ฝึกอ่านอังกฤษแบบลุงหมอ (ฉบับคนไม่เก่ง, เด็กหลังห้อง, รองแชมป์พรีเมียร์)
07 สิงหาคม 2565
ฝึกอ่านอังกฤษแบบลุงหมอ
Stevens-Johnson's Syndrome กับยา allopurinol
อุทาหรณ์ … ลองดูเคสที่รับปรึกษานะครับ ไล่เวลาย้อนหลัง เพื่อมีข้อสังเกตไปปรับใช้ การที่เรามองย้อนหลังอาจจะดูว่าเราสมบูรณ์ แต่เมื่อไรเราคือคนในไทม์ไลน์ เราอาจคิดไม่ได้แบบนี้
➡️ปรึกษาเคสแพ้ยารุนแรง Stevens-Johnson's Syndrome หนึ่งวันก่อน
บางกรณี เราก็ใช้ความรู้ใหม่ ๆ ช่วยลดโอกาสเกิดโรคนี้ เช่นการตรวจยีนแพ้ยา ใช้ความรู้เดิมเพื่อลดโอกาสเกิดโรคนี้ เช่นการเริ่มใช้ยาขนาดต่ำ ใช้ยาเมื่อมีข้อบ่งชี้ ติดตามบ่อย ๆ ย้ำเตือนอาการที่ต้องระวัง
➡️พบยีน HLA B*58:01 ส่งตรวจวันที่ผื่นขึ้น ได้ผลอีกสี่วันหลัง
เมื่อมีอาการแพ้รุนแรงทางผิวหนัง การตรวจยีนนี้จะช่วยการวินิจฉัย หรือถ้าจะให้ดีควรตรวจก่อนให้ยา เพราะถ้าพบยีนนี้ โอกาสแพ้ allopurinol จะสูงมากควรหลีกเลี่ยง
➡️ได้ความว่าแพ้ยา allopurinol สองวันก่อน
อย่าลืมยาอื่น ๆ ที่กินพร้อม ๆ กันด้วยเพราะอาจแพ้ตัวอื่นหรือแพ้หลายตัว ผู้ป่วยรายนี้มียาอื่นที่เคยกินและไม่แพ้มาแล้ว มีแต่ตัวใหม่คือ allopurinol ผู้ป่วยนำยามาด้วยจึงช่วยการวินิจฉัยได้มาก
➡️มีผื่นคันที่ตัว แสบตา แสบปาก สองวันก่อน
คำแนะนำที่ต้องแนะนำเสมอในการกินยา allopurinol คือเรื่องผื่นแพ้ยาที่พบมากในคนไทย แม้จะไม่พบยีนแพ้ยาก็ตาม (ไม่พบคือโอกาสเกิดต่ำ ไม่ใช่ไม่มี) หากมีอาการเพียงเล็กน้อย ให้รีบหยุดยาและมาพบแพทย์ ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้รับคำแนะนำ แต่ค้นหาเองจากอินเตอร์เน็ต
➡️ได้ยา allopurinol 300 mg ห้าวันก่อน
ในช่วงเกาต์เฉียบพลัน ยังไม่น่าลดกรดยูริกทันที ควรรอให้การอักเสบลดลงก่อน และเวลาเริ่มยา allopurinol ควรเริ่มที่ขนาดต่ำก่อน อย่าลืมประเมินการทำงานของไต และควรตรวจหายีน HLA B*5801 ที่สัมพันธ์กับแพ้ยา allopurinol รุนแรง
➡️ตรวจพบกรดยูริกสูง 7.8 ห้าวันก่อน
ระดับกรดยูริกในเลือดที่สูงไม่ได้หมายถึงเกาต์ อาจจะเกิดจากเหตุอื่นได้ ผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้เจาะข้อ แต่วัดกรดยูริกได้สูง จริง ๆ แล้วจะใช้ข้อมูลแค่ปวดข้อและยูริกสูงมาสรุปว่าเกาต์ไม่ได้ ต้องใช้ข้อมูลอื่นอีก
➡️ปวดข้อเท้าขวาข้อเดียว เฉียบพลัน ห้าวันก่อน
ปวดข้อเท้าขวาข้อเดียว นอกจากโรคคริสตัลตกตะกอนเช่นเกาต์จริง เกาต์เทียม ยังต้องคิดถึงข้ออักเสบติดเชื้ออีกด้วย วิธีที่น่าจะทำคือการเจาะข้อเพื่อตรวจน้ำในข้อผู้ป่วยรายนี้มีประวัติเป็นข้อเดียวกันนี้เป็น ๆ หาย ๆ หลายครั้ง และดื่มเหล้า ก็น่าจะคิดถึงเกาต์
➡️เป็นโควิด 2 สัปดาห์ก่อน
อาจมีการติดเชื้ออื่นร่วมด้วย ไวรัสหลายชนิดก็ทำให้มีข้ออักเสบได้
06 สิงหาคม 2565
ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ในแง่ประวัติและการตรวจร่างกาย
ลมรั่วในเยื่อหุ้มปอด ในแง่ประวัติและการตรวจร่างกาย
04 สิงหาคม 2565
HAT เรื่องของอาโวคาโด
HAT เรื่องของอาโวคาโด
ข่าวแพร่หลายมากเรื่องของการศึกษาเกี่ยวกับการกินอาโวคาโดว่าไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักสักเท่าไร เป็นการศึกษาแบบ RCT ที่ลงใน journal of American heart associations เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา คือ Habitual diet and Avocado Trial (HAT)
เรามาสรุปคร่าว ๆ เกี่ยวกับการศึกษาอาโวคาโดอันนื้ ผู้วิจัยนำผู้ที่น้ำหนักมากดัชนีมวลกายเกิน 25 รอบเอวเกินมาตรฐาน และกินอาโวคาโดไม่เกิน 2 ลูกต่อเดือน ได้กลุ่มผู้เข้าศึกษามาทั้งสิ้น 1008 รายและเข้าร่วมจนจบ 929 ราย (สูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนด) โดยแบ่งกลุ่มเป็นกลุ่มอาโวคาโด กินอาหารปกติ และแจกอาโวคาโดเอาไปกินวันละลูก มีการสอนการปรุงอาหารด้วยอาโวคาโดพร้อมสรรพ ส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมที่กินอาหารปกติ ระดับพลังงานเท่า ๆ กัน อนุญาตให้กินอาโวคาโดไม่เกินสองลูกต่อเดือน ทำการศึกษาแบบนี้ไป 26 สัปดาห์แล้วมาวัดผล โดยผลหลัก “ย้ำอีกรอบว่านี่คือผลการศึกษาหลัก” คือการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในอวัยวะภายใน (visceral adipose tissue)
ประเด็นนี้ขอย้ำก่อนว่า ผลการศึกษาอื่นจะใช้เพียงดูเอาไว้ และเผื่อไว้ใช้ในอนาคต จะเอามาอ้างเป็นผลหลักไม่ได้ เนื่องจากระเบียบวิธีวิจัยต่าง ๆ จะเริ่มมาจากเป้าหลัก ผลวิจัยจึงตอบคำถามแค่หนึ่งคำถามเท่านั้น
แล้วผลการศึกษาออกมาว่า ไขมันในอวัยวะภายในลดลงทั้งสองกลุ่ม ในฝั่งกินอาโวกาโดจะลดไขมันในอวัยวะภายในได้มากกว่าเล็กน้อยเท่านั้น และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติครับ ไม่ว่าจะหญิงจะชาย จะอายุใด เชิ้อชาติใด ก็เป็นแบบนี้
ส่วนน้ำหนักตัวที่เปลี่ยนแปลงไม่ต่างกันทั้งสองกลุ่ม กลุ่มกินอาโวคาโดจะลดไขมันในเลือดได้ดีกว่ากลุ่มควบคุมเล็กน้อย
เอาล่ะ .. แต่ข่าวในเว็บไซต์ต่าง ๆ จะบอกว่า เฮ้ย..กินอาโวคาโดเนี่ยไม่ช่วยเรื่องน้ำหนักตัวหรอก หรือบางข่าวจะบอกว่า โอ้ .. กินอาโวคาโดเนี่ยช่วยลดไขมันได้ด้วยนะ มากินกันเถอะ
ถามว่าจริงไหม ก็จริงนะครับ แต่หากไปดูในรายละเอียดจะพบว่าความแตกต่างกันนั้นน้อยมาก และที่สำคัญไม่ใช่เป้าวัตถุประสงค์หลักของการศึกษาอีกด้วย ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงของไขมันอวัยวะภายใน พูดอยู่สองบรรทัด เพราะมันไม่ง่าย ไม่ชวนสนใจ แถมวิธีการตรวจวัดก็ยากเพราะในการศึกษาใช้การตรวจ MRI ก่อนและหลัง ซึ่งยากมากที่จะใช้ในชีวิตปรกติ
อีกอย่าง เราก็จะหยิบผลการศึกษามาใช้ล่ะ ว่ากินอาโวคาโดมันก็โอเค มีไฟเบอร์ และไม่ได้ส่งผลกับการเปลี่ยนแปลงนี่ เราต้องมาแวะดูกลุ่มการศึกษาสักหน่อย ประชากรส่วนมากในการศึกษานี้สามในสี่เป็นผู้หญิง และน้ำหนักมาก ดัชนีมวลกายประมาณ 30 รอบเอวประมาณ 110 เซนติเมตร และที่สำคัญเป็นชาวเอเชียแค่ 6%
ดังนั้นการหยิบผลการศึกษามาใช้ อาจต้องพิจารณาว่าเราเข้ากับกลุ่มการศึกษาด้วยไหม และทำแบบคล้ายการศึกษาได้ไหม ไม่ใช่กินอาโวคาโดเชื่อมราดคาราเมล หรืออาโวคาโดชุบฟองดูว์ช็อกโกแลต ต้องเป็นแนวทางการกินแบบการศึกษาแนะนำด้วย
ก็สรุปว่า กินไปเหอะครับ อย่าเยอะเกินก็พอ แต่อย่าไปหวังผลลดนั่นนี่อะไรมากมาย และดูความหนากระเป๋าสตางค์ด้วย เพราะอาโวคาโดราคาแพงพอควรนะครับ
03 สิงหาคม 2565
ระดับกรดยูริกในเลือดกับการเกิดโรคเกาต์
ระดับกรดยูริกในเลือดกับการเกิดโรคเกาต์
บทความที่ได้รับความนิยม
-
แบบประเมินอาการโรคถุงลมโป่งพอง(COPD Assessment Test) หรือ CAT เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้ประเมินอาการผู้ป่วยในแต่ละครั้ง ทำไมต้องใช้แบ...
-
statin กับสมองเสื่อม จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรค...
-
ผู้ป่วยรายหนึ่งมาปรึกษาว่าตัวเองเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่แล้ว ใช้ยาพ่นตลอดไม่เคยขาด ไปหาหมอตามนัด แต่ยังเหนื่อยและทำงานไม่ไหว มาปรึ...




