู่ ลดได้ดีด้วย และไม่ต่างกัน แถมยังให้เครดิตยา ARB ว่าเหนือว่าเล็กน้อยเพราะว่ามีผลข้างเคียงจนทนยาไม่ได้น้อยกว่า ACEI นั่นเอง

   ส่วนใครจะเลือกอย่างไร จะเลือกจากข้อมูลแท้ๆ ของ ACEI ที่ดีกว่า หรือจะเลือกข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อตัดความไม่เท่ากันของตัวแปรและตัวควบคุมของ ARB ที่เทียบเท่า ACEI  อันนี้แล้วแต่วิจารณญาณ
  ในประเทศไทยก็ยังแนะนำ ACEI ก่อน ARB ยกเว้นในรายที่ทนผลข้างเคียงของ ACEI ไม่ได้ อาจด้วยเหตุผลของราคาด้วยครับ การศึกษาใหม่ๆเป็นฝั่ง ARB ที่ออกมามากกว่า ข้อมูลมากกว่า และมียาเม็ดรวมมากกว่า เพราะว่าตัวยายังไม่กำพร้า ยังมีการสนับสนุนในเรื่องการวิจัยและพัฒนา และมีการพัฒนาตัวยาต่อไปเรื่อยๆ (อย่าลืมเหตุผลเชิงธุรกิจด้วย)  จะเห็นว่าถ้าจะพิจารณากันลึกๆแล้วยังมีข้อถกเถียงอีกมาก
   แต่อย่างไรทุกแนวทางบอกเหมือนกัน ห้ามใช้ ACEI คู่กับ ARB ไม่มีประโยชน์เพิ่มแถมยังได้โทษอีกด้วย

  เปิดฟลอร์ครับ ใครเห็นอย่างไร เอาเหตุผลมาคุยกันได้เลย ยิ่งถกกันมากประโยชน์ยิ่งเกิด ความคิดยิ่งกว้างขวางครับ

03 มิถุนายน 2560

วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นกับพิธีฮัจญ์

 วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นกับพิธีฮัจญ์  

ทางการประเทศซาอุดิอารเบีย กำหนดไว้เป็นข้อบังคับว่าผู้ที่จะมาเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ "จะต้อง" มีหลักฐานการฉีดวัคซีนสองชนิดคือไข้หวัดใหญ่ ก็คือไข้หวัดใหญ่ที่เรารู้จักกันดีและฉีดวัคซีนกันทุกปีนี่แหละครับ  วัคซีนชนิดที่สองคือ วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น meningococcal vaccines โดยวัคซีนตัวนี้ต้องมีหลักฐานว่าได้รับมาแล้วไม่ต่ำกว่าสิบวัน และไม่เกินสามปี (เกินสามปีเขาบังคับฉีดใหม่) ใช้หลักฐานนี้เพื่อประกอบการทำวีซ่าเข้าประเทศครับ (วัคซีนชนิดสี่สายพันธุ์นะครับ ACWY ส่วนสายพันธ์ B ไม่อยู่ในข้อกำหนด)
   ส่วนนักท่องเที่ยวหรือบุคคลอื่นที่จะต้องเดินทางไปประเทศนี้เวลาเขาทำพิธีฮัจญ์กัน แต่ไม่ได้ไปร่วมพิธี ข้อกำหนดเขียนว่าอาจถูกเรียกตรวจสอบได้

   ประเทศไทยสามารถขอรับบริการได้หลายที่ ติดต่อได้ที่ คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล  ซึ่งเมื่อฉีดแล้วจะได้ yellow book สมุดยืนยันการฉีดวัคซีน ที่ไม่ใช่แค่พิธีฮัจญ์เท่านั้น อีกหลายๆประเทศก็มีการระบุว่าก่อนเข้าประเทศต้องได้รับวัคซีนด้วย

   ไข้กาฬหลังแอ่นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Neiserria meningitidis แม้จะพบไม่มาก อัตราการติดเชื้อน้อยมาก ส่วนมากจะติดต่อและไม่มีอาการ ติดต่อทางละอองฝอยการหายใจดังนั้นการป้องกันที่ดีก็จะคล้ายๆโรคหวัดคือล้างมือ กินร้อน ช้อนกลาง ใส่หน้ากากเลือกเอา จะทุเรียน กาดำ จิงโจ้ แล้วแต่ชอบ
   อาการส่วนใหญ่ก็จะมีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (ชื่อก็บอกแล้ว meningitidis meninges คือ เยื่อหุ้มสมอง) อาจลุกลามไปที่เนื้อสมองทำให้ซึม ชักได้ หรืออาการของโรคอาจเป็นทั่วตัวเรียกว่า 
meningococcemia ไข้สูง ช็อก เลือดออกรุนแรงที่ผิวหนังที่เรียกว่า purpura fulminans (purpura - เลือดออกแบบจ้ำๆบริเวณกว้าง fulminans - ร้ายแรงมาก) รุนแรงมากนะครับ แต่ว่ารักษาได้ง่ายๆโดยใช้ยาบ้านๆเรา cephalosporins

   เชื้อโรคตัวนี้จะมีการระบาดมากในกลุ่มประเทศแอฟริกาเหนือ โยงมาเอเชียไมเนอร์และดินแดนตะวันออกกลาง เมื่อเราเอาแผนที่โลกมากางแล้วทาสีประเทศที่มีการระบาดรุนแรง เราจะพบ "เข็มขัด" เส้นหนึ่งรัดตรงกลางโลกอ้วนๆของเราไว้ เราเรียกประเทศกลุ่มนี้ว่า ..meningitis belt... แปลเป็นภาษาภาพยนตร์ไทยเวอร์ๆว่า มหันตภัยเข็มขัดร้ายทำลายสมองสยองโลก...

   ถ้าเราจะเดินทางไปในประเทศเหล่านี้ต้องฉีดวัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นครับ และต้องฉีดอย่างน้อยสิบถึงสิบสี่วันก่อนเข้าประเทศ แถมถ้าอายุไม่ถึงสองปีต้องรับวัคซีนพร้อมกระตุ้นเรียบร้อนลยก่อนเข้าประเทศอีกด้วย เมื่อฉีดแล้วต้องกระตุ้นทุกห้าปี ถ้ายังเสี่ยงคือจะเดินทางไปบริเวณนั้นอยู่  นี่คือการฉีดวัคซีนเพื่อท่องเที่ยวและพิธีฮัจญ์นะครับ ถ้าเป็นกาณฉีดเป็นการปกติจะอีกคำแนะนำ อ่านได้จาก CDC.gov

   ตอนนี้พี่น้องมุสลิมกำลังถือศีลอด บำเพ็ญเพียร ขอเป็นกำลังใจช่วยครับ จึงนำเรื่องราวเกี่ยวกับการแสวงบุญของพี่น้องชาวมุสลิมมาบอกเล่าเสริมอีกทาง

02 มิถุนายน 2560

เล่าให้ฟัง วันงดสูบบุหรี่โลก

ขิง

ในที่สุดแอดมินเพจก็ป่วย วันนี้เรามาตามแอดมินไปร้านยากันนะครับ

   สำหรับการเจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูก ไวรัส เราไม่ควรใช้ยาฆ่าเชื้อนะครับ มันจะเป็นการใช้ยาไม่สมเหตุผล เราใช้แค่การบรรเทาอาการเท่านั้นซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาแผนปัจจุบันครับ สำหรับอาการไอเจ็บคอ ส่วนตัวผมก็จะไปตลาดแล้วถอยส่วนผสมมารักษา
  คลอร์เฟนนิรามีน บร็อมเฮกซีม ยาอมต่างๆ ไม่ได้กินผมร๊อก  ฮ่าฮ่า

  ขิงเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากในการรักษาอาการนี้นะครับ ใช้ขิงอ่อนหั่นแว่นหนาสักเหรียญสิบสองเหรียญ แช่ในน้ำร้อนคล้ายๆชงชาเลยแล้วนำน้ำมาปรุงรสเล็กน้อยดื่มได้
บางคนก็เอาขิงอ่อนมาหั่นเต๋าเล็กๆ ผสมน้ำใส่เครื่องปั่นออกมาเป็นน้ำขิงขดเข้มข้น นำไปเจือจางดื่มได้ครับ ผมเคยทำสมูธตี้น้ำขิงแล้ว ปรากฏว่า .... เททิ้ง
   หรือจะใช้วิธีแบบผมก็ได้ แต่ผมใช้ขิงแก่ทุบแตก ตำราบอกว่าพอแตก แต่ผมทุบซะจำไม่ได้เลยว่าเคยเกิดเป็นขิง ได้รสชัดเจน แล้วเอามาต้มนะครับ ผมจะใส่แล้วต้มไฟอ่อนไปเลย รอนานแค่ไหน รอจนเดือดสักพัก  กลิ่นหอมแล้วยกลงกรองเอากากขิงออก แล้วหยิบขิงกิน...ไม่ใช่ล่ะ...กรองเอาน้ำมาดื่มครับ ผมจะเติมน้ำเชื่อมนิดนึง เก็บใส่ขวดเอาไว้จิบบ่อยๆ  อ่าหหหห์ ร้อนผ่าว เร้าใจ

  ขิง..หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Zingiber officinale มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหย และสารเคมีที่เป็นส่วนสำคัญในการออกฤทธิ์คือ 6-gingerol (C17H26O4) โครงสร้างโมเลกุลเป็นลักษณะของฟีนอล มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการหลั่งน้ำลาย
   การศึกษาในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าน่าจะยับยั้งการเติบโตของมะเร็งจากสมบัติต้นอนุมูล ต้านการสร้างหลอดเลือดใหม่ แต่ก็เป็นในสัตว์ทดลอง
   การศึกษาในคนนั้นมีการทำการทดลองทางการแพทย์ clinical trials ในการรักษา เมารถ เมาเรือ ท้องอืด แพ้ท้อง พบว่าก็มีประสิทธิภาพพอๆกับยาแผนปัจจุบัน ทางองค์การอาการและยาของอเมริกาก็รับรองให้ใช้ในการรักษาได้ (แม้ว่ามีข้อมูลว่าอาจจะส่งผลต่อยาหลายชนิด)

   ในขิงนั่นมีแร่ธาตุที่จำเป็นในร่างกายอัดแน่นมาก ขิงปริมาณ 100 กรัม มีแร่ธาตุที่จำเป็นเกือบครบ แต่อาจจะต้องระวังในผู้ป่วยไตเสื่อมเพราะว่าขิงเป็นพืชอีกหนึ่งชนิดที่ โปตัสเซียมสูง การรับประทานขิงหรือนำขิงจึงมีประโยชน์มาก แต่ด้วยความเผ็ดร้อนฮ็อตแซ่บของขิงนั้น ถ้ากินมากเกินไปหรือข้นมากไป ก็อาจทำให้ไม่สบายท้องและอึดอัดได้

   เรายังมีสมุนไพรหลายชนิดนะครับที่นำมาใช้ได้ พิษน้อย รสชาติอร่อย รักษาก็ดี บำรุงก็วิเศษ เย็นนี้คุณลองไปเปิดตู้เย็นดูว่าหยิบสมุนไพรมาทำอะไรกินได้บ้าง (พี่น้องในนี้อาจบอกว่า  โดนัท จัดเป็นสมุนไพรประเภทใด 😅😅😅)

01 มิถุนายน 2560

ยาเบาหวานกลุ่ม GLP-1 agonist

ยาเบาหวานกลุ่ม GLP-1 agonist มีคนอยากรู้ก็เลยอยากเล่า

ร่างกายมนุษย์เรามีการตอบสนองและการควบคุมน้ำตาลที่แสนวิเศษ หนึ่งในระบบนั้นคือระบบที่เรียกว่า incretin ที่เป็นที่มาของยารักษาเบาหวานกลุ่มหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญมาตั่งแต่ปีที่แล้ว

ระบบ incretin คือเมื่อเรากินอาหารเข้าไป ลำไส้จะหลั่งฮอร์โมนออกมาเพื่อส่งสัญญาณไปที่ตับอ่อนให้หลั่งอินซูลินออกมาจัดการกับน้ำตาลที่กินเข้าไปนั้น เป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมพอกินอาหารเข้าไปเติมพลังเติมน้ำตาล นอกจากร่างกายจะรับรู้น้ำตาลและสั่งให้ฮอร์โมนอินซูลินมาเก็บน้ำตาล อีกหนึ่งกลไกคือ อินครีติน นี่แหละครับ เวลากินอาหารจึงควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่าให้น้ำตาลทางหลอดเลือด แต่ว่าเจ้า incretin จะออกฤทธิ์เมื่อน้ำตาลสูง มีน้ำตาลเท่านั้น เวลาน้ำตาลไม่สูงก็หยุดทำงานทำให้ไม่เกิดปรากฏการณ์น้ำตาลต่ำ

แต่อินครีตินช่างแสนมีกรรม หลั่งออกมาไม่นานก็จะถูกฮอร์โมนที่ชื่อ DPP ย่อยสลาย ดังนั้นถ้าจะทำให้ อินครีติน ออกฤทธิ์นานๆก็ต้องดัดแปลง อินครีติน ให้ออกฤทธิ์นานขึ้นหรือไปทำให้เจ้า DPP ไม่ออกฤทธิ์
เราจะมากล่าวถึง incretin ที่ชื่อว่า GLP-1 นะครับ ปัจจุบันมีการปรับปรุงให้เจ้า GLP-1 ให้ออกฤทธิ์นานขึ้นและทนต่อการทำลายของ DPP ได้ดี เอามาใช้ในการรักษาได้ และเนื่องจากปัจจุบันทางองค์การอาหารและยาอเมริกา ระบุว่ายาเบาหวานนั้นต้องทำการศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยในการใช้งานในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือไม่มีอันตรายต่อโรคหัวใจ (เพราะโรคเบาหวานสุดท้ายปลายทางจะเป็นโรคหัวใจ) ผมขอสรุปสั้นๆเกี่ยวกับยาและการศึกษาดังนี้

liraglutide ยาฉีดวันละครั้ง ลดน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 0.5-1.0 ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่เสี่ยงสูงหรือมีโรคหัวใจ อายุตั้งแต่ 50 ปี 9400 คน ติดตามไปประมาณสามปีเทียบกับการรักษามาตรฐาน พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด "ลดลง" กว่ากลุ่มที่รักษามาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ (LEADER)
นอกเหนือจากนี้ liraglutide ยังพัฒนาตัวยาในขนาดสูงที่นำมาใช้ในการลดน้ำหนักด้วย แต่ว่าจะผ่านต้องการควบคุมอาหารและออกกำลังกายมาก่อนสักสามปี เพราะยามีผลข้างเคียงทำให้น้ำหนักลด

semaglutide ยาฉีดสัปดาห์ละครั้ง ลดน้ำตาลเฉลี่ยประมาณ 0.7 ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดแล้ว อายุตั้งแต่ห้าสิบเช่นกัน จำนวน 4300 คน ติดตามไปสองปีกว่าๆ เทียบกับการรักษามาตรฐาน พบว่าอัตราการเกิดโรคหัวใจและเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด "ลดลง" กว่ากลุ่มการรักษามาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ (SUSTAIN-6)

lixinatide ยาฉีดวันละครั้ง ทำการศึกษาในผู้ป่วยเบาหวานที่เพิ่งเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันมาในสามเดือน 6000 คนติดตามเป็นเวลาสองปีเทียบกับการรักษามาตรฐาน พบว่าการอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดและเสียชีวิตแตกต่างแบบ "ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" เมื่อเทียบกับการรักษามาตรฐาน เรียกว่า ไม่แย่ไปกว่าการรักษามาตรฐาน (ซึ่งองค์การอาหารและยาต้องการแค่นี้ ไม่ได้ต้องการเหนือกว่า) (ELIXA)

exenatide ยาฉีดสัปดาห์ละครั้ง ทำการศึกษาคล้ายๆทั้งสามตัวด้านบน ศึกษา 14000 ราย ผลการศึกษา--เบื้องต้น-- บอกว่าไม่แย่ไปกว่าการรักษามาตรฐาน แต่ต้องรอผลการศึกษาเต็มรูปแบบในการประชุมเบาหวานยุโรป (EASD) ที่โปรตุเกสปลายปีนี้ (EXSCEL)

ยาตระกูลนี้มีทั้งแบบสังเคราะห์ทางพันธุวิศวกรรมให้ใกล้เคียงฮอร์โมนมนุษย์แต่อยู่นานกว่า หรือ เลียนแบบโมเลกุลของ exendin-4 ต้นกำเนิดยากลุ่ม GLP-1 ที่ค้นพบจากน้ำลายของกิ้งก่ากีล่า (gila monster) ในอเมริกา

เรื่องราวของจอห์น อิงค์ และกิ้งก่ากีล่า ผู้ให้กำเนิด GLP-1 agonist
https://m.facebook.com/story.php…

บทความที่ได้รับความนิยม