07 สิงหาคม 2565

ฝึกอ่านอังกฤษแบบลุงหมอ

 ฝึกอ่านอังกฤษแบบลุงหมอ (ฉบับคนไม่เก่ง, เด็กหลังห้อง, รองแชมป์พรีเมียร์)

มีคำถามว่า อ่านตำราภาษาอังกฤษ อ่านหนังสืออังกฤษอย่างไร แหม จะบอกว่ามีคุณครูมากมาย ผู้รู้มากมายให้คำตอบนี้ไว้แล้ว หาอ่านได้ตามร้านหนังสือและเว็บไซต์ แต่นั่นคือคนที่เขาเก่งนะ และต้องอดทนมาก ๆ สู้มาก ๆ มาแนะนำ วันนี้ผมจะมาคุยให้ฟังบ้าง ว่าเด็กกะโหลกกะลาหลังห้องแบบผม พอจะสื่อสารอังกฤษได้อย่างไร
1.เริ่มด้วยจุดหมายก่อน น่าจะคิดถึงว่าเราอยากรู้อังกฤษไปเพื่ออะไร ตอนนั้นของผมเลยนะคือ อยากอ่านเยอะ ๆ โดยเฉพาะตอนนั้นสารานุกรมอังกฤษมันภาพสวยน่ารู้ แต่อ่านไม่ออกเลย อยากอ่าน อีกอย่างคืออยากฟังข่าวอังกฤษรู้เรื่อง การมีเป้าหมายมันจะทำให้เรามีแรงผลักครับ สมัยนี้เรียก passion และอยากให้ตั้งเป้าไว้สูงหน่อย ไม่ใช่แค่อ่านเอบีซีออก แต่ขออ่านนิยายอังกฤษทั้งเล่มสักเล่มแล้วกันเป็นต้น
2.อย่าเว่อร์เกิน ให้เริ่มแบบเล็ก ๆ ก่อนนะ แนะนำให้เริ่มที่เราคิดว่าทำได้ และหากสำเร็จมันจะใจฟูครับ สมัยผม ผมเริ่มด้วยนิทานอีสปสำหรับเด็ก บทสั้น ๆ จบบทนึงเราก็สำเร็จแล้ว มันเป็นสิ่งที่เรารู้เรื่องแล้วไง เนื้อหาไม่ยาก มาโฟกัสที่ภาษา ได้ศัพท์ไปสองสามคำ อ่านรู้เรื่องสักตอน ค่อย ๆ ทำไป
3.ขยับตามเลเวล พอเราเริ่มเป็นเริ่มอ่านออก เราก็เริ่มอ่านวรรณกรรมเยาวชน ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าหนังสืออังกฤษเล่มแรกที่อ่านจบคือ โรงงานช็อกโกแลตมหัศจรรย์ของโรอัลด์ ดาลห์ ใครเริ่มใหม่ ก็แนะนำวรรณกรรมเยาวชนครับ มีแบ่งเป็นเกรดเป็นเลเวล ค่อย ๆ ขยับไป อย่าเพิ่งโดดไปนิยายคลาสสิก พวกนั้นอ่านยาก
4.ฝึกฟัง สมัยก่อนผมซื้อเทปฝึกพูดอังกฤษมาฝึกด้วยนะ ฝึกฟังฝึกพูดมีคู่มือ เดี๋ยวนี้หาเยอะมากตามยูทูป เริ่มจากระดับประถมก่อน อย่าซ่าส์ แล้วค่อย ๆ ไต่ระดับ พอเริ่มฟังออกบ้าง ผมไปที่การ์ตูนดิสนีย์ครับ ถ้าเด็กฟังได้ ฉันก็ฟังได้ฟระ ส่วนหนังซีรี่ส์ อันนี้ขั้นสูงครับ เพราะภาษาจะเป็นอีกประเภท ต้องแกร่งสักหน่อย อ้อ..พ็อดคาสต์พูดอังกฤษฟรีและดี เยอะมาก ไปกดฝึกได้เลย
5.หนังสือพิมพ์ อันนี้ดีนะ เป็นศัพท์สำนวนจริง ๆ ในปัจจุบัน ผมเริ่มที่ student weekly และ student time โชคดีที่เป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ ได้อ่านบ่อย เชื่อไหมห้องสมุดรับมาแต่แทบไม่มีใครอ่าน ฮา.. พอเริ่มเป็นให้จับบางกอกโพสต์ เนชั่น มาอ่านคู่หนังสือพิมพ์ไทย ได้อ่าน ได้เห็นภาษา ได้ใจความ (เทียบกับภาษาไทยได้ด้วย) ผมมาลืมหูลืมตาอังกฤษได้ด้วยวิธีนี้
6.พจนานุกรม ตอนแรก ๆ ที่ฝึกให้ใช้อังกฤษไทยได้นะ ผมก็ใช้ เปิดให้คล่อง ดูศัพท์ด้วย นามกริยา เหลือบตามองคำบนล่าง เก็บให้ครบ ดู prefix suffix ต่อมาแนะนำอังกฤษ-อังกฤษ ใครจะใช้เจ้าไหนก็แล้วแต่ชอบ ผมใช้ oxford for advance learner คุ้นมือมาก มีคำอธิบายครบ และถ้าใครฝึกใหม่ ๆ ไม่แนะนำใช้แอป มันเร็วแต่มันแคบครับ ไม่เหมาะกับการฝึก
7.เขียน ตอนแรก ๆ ผมเขียนไปหาเพื่อนที่ลงใน student weekly นะครับ ตอบกลับมาบ้าง ไม่ตอบบ้าง แต่รวม ๆ มีเพื่อนถึง 20-30 คนเลย ลองฝึกเขียนดู ใครเรียนในสถาบันใด แนะนำเข้าชมรม เขียนให้คุณครูตรวจ ผมไม่แน่ใจยุคนี้มีแอปสื่อสารฝึกเขียนไหมนะครับ ฝึกทั้งภาษาจริง ๆ เพื่อเขียนอีเมล เขียน proposal เขียนเชิงธุรกิจ และแบบภาษาในโซเชียลมีเดีย แต่ถ้าจะจริงจังต้องมี supervisor ครับ ตอนที่เขียนเปเปอร์ ของผมวงแดงเต็มหน้าครับ 555
8.พูด อันนี้แทบไม่ได้ฝึกครับ อาศัยคุยกับคนไข้ต่างชาติ (เรื่องอื่น ๆ) คนที่วิ่งในสวนเดียวกัน เจอตามร้านหนังสือ สนามกอล์ฟ สำเนียงจึงไท้ไทย แต่ผมว่าเน้นที่ pronunciation ก็พอครับ เสียงถูกรู้เรื่อง ส่วนสำเนียงไม่มีใครเหมือนกัน ไม่ผิดไม่ถูก ฟังบรรยายมาหลายสำเนียงแล้ว ไม่สำคัญเท่าการออกเสียงครับ (ญี่ปุ่นเกาหลีนี่ฟังย้ากยาก) หรือจะไปเรียนพูดก็เข้าทีนะ มีคนคอยปรับแก้ อ้อ..ผมว่าจะเรียนกับชาติไหนก็โอเคนะ ไม่ต้องเฉพาะว่าต้องเป็น native English speaker หรอก ยกเว้นจะไปเล่นหนังฮอลลีวูด
9.ลงเรียน ผมก็ลงเรียนบ้างนะ ตามแต่เวลาโอกาสและทุนทรัพย์ สมัยก่อนตอนเรียนกทม. (นานมากแล้ว) ก็ไปเรียนที่เอยูเอ ไม่รู้ตอนนี้ยังมีไหม ใครจะไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมแนะนำไปเรียน ลงทุนสูงแต่คุ้ม สำหรับพวกงูปลากาไก่อย่างผม เรียนคอร์สนั้นนี้ ออนไลน์บ้าง แล้วแต่โอกาสครับ และลองทดสอบ TOEFL, TOEIC, CUTEP ฯลฯ กระตุ้นตัวเองบ้าง
10.ข้อนี้สำคัญสุดคือ อย่าเลิก พยายามฝึกบ่อย ๆ ตลอดชีวิต ตอนนี้ผมก็ฟัง BBC อ่านข่าวเว็บไซต์ รับดูแลคนไข้ต่างชาติ และยังเขียนจดหมายอีเมลติดต่อกับเพื่อน ๆ อยู่นะ (มากสุดคือที่อเมริกา มีสิบสี่คน หนึ่งในนั้นมีอาจารย์ที่เยลด้วย)
อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และ ข้อความ

Stevens-Johnson's Syndrome กับยา allopurinol

 อุทาหรณ์ … ลองดูเคสที่รับปรึกษานะครับ ไล่เวลาย้อนหลัง เพื่อมีข้อสังเกตไปปรับใช้ การที่เรามองย้อนหลังอาจจะดูว่าเราสมบูรณ์ แต่เมื่อไรเราคือคนในไทม์ไลน์ เราอาจคิดไม่ได้แบบนี้

➡️ปรึกษาเคสแพ้ยารุนแรง Stevens-Johnson's Syndrome หนึ่งวันก่อน

บางกรณี เราก็ใช้ความรู้ใหม่ ๆ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ เช่นการตรวจยีนแพ้ยา ใช้ความรู้เดิมเพื่อลดโอกาสเกิดโรคนี้ เช่นการเริ่มใช้ยาขนาดต่ำ ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ ติดตามบ่อย ๆ ย้ำเตือนอาการที่ต้องระวัง

➡️พบยีน HLA B*58:01 ส่งตรวจวันที่ผื่นขึ้น ได้ผลอีกสี่วันหลัง

เมื่อมีอาการแพ้รุนแรงทางผิวหนัง การตรวจยีนนี้จะช่วยการวินิจฉัย หรือถ้าจะให้ดีควรตรวจก่อนให้ยา เพราะถ้าพบยีนนี้ โอกาสแพ้ allopurinol จะสูงมากควรหลีกเลี่ยง

➡️ได้ความว่าแพ้ยา allopurinol สองวันก่อน

อย่าลืมยาอื่น ๆ ที่กินพร้อม ๆ กันด้วยเพราะอาจแพ้ตัวอื่นหรือแพ้หลายตัว ผู้ป่วยรายนี้มียาอื่นที่เคยกินและไม่แพ้มาแล้ว มีแต่ตัวใหม่คือ allopurinol ผู้ป่วยนำยามาด้วยจึงช่วยการวินิจฉัยได้มาก

➡️มีผื่นคันที่ตัว แสบตา แสบปาก สองวันก่อน

คำแนะนำที่ต้องแนะนำเสมอในการกินยา allopurinol คือเรื่องผื่นแพ้ยาที่พบมากในคนไทย แม้จะไม่พบยีนแพ้ยาก็ตาม (ไม่พบคือโอกาสเกิดต่ำ ไม่ใช่ไม่มี) หากมีอาการเพียงเล็กน้อย ให้รีบหยุดยาและมาพบแพทย์ ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้รับคำแนะนำ แต่ค้นหาเองจากอินเตอร์เน็ต

➡️ได้ยา allopurinol 300 mg ห้าวันก่อน

ในช่วงเกาต์เฉียบพลัน ยังไม่น่าลดกรดยูริกทันที ควรรอให้การอักเสบลดลงก่อน และเวลาเริ่มยา allopurinol ควรเริ่มที่ขนาดต่ำก่อน อย่าลืมประเมินการทำงานของไต และควรตรวจหายีน HLA B*5801 ที่สัมพันธ์กับแพ้ยา allopurinol รุนแรง

➡️ตรวจพบกรดยูริกสูง 7.8 ห้าวันก่อน

ระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงไม่ได้หมายถึงเกาต์ อาจจะเกิดจากเหตุอื่นได้ ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้เจาะข้อ แต่วัดกรดยูริกได้สูง จริง ๆ แล้วจะใช้ข้อมูลแค่ปวดข้อและยูริกสูงมาสรุปว่าเกาต์ไม่ได้ ต้องใช้ข้อมูลอื่นอีก

➡️ปวดข้อเท้าขวาข้อเดียว เฉียบพลัน ห้าวันก่อน

ปวดข้อเท้าขวาข้อเดียว นอกจากโรคคริสตัลตกตะกอนเช่นเกาต์จริง เกาต์เทียม ยังต้องคิดถึงข้ออักเสบติดเชื้ออีกด้วย วิธีที่น่าจะทำคือการเจาะข้อเพื่อตรวจน้ำในข้อผู้ป่วยรายนี้มีประวัติเป็นข้อเดียวกันนี้เป็น ๆ หาย ๆ หลายครั้ง และดื่มเหล้า ก็น่าจะคิดถึงเกาต์

➡️เป็นโควิด 2 สัปดาห์ก่อน

อาจมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย ไวรัสหลายชนิดก็ทำให้มีข้ออักเสบได้

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

06 สิงหาคม 2565

ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ในแง่ประวัติและการตรวจร่างกาย

 ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ในแง่ประวัติและการตรวจร่างกาย

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แต่ผมบิดวันเวลาสถานที่บุคคล เพื่อปกป้องแหล่งที่มาครับ
สุภาพสตรีอายุ 35 ปี ท่านหนึ่งทำงานเป็นพนักงานต้อนรับ มีอาการไอเล็กน้อยและเจ็บหน้าอกด้านขวาเวลาไอ อาการเกิดขณะที่เธอกำลังจะอาบน้ำ รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาทันที ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน หลังจากนั้นก็รู้สึกขัด ๆ เจ็บ ๆ เวลาหายใจเข้าออกลึก ๆ มีอาการต่อเนื่องกันมาสองวัน อาการไม่ดีขึ้น ไม่มีไข้ ไม่หอบเหนื่อย กลืนอาหารปกติ ด้วยความที่เธอพบปะผู้คนมากมาย และเพื่นร่วมงานพบติดเชื้อโควิด เธอก็ซื้อชุดมาตรวจ ผลเป็นลบ แต่ไม่สบายใจเนื่องจากอาการไม่ดีขึ้นจึงมาตรวจ
เรามาเริ่มด้วยประวัติและข้อมูลพื้นฐานกันนะครับ อาการสำคัญผู้ป่วยรายนี้คือ เจ็บหน้าอก ขัดเวลาหายใจลึก ๆ และมีอาการที่อกด้านขวาเป็นสำคัญ อวัยวะที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บบริเวณทรวงอกที่สำคัญคือ ผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง ลงไปที่กล้ามเนื้อ ซี่โครงและเยื่อหุ้มปอดฝั่งชิดซี่โครง (parietal pleura) ไปที่เยื่อหุ้มปอดฝั่งชิดเนื้อปอด (visceral pleura) โครงสร้างต่าง ๆ เหล่านี้มีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บที่ชัดเจนบอกตำแหน่งได้ดี (localized) ส่วนอวัยวะลึกลงไปกว่านั้นเช่น หลอดเลือดของปอด ตัวปอด หัวใจ จะบอกตำแหน่งชัดเจนไม่ได้ ลักษณะจะเป็นการปวดจุกแน่นตื้อ ๆ ไปทั่ว ๆ หาตำแหน่งที่ชัดเจนได้ยาก
เราจึงเพ่งเล็งอวัยวะส่วนตื้นมากกว่าส่วนลึก เรามาดูประวัติกันต่อไป อาการสัมพันธ์กับการหายใจ ไม่มีผื่นตุ่ม ไม่มีการกระแทกใด ๆ ประวัติตรงนี้บ่งชี้ไปในทางอวัยวะที่มีการเคลื่อนที่พร้อมปอดขณะหายใจ ขอบเขตโรคก็แคบลง มาเป็นซี่โครง กล้ามเนื้อ หรือเยื่อหุ้มปอด ผู้ป่วยไม่มีผื่นเจ็บปวดที่ผิวหนัง ไม่มีผื่นสำคัญที่ทำให้เจ็บคือ งูสวัด ไม่มีการกระแทกใด ๆ ก็ไม่น่าจะเป็นการบาดเจ็บของซี่โครง เราก็ยกความสำคัญของกล้ามเนื้อและเยื่อหุ้มปอดมาก่อนอันดับแรก
ส่วนโครงสร้างภายในที่สำคัญ ไม่ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน หลอดเลือดแดงฉีกขาด หลอดเลือดดำที่ปอดอุดตัน โรคเหล่านี้ต้องคิดถึงไว้เสมอ แต่เมื่อประวัติอาการบ่งชี้ไปทางกรณีแรก และไม่มีความผิดปกติอย่างอื่นเลย โอกาสเกิดก็ลดลง เดี๋ยวเราต้องใช้ข้อมูลอันอื่นมาช่วยและตรวจร่างกายมากช่วยแยกโรค
อาการที่เป็นมาสองวัน โดยที่ไม่มีความผิดปกติอื่น ไม่มีไข้ ไม่มีอาการระบบไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ โอกาสจะเป็นความรุนแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือดลดลงมากทีเดียว เรียกว่าคิดถึงอยู่แหละ แต่จัดลำดับความสำคัญลดลง
มาที่ข้อมูลการตรวจร่างกาย อุณหภูมิกาย 37 องศาเซลเซียส อัตราการหายใจ 16 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 130/80 มิลลิเมตรปรอท ชีพจร 80 ครั้งต่อนาที สม่ำเสมอดี ความอิ่มตัวออกซิเจนปลายนิ้ว 97% มีแต่อัตราการหายใจที่เร็วขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น และน่าจะช่วยสนับสนุนว่าไม่น่ามีอวัยวะสำคัญระบบหลอดเลือดที่อันตราย
ไม่มีตุ่ม ผื่น ก้อน ไม่มีจุดกดเจ็บที่ผนังทรวงอกเลย โอกาสจะเป็นโรคการอักเสบของผนังทรวงอกลดลงมาก เราต้องมาพิจารณาโรคของเยื่อหุ้มปอดมากขึ้นเป็นอันดับแรก
ฟังเสียงหัวใจปรกติดี การเคลื่อนที่ของทรวงอกเท่ากันดี ท่อลมหลัก (trachea) อยู่ตรงกลางไม่เอียงไปฝั่งใด เสียงหายใจลักษณะปกติแต่เบาลงในข้างขวา เอาล่ะ เราน่าจะคิดถูกทาง คราวนี้ต้องลงรายละเอียดและตรวจปอดอย่างตั้งใจ
พบเสียงลมหายใจด้านขวาเบาลงกว่าซ้ายทั่วบริเวณปอด (decreased breath sound) ลมน่าจะมาไม่เท่ากัน หรือมีอะไรขวางระหว่างปอดกับผนังทรวงอกเช่น ลมหรือน้ำ ให้คนไข้พูดและฟังเสียงก้อง พบว่าทั้งสองข้างก็เท่ากัน (equal vocal resonance) ] ลองสัมผัสความสั่นสะเทือนเวลาพูดก็เท่า ๆ กัน (equal tactile fremitus) ดูไม่ไปด้วยกัน ถ้ามีการอุดตันของท่อลม ปอดแฟบ เสียงสะเทือนและสั่นน่าจะเพิ่มขึ้น หรือถ้ามีน้ำหรือลมมาขวางระหว่างเยื่อหุ้มปอดกับผนังทรวงอก ก็น่าจะสั่นน้อยลง เสียงสะเทือนลดลง
ยากล่ะสิ ไม่ตรงไปตรงมา
ต่อไปทำการเคาะปอดเพื่อตรวจเสียงสะท้อน พบว่าปอดด้านขวาเคาะเสียงโปร่งกว่าด้านซ้าย (hyper-resonance on chest percussion) แสดงว่าความหนาแน่นในทรวงอกขวาลดลง ไม่ได้แปลว่าความหนาแน่นอกซ้ายมากขึ้นนะ อย่าลืมมาเสียงหายใจด้านขวาเบาลงและคนไข้เจ็บอกขวา ตำแหน่งผิดปกติน่าจะอยู่อกขวา แล้วเคาะโปร่งแบบนี้แสดงว่าน่าจะมีลมแทรกอยู่ในช่อองว่างระหว่างปอดกับผนังทรวงอก
ถ้ามีลมจริง ผลการตรวจน่าจะฟังเสียงหายใจเบาลง เคาะโปร่ง เสียงสะท้อนลดลง การสั่นสะเทือนลดลง แต่นี่ไม่ตรงตามตำรา ใช่ครับ การตรวจไม่ตรงตามตำราคือเรื่องปกติ โรคอาจไม่เยอะ หรือมีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย หรือทักษะการตรวจของเราไม่ดี อย่าลืมว่าการตรวจโดยการรับรู้ความรู้สึกหรือฟังเสียง มันแปรเปลี่ยนตามบุคคล แต่เอาล่ะ เมื่อประมวลผลทั้งหมดแล้วน่าจะสรุปว่า
เป็นโรคที่มีลมในเยื่อหุ้มปอดด้านขวา แต่ไม่น่าจะรุนแรงเพราะอาการคงที่มาตลอดสองวัน ระบบหายใจและไหลเวียนยังดี ยังไม่ถูกลมกดเบียด (right pneumothorax) น่าจะเกิดเองเพราะไม่มีโรคใดอยู่ก่อน และมีอาการเฉียบพลัน
คุณหมออาจจะคิดการตรวจเพิ่มเติมหลายอย่างได้ แต่สิ่งที่ต้องทำ ทำได้เลย ไม่อันตรายและแยกโรคได้ดีมากคือ เอ็กซเรย์ปอดในท่ายืนครับ
ภาพถ่ายเอ็กซเรย์ปอดในท่ายืน พบขอบเขตของปอดและเยื่อหุ้มปอดที่ติดปอด (visceral pleura) ที่ปกติเราจะไม่เห็นเส้นนี้เลย (visceral plueral line) ถัดจากเส้นนี้ออกไปทางผนังทรวงอกจะไม่เห็นหลอดเลือด หลอดลมของปอดอีก แน่นอนก็ปอดถูกลมดันเข้ามานี่นา แสดงว่ามีลมในเยื่อหุ้มปอดจริง และไม่พบความผิดปกติอื่น ไม่มีก้อน ไม่มีน้ำ เงาหัวใจปกติดี วัดระดับการรั่วด้วย collin’s equation ได้ 40%
สรุปว่าผู้ป่วยเป็นโรคลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดชนิดเกิดเอง (primary spontaneous pneumothorax) ได้รับการรักษาด้วยการดูดลมออก ผู้ป่วยปลอดภัยดี
สุดท้ายการวบรวมข้อมูลจากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย ยังสามารถวินิจฉัยโรคได้ดี และลดการส่งตรวจโดยไม่จำเป็น แถมสามารถแปลผลการตรวจได้อย่างแม่นยำอีกด้วย
อาจเป็นรูปภาพของ การตรวจเอกซ์เรย์

04 สิงหาคม 2565

HAT เรื่องของอาโวคาโด

 HAT เรื่องของอาโวคาโด

ข่าวแพร่หลายมากเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับการกินอาโวคาโดว่าไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักสักเท่าไร เป็นการศึกษาแบบ RCT ที่ลงใน journal of American heart associations เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คือ Habitual diet and Avocado Trial (HAT)

เรามาสรุปคร่าว ๆ เกี่ยวกับการศึกษาอาโวคาโดอันนื้ ผู้วิจัยนำผู้ที่น้ำหนักมากดัชนีมวลกายเกิน 25 รอบเอวเกินมาตรฐาน และกินอาโวคาโดไม่เกิน 2 ลูกต่อเดือน ได้กลุ่มผู้เข้าศึกษามาทั้งสิ้น 1008 รายและเข้าร่วมจนจบ 929 ราย (สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนด) โดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มอาโวคาโด กินอาหารปกติ และแจกอาโวคาโดเอาไปกินวันละลูก มีการสอนการปรุงอาหารด้วยอาโวคาโดพร้อมสรรพ ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมที่กินอาหารปกติ ระดับพลังงานเท่า ๆ กัน อนุญาตให้กินอาโวคาโดไม่เกินสองลูกต่อเดือน ทำการศึกษาแบบนี้ไป 26 สัปดาห์แล้วมาวัดผล โดยผลหลัก “ย้ำอีกรอบว่านี่คือผลการศึกษาหลัก” คือการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในอวัยวะภายใน (visceral adipose tissue)

ประเด็นนี้ขอย้ำก่อนว่า ผลการศึกษาอื่นจะใช้เพียงดูเอาไว้ และเผื่อไว้ใช้ในอนาคต จะเอามาอ้างเป็นผลหลักไม่ได้ เนื่องจากระเบียบวิธีวิจัยต่าง ๆ จะเริ่มมาจากเป้าหลัก ผลวิจัยจึงตอบคำถามแค่หนึ่งคำถามเท่านั้น

แล้วผลการศึกษาออกมาว่า ไขมันในอวัยวะภายในลดลงทั้งสองกลุ่ม ในฝั่งกินอาโวกาโดจะลดไขมันในอวัยวะภายในได้มากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติครับ ไม่ว่าจะหญิงจะชาย จะอายุใด เชิ้อชาติใด ก็เป็นแบบนี้

ส่วนน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไม่ต่างกันทั้งสองกลุ่ม กลุ่มกินอาโวคาโดจะลดไขมันในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมเล็กน้อย

เอาล่ะ .. แต่ข่าวในเว็บไซต์ต่าง ๆ จะบอกว่า เฮ้ย..กินอาโวคาโดเนี่ยไม่ช่วยเรื่องน้ำหนักตัวหรอก หรือบางข่าวจะบอกว่า โอ้ .. กินอาโวคาโดเนี่ยช่วยลดไขมันได้ด้วยนะ มากินกันเถอะ

ถามว่าจริงไหม ก็จริงนะครับ แต่หากไปดูในรายละเอียดจะพบว่าความแตกต่างกันนั้นน้อยมาก และที่สำคัญไม่ใช่เป้าวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาอีกด้วย ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของไขมันอวัยวะภายใน พูดอยู่สองบรรทัด เพราะมันไม่ง่าย ไม่ชวนสนใจ แถมวิธีการตรวจวัดก็ยากเพราะในการศึกษาใช้การตรวจ MRI ก่อนและหลัง ซึ่งยากมากที่จะใช้ในชีวิตปรกติ

อีกอย่าง เราก็จะหยิบผลการศึกษามาใช้ล่ะ ว่ากินอาโวคาโดมันก็โอเค มีไฟเบอร์ และไม่ได้ส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงนี่ เราต้องมาแวะดูกลุ่มการศึกษาสักหน่อย ประชากรส่วนมากในการศึกษานี้สามในสี่เป็นผู้หญิง และน้ำหนักมาก ดัชนีมวลกายประมาณ 30 รอบเอวประมาณ 110 เซนติเมตร และที่สำคัญเป็นชาวเอเชียแค่ 6%

ดังนั้นการหยิบผลการศึกษามาใช้ อาจต้องพิจารณาว่าเราเข้ากับกลุ่มการศึกษาด้วยไหม และทำแบบคล้ายการศึกษาได้ไหม ไม่ใช่กินอาโวคาโดเชื่อมราดคาราเมล หรืออาโวคาโดชุบฟองดูว์ช็อกโกแลต ต้องเป็นแนวทางการกินแบบการศึกษาแนะนำด้วย

ก็สรุปว่า กินไปเหอะครับ อย่าเยอะเกินก็พอ แต่อย่าไปหวังผลลดนั่นนี่อะไรมากมาย และดูความหนากระเป๋าสตางค์ด้วย เพราะอาโวคาโดราคาแพงพอควรนะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ ผลไม้

03 สิงหาคม 2565

ระดับกรดยูริกในเลือดกับการเกิดโรคเกาต์

 ระดับกรดยูริกในเลือดกับการเกิดโรคเกาต์

ถึงเทศกาลการตรวจสุขภาพประจำปี (อีกแล้ว) คำถามที่ได้รับเป็นประจำคือ กรดยูริกของฉันสูงกว่าค่าปรกติ ฉันจะเป็นเกาต์ไหม และหลาย ๆ คนมองคำว่า กรดยูริกในเลือดสูง เท่ากับ เป็นโรคเกาต์กันเลยทีเดียว
เพื่อไปหาคำตอบนี้ ผมก็ไปพลิก ไปค้นวารสารต่าง ๆ ย้อนกลับไปหลายสิบปี ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของความรู้ ความเชื่อและการปฏิบัติมาหลายประการ จะขอมาเล่าให้ฟังสนุก ๆ นะครับ
1. ในอดีต ความรู้ทางการแพทย์เรื่องของ protein receptor ที่คอยควบคุมสารเคมีระหว่างเซลล์ ความรู้เรื่องยีนควบคุมโปรตีน ความรู้เรื่องของการแพทย์แม่นยำ ยังมีน้อยมาก ประเด็นการเกิดเกาต์ ก็มุ่งเน้นไปที่ระดับกรดยูริกในเลือด ซึ่งก็ไม่ผิดนะครับ แต่เมื่อเรามีการพัฒนาไปมากขึ้นเราก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
2. ระดับกรดยูริกในเลือด กับ การตกตะกอนยูริกในข้อ กลับพบว่าไม่ได้สัมพันธ์กันสักเท่าไร และอะไรที่เป็นเหตุให้กรดยูริกมาอยู่ในข้อจนเกิดเกาต์ปัจจุบันก็ยังหาคำตอบได้ไม่หมด ปัจจุบันด้วยความรู้ทางพันธุกรรมและการศึกษา Genome-Wide Association Studies เราพบยีนมากมายที่เกี่ยวข้องกับสมดุลกรดยูริก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมการสร้างหรือการขับกรดยูริก
3. สมดุลกรดยูริก เป็นผลลัพธ์ของการผลิต (การดูดซึมและการสร้าง) กับการขับออก ดังนั้นเมื่อเราเห็นค่าสมดุลกรดยูริกที่เราวัดได้ว่าสูง ก็ต้องคิดว่าเกิดจากสร้างมากหรือขับออกลดลง ซึ่งในความเป็นจริงแห่งการเกิดโรคเกาต์ มันจะเกิดจากการขับออกที่ลดลงเสียมากกว่า แต่เรามักจะไปหาว่าอาหารอะไรที่ยูริกสูงแล้วลดมันเสีย มันก็ดีนะครับ แต่ไม่ตอบโจทย์เท่าไร
4. การขับออกที่ลดลงก็จะมุ่งประเด็นไปที่การขับออกที่ท่อไต เกือบ 90% ของกรดยูริกที่เกินเกิดจากตรงนี้ นอกจากไตเสื่อมไตวายแล้ว กลไกการขับออกที่ท่อไตด้วยโปรตีนขับออกก็สำคัญมาก และเราพบยีนสำคัญที่ควบคุมโปรตีนนั้นเช่น SLC22A12, SLC2A9, ABCG2 จริง ๆ มีอีกหลายตัวเลยนะ ผมยกมาที่มีการศึกษาชัด ความผิดปกติของยีนต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้การทำงานของโปรตีนบกพร่องหรือขาดการทำงานไป แน่นอนกรดยูริกจะคั่ง
5. นอกจากนี้ ยีนดังกล่าวยังไปควบคุมโปรตีนสำคัญในการจัดการยูริกที่อวัยวะอื่นอีกด้วย ที่มีการศึกษามากคือ SLC2A9 ที่ปรากฏบนกระดูกอ่อนผิวข้อ ที่น่าจะอธิบายเรื่องการตกตะกอนของผลึกยูริกในข้อได้ และเจ้ายีนตัวนี้ยังไปควบคุมโปรตีนที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบางจุด ที่น่าจะอธิบายการเกิดก้อนเกาต์ (gouty tophus) ที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ หรือ ยีน ABCG2 พบที่ตับและลำไส้ ที่ควบคุมโปรตีนขับกรดยูริกนอกพื้นที่ไต ก็น่าจะมีส่วนของการรักษาสมดุลกรดยูริกด้วย
6. หลังจากมีการศึกษาเรื่องสมดุลการสร้าง การขับออก และรู้จักโปรตีน ยีนที่ควบคุมโปรตีนหลายตัว และพบว่าหากยีนเหล่านี้มีความผิดปกติ จะสัมพันธ์กับการเกิดเกาต์มากกว่าระดับสมดุลกรดยูริกในเลือด หรือแม้แต่ปัจจัยพื้นฐานดั้งเดิมหลายอย่างที่เราพบว่าสัมพันธ์กับการเกิดเกาต์มากกว่าระดับกรดยูริก เช่น ความอ้วน การดื้ออินซูลิน เส้นรอบเอว ค่าความดันโลหิตซิสโตลิก
7. ในยุคหลังที่การศึกษาเชิงลึกระดับโมเลกุลออกมาแล้วนั้น ได้มีการศึกษาที่รวบรวมงานวิจัยแบบ meta analysis ออกมาอีกหลายชิ้นงาน พบว่าระดับกรดยูริกในเลือดที่สูง สัมพันธ์กับการเกิดข้ออักเสบเกาต์เพียง 6-8% เท่านั้น เราพบปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการเกิดข้ออักเสบเกาต์ที่ชัดเจนกว่ามาก แต่ประเด็นคือ การตรวจทำได้ยาก ราคาแพง และทำได้เพียงบอกแนวโน้ม (ที่ดีกว่าระดับกรดยูริก)
8. โดยรวมแล้วการใช้ยีน คาดเดาการเกิดโรคเกาต์ได้ประมาณ 40-45% ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่ยีนอย่างเดียวที่ส่งผลกับการเกิดโรคข้ออักเสบเกาต์ แต่ก็ดีกว่าแม่นยำกว่าระดับกรดยูริกในเลือดหลายเท่า และ”ปัจจัยอื่น” ที่ไม่ใช่ยีน ก็มีสัดส่วนของผลจากระดับกรดยูริกในเลือดอยู่เพียงเล็กน้อย ดังนั้นถ้าถามว่าการวัดระดับยูริกในเลือด จะคาดเดาการเกิดเกาต์ได้ดีหรือไม่ ตอบว่า ไม่ครับ
9. แล้วทำไมยังใช้อยู่ ... ระดับกรดยูริกใช้ร่วมในการวินิจฉัยโรคเกาต์ได้ คือวินิจฉัยเกาต์ก่อน แล้วค่อยไปวัดระดับยูริก ไม่ใช่วัดระดับยูริกก่อนแล้วไปวินิจฉัยเกาต์หรือกลัวว่าจะเป็นเกาต์ อีกประการคือ แม้ระดับกรดยูริกจะสัมพันธ์กับการเกิดเกาต์ไม่ถึง 10% แต่เป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย ราคาถูก ทำได้ทุกที่ เพียงแต่จะแปลผลนั้นต้องระวังมาก ๆ (คิดเหมือนการตรวจ PSA)
10. ถึงแม้ความรู้จะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด แต่หลักการแห่งการวินิจฉัย คือ ประวัติ การตรวจร่างกาย ความเสี่ยงการเกิดโรค คือหลักในการคิดและประเมินความน่าจะเป็นก่อนการทดสอบ แล้วเลือกการทดสอบที่มีความไวความจำเพาะที่เหมาะสม หลังจากนั้นจึงเอาไปแปลผลเป็นโอกาสการเกิดโรคหลังทดสอบ อย่าให้เพียงผลการทดสอบอย่างเดียวมาแปลผลและวินิจฉัย ยังเป็นหลักการที่ดีและต้องใช้อยู่เสมอครับ
คำอธิบายภาพประกอบ
ยูริกแอบชอบเกาต์
ส่วนเก๊าแอบชอบคุณ
อาจเป็นภาพระยะใกล้ของ 1 คน

บทความที่ได้รับความนิยม