28 มิถุนายน 2569

โกงข้อสอบ : เรื่องเล่าที่ไม่น่าเอาอย่าง


 โกงข้อสอบ : เรื่องเล่าที่ไม่น่าเอาอย่าง

ช่วงนี้กระแสข่าวการโกงข้อสอบกำลังดัง มันทำให้เรื่องนี้แว่บขึ้นมาในความทรงจำ แม้เหตุการณ์จะผ่านมานานแต่ยังจำได้ไม่รู้ลืม
ตอนที่ผมเรียนชั้นมัธยมปลายชั้น ม.6 จะมีนักเรียนในห้องอยู่แค่ประมาณ 20-25 คนเท่านั้น ในยุคสมัยผม นักเรียนนิยมสอบเทียบเอาวุฒิม.6 จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน แล้วเอาไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อน ๆ ส่วนหนึ่งจึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยก่อนใคร มันเป็นค่านิยมในสมัยนั้น กลุ่มที่ยังเหลืออยู่คือ ไม่รู้จะไปสอบอะไร สอบเอ็นทรานซ์ยังไม่ติด และบางส่วนแบบผมคือ ไม่ได้สอบเทียบ
กลุ่มเพื่อนของผมในชั้นม.6 นั้น เกือบทั้งหมดวางแผนจะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งการคิดคะแนนของการสอบเข้าจะไม่มีการคิดคะแนนวิชาชีววิทยา แน่นอนพวกเขาเลือกที่จะ 'ทิ้ง' วิชาชีววิทยา เอาเวลาไปอ่านติววิชาอื่น แต่ว่าการ 'ทิ้ง' มันทิ้งได้แค่ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ส่วนการสอบม.6 คุณจะมีติดศูนย์หรือติด ร. ไม่ได้มันไม่จบ
วิธีการเอาตัวรอดด้วย 'โพย' เวลาสอบจึงเป็นทางเลือก
ลุงหมอสมัยนั้นเรียนทุกวิชาครับ ชอบอ่านและทำข้อสอบเก่า การสอบทุกวิชาก็เตรียมตัวพร้อมทุกครั้ง รวมทั้งการสอบครั้งนี้ (ปลายภาคเรียนที่ 1) เพื่อนคนหนึ่งของผม เราอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ ม.1 ก็มาร้องขอให้ผมทำโพยคำตอบส่งให้ เขาไม่ได้อ่านมา
"กูขอแค่สามสิบข้อหลังก็พอ น่าจะผ่านได้ มึงทำสามสิบข้อเสร็จส่งโพยมาเลยนะ ข้าวมื้อนึงเว้ย"
เทคนิคของพวกเราคือ ทำสามสิบข้อแรกอย่างไม่มีพิรุธ มันจะมีแต่ผมคนเดียวที่ทำจากหลังขึ้นมาหน้า เวลามันจะได้สมกันพอดี ผมทำครึ่งล่าง มันทำครึ่งบน เสร็จแล้วส่งโพย วัตถุสื่อสารคือกระดาษสมุดขนาดแบ๊งค์ร้อยพับครึ่ง คำตอบ ก ข ค ง จะเปลี่ยนเป็นรหัส 5 6 7 8 ไม่เขียนเลขข้อ
ส่วนจังหวะการส่งมอบ ไปว่ากันหน้างาน
เมื่อถึงชั่วโมงสอบ ทุกอย่างเป็นปกติ ข้อสอบสมัยนั้นมีชุดเดียว เลขข้อตรงกัน ห้องเดียวกันเพื่อนกันนั่งสอบใกล้กัน ช่างเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการโกงอย่างยิ่ง พอกระดาษคำตอบมาวาง กระบวนการก็เริ่ม ผมเริ่มทำจากหน้าไปหลัง เมื่อผ่านไปสี่สิบนาทีตามกำหนดนัดหมาย โพยก็พร้อมส่ง ในรหัส encrypt เรียบร้อย (ซึ่งมาคิดย้อนหลังก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ยุ่งยากมากขึ้นอีก)
ตึง...!! เสียงเก้าอี้อีกฝั่งของห้องกระแทกพื้นเสียงดัง ทุกคนหันไปมอง ยกเว้นคนสองคน ผมรู้ทันทีว่าไอ้เพื่อตัวแสบของผม มันนัดให้อีกคนสร้างเสียงดังเบี่ยงเบนความสนใจ เพื่อสร้างจังหวะการส่งโพยและสำเร็จเสียด้วย ไม่ถึงสองวินาที การส่งมอบวัตถุสื่อสารก็เรียบร้อย ทุกอย่างดำเนินไปต่อเหมือนกับไม่เกิดอะไรขึ้น
หลังจากสอบเสร็จ เจ้าเพื่อนตัวแสบมาพร้อมกับเพื่อนอีกคน ใช่ครับ มันส่งโพยนั้นไปให้อีกคนด้วยโดยที่ผมไม่รู้ แบบนั้นควรจะได้ข้าวสองจานสินะ
"เรียบร้อย งานหวาน แต่ที่สงสัยคือ มึงจะเขียนมาเกินข้อหนึ่งทำไม" เพื่อนผมถาม
"เกินอะไรวะ ก็สามสิบข้อตามตกลง ข้อสามสิบถึงหกสิบไง" ผมตอบไปแบบไม่คิดอะไรเลย
"เฮ้ย เดี๋ยวนะ สามสิบข้อหลัง มันต้องเป็น สามสิบเอ็ดถึงหกสิบ ซิ" เพื่อมผมเริ่มเสียงสั่น
เรือหายแล้ว ผมเริ่มทบทวนเหตุการณ์ ผมทำข้อสอบจากข้อหกสิบมาถึงประมาณข้อ ยี่สิบกว่า ๆ เมื่อเห็นใกล้ถึงเวลาส่งโพย ผมก็จัดการเขียนคำตอบตามรหัสเรียงข้อ ..ใช่ ผมเขียนเริ่มที่ข้อ 30!!! ในหัวตอนนั้นครึ่งหลังคือสามสิบข้อ แต่ผมดันไปเริ่มที่ข้อ 30 มันเลยเป็น 31 ข้อ โดยที่ผมไม่รู้ตัว
"แล้วมึง...ฝนคำตอบจากหลังไปหน้าไหม" ผมเริ่มรู้สึกหวั่น
"ไม่สิ กูทำสามสิบข้อแรก แล้วก็ลอกโพยมึงจากข้อ 31"
ครับ เพื่อนผมลอกผิด เคลื่อนยกแผง มันบอกว่าพอเห็นตัวเลขสุดท้าย มันคิดว่าผมใส่มาเพื่อลวงครู หากถูกจับได้ (มึงก็คิดได้เนอะ) พอจะส่งต่อให้เหยื่อรายที่สอง มันก็เลยปรับแต่งโพยให้อ่านง่าย โดยลบตัวเลขข้อสุดท้ายทิ้งไป เหยื่อรายที่สองจึงเคลื่อนสมบูรณ์แบบ
"เรือหาย" เราสามคนตะโกนพร้อมกัน
ผลสอบครั้งนั้นตกอยู่สองคนครับ คุณครูบอกว่าข้อสอบอยู่ในตำรา แค่อ่านก็ทำได้แล้ว แต่ไอ้สองคนนี่มันไม่อ่านไงครับ แถมไอ้คนทำโพยก็เซ่อเหลือเกิน สุดท้ายก็กลายเป็นผมเองที่ต้องเสียค่าข้าวให้มันทั้งสองคน เป็นการเลี้ยงปลอบใจวันซ่อม
แต่เรื่องนี้นึกทีไรก็ยิ้มทุกที คนที่สอบตกวันนั้น ปัจจุบันเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนเหยื่อรายที่สองปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหารไทยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาครับ สำหรับคนทำโพยก็อยู่ร้านกาแฟแถวนี้แหละ
การโกงข้อสอบ สุดท้ายมันไม่เกิดผลดีกับใครเลยน

27 มิถุนายน 2569

ความหวังใหม่กับยา bepirovirsen การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี

 มะเร็งตับ : การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี : ความหวังใหม่กับยา bepirovirsen

สาเหตุการเกิดมะเร็งตับในภูมิภาคเอเชียมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณครึ่งหนึ่ง นอกจากมะเร็งตับแล้วยังเป็นสาเหตุสำคัญ 20-30% ของการเกิดตับแข็งอีกด้วย แล้วถ้านับโรคตับเรื้อรังทั้งหลายแล้ว สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีถือเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการเกิดโรค
การรณรงค์ตรวจสถานการณ์ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเพื่อการดูแลป้องกัน การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีเป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันโรคจากการติดเชื้อนี้ แต่จะยังมีผู้ติดเชื้อต่อเนื่องและรายใหม่ต่อไป ยังมีผู้ป่วยที่ต้องรักษาต่อไป ด้วยวิธีการติดต่อมันติดต่อง่ายทางเพศสัมพันธ์
ปัจจุบันเรามียาเพื่อรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่สองแบบคือ ยาอินเตอเฟอรอนเพื่อทำให้ภูมิคุ้มกันของเราเก่งขึ้นทำลายเชื้อได้ อีกตัวคือยา nucleotide และ nucleside analogue ยับยั้งการผลิตดีเอ็นเอของไวรัส ผลการรักษาที่ได้คือการควบคุมปริมาณไวรัสไม่ให้ทำร้ายเราได้ แม้จะยังเจอแอนติเจนของเชื้ออยู่ก็ตาม
แต่ถ้าถามว่าจะเกิด functional cure หมายถึงปริมาณดีเอ็นเอไวรัสต่ำมาก และตรวจไม่พบแอนติเจนของไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ที่เป็นเป้าหมายที่ดีมากกว่าแค่กดปริมาณไวรัส เพราะลดโอกาสการเกิดมะเร็งตับและการเกิดตับแข็งได้มากกว่าเพียงลดปริมาณ เพราะไปควบคุมถึงเซลล์ต่าง ๆ ที่ถูกไวรัสเข้าจู่โจมด้วย ยากินในปัจจุบันทำให้เกิด functional cure ได้ไม่เกิน 1% เท่านั้น
ยา bepirovirsen เป็นยาที่ไปจับกับดีเอ็นเอไวรัส เมื่อจับกับดีเอ็นเอไวรัสแล้วจะไปทำลายรูปแบบของการสร้างดีเอ็นเอของไวรัสตับอักเสบบี ทำให้สร้างใหม่ไม่ได้ เปิดประตูให้ภูมิคุ้มกันของเราทำลายไวรัสได้ และจากการศึกษาก่อนหน้านี้ ยาสามารถลดปริมาณดีเอ็นเอจนแอนติเจนลดลง จึงพัฒนาไปทำการศึกษาทางคลินิกที่ชื่อว่า B-Well 1 และ B-Well 2 แตกต่างกันเล็กน้อยที่ HBeAg และปริมาณไวรัส
ผู้ป่วยที่เข้ารับการศึกษาจะได้รับยาต้านไวรัสมาจนคงที่แล้ว มาให้ยาฉีด bepirovirsen เทียบกับยาหลอกเป็นเวลา 6 เดือนแล้วหยุดและยังรับยาต้านเดิมต่อไปอีกหกเดือน แล้วไปวัดผล functional cure ที่ 72 สัปดาห์ ปรากฏว่ากลุ่มได้รับ bepirovirsen ทำได้ที่ 20% ส่วนกลุ่มยาหลอกแทบจะ 0% (ก็คืออัตราปกติ) แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นยาตัวแรกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนยาตัวอื่นกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนา
การฉีดยาใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้งเพียงแค่ 6 เดือนเพิ่มจากยากินเดิม แล้วเกิด functional cure ได้ถึง 20% ลดการเกิดมะเร็งตับและตับแข็งได้มากขึ้นกว่าเดิม และยังมีโอกาสพัฒนาเพิ่มเติมไปมากกว่านี้
ข่าวน่าตื่นเต้นจาก EASL congress 2026 ลงฉบับเต็มใน NEJM น่าสนใจดีจึงหยิบมาเล่าให้ฟังครับ

26 มิถุนายน 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน


 

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน

คนไข้ถือเอกสารเข้ามาแจ้งความประสงค์ขอปรึกษาเรื่องผลเลือด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมากอยู่แล้ว เอกสารประมาณห้าแผ่นมาจากสถานพยาบาลหนึ่ง ได้ความว่าผู้ป่วยไปตรวจรักษาโรคทางศัลยกรรม คุณหมอส่งตรวจเลือดชุดหนึ่ง แล้วพบความผิดปกติของไขมันในเลือด โคเลสเตอรอลประมาณ 210 ไตรกลีเซอไรด์ 530 LDL ประมาณหนึ่งร้อยต้น ๆ และเอชดีแอลประมาณ 50 คุณหมอทางศัลยกรรมแนะนำมาปรึกษาอายุรแพทย์ ลูกสาวคนไข้เลยพามาหาผมที่นี่
ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ได้รับยา manidipine, losartan และ atenolol จากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมท่านหนึ่ง รักษามาตลอด หลังจากซักประวัติพื้นฐานทั่วไป ก็เข้าประเด็น
"คุณดื่มเหล้าไหมครับ" ผมยิงตรงทันที
"ไม่ดื่มเหล้าค่ะ" ผู้ป่วยตอบสวนมาทันทีเช่นกัน
"แต่แม่ดื่มเบียร์นะคะ" ลูกสาวบอกทันทีอีก
ใช่ครับ คนไข้ตอบไม่ผิดเพราะเขาไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ดื่มเบียร์ ผมควรถามว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้างไหมต่างหาก
"ดื่มบ่อยไหมและเยอะไหมครับ" ในหัวเริ่มคำนวณปริมาณดื่มมาตรฐาน และเริ่มรู้แล้วว่าไตรกลีเซอรไรด์ที่สูงมาจากแหล่งใด
"ดื่มวันละแก้วเล็ก ๆ เท่านี้ค่ะ เกือบทุกวัน" ผู้ป่วยทำมือให้ดู ซึ่งก็คือแก้วน้ำปกติ 150 ซีซี คิดก็ประมาณครึ่งกระป๋องเบียร์
"เบียร์ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงได้นะครับ แล้วยังมีอาหารมัน ของทอด เนื้อติดมัน ผมว่าควรหยุดนะครับ ไขมันในเลือดสูงมากแล้ว" ผมอธิบายไป ซึ่งคนไข้ก็เข้าใจ แต่ประโยคที่ถามกลับมาทำให้อึ้งไปเลย
"ตอนแรกก็ไม่คิดจะกินหรอกค่ะ แต่คุณหมอที่รักษาแนะนำให้กิน" ผู้ป่วยแจ้งเช่นนั้น
ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่รักษาอยู่ประจำ ว่าให้ดื่มเบียร์เล็กน้อยต่อวัน เพราะความดันโลหิตของคนไข้ลดต่ำลง กลัวจะเป็นลมไป ผู้ป่วยจึงปฏิบัติตามมาอย่างต่อเนื่อง สองเดือนแล้ว
"แล้วค่าที่ว่าต่ำประมาณเท่าไรครับ" เสียงผมเริ่มจริงจัง
"ตัวบนประมาณ 100 ค่ะ จำตัวล่างไม่ได้"
"แล้วมีอาการหวิว หน้ามืด เป็นลม บ้างไหมครับ" ผมถามต่อเพื่อตรวจสอบว่าความดันโลหิตต่ำจริงไหม ประโยคตามมาก็น่าตกใจเช่นกัน
"ไม่เคยมีเลยค่ะ ทำงานได้ตามปกติ มันต่ำหลังจากคุณหมอปรับเพิ่มยาให้ใหม่ พอต่ำลงคุณหมอจึงแนะนำให้ดื่มเบียร์เพราะกลัวจะเป็นลม"
ผมหลับตานับ ห้า..สี่..สาม..สอง..หนึ่ง แล้วอธิบายคนไข้ใหม่ แจ้งว่าถ้าความดันลดต่ำลงแต่ยังไม่มีอาการวูบหน้ามืด ก็ยังไม่อันตรายมาก อาจจะปรับลดยาลดความดันดูก่อน ส่วนการดื่มเหล้า อาจจะทำให้รู้สึกวูบวาบ แต่จริง ๆ แล้วความดันโลหิตจะลดต่ำลงไปอีก และที่สำคัญคือเกิดผลเสียแน่นอนเพราะไตรกลีเซอไรด์สูงมากแล้ว
พูดคุยกันประมาณสามสิบนาทีจนเข้าใจทุกถ้วนกระบวนความ สรุปว่าเราจะลดยาความดันโลหิตลง (วัดความดันท่านั่งสูงกว่าท่ายืน) และหยุดดื่มเบียร์ ลดอาหารมัน แล้วจะลองติดตามผลและเจาะเลือดซ้ำโดยงดอาหาร 8 ชั่วโมงว่าเป็นอย่างไร ผู้ป่วยและลูกสาวเข้าใจดี จึงพากันกลับบ้าน
เรื่องราวเหล่านี้ยังพบเห็นได้ทั่วไป ความเชื่อเรื่องการดื่มเหล้ากระตุ้นเลือดลม กระตุ้นความดันเลือด ยังคงมีอยู่ไม่ห่างหาย และบางครั้งมาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกด้วย ผลดีจากการดื่มเหล้าหวังผลกระตุ้นความดัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือไม่ แต่ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงจนน่ากังวล มันเกิดผลเสียขึ้นมาแล้ว

25 มิถุนายน 2569

lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์



lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อม (demantia) มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากความเสื่อมของเซลล์และความเสียหายสะสมในระยะยาว แต่มีโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่เกิดในคนอายุไม่ชรามากนัก มีโอกาสเกิดสูงขึ้นในคนที่ประวัติเครือญาติมีโรคนี้ ความเสื่อมที่สูญเสียเป็นหลักคือ ‘ความจำ’ จำไม่ได้ว่าเธอคือใคร จำไม่ได้ว่าฉันคือใคร จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไร จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปแล้ว โรคนั้นคืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

มาอ่านเรื่องราวที่มาของโรคได้ที่นี่
https://medicine4layman.blogspot.com/.../alzheimers...

โรคอัลไซเมอร์ มีสาเหตุจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมองที่ชื่อว่า beta amyloid โปรตีนที่ผิดปกตินี้เกิดจากกระบวนการตัดแต่งโปรตีนที่บกพร่อง ความผิดปกตินี้มาจากยีนที่บกพร่องร่วมกับการอักเสบเรื้อรังจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อโปรตีนสะสมมากเข้าหน้าที่การทำงานของเซลล์สมองจึงบกพร่อง

ที่ผ่านมาเรารักษาอาการสมองเสื่อมโดยใช้ยา choline esterase inhibitor ทำให้สารสื่อประสาทมันอยู่นานขึ้น ทำงานของมันได้นานขึ้น ชดเชยความเสื่อมถอยลงได้ แต่ไม่ได้ไปปรับแต่ง ‘สาเหตุ’ ของโรคคือการสังเคราะห์บีต้าอะไมลอยด์ที่บกพร่อง และสะสมต่อเนื่อง

ยา lecanemab เป็นโปรตีนสังเคราะห์ชนิด monoclonal antibody ที่จะไปจับกับบีต้าอะไมลอยด์ที่ผิดปกตินั้น เปิดสัญญาณและเปิดสวิตช์ให้ร่างกายกวาดล้างโปรตีนที่บกพร่องนี้ออกไปได้ จากเดิมที่ไม่มีกลไกใดมาทำลายโปรตีนผิดปกตินี้ได้เลย เรียกว่ารักษาที่สาเหตุโรค และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าการสะสมบีต้าอะไมลอยด์ทำให้เกิดโรค หากเอาบีต้าอะไมลอยด์ออกไปโรคจะดีขึ้นหรือไม่แย่ลงจากเดิม

เป็นที่มาของการศึกษา CLARITY-AD ว่าการให้ยา lecanemab ชนิดหยดเข้าหลอดเลือดลดความเสื่อมลงได้ 27% ในเวลา 18 เดือนและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเมื่อให้ยาต่อเนื่องไปอีกจะชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ชัดเจน เราเรียกยาเหล่านี้ว่า Disease Modifying Agents ที่เราเคยรู้จักในยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหืด ยาที่ไม่ได้รักษาแต่อาการแต่ควบคุมสภาพโรคไม่ให้เกิดความเสียหาย

**แวะก่อนไปต่อ ก่อนหน้านี้มียา aducanumab เป็นยาปรับแต่งโรคที่ได้รับการรับรองแบบด่วนนำมาใช้ แต่เมื่อมาทบทวนภายหลังพบผลการศึกษาที่ขัดแย้ง การยุติการศึกษาก่อนกำหนด และผลข้างเคียงการเกิดเลือดออกที่สูง จนทำให้ aducanumab ต้องยุติการจำหน่ายไป **

จะเห็นว่าตัวยาน่าจะมีชื่อเสียงมานานแล้ว แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะติดปัญหาสำคัญคือผลระยะยาวและความไม่สะดวกที่ต้องมาหยดยาที่ รพ. ทุกสองสัปดาห์ (คิดว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะลำบากขนาดไหน) แต่ที่มาโด่งดังมากด้วยสาเหตุสองประการ

หนึ่ง..ผลการศึกษาต่อเนื่องจาก CLARITY-AD ที่ทำการศึกษาต่อและยาวนานขึ้น พบว่ายังสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ต่อเนื่อง (และยังไม่ได้คำตอบว่าจะให้ยาไปนานแค่ไหน)

สอง..การพัฒนายาจากหยดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล มาเป็นแบบหลอดฉีดยาสำเร็จฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง ฉีดเองที่บ้าน สามารถปิดจุดด้อยสำคัญคือการพาผู้ป่วยมาหยดยาที่โรงพยาบาล

ทำให้การรักษาอัลไซเมอร์มีความหวังขึ้นมาอีกมาก และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการการรักษาโรคนี้ ในอีก 5-10 ปี น่าจะพัฒนาไปไกลขึ้น พวกเราน่าจะเริ่มมีหวัง อ้อ..มันรักษาได้เฉพาะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ และได้รับการพิสูจน์การมีอยู่ของโปรตีน beta-amyloid ด้วยวิธีทำ amyloid PET-CT มาแล้วเท่านั้น สมองเสื่อมจากเหตุอื่นใช้ยานี้ไม่ได้นะครับ

อีกหนึ่งปรากฏการทางการแพทย์ที่น่าสนใจในรอบปีนี้เลยทีเดียว

 

24 มิถุนายน 2569

คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

 คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

การศึกษายาลดน้ำหนัก GLP-1a based ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความรู้เกี่ยวกับยาลดน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อมีองค์ความรู้ออกมามากขึ้น แน่นอนว่าต้องตามมาด้วยการจัดการความรู้ การทบทวนและออกคำแนะนำตามหลักฐานทางการแพทย์ ACP ได้ออกคำแนะนำออกมาดังนี้
1.การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นวิธีแรกที่ ‘ต้องทำ’ การใช้ยาทุกชนิดเป็นการรักษาร่วม เมื่อการควบคุมอาหารไม่สำเร็จ
2.เกณฑ์ของโรคอ้วนโดยใช้ค่า BMI ยังเป็นเกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายที่สุด แม้ว่าจะมีวิธีที่ละเอียดกว่านี้แต่วิธีต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ง่ายดาย ถ้าเราใช้เกณฑ์โดยละเอียด จะมีคนมากมายที่ขาดโอกาสและวินิจฉัยล่าช้า ทำให้เิกดโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนได้
3.เกณฑ์อ้วน คือ BMI เกิน 30, หรือ BMI เกิน 27 ในคนที่มีโรคทางเมตาบอลิกหรือหลอดเลือด แต่นี่คือแนวทางอเมริกา และตัวเลขที่เห็นเป็นตัวเลขที่ใช้สากลสำหรับการศึกษายาลดน้ำหนัก ข้อบ่งชี้และการจดทะเบียนยาจะจดทะเบียนตามตัวเลขนี้ แต่ตัวเลขนี้อาจไม่เท่ากันในแต่ละชาติ โดยเฉพาะในเชื้อชาติเอเชีย
4.ยาตัวแรกที่แนะนำใช้เพื่อลดน้ำหนัก คือ semaglutide หรือ tirzepatide ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เมื่อทำการควบคุมอาหารเต็มที่แล้ว เราฉีดยาจริงเทียบกับยาหลอก จะลดน้ำหนักได้มากกว่ายาหลอก (คือคุมอาหารอย่างเดียว) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
5.ข้อมูลการใช้ semaglutide และ tirzepatide ในการลดน้ำหนัก คนที่น้ำหนักลดลง ระยะเวลาที่น้ำหนักลด ผลข้างเคียง ทำได้ไม่ต่างกัน แต่…แต่ ข้อมูลที่ต่างกันคือ semaglutide สามารถลดโอกาสผลรวมเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยที่ tirzepatide ไม่มีข้อบ่งชี้นี้ ตามการศึกษา SELECT (ลด MACE ในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดแล้ว)
ได้ข่าวว่า tirzepatide ก็ทำการศึกษาเช่นกัน คือ SURMOUNT-MMO ในคนอ้วนที่ไม่มีโรคอื่น และการศึกษา SURPASS-CVOT เทียบกับยา dulaglutide ในเบาหวานที่มีโรคหลอดเลือดแล้ว ต้องติดตามในการทบทวนคำแนะนำในฉบับต่อไป
6.ยาที่อาจจะใช้ได้ลำดับรองลงมาคือ phentamine-topiramate (ยาเม็ดรวม) เพราะมีเพียงข้อมูลระยะสั้น ลดน้ำหนักได้น้อยกว่ายากลุ่มแรก และต้องระวังในผู้ป่วยต้อหิน ผู้ป่วยได้รับยา MAOi ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ และที่สำคัญคือไม่มีข้อมูลลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ไม่มีข้อมูลลดอัตราตาย
7.ยาลำดับที่ 4 ที่อาจเลือกใช้คือ Naltrexone-Bupropion (ยาเม็ดรวม) เพราะประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักไม่สูงนัก ไม่มีผลการศึกษาเรื่องลดอัตราการเสียชีวิตหรืออัตราการเกิดโรคหัวใจ ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคลมชัก ในประเทศไทยไม่มีใช้ ยาคู่สองตัวนี้คือยาเลิกเหล้าจับคู่กับยาเลิกบุหรี่ ที่ผมอยากใช้มาก (แต่ไม่ได้ใช้ลดน้ำหนักนะ)
8.ข้อควรระวังสำคัญของยา GLP1a คือมะเร็งไทรอยด์ชนิด medullary cell และเนื้องอกต่อมไร้ท่อชนิด MEN2 เอกสารกำกับยาระบุชัดเจนว่าห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรค (สองโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้มาก) แต่ว่าข้อมูลสนับสนุน มาจากการเกิดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีรายงานความสัมพันธ์การเกิดเนื้องอกชนิดนี้ในคน และจากข้อมูลการรายงานพบเนื้องอกไทรอยด์มี detection bias ค่อนข้างมาก
9.การใช้ยาลดน้ำหนักทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น และการลดน้ำหนักโดยการไม่ใช้ยา แนะนำปฏิบัติภายใต้การดูแลของทีมโภชนาการและทีมรักษาลดน้ำหนัก
10.ที่แนวทางนี้ออกมา นอกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังใช้ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วย ว่าถ้าปล่อยให้อ้วนโดยรักษาไม่เข้มงวดมากพอ จะมีความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจมากมาย เทียบกับการลงทุนใช้ยาที่แม้ว่าราคาจะสูง แต่เมื่อเทียบกับการลดอันตรายจากโรคอ้วน ถือว่าคุ้มค่าและคุ้มทุนทั้งแง่คุณภาพชีวิตและด้านเศรษฐศาสตร์ครับ

บทความที่ได้รับความนิยม