25 มิถุนายน 2569

lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์



lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อม (demantia) มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากความเสื่อมของเซลล์และความเสียหายสะสมในระยะยาว แต่มีโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่เกิดในคนอายุไม่ชรามากนัก มีโอกาสเกิดสูงขึ้นในคนที่ประวัติเครือญาติมีโรคนี้ ความเสื่อมที่สูญเสียเป็นหลักคือ ‘ความจำ’ จำไม่ได้ว่าเธอคือใคร จำไม่ได้ว่าฉันคือใคร จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไร จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปแล้ว โรคนั้นคืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

มาอ่านเรื่องราวที่มาของโรคได้ที่นี่
https://medicine4layman.blogspot.com/.../alzheimers...

โรคอัลไซเมอร์ มีสาเหตุจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมองที่ชื่อว่า beta amyloid โปรตีนที่ผิดปกตินี้เกิดจากกระบวนการตัดแต่งโปรตีนที่บกพร่อง ความผิดปกตินี้มาจากยีนที่บกพร่องร่วมกับการอักเสบเรื้อรังจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อโปรตีนสะสมมากเข้าหน้าที่การทำงานของเซลล์สมองจึงบกพร่อง

ที่ผ่านมาเรารักษาอาการสมองเสื่อมโดยใช้ยา choline esterase inhibitor ทำให้สารสื่อประสาทมันอยู่นานขึ้น ทำงานของมันได้นานขึ้น ชดเชยความเสื่อมถอยลงได้ แต่ไม่ได้ไปปรับแต่ง ‘สาเหตุ’ ของโรคคือการสังเคราะห์บีต้าอะไมลอยด์ที่บกพร่อง และสะสมต่อเนื่อง

ยา lecanemab เป็นโปรตีนสังเคราะห์ชนิด monoclonal antibody ที่จะไปจับกับบีต้าอะไมลอยด์ที่ผิดปกตินั้น เปิดสัญญาณและเปิดสวิตช์ให้ร่างกายกวาดล้างโปรตีนที่บกพร่องนี้ออกไปได้ จากเดิมที่ไม่มีกลไกใดมาทำลายโปรตีนผิดปกตินี้ได้เลย เรียกว่ารักษาที่สาเหตุโรค และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าการสะสมบีต้าอะไมลอยด์ทำให้เกิดโรค หากเอาบีต้าอะไมลอยด์ออกไปโรคจะดีขึ้นหรือไม่แย่ลงจากเดิม

เป็นที่มาของการศึกษา CLARITY-AD ว่าการให้ยา lecanemab ชนิดหยดเข้าหลอดเลือดลดความเสื่อมลงได้ 27% ในเวลา 18 เดือนและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเมื่อให้ยาต่อเนื่องไปอีกจะชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ชัดเจน เราเรียกยาเหล่านี้ว่า Disease Modifying Agents ที่เราเคยรู้จักในยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหืด ยาที่ไม่ได้รักษาแต่อาการแต่ควบคุมสภาพโรคไม่ให้เกิดความเสียหาย

**แวะก่อนไปต่อ ก่อนหน้านี้มียา aducanumab เป็นยาปรับแต่งโรคที่ได้รับการรับรองแบบด่วนนำมาใช้ แต่เมื่อมาทบทวนภายหลังพบผลการศึกษาที่ขัดแย้ง การยุติการศึกษาก่อนกำหนด และผลข้างเคียงการเกิดเลือดออกที่สูง จนทำให้ aducanumab ต้องยุติการจำหน่ายไป **

จะเห็นว่าตัวยาน่าจะมีชื่อเสียงมานานแล้ว แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะติดปัญหาสำคัญคือผลระยะยาวและความไม่สะดวกที่ต้องมาหยดยาที่ รพ. ทุกสองสัปดาห์ (คิดว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะลำบากขนาดไหน) แต่ที่มาโด่งดังมากด้วยสาเหตุสองประการ

หนึ่ง..ผลการศึกษาต่อเนื่องจาก CLARITY-AD ที่ทำการศึกษาต่อและยาวนานขึ้น พบว่ายังสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ต่อเนื่อง (และยังไม่ได้คำตอบว่าจะให้ยาไปนานแค่ไหน)

สอง..การพัฒนายาจากหยดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล มาเป็นแบบหลอดฉีดยาสำเร็จฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง ฉีดเองที่บ้าน สามารถปิดจุดด้อยสำคัญคือการพาผู้ป่วยมาหยดยาที่โรงพยาบาล

ทำให้การรักษาอัลไซเมอร์มีความหวังขึ้นมาอีกมาก และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการการรักษาโรคนี้ ในอีก 5-10 ปี น่าจะพัฒนาไปไกลขึ้น พวกเราน่าจะเริ่มมีหวัง อ้อ..มันรักษาได้เฉพาะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ และได้รับการพิสูจน์การมีอยู่ของโปรตีน beta-amyloid ด้วยวิธีทำ amyloid PET-CT มาแล้วเท่านั้น สมองเสื่อมจากเหตุอื่นใช้ยานี้ไม่ได้นะครับ

อีกหนึ่งปรากฏการทางการแพทย์ที่น่าสนใจในรอบปีนี้เลยทีเดียว

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม