13 เมษายน 2569

eunuchs in Palace Museum : เหล่าขันทีแห่งพระราชวังต้องห้าม



 eunuchs in Palace Museum : เหล่าขันทีแห่งพระราชวังต้องห้าม

เดิมทีเรียกว่า forbidden palace เพราะว่าเป็นสถานที่เฉพาะให้คนที่เกี่ยวข้องเข้าได้เท่านั้น และยิ่งไปกว่านั้นในพระราชวังชั้นใน ห้ามสุภาพบุรุษเข้าไปอีกด้วย
ในยามค่ำคืนจะมีแต่จักรพรรดิเท่านั้นที่เป็นชายและเหล่าขันที (ตัดอัณฑะ) ออกแล้ว นอกจากเหตุผลด้านความปลอดภัยของจักรพรรดิแล้ว เหตุผลอีกอย่างคือรักษาความบริสุทธิ์แห่งสายเลือดจักรพรรดิ
ก่อนจะไปที่ขันที ขอแวะตรงนี้สักนิด ในวังชั้นในเป็นที่อยู่ของมเหสีและเหล่าคังคุไบ บรรดานางสนมของฮ่องเต้ที่ต้องรับหน้าที่มีเซ็กซ์กับฮ่องเต้ในแต่ละคืน บรรดาคังคุไบไม่ได้คัดจากหน้าสวย หุ่นอึ๋ม แต่อย่างใด แต่มาจากเหตุผลทางอำนาจ การเมือง ลูกเจ้าเมืองนั้น ลูกนายพลนี้ หวังในผลประโยชน์จากอำนาจฮ่องเต้
ฮ่องเต้หลายคนก็เซ็ง มีบันทึกว่าแอบปลอมออกไปนอกวังเพื่อไป ‘ผ่อนคลาย’ แถวย่านเฉียนเหมิน เพราะว่าจักรพรรดิจะต้องเก็บสะสมพลังหยิน คือ น้ำอสุจิ เพื่อเอาไว้กำเนิดทายาทแห่งสวรรค์กับมเหสี ที่มีโอกาสปั่มปั๊มกันเดือนละครั้ง ส่วนอีก 29 วันที่เหลือเป็นหน้าที่ของสนมที่มีหน้าที่คอยสั่งสม ‘หยิน’ ให้จักรพรรดิ แต่ห้ามปล่อยหยินออกมา
ในสภาพแวดล้อมแบบนั้นหากมีผู้ชายชาตรี เตะปี๊บดังสนั่น ไกลเป็นกิโล อย่างลุงหมออยู่ คงยากที่จะรักษาความบริสุทธิ์แห่งสายเลือดจักรพรรดิได้ จึงต้องใช้ขันที
ขันทีส่วนมากถูกตัดอัณฑะออกตั้งแต่วัยรุ่นหรือก่อนวัยรุ่น (แถมเก็บของตัวเองไว้เป็นหลักฐานด้วยนะ) จึงเกิดภาวะ primary hypogonadism พร่องฮอร์โมนเพศชาย ถ้าเราตรวจฮอร์โมนของขันทีจะพบว่า testosterone ต่ำมาก โดยเฉพาะ dihydrotestosterone ส่วนฮอร์โมน LH จากต่อมใต้สมอง (luteininzing hormone) จะสูงมาก
สภาพร่างกายของขันทีจะเปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เราเห็นในรูปภาพ
ปลายกระดูก epiphyseal plate จะปิดช้า ทำให้ดูแขนขายาวเก้งก้างเมื่อเทียบกับคนที่ไม่ตัดอัณฑะ
กล้ามเนื้อเล็ก ไขมันมาพอกตรงกลางตัว อ้วนกลม มีลักษณะเพศหญิงชัดขึ้น
เสียงเล็ก ไม่ห้าวทุ้มนุ่มลึก
ขน ผมในร่างกายขึ้นน้อย และมักจะ ‘หัวล้าน’
โรคภัยเกิดง่าย เพราะฮอร์โมนเปลี่ยนเช่น มีโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจเกิดมากขึ้น
แต่ขันทีบางคนยังมีอารมณ์ทางเพศทั้งกับหญิงและชาย บางคนอวัยวะเพศยังใช้งานได้ หากการตัดอัณฑะเกิดหลังจากผ่านการเจริญเติบโตทางเพศมาแล้ว
แล้วใครถึงอยากเป็นขันทีกัน โดนตัด โดนแยกจากครอบครัวเดิม เป็นคนรับใช้จักรพรรดิตลอดชีวิตและตลอดเวลา
จักรพรรดิฝู้อี๋ จักรพรรดิองค์สุดท้ายบันทึกไว้ว่า ไม่มีเวลาใดในวังต้องห้ามที่พระองค์เดินไปไหนตามลำพังได้ โดยปราศจากขันทีห้อมล้อมหน้าหลัง
แต่ขันทีคือการเข้าสู่อำนาจ เงินทอง ยอมตายเพื่อให้ครอบครัวสบาย และขันทีบางคนมีอำนาจมากจนสามารถ ‘เป่าหู’ จักรพรรดิได้เช่น เว่ย จงเสียน (ขออภัยถ้าผมถอดเสียง pin yin ผิด)
อีกหนึ่งเกร็ดเล็กน้อยจากพระราชวังต้องห้าม

เมื่อคนแบบลุง มาเยือน universal studios beijing

 



เมื่อคนแบบลุง มาเยือน universal studios beijing

สืบเนื่องจากวันจันทร์ พิพิธภัณฑ์ทั้งหลายมักจะปิดซึ่งเกือบทั้งโลกเป็นแบบนี้ ผมเลยซื้อตั๋วมา USB ทุกคนงงล่ะซิ อย่างผมนี่นะ มาสวนสนุก ... มันก็ตื่นตาตื่นใจ อีกอย่างภาพยนตร์ทุกเรื่องก็ผ่านตามาหมด และอยากมาดูว่า soft restriction ระหว่างจีนกับอเมริกา ตอนสร้างที่นี่ เขาพบกันตรงกลางอย่างไร ปัจจัยทางการเมืองและความขัดแย้ง เขาจัดการร่วมกันได้อย่างไร
ผมนั่งรถเมโทรสาย 7 มาลงสุดสาย จากโรงแรมคือ 16 สถานี เกือบหลับ สิ่งที่ตื่นตามากคือ มีคนมาขายเสื้อพลาสติกกันฝน หมวก ร่ม บนรถไฟด้วย !!
สวนสนุกเปิด 0900 ผมมาถึงตั้งแต่ 0830 คนเยอะพอควร ด่านแรกเข้าแถวตรวจความปลอดภัย ที่จีนตรวจทุกจุด สแกนแล้วสแกนอีก นี่ถ้าเป็นเนื้องอก คงเจอแต่แรก
ขอบอกว่าตอนเดินเข้ามานึกว่าที่นี่คือโรงเรียนเวทมนตร์ฮอกวอตส์ มีนักเรียนครบทุกบ้าน เดินถือไม้กายสิทธิ์ร่ายใส่กัน
พอเข้ามาด้านใน ตรวจหนังสือเดินทสง บัตรเข้าชมน่าจะลิ้งค์กับหนังสือเดินทางเรียบร้อย ที่นี่ไม่ต้องถ่ายสำเนาเอกสารและรับรองสำเนา
ภายในคือดินแดนแห่งความสนุก ทุกคนยิ้มแย้ม เด็ก ผู้ใหญ่ คนเฒ่า มนุษย์ล้อ ครอบครัว รถเข็นเด็ก มาสนุกแบบไร้พรมแดน
ตัวละครในหนัง ถูกเสกให้มีชีวิต มาพบกับเรา โรงหนังสี่มิติ สถานที่ต่าง ๆ เหมือนเราเข้าไปอยู่ในหนัง
ดูโชว์ของ Sing เจอมิสครอวลี่ และคุณบัสเตอร์มูน
ไปปฏิบัติภารกิจกับออฟติมัส ไพร์ม และถูกหนอนของช็อคเวฟรับประทาน
เจอเควิน แอ็กเนส ด็อกเตอร์เนฟราริโอ
เจอร้านก๋วยเตี๋ยวของโป กังฟูแพนด้า
แต่ผมไม่กล้าขึ้นรถไฟเหาะ จะยอมขึ้นนะถ้าได้ไปกับ gal gadot, alexandro daddario, ชิน มินอา
ทุกคนที่นี่ดูสนุก มีความสุข แม้แต่พนักงานเก็บขยะยังยิ้มและทักทายเรา พร้อมกองทัพสิ่งของที่จะดูดสตางค์ในกระเป๋าในทุก ๆ จุด

12 เมษายน 2569

เรื่องเล่าวันอาทิตย์ : เที่ยวไม่ซื้อทัวร์

 


เรื่องเล่าวันอาทิตย์ : เที่ยวไม่ซื้อทัวร์
ถ้าใครติดตามผมมาตลอดจะรู้ว่าผมพาไปเที่ยวทั้งในและต่างประเทศแบบไปเองตลอด อยากมาเล่าให้ฟัง ใครชอบเที่ยวทัวร์หรือคนทำทัวร์ก็มาอ่านกันได้นะครับ
ชงกาแฟร้อน ๆ ขนมปังอุ่น ๆ มาฟังกันได้เลย
ตอนแรกเลยผมก็มานั่งคิดนะ ซื้อทัวร์ก็ดี สบาย ง่าย เราทำงานเหนื่อยแทบตาย จะพักแต่ละที ขอสบาย ๆ ได้ไหม (ทำให้ผมไม่ค่อยไปปีนเขา นอนป่า) ปัจจัยแรกเลยที่ทำให้เลือกไปเองคือ
“ที่เราอยากไป ไม่ค่อยมีทัวร์จัดไป” อันนี้หมายถึงทัวร์จากไทยที่นิยมกัน พอไปต่างประเทศจริง มันมีทัวร์ท้องถิ่น ไกด์ท้องถิ่น แต่..แต่ คุณจะรู้ไหมล่ะครับ ว่าใครเพชรจริงเพชรเก๊ จะโดนหลอกไปเสียเอกราชหรือเปล่า
โอ๊ย..ไปถึงไหนหรือที่ทัวร์ไม่จัด คือผมเป็นสายประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเป็นหลัก ที่ผมไปคือ ห้องสมุดประจำเมือง ร้านหนังสืออิสระ แหล่งศิลปะ สถาปัตยกรรมสุดล้ำ สุสานคนดัง หรือแม้แต่สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์
มีทัวร์จัดน้อยมาก ถามหาคนไปด้วยยังไม่มีเลย !!
ผมเดิน 5 กิโลเมตรจากสถานีรถไฟที่มะนิลา เพื่อไปดูจุดที่โฮเซ่ รีซัล วีรบุรุษของชาติถูกคุมขังและประหารชีวิต มีทัวร์แหละ แต่หายากมาก เลยไปเองซะ
ประเด็นที่สอง คือ ผมเป็นคนรักอิสระ อินโทรเวิร์ต คงยากที่จะหาโปรแกรมทัวร์ได้ เจอสถานที่ที่ต้องการ หยุดอยู่ครึ่งวัน เต็มวันได้เลย ค่ายกักกันเอาชวิตช์ไปสองวันเต็ม ไม่ไปที่อื่นด้วย หรือไปสิงในร้านคิโนะคุนิยะที่ใหญ่ที่สุดที่สิงคโปร์ เกือบห้าชั่วโมง
ไกด์ทัวร์คงส่ายหน้า . .เมิงไปเองเหอะ
อิสระ ตามความต้องการแต่มันแลกมาด้วยความเหนื่อยครับ ตั้งแต่ก่อนไป เราต้องทำการบ้านเยอะ ทั้งเรื่องการเดินทางโดยละเอียด กรณีฉุกเฉิน อาหาร ห้องน้ำ และเรื่องเนื้อหาสถานที่
แต่ละสถานที่ ผมอ่านเอาตายเลยครับ อ่านแบบสอบ หลับตาต้องนึกสถานที่ในหัวได้ อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ จัตุรัสเทียนอันเหมิน หลับตาเห็นทุกมุมและทุกเหตุการณ์ในปี 1989
หรือการเดินทาง จากโรงแรมจะเดินทางทิศไหน ถนนชื่ออะไร ไปขึ้นรถเมล์สายอะไร ฝั่งถนนใด ลงป้ายไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่าถึงแล้ว ทั้งออฟไลน์ออนไลน์ (google street view ช่วยได้มาก) แล้วจะไปรถไฟที่สถานีใด ชานชาลาใด ค่ารถกี่บาท กินข้าวบนรถได้ไหม ลงรถไฟแล้วต้องนั่งแท็กซี่ จะบอกเขาอย่างไรดี ปริ้นท์ชื่อสถานที่ภาษาท้องถิ่นไปด้วย ระหว่างทางมีร้านอาหารอะไร ร้อยแปด แค่คิดก็เหนื่อย…แต่
แต่ผมบอกเลยว่า สนุกชิบหาย ได้เปลี่ยนสมองเหมือนเล่นเกมปริศนา หรือวินิจฉัยโรคซับซ้อนมาก ๆ ทำบ่อยเข้าจะเหมือนเกมต่อจิ๊กซอว์ครับ แม่นขึ้น ลำดับเหตุการณ์ได้ดี
หนังสือนำเที่ยว ไกด์บุ๊ก กูเกิ้ล เอไอ ถูกใช้หมด รีดพลังสมองออกมาเต็มที่ ไปกลับรอดสนุก แค่แผนสำเร็จก็ถึงจุดสุดยอดทางความคิดไปครั้งนึงแล้ว
แล้วเดินทางจริงล่ะ…
การเดินทางเอง คุณจะเจอสามสิ่งนี้เสมอ คือ สิ่งที่เป็นไปตามคาดหวัง สิ่งที่ประทับใจเกินคาด และสิ่งที่ผิดหวังไม่ว่าจะแก้ไขได้หรือแก้ไขไม่ได้
สิ่งที่คาดหวัง การเตรียมตัวที่ดีทำให้ราบรื่น คุณจะเดินจากรถไฟสถานีหนึ่งไปต่ออีกสถานีหนึ่งได้เร็ว คือคิดเร็ว แต่อุปสรรคมันก็เกิดเสมอทั้ง ๆ ที่เตรียมมา เช่น อ้าว ทางเชื่อมต่ออยู่ไหนฟระ หรือทางออก A ปิด ต้องไปทางเบี่ยง ไปโผล่ไหนก็ไม่รู้
สิ่งที่เกินคาด คือดีมาก เช่นตอนไปกินข้าวที่ไต้หวัน ร้านอาหารท้องถิ่น ไม่มีภาษาอังกฤษ คนขายพูดอังกฤษได้แค่ โอเค กับ โน้ว. ตัวผมเองพูดจีนได้แค่ หว่ออ้ายหนี่ หนี่อ้ายหว่อ ไอ้ครั้นจะพูดไป ผัวเขาคงเหยียบตายคาเมือง แต่เธอก็พยายามใช้ภาษาร่างกายกับผม…คือภาษามือ นะ
จนได้กินอาหาร ไม่มีโกรธ ไม่หงุดหงิด มีแต่รอยยิ้ม (ต่อหน้า) ตอนจ่ายเงินก็ช่วยบอก เอาแบงค์นี้นะ เอาอันนี้อีกนะ แล้วทอนมา ผมก็ประทับใจแหละ ช่วยนักท่องเที่ยว จะโกงไหม ก็เราไม่รู้นี่นา
สิ่งที่ต้องแก้ก็เยอะนะ เลวร้ายที่สุดคือตอนไปยุโรปแล้วข้ามเส้นเวลา และผมจองตั๋วรถไฟผิดวัน ใจหล่นไปตาตุ่มคืออะไร เข้าใจทันที !!
ไอ้ที่แก้ได้ก็มี นั่งรถไฟผิดฝั่ง เดินผิดทิศ กลับตัวได้นะ แต่มัน..ฮื้ย ไม่ถึงกับหงุดหงิด พอปั่นป่วนงงตัวเอง
เป็นประสบการณ์ที่ทัวร์ให้ไม่ได้ แน่นอนว่าไม่มีทัวร์ไหนพาคุณไปลำบากหรือผิดพลาดบ่อย
และนั่นคืออีกอย่างที่ผมชอบไปเองคือ ประสบการณ์เหมือนคนที่อาศัยในเมืองนั้น
ผมไม่ได้มีโอกาสไปเรียนหรือทำงานต่างประเทศนาน ๆ ไปใช้ชีวิต เคยแต่ไปอบรมสั้น ๆ และไปบรรยายสั้น ๆ ทั้งที่เคยฝันว่าอยากไปลุยสักสองสามปี
เลยใช้โอกาสแบบนี้แทน ผมชอบกินร้านท้องถิ่น จะได้รสชาติแบบที่คนแถวนั้นกิน อาหารในโรงอาหาร ข้าวกล่อง เข้าร้านสะดวกซื้อตามถนน
ขึ้นรถไฟ เบียดกัน แน่นตั๊บ เดินยาว ๆ ต่อสถานีหรือต่อคิวขึ้นรถบัส หยอดเหรียญ ใช้บัตรแตะ
เห็นผู้คนมาเล่นกลางจัตุรัส วิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะ เดินตะโกนบ่นกันในตลาดสด ที่แอฟริกานี่คือสุดยอดการบ่นแห่งหนึ่งเลย
นั่งกินแซนด์วิช ดื่มกาแฟในสวนสาธารณะ หรือแม้แต่ริมถนน เข้าไปในวัด มัสยิด โบสถ์ ศาลเจ้า ตามคนเมืองเข้าไป ไปเข้าร้านหนังสือ หรือแม้กระทั่งโรงอาบน้ำสาธารณะที่ต้องเปลือย
และต้องขอโทษที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงชายไทย
ประสบการณ์ไม่รู้จบสิ้นในที่ต่าง ๆ คือความประทับใจที่หาได้ยากยิ่ง ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไปเที่ยว 1-2 สัปดาห์คือที่สุด
ได้รีเฟรชสมอง รีบูทตัวเอง แบบที่โปรแกรมทัวร์อาจจะให้ไม่ได้สมบูรณ์อย่างที่ต้องการ
ไม่ว่าอะไรจะเกิด พยายามหาข้อดีของมัน และเก็บมาใช้ บันทึกไว้จำ ทำเพื่อปรับปรุง ส่วนข้อเสีย ๆ อย่าไปคิดมาก มันแค่กระผีกเดียว อย่าให้มาทำลายส่วนดีในชีวิตเราครับ

11 เมษายน 2569

การเดินขึ้นลงบันได อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก




การเดินขึ้นลงบันได อีกหนึ่งการออกกำลังกายที่ใช้พลังงานมาก

ในเวลาเดียวกันนอกจากพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนที่ในแนวราบแล้ว ต้องใช้พลังงานในการต่อสู้ในแนวดิ่งอีกด้วยและยังเป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มากขึ้นอีกหลายมัด โดยเฉพาะที่ขา ทำให้เพิ่มการใช้ VO2 max สูงมากกว่าในแนวราบอีก 30-40%
และเป็นการออกแรงต้านในแนวดิ่งในช่วงเวลาสั้น ทุกครั้งที่เราก้าวขา เสมือนออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ฮิตกัน ซึ่งแม้แต่การลงบันไดที่เราคิดว่าไม่ออกแรง แต่จริง ๆ เราต้องต้านแรงโน้มถ่วงและดึงพลังกล้ามเนื้ออีกหลายกลุ่มมาใช้ จึงนับว่า ‘ออกแรง’ มากขึ้น
จัดเป็น vigorous exercise ได้ครับ แม้ไม่มีการศึกษาโดยตรงวัดการขึ้นลงบันไดต่อโรค แต่มีประโยชน์เพราะเป็น vigorous exercise
ยิ่งเป็นการเดินขึ้นลง แบบเทรล หรือเดินบนกำแพงเมืองจีนนี้ คือการออกแรงที่ดีมาก ผมคำนวณด้วยอายุ น้ำหนัก สภาพอากาศ อัตราการเดิน ใช้เอไอช่วยคำนวณระยะทางและความสูงต่ำ ของ tower 14-18 ในทางเดินฝั่งตะวันตกของด่านกำแพงมูเทียนยู ได้ถึง 800 กิโลแคลอรี่
**แต่เป็ดปักกิ่งครึ่งตัว 1200 กิโลแคลอรี่**
ถ้าคุณจะคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหารจึงสำคัญมากครับ

เป็ดปักกิ่ง

 



อุตส่าห์หนีมาเมืองจีน ก็ยังมาเจอทีมรักทีมโปรด
เป็ดปักกิ่ง หนึ่งในอาหารไอคอนิก ที่คนมาปักกิ่งมักจะกิน ประกอบด้วยเป็ดฝานบางแยกเนื้อหนังชัด ดีที่ไม่ใช้ปังตอตีให้แบนเหมือนข้าวมันไก่บ้านเรา เสิร์ฟพร้อมแผ่นแป้ง ซ้อสหวาน เครื่องเคียง เวลากินให้ม้วนในแผ่นแป้ง
หึหึ
ขอบอกว่านี่คืออาหารที่พลังงานสูงมาก เป็ดปักกิ่งครึ่งตัวค่าพลังงาน 1200 กิโลแคลอรี่ ถ้ารวมแผ่นแป้งกับซ้อสหวานก็ 2000 กิโลแคลอรี่ คือข้าวมันไก่สองจาน
และไขมันสูงกว่าข้าวมันไก่ติดหนัง เพราะธรรมชาติเป็ดจะไขมันหนากว่าไก่ มันต้องว่ายน้ำ รวมทั้งกระบวนการทำอาหาร ที่จะอบร้อนทำให้ไขมันซึมไปอยู่ในหนังและกรอบ (นั่นแหละ มันล้วน ๆ)
สรุปแล้ว เป็ดปักกิ่ง เป็นอาหารไขมันสูง และ ultra-processed food
ใครมาเยือนปักกิ่ง แค่ลองชิมก็พอ ใครเป็นโรคเมตาบอลิกอย่างผม ควรกินอย่างอื่นครับ
แต่นี่ ครั้งแรกในชีวิตกับเป็ดปักกิ่ง ขอลองสักที

บทความที่ได้รับความนิยม