01 พฤศจิกายน 2566

เรื่องเล่าจากคลินิก นิ้วปุ้ม (digital clubbing)

 เรื่องเล่าจากคลินิก : นิ้ว ใครว่าไม่สำคัญ

มีผู้ป่วยรายหนึ่งนัดมาปรึกษาเรื่องของผลข้างเคียงจากยารักษาวัณโรค ผู้ป่วยชายอายุ 45 ปี มาตรวจพร้อมภรรยาและลูกน้อยอายุประมาณสามปี เป็นครอบครัวน่ารักเลย คุณผู้ชายเดินช้า ๆ ท่าทางอ่อนแรง สูงประมาณ 165-170 เซนติเมตร แต่แก้มตอบและดูผอม กล้ามเนื้อไม่ค่อยเด่นชัด เข้ามาเล่าให้ฟังว่า
สองเดือนก่อน มีอาการไอเล็กน้อย เหนื่อย นน.ลดลง จึงไปตรวจที่รพ.แห่งหนึ่ง ได้รับการตรวจและวินิจฉัยเป็นวัณโรคปอด พบผลเอ็กซเรย์ปอดผิดปกติแต่เก็บเสมหะแล้วแต่ไม่พบเชื้อเพราะแทบไม่มีเสมหะเลย คุณหมอให้ยาวัณโรคมากิน ตอนนี้กินเกือบครบสองเดือนแล้ว ใกล้ถึงวันนัดเก็บเสมหะ แต่มีอาการผิดปกติ คือรู้สึกบวมที่ข้อเข่าทั้งสองข้าง กลัวว่าจะเป็นผลจากยา จึงมาปรึกษา
ขณะคุยอาการ ผมสังเกตเห็นเขาเหนื่อยพอสมควร …แปลกดี รักษามาสองเดือน วัณโรคน่าจะดีขึ้น
เหลือบมองดูที่ข้อเข่าสองข้าง มองด้วยสายตาก็บวมเล็กน้อย เขาก็ขยับข้อเข่าได้ดี แต่ผอมจังเลยนะ ผอมจนกล้ามเนื้อน่องลีบไปเลย เมื่อจับเข่าก็พบได้เลยว่าบวม ร้อน หรือจะเป็นวัณโรคแพร่กระจายและมาที่ข้อ หรืออาจเป็นโรคอื่นเช่น เมลิออยโดสิส
ผมถามว่าปวดข้ออื่นอีกไหม ผู้ป่วยยกข้อมือขึ้นแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่ข้อมือ "นี่ก็ปวดครับ" ประเด็นรองอยู่ที่ข้อมือบวมเล็กน้อยทั้งสองข้างด้วย แต่ประเด็นหลักคือ นิ้วที่ชี้ไปที่ข้อมือมีลักษณะที่เรียกว่า "นิ้วปุ้ม" !!! (digital clubbing) ที่เป็นทั้งมือและเท้าทุกนิ้ว
นิ้วปุ้ม คือ การเจริญเติบโตผิดปกติของเนื้อเยื่อโคนเล็บและใต้เล็บ โคนเล็บจะนูนโค้ง ส่วนปลายนิ้วจะใหญ่บานกว้างออก เป็นลักษณะที่พบในการขาดออกซิเจนเรื้อรัง โรคที่พบบ่อยคือ โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจที่มีการไหลเชื่อมกันของห้องหัวใจซ้ายและขวา หรือโรคเลือดบางอย่าง วัณโรคที่เพิ่งเป็นนั้นมักจะไม่ขาดออกซิเจนนานพอ โอกาสจะเกิดนิ้วปุ้มมีน้อยมาก
โรคปอดที่มักพบนิ้วปุ้มบ่อยคือ โรคมะเร็งปอด โดยเฉพาะ non small cell lung carcinoma
ถามผู้ป่วยและญาติปรากฏว่าไม่เคยสังเกตว่าผิดปกติ ระหว่างที่ตรวจร่างกาย เลยฝากภรรยาไถรูปถ่ายในเฟซบุ๊กเพื่อหารูปถ่ายมือ พบว่ารูปถ่ายมือคนไข้เมื่อ 5 ปีก่อน นิ้วปกติ ไม่มีนิ้วปุ้ม
ตรวจร่างกายพบว่าซีดเล็กน้อย ไม่เขียว ชีพจรและระบบหัวใจปกติ นิ้วปุ้มหมดทั้งตัว ข้อเข่าข้อมือบวมร้อนเล็กน้อย คลำข้อได้หยุ่น ๆ เยื่อหุ้มข้อหนา ตรวจปอดดังเสียงได้ลดลงตรงปอดซ้ายบน เคาะทึบ คลำหลอดลมเอียงไปทางขวา ต่อมน้ำเหลืองไม่โต
มีอะไรแทรกเนื้อปอดซ้ายบนแน่ … เมื่อถามประวัติเพิ่ม ผู้ป่วยสูบบุหรี่มาแล้ว 50 ซองปี เพิ่งหยุดไปสี่เดือน
ไอ เหนื่อย น้ำหนักลด สูบบุหรี่ ตรวจปอดได้ความผิดปกติปอดซ้ายบน น่าจะมีอะไรแทรกอยู่ ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงของข้อใหญ่ ๆ ที่บวม หยุ่น อักเสบ และมีนิ้วปุ้ม นี่คือลักษณะที่เรียกว่า hypertrophic osteoarthropathy พบได้บ่อยและช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคปอดเรื้อรัง โดยเฉพาะมะเร็งปอดชนิด non small cell adenocarcinoma ที่จะหลั่งสารเคมีไปเกิดการเปลี่ยนแปลงนอกจุดมะเร็ง (paraneoplastic syndrome) ในที่นี่เชื่อว่าเกิดจากสาร vascular endothelial growth factor (VEGF)
….
….
ลูกเล็ก ภรรยา และผู้ป่วยสามีอายุ 45 ปี อันเป็นเสาหลักของครอบครัว
ผมตัดสินใจแนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมโดยเร็วและเขียนจดหมายรายละเอียดให้ บอกผู้ป่วยว่าเพราะสงสัยโรคปอดเรื้อรัง และอธิบายด้วยว่ามีโอกาสเป็นเนื้องอกและมะเร็ง ซึ่งหากทราบเร็ว จะมีทางรักษาได้ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด การฉายแสง การให้ยามุ่งเป้า ซึ่งผลการรักษาดี และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ครอบคลุมพอควร
สามสัปดาห์ต่อมา ผมโทรไปถามและติดตามอาการ
สรุปว่า ได้รับการตรวจและทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก พบก้อนที่ปอดด้านซ้ายบน ก้อนขนาดใหญ่ คุณหมอที่ รร.แพทย์แห่งนั้นสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ทำการส่องกล้องตรวจและตัดชิ้นเนื้อเรียบร้อย รอผลการตรวจ คุณหมอที่ รร.แพทย์นัดติดตามผล
สุดท้ายก็ได้แต่อวยพรให้การรักษาทำได้ด้วยดี และให้กำลังใจช่วยคนไข้ที่เป็นกำลังหลักของครอบครัว

30 ตุลาคม 2566

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง สำหรับผู้สูงวัย

 วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง สำหรับผู้สูงวัย

เราอาจจะเคยเห็นวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงวัยเกิน 65 ปี ว่าสามารถใช้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ขนาดสูง (60 micrograms of hemagglutinin) แทนที่ขนาดมาตรฐานปกติ (15 micrograms of hemagglutinin) เรามาพิจารณากัน
คำแนะนำของศูนย์ควบคุมโรคอเมริกา แนะนำใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ในคนที่อายุเกิน 65 ปีเท่านั้น ในประเทศไทยก็อนุมัติให้ใช้เช่นกัน โดยอ้างอิงเอกสารจาก new england journal of medicine และวันนี้ผมจะมาอธิบายสั้น ๆ ว่ามีอะไรในการศึกษา รวมทั้งพ่วงอีกสองการศึกษาที่น่าเชื่อถือมาด้วย เราไปดูกันเลย
สำหรับการศึกษาแรกที่ใช้อ้างอิง มาจาก NEJM สิงหาคม 2014 เขาทำการศึกษาในผู้อายุเกิน 65 ปีเท่านั้น 32000 คน แบ่งเป็นได้รับวัคซีน 'สามสายพันธุ์' ขนาดมาตรฐานเทียบกับขนาดสูง ฉีดต่อเนื่องกันสองปี แล้ววัดผลว่ามีการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือไม่โดยการใช้อาการและผลตรวจยืนยัน พบว่าเกิดโรคในวัคซีนขนาดสูง 1.4% เทียบกับขนาดมาตรฐาน 1.9% คิดเป็น 'สัดส่วนที่ลดลง' คือ 24% เทียบกับวัคซีนมาตรฐาน แต่ถ้าคิด absolute risk reduction เท่ากับ 0.5% เท่านั้น (NNT = 200) โดยระดับภูมิคุ้มกันที่ 28 วันนั้นกลุ่มวัคซีนขนาดสูงจะเพิ่มมากกว่า ผลข้างเคียงน้อยนั้นวัคซีนขนาดสูงมีน้อยกว่าเล็กน้อย ( ต่างกัน 8%) การศึกษานี้สนับสนุนโดยบริษัทวัคซีนขนาดสูง
การศึกษาทดลองอันที่สองลงใน JAMA เมื่อ ธันวาคม 2020 เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการป้องกันโรคปอดและโรคหัวใจ (ผลแทรกซ้อนสำคัญของไข้หวัดใหญ่) ระหว่างวัคซีนขนาดสูงสามสายพันธุ์ และ วัคซีนขนาดปกติสี่สายพันธุ์ (ย้ำนะ อ่านดี ๆ) โดยนำผู้ป่วยที่เคยเป็นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหัวใจวาย และมีความเสี่ยงอันตรายอย่างน้อยหนึ่งข้อ หนึ่งในนั้นคืออายุมากกว่า 60 นั่นหมายความว่ามีคนอายุน้อยกว่า 65 มาเข้าการศึกษานี้ด้วย โดยแบ่งกลุ่มละ 2630 รายเท่ากัน แบ่งวัคซีนขนาดสูงและปกติ จำนวน 3 ปี แล้ววัดผลคือ อัตราตายหรือการเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคปอดและหัวใจ พบว่า กลุ่มวัคซีนขนาดสูงเกิดเหตุ 45 ต่อร้อยคนปี วัคซีนปกติ 42 ต่อร้อยคนปี เมื่อเทียบสัดส่วนกันพบว่า "แตกต่างกันแต่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" แต่ว่าผลการศึกษานี้เกิดเมื่อคณะกรรมการได้ยุติการศึกษาก่อนจบ (ตั้งใจที่ 9300 ราย) เนื่องจากผลการอัตราการเกิดโรคมันมากกว่าที่กำหนดแล้ว ไม่ปลอดภัยต่อผู้เข้าศึกษาหากจะทำต่อไป แต่ก็สรุปว่าวัคซีนขนาดสูงมีประโยชน์ในกลุ่มเสี่ยง 'มีแนวโน้ม' ได้ประโยชน์มากกว่าขนาดมาตรฐาน
การศึกษาที่สามลงใน clinical infectious disease ตุลาคม 2023 นี้เอง เป็นการเก็บข้อมูลย้อนหลัง หลังจากที่มีการใช้วัคซีนขนาดสูงแล้ว โดยเก็บข้อมูลคนที่อายุมากกว่า 65 ปี จากสามฤดูกาลระบาดต่อเนื่องกัน จำนวนประมาณ 44000 ราย จากฐานข้อมูลสุขภาพของอเมริกา พบว่าไม่ได้ฉีดวัคซีน 52% (น่าตกใจมาก) ได้วัคซีนขนาดสูง 33.8% และวัคซีนขนาดปกติ 14.2% ติดตามผลดูว่าหากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่แล้วไม่ว่าจะนอนโรงพยาบาลหรือไม่ก็ตาม จะมีอัตราการเสียชีวิตที่ 30 วันเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละฤดูระบาดจะได้ผลต่างกันเล็กน้อย แต่ผลโดยรวมในสามฤดูระบาดออกมาว่า เมื่อเทียบกับการไม่รับวัคซีนนั้น การฉีดวัคซีนไม่ว่าขนาดใด ลดอัตราการเสียชีวิตลงอย่างมีนัยสำคัญทั้งสิ้น แต่หากเทียบอัตราการเสียชีวิตระหว่างวัคซีนขนาดสูงกับขนาดต่ำ พบว่าวัคซีนขนาดสูงสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้มากกว่าก็จริงแต่ขนาดไม่มากและ "ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ" ไม่ว่าจะคิดเกลี่ยตัวแปรใด ๆ ผลก็ออกมาแบบเดียวกัน
จากสามการศึกษาก็จะเห็นผลของวัคซีนขนาดสูงในผู้สูงวัยอายุมากกว่า 65 ที่ชัดเจนในแง่การป้องกันโรคแทรกและลดอัตราตายและยิ่งชัดหากมีโรคร่วม ในแง่ระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มก็มากกว่าวัคซีนมาตรฐาน
….แต่….
ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนขนาดมาตรฐานมันไม่ดีแต่อย่างใด ผมจึงสรุปว่า ในผู้สูงวัยอายุเกิน 65 ปี คุณควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีทุกปี จะเป็นขนาดมาตรฐานหรือขนาดสูงก็ได้ ประสิทธิภาพและผลข้างเคียงไม่ต่างกันเท่าไร ใครอยากได้การปกป้องที่ดีขึ้นก็เลือกฉีดแบบขนาดสูงได้ แลกมากับราคาที่สูงขึ้นประมาณสี่เท่าตัว อันนี้แล้วแต่ความต้องการครับ ส่วนวัคซีนฟรีที่ทางรัฐบาลให้ยังเป็นวัคซีนขนาดมาตรฐานซึ่งใช้ได้ดีมาก ยังใช้ได้ต่อไป
May be an image of 3 people

29 ตุลาคม 2566

ชานมไข่มุก ไม่ได้เกิดนิ่วถุงน้ำดี

 ชานมไข่มุก ไม่ได้เกิดนิ่วถุงน้ำดี แบบตรง ๆ แบบนั้น

นิ่วถุงน้ำดี เกิดจากความไม่สมดุลกันของกรดน้ำดี คอเลสเตอรอล ฟอสโฟลิปิด จึงเกิดการอิ่มตัวมากเกิน แล้วเกิดเป็นผลึกตกตะกอน คล้าย ๆ เราเคยเลี้ยงผลึก ในภาวะแวดล้อมที่บังคับให้น้ำตาลเข้มข้นมากกว่าปกติ มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดนิ่วได้มากกว่าปกติ (คนปกติก็มีนิ่วน้ำดีนะ) เช่น อ้วน เพศหญิง มีการผลิตเกลือน้ำดีและบิลิรูบินมากกว่าปกติเช่นเม็ดเลือดแดงแตกจากโรคทาลัสซีเมีย
ไม่ได้เกี่ยวอะไรโดยตรงกับการดื่มชานม หรือชานมไข่มุก เว้นแต่ดื่มมากจนอ้วนแล้วเพิ่มโอกาสการเกิดนิ่วน้ำดี
การไปเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างนิ่วถุงน้ำดีกับชานมไข่มุก ต้องตัดปัจจัยแปรปรวน (confounder) ให้เรียบร้อย ก่อนจะบอกว่าสัมพันธ์กัน เช่น รวบรวมคนมากลุ่มหนึ่งที่คล้ายกัน มาสุ่มแบ่ง แล้วติดตามผลโดยสองกลุ่มนี้ต้องมีการใข้ชีวิตเหมือน ๆ กัน ต่างแค่ดื่มกับไม่ดื่มชานม ซึ่งต้องไปคุมชานมให้เหมือนกัน ปริมาณพอ ๆ กันอีก
และถ้าจะบอกว่าเป็นสาเหตุก็ต้องศึกษาต่อด้วยว่า เมื่อเอาชานมออกไป อุบัติการณ์การเกิดนิ่วต้องลดลง
ปกติผมไม่ค่อยเชียร์ใครให้ดื่มชานมไข่มุก เพราะมันหวานมาก แต่คราวนี้ขอทวงความยุติธรรมให้ชานมไข่มุกครับ
World J Hepatol. 2012 Feb 27; 4(2): 18–34.
Published online 2012 Feb 27.
May be an image of the Villa d'Este

คำถามจากน้องนักเรียน : ไปโน้มน้าวนักเรียนให้มาเรียนแพทย์มาครับ

 คำถามจากน้องนักเรียน : ไปโน้มน้าวนักเรียนให้มาเรียนแพทย์มาครับ

1.เรียนหมอ ต้องเรียนเก่งไหม
ตอบ : ถ้าจะหมายถึงเก่งแบบตีโจทย์คล่อง ไอเดียสร้างสรรค์ วิธีล้ำลึก ก็คงไม่ต้องครับ วิชาแพทย์เป็นวิชาที่ไม่ยาก ไม่เหมือนคณิต ฟิสิกส์ การตลาด โฆษณา ออกแบบ ไม่ต้องอาศัยความ "ไบรท์' แต่ต้องอาศัยทักษะที่ดี ในการฟังพูดอ่านเขียน สื่อสาร เชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ ในเรื่องที่เรียนอย่างมีเหตุผลจากข้อมูลที่มี ใช้การเรียนธรรมดาก็พอครับ
2.เรียนเก่งเฉพาะด้านให้สุด ๆ กับเก่งกลาง ๆ แต่คอนเน็กชั่นส์ดี แบบไหนสำคัญกว่า
ตอบ : คำถามแบบนี้สมัยผมไม่มีใครคิดได้นะเนี่ย ตอบว่าอยากให้มีทั้งสองแบบครับ แต่ปัจจุบันโลกมันไร้พรมแดน มีคนเก่งที่พร้อมมาเป็นพาร์ทเน่อร์กับเรามากมาย ผมให้คอนเน็กชั่น 60 เก่ง 40 ครับ
3.ต้องท่องหนังสือ อดหลับอดนอนไหม
ตอบ : เรียกว่าอ่านแบบเข้าใจดีกว่า ท่องไปก็ลืมครับ อ่านไปนึกตามไป เขียนรูป ไดอะแกรม และพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ ถามตอบ จะได้ไม่ต้องท่อง แถมยังใช้เวลาได้ดีด้วย ไม่เบียดบังเวลาเที่ยว เวลานอน แต่ต้องยอมรับว่าจะได้นอนน้อยกว่าวิชาอื่น ๆ ด้วยการฝึกหนัก อยู่เวร ก็อดหลับบ้าง แต่ไม่เลวร้าย
4.มีเวลาไปเที่ยวไหม
ตอบ : มีสิครับ แต่ไม่มากหรอกนะ นาน ๆ ไปที ขึ้นกับเราจัดการเวลาของเรา และช่วยกันแบบเพื่อนฝูง ช่วยกันทำงานช่วยกันอ่านหนังสือ สุดท้ายก็ได้เวลาไปเที่ยว
5.ได้ออกกำลังกายกันไหม
ตอบ : ได้และได้มากด้วย ทุกคณะแพทย์มีสถานที่และอุปกรณ์ให้หมด เขาส่งเสริมจะตายไป ส่วนใหญ่พวกนักเรียนนี่แหละที่ไม่ยอมไปกัน สมัยผมเล่นฟุตบอลได้เกือบทุกวัน (แต่ดึกนิดนึง) จ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ มีหมดครับ ใช้เวลาไม่นานด้วย
6.กลัวไหม เวลาผ่าอาจารย์ใหญ่
ตอบ : ไม่กลัว เพราะผ่ากลางวัน อยู่กันเต็มห้อง ถ้าผ่าคนเดียวกลางคืนก็คงว้าวุ่นเหมือนกัน แต่สุดท้ายน้องจะกลัวตกมากกว่าครับ
7.มีตำราภาษาไทยไหม
ตอบ : เยอะมาก ดีด้วย มีครบทุกสาขาวิชา มีให้เลือกหลากหลายสถาบันและอาจารย์ (ที่ต้องเขียนตำราทำผลงานวิชาการ) แต่ผมก็อยากให้อ่าน "standard textbook" อยู่ดี เพราะเป็นการฝึกตัวเองให้อ่านเป็นจับประเด็นได้ รู้ศัพท์และเนื้อหามาตรฐาน และควรอ่านวารสารการแพทย์ด้วยอีกต่างหาก
8.ไปเรียนวิชาเลือกต่างประเทศได้ไหม
ตอบ : ได้ แต่ไม่ได้มีทุกที่ และไม่ได้ไปทุกคน หากมีโอกาสและดูแลเรื่องเรียนเรื่องตัวเองได้ ไม่ติดขัดทุนทรัพย์ก็ควรไป เปิดหูเปิดตา เรียนรู้โลกกว้าง เรียนตอนนี้แหละ อีกหน่อยจะหาเวลายาก
9.มีทุนเรียนไหม
ตอบ : เยอะมาก ทุนฟรี ทุนผูกพัน กยศ. ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องอาย พี่ว่ากล้าขอทุน อยากเรียน กล้ายอมรับ แบบนี้สิเจ๋ง ติดต่อฝ่ายกิจการนักเรียนเลยครับ มีแน่นอน ตำรับตำรามีห้องสมุด มีทุน อาจารย์ทุกคนหาช่องทางช่วยได้หมด ขอแค่มี 'ใจ' ก็พอ
10.เลือกกลับไปสอบใหม่ได้ พี่จะสอบเป็นหมออีกไหมครับ
ตอบ : เลือกครับ สนุก แต่อยากเรียนแบบบูรณาการเหมือนยุคนี้ เช่น แพทย์ควบวิศวกรรมการแพทย์ แพทย์ควบวิจัย แพทย์ควบ Ph.D. แต่ถ้าไม่ติดแพทย์ ก็จะกลับไปเรียนรัฐศาสตร์แบบที่ชอบในอีกโลกหนึ่ง
ชอบบรรยายให้น้อง ๆ นักเรียนฟังมาก เพราะทุกคนเรียกผมว่า 'พี่หมอ' ทุกคนเลย

28 ตุลาคม 2566

 เดินสายบรรยายให้ความรู้พนักงานตามที่ต่าง ๆ และออนไลน์ ได้ประเด็นคำถามที่เขาถามมาฝากกันครับ

1.คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ดูแข็งแรงดี และไม่ค่อยจะแก้ไขตัวเอง
ตอบ : ใช่แล้ว เพราะโรคนี้ไม่มีอาการใด ๆ เลย สิ่งที่จะติดตามได้คือค่าความดันจากการวัดเท่านั้น และการรักษาทำเพื่อป้องกันผลแทรกซ้อน ไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้น
2.ต้องกินยาฆ่าเชื้อจนหมดหรือไม่ หายดีแล้วหยุดเลยได้ไหม
ตอบ : อันนี้ยังเป็นปัญหาครับ เถียงกันไม่จบ สำหรับการรักษาส่วนมากที่ใช้ยาต้านแบคทีเรีย ก็มักจะมีการศึกษาถึงการกำจัดเชื้อและลดโอกาสดื้อยาด้วย ดังนั้นจะมองแค่อาการหายเท่านั้นอาจไม่เพียงพอครับ ด้วยข้อมูลปัจจุบันแนะนำกินยาจนครบ
3.เวลาเป็นหวัด กินยาลดน้ำมูก ไม่เห็นจะลดเลย
ตอบ : มันคือยาแก้แพ้ ยาลดบวม จะลดได้บ้างในบางคน ส่วนใหญ่ลดไม่ค่อยได้ ที่เห็นว่าได้คือหายเอง จึงอย่าไปคาดหวังกับยากลุ่มนี้มากไป แนะนำการล้างจมูกจะดีกว่า
4.รักษาโรคกรดไหลย้อนมากนาน ไม่หายสักที ต้องส่องกล้องไหม
ตอบ : การส่องกล้องทำเพื่อแยกโรคอื่น ไม่ได้ทำเพื่อวินิจฉัยและรักษา ต้องย้อนกลับมาถามว่ารักษาครบจริงหรือไม่ ยาครบ กินถูก นานพอ และปฏิบัติตัวเพื่อรักษาโรคกระเพาะและกรดไหลย้อนหรือยัง
5.ไขมันในเลือดลงแล้ว ทำไมหมอไม่หยุดยาเสียที (คำถามนี้ถามทุกที่ ทุกรอบ)
ตอบ : เพราะหากคุณเสี่ยงมากพอที่การใช้ยาจะเกิดประโยชน์ ถึงไขมันลดลงคุณก็ยังเสี่ยง เพราะการใช้ยาลดไขมันจะลดความเสี่ยง ไม่ใช่ลดไขมันเป็นหลัก และเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงจะยิ่งเพิ่มขึ้น
6.เคยปวดข้อ หมอเจาะเลือดบอกว่าเป็นเกาต์
ตอบ : จริง ๆ แล้วต้องเจาะข้อเจอผลึกคริสตัลของเกาต์นะครับ การเจาะเลือดเพียงแค่หลักฐานแวดล้อม และการพบกรดยูริกในเลือดสูงก็ไม่จำเป็นต้องเกิดเกาต์ และคนที่เป็นเกาต์ก็ไม่จำเป็นต้องมีกรดยูริกในเลือดสูงด้วย
7.อันนี้ชอบมาก : ไม่กินยาก่อนหรือหลังอาหารได้ไหม ทำไอเอฟ
ตอบ : มียาเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่ต้องกินก่อนอาหารเช่น ยาลดกรด บางชนิดเท่านั้นที่ต้องกินท้องว่างเช่น ยาฮอร์โมนไทรอยด์ ยาบางชนิดที่ต้องกินพร้อมอาหารเช่น ยาต้านเอชไอวีบางชนิด และต้องบอกว่าเวลากินยาส่วนมากไม่เกี่ยวกับมื้ออาหาร สามารถปรับได้ตามการใช้ชีวิต โดยถามเภสัชกรได้ครับ
8.กินยาแก้แพ้ ยาแก้หวัด เพื่อให้นอนหลับไปนาน ๆ จะอันตรายไหม
ตอบ : อันตรายไม่มาก แต่ใช้ยาผิดประเภท ยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงซึม เบลอ เหมือนง่วง แต่ไม่มีผลต่อระบบการหลับตื่นเลย การกินผิดข้อบ่งชี้นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ต้องระวังการเกิดโทษอีกด้วย
9.ยาลดน้ำหนักได้ผลจริงหรือ
ตอบ : ยาที่ได้รับการรับรองนั้น ลดได้จริงนะครับ แต่ก็ต้องทำตามเงื่อนไขการศึกษาเขาด้วย คือ ควบคุมอาหารเคร่งครัดมาแล้วจนชินและต้องทำอย่าง 'เคร่งครัด' ตลอดไป ยังต้องออกกำลังกาย พักผ่อน ปรับอารมณ์พฤติกรรมเรื่องการกินระยะยาวอีกด้วย
10. เดินหมื่นก้าว แทนออกกำลังกายได้ไหม
ตอบ : แทนไม่ได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบครบทุกส่วนหรือเล่นกีฬา การเดินหมื่นก้าว ดีกว่านั่ง ๆ กลิ้ง ๆ แน่นอน แต่ก็จะได้กล้ามเนื้อขา ได้หัวใจและหลอดเลือด แต่ร่างกายส่วนอื่นไม่ได้ผลมากนัก ไม่ว่าจะแขน ไหล่ แกนกลาง ลมหายใจ สรุปว่าควรเดินหมื่นก้าวด้วยและออกกำลังกายด้วย

บทความที่ได้รับความนิยม