26 มิถุนายน 2569

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน


 

เรื่องเล่าจากคลินิก : ดื่มเพิ่มความดัน

คนไข้ถือเอกสารเข้ามาแจ้งความประสงค์ขอปรึกษาเรื่องผลเลือด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมชอบมากอยู่แล้ว เอกสารประมาณห้าแผ่นมาจากสถานพยาบาลหนึ่ง ได้ความว่าผู้ป่วยไปตรวจรักษาโรคทางศัลยกรรม คุณหมอส่งตรวจเลือดชุดหนึ่ง แล้วพบความผิดปกติของไขมันในเลือด โคเลสเตอรอลประมาณ 210 ไตรกลีเซอไรด์ 530 LDL ประมาณหนึ่งร้อยต้น ๆ และเอชดีแอลประมาณ 50 คุณหมอทางศัลยกรรมแนะนำมาปรึกษาอายุรแพทย์ ลูกสาวคนไข้เลยพามาหาผมที่นี่
ผู้ป่วยมีโรคประจำตัวความดันโลหิตสูง ได้รับยา manidipine, losartan และ atenolol จากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมท่านหนึ่ง รักษามาตลอด หลังจากซักประวัติพื้นฐานทั่วไป ก็เข้าประเด็น
"คุณดื่มเหล้าไหมครับ" ผมยิงตรงทันที
"ไม่ดื่มเหล้าค่ะ" ผู้ป่วยตอบสวนมาทันทีเช่นกัน
"แต่แม่ดื่มเบียร์นะคะ" ลูกสาวบอกทันทีอีก
ใช่ครับ คนไข้ตอบไม่ผิดเพราะเขาไม่ได้ดื่มเหล้า แต่ดื่มเบียร์ ผมควรถามว่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บ้างไหมต่างหาก
"ดื่มบ่อยไหมและเยอะไหมครับ" ในหัวเริ่มคำนวณปริมาณดื่มมาตรฐาน และเริ่มรู้แล้วว่าไตรกลีเซอรไรด์ที่สูงมาจากแหล่งใด
"ดื่มวันละแก้วเล็ก ๆ เท่านี้ค่ะ เกือบทุกวัน" ผู้ป่วยทำมือให้ดู ซึ่งก็คือแก้วน้ำปกติ 150 ซีซี คิดก็ประมาณครึ่งกระป๋องเบียร์
"เบียร์ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงได้นะครับ แล้วยังมีอาหารมัน ของทอด เนื้อติดมัน ผมว่าควรหยุดนะครับ ไขมันในเลือดสูงมากแล้ว" ผมอธิบายไป ซึ่งคนไข้ก็เข้าใจ แต่ประโยคที่ถามกลับมาทำให้อึ้งไปเลย
"ตอนแรกก็ไม่คิดจะกินหรอกค่ะ แต่คุณหมอที่รักษาแนะนำให้กิน" ผู้ป่วยแจ้งเช่นนั้น
ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่รักษาอยู่ประจำ ว่าให้ดื่มเบียร์เล็กน้อยต่อวัน เพราะความดันโลหิตของคนไข้ลดต่ำลง กลัวจะเป็นลมไป ผู้ป่วยจึงปฏิบัติตามมาอย่างต่อเนื่อง สองเดือนแล้ว
"แล้วค่าที่ว่าต่ำประมาณเท่าไรครับ" เสียงผมเริ่มจริงจัง
"ตัวบนประมาณ 100 ค่ะ จำตัวล่างไม่ได้"
"แล้วมีอาการหวิว หน้ามืด เป็นลม บ้างไหมครับ" ผมถามต่อเพื่อตรวจสอบว่าความดันโลหิตต่ำจริงไหม ประโยคตามมาก็น่าตกใจเช่นกัน
"ไม่เคยมีเลยค่ะ ทำงานได้ตามปกติ มันต่ำหลังจากคุณหมอปรับเพิ่มยาให้ใหม่ พอต่ำลงคุณหมอจึงแนะนำให้ดื่มเบียร์เพราะกลัวจะเป็นลม"
ผมหลับตานับ ห้า..สี่..สาม..สอง..หนึ่ง แล้วอธิบายคนไข้ใหม่ แจ้งว่าถ้าความดันลดต่ำลงแต่ยังไม่มีอาการวูบหน้ามืด ก็ยังไม่อันตรายมาก อาจจะปรับลดยาลดความดันดูก่อน ส่วนการดื่มเหล้า อาจจะทำให้รู้สึกวูบวาบ แต่จริง ๆ แล้วความดันโลหิตจะลดต่ำลงไปอีก และที่สำคัญคือเกิดผลเสียแน่นอนเพราะไตรกลีเซอไรด์สูงมากแล้ว
พูดคุยกันประมาณสามสิบนาทีจนเข้าใจทุกถ้วนกระบวนความ สรุปว่าเราจะลดยาความดันโลหิตลง (วัดความดันท่านั่งสูงกว่าท่ายืน) และหยุดดื่มเบียร์ ลดอาหารมัน แล้วจะลองติดตามผลและเจาะเลือดซ้ำโดยงดอาหาร 8 ชั่วโมงว่าเป็นอย่างไร ผู้ป่วยและลูกสาวเข้าใจดี จึงพากันกลับบ้าน
เรื่องราวเหล่านี้ยังพบเห็นได้ทั่วไป ความเชื่อเรื่องการดื่มเหล้ากระตุ้นเลือดลม กระตุ้นความดันเลือด ยังคงมีอยู่ไม่ห่างหาย และบางครั้งมาจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอีกด้วย ผลดีจากการดื่มเหล้าหวังผลกระตุ้นความดัน ผมไม่รู้หรอกว่ามันจริงหรือไม่ แต่ไตรกลีเซอไรด์ที่สูงจนน่ากังวล มันเกิดผลเสียขึ้นมาแล้ว

25 มิถุนายน 2569

lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์



lecanemab จุดพลิกผันโรคอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อม (demantia) มีหลายแบบและหลายสาเหตุ ส่วนมากเกิดจากความเสื่อมของเซลล์และความเสียหายสะสมในระยะยาว แต่มีโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่เกิดในคนอายุไม่ชรามากนัก มีโอกาสเกิดสูงขึ้นในคนที่ประวัติเครือญาติมีโรคนี้ ความเสื่อมที่สูญเสียเป็นหลักคือ ‘ความจำ’ จำไม่ได้ว่าเธอคือใคร จำไม่ได้ว่าฉันคือใคร จำไม่ได้ว่าต้องทำอะไร จำไม่ได้ว่าทำอะไรไปแล้ว โรคนั้นคืออัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)

มาอ่านเรื่องราวที่มาของโรคได้ที่นี่
https://medicine4layman.blogspot.com/.../alzheimers...

โรคอัลไซเมอร์ มีสาเหตุจากการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติในสมองที่ชื่อว่า beta amyloid โปรตีนที่ผิดปกตินี้เกิดจากกระบวนการตัดแต่งโปรตีนที่บกพร่อง ความผิดปกตินี้มาจากยีนที่บกพร่องร่วมกับการอักเสบเรื้อรังจากสิ่งกระตุ้นภายนอก เมื่อโปรตีนสะสมมากเข้าหน้าที่การทำงานของเซลล์สมองจึงบกพร่อง

ที่ผ่านมาเรารักษาอาการสมองเสื่อมโดยใช้ยา choline esterase inhibitor ทำให้สารสื่อประสาทมันอยู่นานขึ้น ทำงานของมันได้นานขึ้น ชดเชยความเสื่อมถอยลงได้ แต่ไม่ได้ไปปรับแต่ง ‘สาเหตุ’ ของโรคคือการสังเคราะห์บีต้าอะไมลอยด์ที่บกพร่อง และสะสมต่อเนื่อง

ยา lecanemab เป็นโปรตีนสังเคราะห์ชนิด monoclonal antibody ที่จะไปจับกับบีต้าอะไมลอยด์ที่ผิดปกตินั้น เปิดสัญญาณและเปิดสวิตช์ให้ร่างกายกวาดล้างโปรตีนที่บกพร่องนี้ออกไปได้ จากเดิมที่ไม่มีกลไกใดมาทำลายโปรตีนผิดปกตินี้ได้เลย เรียกว่ารักษาที่สาเหตุโรค และเป็นการพิสูจน์ด้วยว่าการสะสมบีต้าอะไมลอยด์ทำให้เกิดโรค หากเอาบีต้าอะไมลอยด์ออกไปโรคจะดีขึ้นหรือไม่แย่ลงจากเดิม

เป็นที่มาของการศึกษา CLARITY-AD ว่าการให้ยา lecanemab ชนิดหยดเข้าหลอดเลือดลดความเสื่อมลงได้ 27% ในเวลา 18 เดือนและช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น และเมื่อให้ยาต่อเนื่องไปอีกจะชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ชัดเจน เราเรียกยาเหล่านี้ว่า Disease Modifying Agents ที่เราเคยรู้จักในยารักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคหืด ยาที่ไม่ได้รักษาแต่อาการแต่ควบคุมสภาพโรคไม่ให้เกิดความเสียหาย

**แวะก่อนไปต่อ ก่อนหน้านี้มียา aducanumab เป็นยาปรับแต่งโรคที่ได้รับการรับรองแบบด่วนนำมาใช้ แต่เมื่อมาทบทวนภายหลังพบผลการศึกษาที่ขัดแย้ง การยุติการศึกษาก่อนกำหนด และผลข้างเคียงการเกิดเลือดออกที่สูง จนทำให้ aducanumab ต้องยุติการจำหน่ายไป **

จะเห็นว่าตัวยาน่าจะมีชื่อเสียงมานานแล้ว แต่มันไม่เป็นอย่างนั้นเพราะติดปัญหาสำคัญคือผลระยะยาวและความไม่สะดวกที่ต้องมาหยดยาที่ รพ. ทุกสองสัปดาห์ (คิดว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะลำบากขนาดไหน) แต่ที่มาโด่งดังมากด้วยสาเหตุสองประการ

หนึ่ง..ผลการศึกษาต่อเนื่องจาก CLARITY-AD ที่ทำการศึกษาต่อและยาวนานขึ้น พบว่ายังสามารถชะลอการดำเนินโรคได้ต่อเนื่อง (และยังไม่ได้คำตอบว่าจะให้ยาไปนานแค่ไหน)

สอง..การพัฒนายาจากหยดเข้าหลอดเลือดดำในโรงพยาบาล มาเป็นแบบหลอดฉีดยาสำเร็จฉีดเข้าใต้ผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง ฉีดเองที่บ้าน สามารถปิดจุดด้อยสำคัญคือการพาผู้ป่วยมาหยดยาที่โรงพยาบาล

ทำให้การรักษาอัลไซเมอร์มีความหวังขึ้นมาอีกมาก และน่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการการรักษาโรคนี้ ในอีก 5-10 ปี น่าจะพัฒนาไปไกลขึ้น พวกเราน่าจะเริ่มมีหวัง อ้อ..มันรักษาได้เฉพาะสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ และได้รับการพิสูจน์การมีอยู่ของโปรตีน beta-amyloid ด้วยวิธีทำ amyloid PET-CT มาแล้วเท่านั้น สมองเสื่อมจากเหตุอื่นใช้ยานี้ไม่ได้นะครับ

อีกหนึ่งปรากฏการทางการแพทย์ที่น่าสนใจในรอบปีนี้เลยทีเดียว

 

24 มิถุนายน 2569

คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

 คำแนะนำการใช้ยาเพื่อลดน้ำหนัก จาก วิทยาลัยอายุรแพทย์อเมริกา (American Colleges of Physician) มิถุนายน 2026

การศึกษายาลดน้ำหนัก GLP-1a based ผลิตออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความรู้เกี่ยวกับยาลดน้ำหนักเพิ่มขึ้นมากมาย เมื่อมีองค์ความรู้ออกมามากขึ้น แน่นอนว่าต้องตามมาด้วยการจัดการความรู้ การทบทวนและออกคำแนะนำตามหลักฐานทางการแพทย์ ACP ได้ออกคำแนะนำออกมาดังนี้
1.การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายอย่างเคร่งครัด ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดและเป็นวิธีแรกที่ ‘ต้องทำ’ การใช้ยาทุกชนิดเป็นการรักษาร่วม เมื่อการควบคุมอาหารไม่สำเร็จ
2.เกณฑ์ของโรคอ้วนโดยใช้ค่า BMI ยังเป็นเกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายที่สุด แม้ว่าจะมีวิธีที่ละเอียดกว่านี้แต่วิธีต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ง่ายดาย ถ้าเราใช้เกณฑ์โดยละเอียด จะมีคนมากมายที่ขาดโอกาสและวินิจฉัยล่าช้า ทำให้เิกดโรคแทรกซ้อนจากความอ้วนได้
3.เกณฑ์อ้วน คือ BMI เกิน 30, หรือ BMI เกิน 27 ในคนที่มีโรคทางเมตาบอลิกหรือหลอดเลือด แต่นี่คือแนวทางอเมริกา และตัวเลขที่เห็นเป็นตัวเลขที่ใช้สากลสำหรับการศึกษายาลดน้ำหนัก ข้อบ่งชี้และการจดทะเบียนยาจะจดทะเบียนตามตัวเลขนี้ แต่ตัวเลขนี้อาจไม่เท่ากันในแต่ละชาติ โดยเฉพาะในเชื้อชาติเอเชีย
4.ยาตัวแรกที่แนะนำใช้เพื่อลดน้ำหนัก คือ semaglutide หรือ tirzepatide ด้วยเหตุผลสำคัญคือ เมื่อทำการควบคุมอาหารเต็มที่แล้ว เราฉีดยาจริงเทียบกับยาหลอก จะลดน้ำหนักได้มากกว่ายาหลอก (คือคุมอาหารอย่างเดียว) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
5.ข้อมูลการใช้ semaglutide และ tirzepatide ในการลดน้ำหนัก คนที่น้ำหนักลดลง ระยะเวลาที่น้ำหนักลด ผลข้างเคียง ทำได้ไม่ต่างกัน แต่…แต่ ข้อมูลที่ต่างกันคือ semaglutide สามารถลดโอกาสผลรวมเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยที่ tirzepatide ไม่มีข้อบ่งชี้นี้ ตามการศึกษา SELECT (ลด MACE ในคนที่เป็นโรคหลอดเลือดแล้ว)
ได้ข่าวว่า tirzepatide ก็ทำการศึกษาเช่นกัน คือ SURMOUNT-MMO ในคนอ้วนที่ไม่มีโรคอื่น และการศึกษา SURPASS-CVOT เทียบกับยา dulaglutide ในเบาหวานที่มีโรคหลอดเลือดแล้ว ต้องติดตามในการทบทวนคำแนะนำในฉบับต่อไป
6.ยาที่อาจจะใช้ได้ลำดับรองลงมาคือ phentamine-topiramate (ยาเม็ดรวม) เพราะมีเพียงข้อมูลระยะสั้น ลดน้ำหนักได้น้อยกว่ายากลุ่มแรก และต้องระวังในผู้ป่วยต้อหิน ผู้ป่วยได้รับยา MAOi ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ และที่สำคัญคือไม่มีข้อมูลลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ไม่มีข้อมูลลดอัตราตาย
7.ยาลำดับที่ 4 ที่อาจเลือกใช้คือ Naltrexone-Bupropion (ยาเม็ดรวม) เพราะประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักไม่สูงนัก ไม่มีผลการศึกษาเรื่องลดอัตราการเสียชีวิตหรืออัตราการเกิดโรคหัวใจ ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคลมชัก ในประเทศไทยไม่มีใช้ ยาคู่สองตัวนี้คือยาเลิกเหล้าจับคู่กับยาเลิกบุหรี่ ที่ผมอยากใช้มาก (แต่ไม่ได้ใช้ลดน้ำหนักนะ)
8.ข้อควรระวังสำคัญของยา GLP1a คือมะเร็งไทรอยด์ชนิด medullary cell และเนื้องอกต่อมไร้ท่อชนิด MEN2 เอกสารกำกับยาระบุชัดเจนว่าห้ามใช้ในคนที่เป็นโรคหรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรค (สองโรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้มาก) แต่ว่าข้อมูลสนับสนุน มาจากการเกิดเนื้องอกในสัตว์ทดลอง ยังไม่มีรายงานความสัมพันธ์การเกิดเนื้องอกชนิดนี้ในคน และจากข้อมูลการรายงานพบเนื้องอกไทรอยด์มี detection bias ค่อนข้างมาก
9.การใช้ยาลดน้ำหนักทุกชนิดต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์เท่านั้น และการลดน้ำหนักโดยการไม่ใช้ยา แนะนำปฏิบัติภายใต้การดูแลของทีมโภชนาการและทีมรักษาลดน้ำหนัก
10.ที่แนวทางนี้ออกมา นอกจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังใช้ผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขด้วย ว่าถ้าปล่อยให้อ้วนโดยรักษาไม่เข้มงวดมากพอ จะมีความสูญเสียทางสุขภาพและเศรษฐกิจมากมาย เทียบกับการลงทุนใช้ยาที่แม้ว่าราคาจะสูง แต่เมื่อเทียบกับการลดอันตรายจากโรคอ้วน ถือว่าคุ้มค่าและคุ้มทุนทั้งแง่คุณภาพชีวิตและด้านเศรษฐศาสตร์ครับ

21 มิถุนายน 2569

มาร์ค วิเวียน โฟเอ้ 23 มิถุนายน 2003 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลกฟุตบอลไปตลอด


23 มิถุนายน 2003 เหตุการณ์ที่เปลี่ยนโลกฟุตบอลไปตลอด
ฟุตบอลคอนเฟดเดเรชั่นส์ คัพ รอบรองชนะเลิศระหว่างแคเมอรูนกับโคลัมเบีย ในนาทีที่ 72 ตำแหน่งวงกลมกลางสนาม ปรากฏว่ามาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ล้มลงฉับพลันทันที หมดสติหัวใจหยุดเต้น เจ้าหน้าที่สนามได้เข้ามากู้ชีวิตอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายไม่สามารถยื้อชีวิตของโฟเอ้ได้
ผลการชันสูตรของโฟเอ้ ซึ่งต้องพิสูจน์สองรอบจึงทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดในวันนั้นคือ หัวใจล้มเหลวเฉียบพลันจากโรคที่ชื่อว่า hyperthophic obstructive cardiomyopathy โรคหัวใจที่เกิดจากการจัดเรียงตัวใยกล้ามเนื้อหัวใจบกพร่อง ทั้งหนาผิดปกติ ทั้งบิดเบี้ยว ทำให้เวลาหัวใจบีบตัวใจบางจังหวะ การหนาและบิดเบี้ยวของหัวใจเกิดภาวะปิดล็อกไม่ให้เลือดไหลเวียนออกจากห้องหัวใจได้ มันก็คือเทียบเท่าหัวใจหยุดเต้นนั่นเอง นับเป็นโรคหัวใจที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตลำดับต้นในขณะออกแรงของนักกีฬา เพราะมักจะเกิดเหตุเวลาออกแรงหนักต่อเนื่อง (ก็คือเล่นกีฬา)
โรคนี้เกิดอาการได้สองแบบคืออาการค่อย ๆ มากขึ้นจนหัวใจล้มเหลวเรื้อรังหรือแบบอาการเฉียบพลันเสียชีวิตจากเลือดออกจากหัวใจไม่ได้หรือเกิดกระแสไฟฟ้าผิดปกติทันทีจนหัวใจทำงานไม่ได้
เกือบทั้งหมดเราจะรู้ว่าเป็นโรคเมื่อเกิดอาการ และนำไปสู่การตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ ไม่ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การตรวจคลื่นความถี่สูง การตรวจ MRI การตรวจหายีนผิดปกติหรือกระทั่งการตรวจศพ
แต่เราก็ไม่ต้องการรู้ว่าเป็นโรคนี้เมื่อเสียชีวิตเหมือนอย่างที่โฟเอ้ประสบเหตุ เราอยากรู้ก่อนหน้านั้นเพื่อจะป้องกันหรือลดความสูญเสียให้มากที่สุด
สมาพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) จึงได้ออกมาตรการการตรวจและเฝ้าระวังเพื่อลดความสูญเสียที่ชื่อว่า PCMA (pre-competition medical assessment) เป็นการตรวจร่างกายในหลายระบบอวัยวะ สำหรับโรคหัวใจจะมีการตรวจ EKG ประจำปี, ตรวจ echocardiogram อย่างน้อยหนึ่งครั้ง, stress test สำหรับอายุ 35 ปีขึ้นไป และถ้าจำเป็นให้ทำการตรวจต่อเนื่องต่อไป
นักกีฬาที่บังคับตรวจคือ ทีมชาติชุดใหญ่ทั้งชายและหญิง ทีมเยาวชนทีมชาติที่ลงแข่งในรายการของฟีฟ่า, นักกีฬาฟุตบอลอาชีพในความดูแลของฟีฟ่าที่จะลงแข่งแมตช์นานาชาติระหว่างประเทศ นักกีฬาที่เราคุ้นหูกันและแขวนสตั๊ดเพราะความเสี่ยงโรคหัวใจจากการตรวจคัดกรองแบบนี้คือ ocsar กองหน้าบราซิลเลียน อดีตทีมเชลซียุคแกร่ง
นอกเหนือจากการคัดกรองนักกีฬาแล้ว ฟีฟ่ายังกำหนดมาตรการมีเครื่องกู้ชีพ AED ประจำสนามแข่ง (ทั้งส่วนผู้เข้าชมและส่วนของนักกีฬา) และการอบรมการกู้ชีพให้กับพนักงานในสนาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ของโฟเอ้ ทำให้เหตุการณ์หมดสติในสนามในยุคต่อมา นักกีฬารอดจากความตายได้เช่น คริสเตียน อีริคเซ่น แห่งทีมชาติเดนมาร์ก, เซอจิโอ อากูเอวโร่ แห่งทีมชาติอาร์เจนตินา
การพัฒนามากขึ้นไปถึงการใส่ smart patch, ECG vest กับนักกีฬาที่แม้ตรวจผ่านแต่ยังมีความเสี่ยงการเกิดโรคเฉียบพลัน ส่งสัญญาณจากนักกีฬามาที่ Live Telemetry AI ข้างสนาม ตรวจจับการเกิดหัวใจเต้นผิดปกติและรักษาได้ทันที ไม่ได้ใส่เฉพาะนักกีฬานะครับ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ผู้ตัดสินในสนามก็ได้รับการดูแลและปกป้องเช่นกัน
นี่คือตัวอย่างการ “ถอดบทเรียน” ที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงตามมา ขอแสดงความเคารพต่อดวงวิญญาณของมาร์ค วิเวียน โฟเอ้ ผู้ล่วงลับ


 

19 มิถุนายน 2569

ยารักษามะเร็งตับอ่อน daraxonrasib

ยารักษามะเร็งตับอ่อน : ทำไมการนำเสนอการศึกษานี้ได้รับการยืนปรบมือให้เกียรติอย่างยิ่งใหญ่

มะเร็งตับอ่อนนับว่าเป็นมะเร็งที่รุนแรงมาก อัตราการรอดชีวิตต่ำที่สุดอันหนึ่ง แถมไม่ค่อยตอบสนองต่อการรักษา ปูชนียบุคคลแห่งแอปเปิ้ล สตีฟ จ๊อบส์ ก็จากโลกเราไปด้วยมะเร็งตับอ่อนเช่นกัน

ด้วยความที่อาการไม่เฉพาะเจาะจงทำให้ยากต่อการวินิจฉัย การตรวจจับทำได้ยาก ไม่มีก้อนให้คลำได้ การตรวจพิเศษต่าง ๆ ถ้าไม่โฟกัสเพื่อดูมะเร็งตับอ่อนก็ยากที่จะพบเจอ ทำให้กว่าจะพบอาการก็มากแล้ว ระยะของโรคลุกลามไปมากแล้ว การผ่าตัดทำได้ยาก และที่ผ่านมาการรักษาด้วยยา ไม่ว่ายาเคมีบำบัดหรือยามุ่งเป้า ยังไม่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ 

อัตราการอยู่รอดไม่เกิน 10% ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน .. นี่คืออัตราแบบกลม ๆ ของมะเร็งตับอ่อนเมื่อได้รับการวินิจฉัย แต่วิทยาศาสตร์การแพทย์ของเราช่างแสนมหัศจรรรย์

จากการศึกษาชิ้นเนื้อและเทคโนโลยีทางโมเลกุล เราพบว่ามะเร็งตับอ่อน (ชนิด ..ซึ่งเจอบ่อยสุด) มีการควบคุมผ่านกลุ่มยีน KRAS Kirsten rat sarcoma ควบคุมหน่วยจ่ายพลังงานในการแบ่งตัวของเซลล์ มะเร็งตับอ่อนส่วนมากเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนกลุ่มนี้ และเมื่อยาเคมีบำบัดใช้การได้ไม่ดีนัก แล้วยามุ่งเป้าไปที่ KRAS ใช้ได้ไหม

KRAS target เคยสร้างชื่อมาแล้วกับมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ แต่กับมะเร็งตับอ่อนมันไม่ง่าย เพราะตำแหน่งกลายพันธุ์ของ KRAS ของตับอ่อนนี้ ยากที่จะผลิตยาและยากที่ยาจะทำงานตามต้องการ จนกระทั่งการถือกำเนิดของ daraxonrasib ยากินวันละเม็ดที่สามารถยับยั้งผลแห่งการกลายพันธุ์ได้ในระดับเซลล์ ยาที่จะมาเป็นความหวังของการรักษา ยาที่จะเป็นต้นแบบของการรักษามะเร็งที่ยากทั้งหลาย

การศึกษา RASolute 302 ศึกษายากิน daraxonrasib ในผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อนจากทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย จำนวน 500 ราย ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นการกลายพันธุ์ของยีน RAS G12 และทุกคนผ่านการให้ยาเคมีบำบัดมาตรฐานมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง อายุเฉลี่ย 66 ปี ร้อยละ 60 เป็นระยะแพร่กระจายเรียบร้อย นำมาแบ่งเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มควบคุมจะให้ยาเคมีบำยัดตามสูตรของแต่ะสถาบัน ตามกำหนดของแต่ละที่ ส่วนกลุ่มทดลองจะได้รับยา daraxonrasib วันละเม็ด 

ติดตามไปจนกว่าจะเสียชีวิตหรือโรคกำเริบ เพื่อศึกษาระยะเวลาการรอดชีวิตโดยรวม (ซึ่งจะมีผลแทรกซ้อนจากยาด้วย) และระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ และยังมีผลการศึกษารองที่หาอัตราส่วนของ “ผู้ป่วยที่เสียคุณภาพชีวิต” อีกด้วย

ผลการศึกษาพบว่า

1.ระยะเวลาติดตาม ในกลุ่มเคมีอยู่ที่ 1.9 เดือน (ก็แย่ลงหรือตายหรือออกจากการศึกษา) ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 8.5 เดือน

2.ระยะเวลาการรอดชีวิต (overall survival) กลุ่มยาเคมีคือ 6.7 เดือน ส่วนยาทดลองของเราอยู่ที่ 13.2 เดือน ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 

3.ระยะเวลาที่โรคไม่กำเริบ (progression free survival) กลุ่มยาเคมีคือ 3.6 เดือน ส่วนยาทดลองคือ 7.2 เดือน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

4.ย่อยจากข้อ 4 ถ้าไปพิจารณากลุ่มที่ไม่มีการกลายพันธุ์ของ RAS จะต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ  ส่วนย่อยจากข้อ 2 ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกลายกลายพันธุ์ก็ส่งผลเหมือนกัน

5.สำหรับความรู้สึกคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ยาทดลองของเราให้ความรู้สึกคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นระยะเวลาประมาณ 9.2 เดือน เทียบกับกลุ่มยาเคมีที่ 3.8 เดือน

6.ผลข้างเคียงของยาทดลองพบ 100% คือมีผื่นแต่ไม่รุนแรง ส่วนผลข้างเคียงรุนแรงพบในกลุ่มยาเคมีบำบัดมากกว่า

ด้วยความที่ยืดระยะเวลาการอยู่รอด ยืดระยะเวลาการกำเริบ โดยที่ไม่ทำให้คุณภาพชีวิตเสียไป โดยรวมประมาณ 2 เท่าเทียบกับการรักษาเดิมในปัจจุบัน ที่ไม่เคยมียาใด หรือการรักษาใดทำได้มาก่อน และยังยืดระยะเวลาชีวิตมากกว่าปล่อยไว้โดยไม่รักษาอีกด้วย …ว้าวมาก

ที่สำคัญ สามารถทำยามุ่งเป้าจากจุดกลายพันธุ์สำคัญที่ทำยากที่สุด ควบคุมยากที่สุดในมะเร็งที่ร้ายแรงที่สุด ให้ออกมาเป็นรูปธรรมแต่กินยาวันละเม็ด .. ว้าวมากขึ้น

แม้ว่ากลุ่มผู้ป่วยจะขนาดเล็ก (ส่วนมากตายก่อนรักษา) และมองในภาพรวมคนไข้เกือบทั้งหมดก็เสียชีวิตที่ 16 เดือน บวกกับค่ายาที่อาจจะล้มละลายได้ ก็ยังเป็นจุดที่ต้องคิดกันต่อไป

แต่เท่านี้มันก็ว้าวมาก กับการรักษาที่ไม่มีใครเคยชนะ ไม่มีใครคิดว่าจะชนะ จนเราทำได้ในวันนี้ การศึกษาได้รับการเผยแพร่และนำเสนอในงานประชุมประจำปี ASCO 2026 โดยผู้วิจัยหลัก Brian Wolpin จากสถาบัน Dana-Farber Cancer Institute ภายใต้การสนับสนุนของ Revolution Medicines ผู้พัฒนายา daraxonrasib (ถ้าไม่สนับสนุนก็คงไม่ได้เพราะยามันติดสิทธิบัตร) 

หลังนำเสนอจบ เกิดเหตุการณ์ standing ovation จากผู้เข้าร่วมประชุมทั้งงานอย่างยิ่งใหญ่ที่นานครั้งจะปรากฏสักที






บทความที่ได้รับความนิยม