07 สิงหาคม 2562

การออกเสียงเพื่อช่วยตรวจปอด

the sound of music, เมื่อคนไข้บรรเลงเพลงเสียงปอดให้หมอฟัง

การตรวจร่างกายทางอายุรศาสตร์ ประกอบด้วยการดูคลำเคาะฟัง สำหรับการฟังปอดคุณหมอจะเป็นผู้ฟังที่ดี โดยนักดนตรีที่ดีคือคนไข้ เป็นคนผลิตเสียงนั้น หากคนไข้รู้จักวิธีการสร้างเสียงที่เหมาะสม ผลการตรวจจะแปลผลได้แม่นยำ

การฟังเสียงปอด คุณหมอจะใช้หูฟัง ฟังทั่วบริเวณปอดโดยให้ผู้ป่วยทำการหายใจแบบต่าง ๆ ช่วยการฟัง วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีเหล่านั้น

การหายใจปกติ ..เวลาที่คุณหมอฟัง ให้คุณหายใจธรรมดาเหมือนนั่งคิดอะไรเพลิน ๆ หายใจทางจมูก ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ

หายใจทางปาก .. ในกรณีที่เสียงไม่ชัด คุณหมออาจจะขอให้คุณหายใจทางปาก ให้หายใจทางปากแบบนั่งสมาธิกำหนดลมหายใจ เข้าออก ๆ ด้วยความเร็ว ความแรงและจังหวะปรกติ

กลั้นลมหายใจ .. บางครั้งการตรวจระบบหัวใจ ต้องมีการกลั้นลมหายใจบ้าง ให้คุณกลั้มหายใจเท่าที่ไหว หากไม่ไหวก็หายใจปรกติ คุณหมอเขาใช้เวลาชั่วเสี้ยวนาที เพื่อฟังเสียงที่เขาต้องการหา หรือเมื่อคุณหมอพอว่า พอแล้วล่ะค่ะ หายใจตามปรกติได้ ก็เลิกกลั้นได้ครับ

ออกเสียง ... ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง อา อี ก็ให้ออกเสียงยาว ๆ ตามที่คุณหมอแนะนำ ต่อเนื่อง สม่ำเสมอจนหมดชุดลมหายในออกเสียงนั้น

นับเลขหรือพูดประโยคซ้ำ ๆ ... ให้คุณนับเลขออกเสียงออกมา ความดังพอประมาณ ไม่กระซิบ ไม่ตะโกน ด้วยความเร็วและจังหวะสม่ำเสมอ นับไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอจังหวะให้หมอกดหูฟังแล้วค่อยนับ นับต่อเนื่องไปเลยเมื่อเสร็จสิ้นคุณหมอจะแจ้งให้หยุดได้ นับ หนึ่ง สอง สาม บน ล่าง โต๊ด เต็ง วิ่ง ร้อยคูณร้อย

ให้ไอหรือกระแอม ..บางครั้งเสียงเสมหะมันมาบดบัง คุณหมอขอให้ไอหรือกระแอม ก็ให้ไอสองสามครั้งหรือกระแอมเพื่อทำทางเดินหายใจให้โล่ง เสียงจะได้ชัดเจน

หายใจลึก ... สูดให้เต็มที่เลย ยาว ๆ ลึก ๆ จนสุดแล้วหายใจออกยาว ๆ ต่อเนื่องเช่นกัน เดี๋ยวคุณหมอเขาแจ้งหยุดเอง

ความร่วมมือที่ดีของคนไข้จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ส่งผลให้การวินิจฉัยแม่นยำและรักษาได้ตรงจุดมากขึ้นครับ

06 สิงหาคม 2562

ซัลโมเนลล่า salmonella ตอนที่ 1

การ์ตูนดรากอนบอล เริ่มจากการพบกันของบลูม่าและโกคู เรื่องราวต่อไปนี้ก็เกิดขึ้นเพราะการพบกันของหมอคนหนึ่งกับเอกสารรายงานผลการเพาะเชื้อในกระแสเลือดว่า salmonella

การติดเชื้อ salmonella เป็นโรคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เริ่มเรื่องราวที่ตัวเอกของเรื่องเชื้อซัลโมเนลล่า เชื้อซัลโมเนลล่าเป็นที่รู้จักมาประมาณร้อยปี เป็นเชื้อแบคทีเรียรูปแท่ง ตัวยาว มีหนวดแฟลกเจลล่าเอาไว้เคลื่อนที่ได้ ถ้าจัดหมู่ตามการติดสีย้อมที่เรียกว่าสีกรัม เชื้อซัลโมเนลล่าจัดเป็นกรัมลบติดสีออกสีแดง (กรัมบวกจะติดสีน้ำเงินม่วง) เชื้อซัลโมเนลล่าสามารถก่อโรคในคนได้หลากหลายมากตั้งแต่ติดเชื้อที่แหล่งเข้าคือทางเดินอาหารและลำไส้ ไปจนถึงในกระแสเลือด ข้ามไปถึงอวัยวะต่าง ๆ เช่นที่หัวใจ เยื่อหุ้มสมอง ในไขข้อ หนึ่งในการติดเชื้อกระแสเลือดที่เพาะเชื้อยากและต้องคิดถึงเสมอในการติดเชื้อกึ่งเฉียบพลัน

เชื้อซัลโมเนลล่ามีหลายตัว หลายกลุ่ม แยกเชื้อและระบุชนิดได้หลายระบบ แต่ที่เราแยกทางคลินิก คือแยกตามการรักษาการจัดการ เราจะแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ ไข้ไทฟอยด์ (typhoid fever หรือ enteric fever) และการติดเชื้อซัลโมเนลล่าที่ไม่ใช่ไทฟอยด์ (non typhoidal salmonellosis)
  ไข้ไทฟอยด์มีความสำคัญคือตัวเชื้อจะอยู่ในคน และก่อโรคในคน มีคนเป็นแหล่งที่อยู่ อาการของโรคจะรุนแรงกว่า มีผลแทรกซ้อนได้มากหากจัดการไม่ถูกต้อง  ดังนั้นเราจะมาพูดถึงไข้ไทฟอยด์กันก่อน

  typhoid ปรกติ suffix -iod จะแปลว่าเสมือนเช่น pemphigoid คือโรคผิวหนังที่คล้าย pemphigus หรือปฏิกิริยา anaphylactoid คือปฏิกิริยาที่คล้าย anaphylactic

  ไข้ไทฟอยด์ในอดีตเรียกว่าอาการเหมือนไข้ไทฟัส ไข้ไทฟัสหรือไข้รากสาดใหญ่ในภาษาไทย มาจากภาษาอังกฤษ typhus มาจากคำกรีก typhos ที่แปลว่าเมฆหมอก ขุ่นมัว เป็นคำเรียกการรับรู้สติของไข้ไทฟัสในยุคก่อนที่สุดท้ายปลายทางจะมีการรับรู้สติที่เสื่อมลง เหมือนจิตขมุกขมัว รับรู้บ้าง ไม่รับรู้บ้าง เพราะผู้ป่วยไข้ไทฟัสในสมัยก่อนเมื่อไม่ได้รับการดูแลที่ดีจะมีอาการเยื่อหุ้มสมองและสมองอักเสบ (meningoencephalitis) ทำให้ฟั่นเฟือน

  ไข้ไทฟัสมีมานานตั้งแต่อดีตแล้ว แต่เพิ่งมารู้ว่ามีพาหะนำโรคเป็นตัวหมัดมาประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ในยุคสงครามต่าง ๆ ไม่ว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สงครามไครเมีย หรือภาวะโหดร้ายจากสงครามเช่นในค่ายกักกัน ส่วนมากจะเสียชีวิตจากไทฟัสมากกว่าปืนและระเบิดในสงครามเสียอีก
  แต่ว่าไข้ไทฟอยด์ก็มีบางลักษณะที่ไม่เหมือนไทฟัสเสียทีเดียว เป็นจุดที่คิดว่าตัวเชื้อก่อโรคคงเป็นคนละตัวกัน แต่ในเวลาที่ยังไม่ทราบว่าเชื้ออะไร ขอเรียก เสมือนไทฟัส หรือ ไทฟอยด์ หรือ ไข้รากสาดน้อยไปก่อน

  ลักษณะสำคัญของไข้ไทฟอยด์ หรือ เอนเตอริก ฟีเวอร์ (enteric fever) คือมีอาการไข้ มีอาการปวดจุกแน่นท้อง บางรายอาจมีปวดท้องมาก และส่วนใหญ่เวลาที่ไข้ขึ้นสูงมักจะมีชีพจรเต้นช้า เรามาดูที่อาการปวดท้องที่เป็นอาการที่พบบ่อยในไข้ไทฟอยด์ จนได้ชื่อว่า enteric คือลำไส้ enteric fever

  การติดเชื้อไทฟอยด์ หรือให้เฉพาะเจาะจงคือเชื้อ ซัลโมเนลล่า ไทฟี่, ซัลโมเนลล่า พาราไทฟี่ ที่มีแหล่งก่อโรคในคนและมีคนเป็นแหล่งสะสมโรคและแหล่งแพร่กระจายโรค เชื้อทั้งคู่จะติดทางระบบทางเดินอาหาร การกิน การปนเปื้อนจากอาหารหรือสิ่งแวดล้อม เมื่อเข้าไปในทางเดินอาหารจะเข้าไปที่อวัยวะเป้าหมายคือเนื้อเยื่อน้ำเหลืองที่ลำไส้ เนื้อเยื่อเซลล์ภูมิคุ้มกันนี้อยู่ใต้ผิวลำไส้อยู่กันเป็นกลุ่มและกระจุกก้อนเป็นปื้น เรียงตัวกันหลายปื้น คอยดักจับเชื้อโรคที่จะเข้ามาจากทางเดินอาหาร อีกหนึ่งเชื้อที่ชอบมาที่นี่คือเชื้อไวรัสโปลิโอ เรียกปื้นเนื้อเยื่อนี่ว่า Peyer's patch

  เมื่อเชื้อไทฟอยด์มาถึงที่นี่จะเกิดปฏิกิริยาแบ่งตัวเพื่อต่อต้านเชื้อ การแบ่งตัวและขยายตัวของปื้นเซลล์ภูมิคุ้มกันนี้จะเกิดอาการปวดท้อง จุกแน่นหรืออาจมีอาการเหมือนลำไส้อุดตันได้ ทำให้การติดเชื้อไทฟอยด์มีอาการปวดท้องเด่นมาก ในบางรายที่ติดเชื้อรุนแรงอาจมีแผลที่ลำไส้หรือลำไส้ทะลุได้เลย

เกร็ดเล็กน้อยคือเจ้าเชื้อนี้จะติดง่ายขึ้นหากกรดในกระเพาะลดลง เป็นโรคต่าง ๆ ที่มีแผลในลำไส้ หรือได้รับยาจนจำนวนเชื้อประจำถิ่นในลำไส้ลดลง การใช้ยาลดกรด การได้รับยาฆ่าเชื้ออันเกินจำเป็นจึงเป็นข้อควรระวังการติดเชื้อตัวนี้ และถ้าหากรักษาล่าช้าอาจทำให้เข้าสู่ระยะพาหะ แพร่เชื้อโดยที่เราไม่มีอาการใด ๆ ทางอุจจาระได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ลดลงมากเพราะสุขอนามัยที่ดีขึ้นและการรักษาที่เร็วมากกว่าแต่ก่อน

  นอกเหนือจากอาการไข้ ปวดท้องแล้วอาการอย่างอื่นแทบจะแยกยากจากการติดเชื้อทั่วไป ไม่ว่าปวดเมื่อย อ่อนเพลีย ปวดตามข้อ ประวัติการเข้าสู่สถานที่ระบาดของไทฟอยด์จึงสำคัญมากและประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังถือว่าเป็นแดนระบาดของไข้ไทฟอยด์ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
  การตรวจอื่น ๆ ที่อาจพบได้บ้างเช่นผื่นตามตัวที่ชิ่อว่า Rose spot และอาการสับสน พฤติกรรมเปลี่ยนคล้ายกับการติดเชื้อไทฟัสที่กล่าวมาแล้วเรียกว่า muttering delirium และ coma vigil ผมเองก็ไม่เคยเห็น ไปอ่านที่พจนานุกรมศัพท์แพทย์ บรรยายว่าเป็นอาการสับสนที่ชอบดึงผ้าปูที่นอนโดยไร้เหตุผลซ้ำแล้วซ้ำอีก และจินตนาการถึงสิ่งของต่าง ๆ สุดท้ายก็จะอยู่นิ่ง ๆ ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นและสิ่งเร้าใด

  การวินิจฉัยอาศัยอาการ การตรวจร่างกายที่แยกยากจากการติดเชื้อเฉียบพลันอื่น ๆ เพราะอาการไม่เฉพาะเจาะจง การตรวจเลือดก็ไม่เฉพาะเจาะจงนัก ส่วนมากใช้ประวัติเข้าแดนระบาดโรคเป็นสำคัญ การตรวจหาเชื้อที่นิยมและได้ผลดีคือการตรวจหาสารพันธุกรรม (nucleic acid amplification) ของซัลโมเนลล่าในเลือด ในไขกระดูกหรือจากสารคัดหลั่งในลำไส้จากการส่องกล้อง ส่วนการเพาะเชื้อจะขึ้นยาก (แต่ต้องทำเพื่อระบุเชื้อและทดสอบความไวของยา) ส่วนการตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อจะมีข้อจำกัดหากอยู่ในแดนระบาดของโรคอย่างในบ้านเรา

โปรดติดตามตอนต่อไป

05 สิงหาคม 2562

ARDS ตอนที่ 1

Acute Respiratory Distress Syndrome หนึ่งในภาวะที่รักษายากที่สุดในไอซียู ภาวะที่มีการบาดเจ็บ การอักเสบ การหลั่งสารไซโตไคน์ต่าง ๆ มีสารน้ำแห่งการอักเสบออกมาที่ถุงลมและหลอดลม ทำให้การแลกเปลี่ยนแก๊สทำไม่ได้ การบาดเจ็บและการอักเสบนี้เกิดกระจายไปทั่วปอดทั้งสองข้าง ทำให้การหายใจลำบากมาก นำพาไปสู่การล้มเหลวของอวัยวะต่าง ๆ ได้หากแก้ไขได้ไม่ดี

การบาดเจ็บและอักเสบอาจจะเกิดจากอันตรายต่อปอดโดยตรงเช่นการสูดควันเวลาไฟไหม้ การจมน้ำ การติดเชื้อที่ปอด หรืออาจเกิดจากสาเหตุนอกปอดเช่นติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด ไฟไหม้ตามตัวอย่างรุนแรง การรู้สาเหตุเป็นสิ่งสำคัญเพราะต้องแก้ไขสาเหตุด้วย

ปัจจุบันเราใช้คำนิยาม ARDS ที่เรียกว่า Berlin's definition 2012 ที่มีการปรับปรุงจากเกณฑ์เดิมหลายประการเพื่อให้ครอบคลุมการรักษาและอุดจุดบอดของการคัดเลือกคนที่จะเข้ารับการรักษา 

1.ประการแรกคือเรื่องของเวลา อาการที่แย่ลงนี้เกิดเร็วในเจ็ดวัน ก่อนหน้านี้อาจจะปรกติหรือไม่ได้แย่ในแบบนี้

2.จากพยาธิกำเนิดของโรค ภาพถ่ายเอ็กซเรย์ปอดจะพบเงาฝ้ากระจายที่ปอดทั้งสองข้าง อาจจะไม่ได้สมมาตรกันชัดเจนเพราะว่าสภาพของโรคที่เกิดทั่วปอดก็จริงแต่ก็เป็นกระจัดกระจายมากบ้างน้อยบ้างในแต่ละบริเวณ และนี่คือลักษณะสำคัญของ ARDS คือปอดแต่ละบริเวณมันบาดเจ็บไม่เท่ากัน

3.การแลกเปลี่ยนแก๊สต้องถูกรบกวนไป เราใช้การเจาะตรวจแก๊สในเลือดแดงว่าความดันของออกซิเจนในเลือดแดงเทียบกับสัดส่วนออกซิเจนที่หายใจเข้าไป นั่นคือหากมีความบกพร่อง เศษส่วนการเปรียบเทียบนี้ยิ่งน้อยยิ่งไม่ดี คืออากาศที่หายใจเข้าไปมีออกซิเจนมากแต่กลับเข้าสู่เลือดแดงไม่มาก เราเรียกสัดส่วนนี้ว่า PF ratio (PaO2/FiO2) ต่ำกว่าร้อยคือรุนแรง (severe) ร้อยถึงสองร้อยคือปานกลาง (moderate)  สามร้อยถึงสองร้อยคือเล็กน้อย (mild)

4.นอกจากสัดส่วนในข้อ 4 ยังใช้ค่า Positive End Expiratory Pressure (PEEP) มาระบุความรุนแรงและคำจำกัดความด้วย การที่จะบอกว่าเป็น ARDS และจัดแบ่งความรุนแรงตามข้อ 4 ได้ นอกจากจะต้องใช้ค่าทั้งสองแล้ว จะต้องมีการใช้ PEEP (ส่วนมากก็ตั้งผ่านเครื่องช่วยหายใจ) ที่ระดับมากกว่าหรือเท่ากับ 5 cmH2O จึงจะเรียกว่าเป็น ARDS พิเศษคือในระดับรุนแรง severe นอกจาก PF ratio จะน้อยกว่า 100 แล้วจะต้องมีค่า PEEP มากกว่า 10 อีกด้วย

5.เดิมทีในคำจำกัดความของ American European Consensus Committee ประกาศใช้ในปี 1994 บอกว่าจะต้องแยกภาวะน้ำท่วมปอดออกไปก่อน เพราะน้ำท่วมปอดก็มีอาการแลบนี้ เอ็กซเรย์แบบนี้แต่รักษาต่างกันมาก วิธีการแยกในสมัยนั้นแนะนำให้ใส่สายสวนไปวัดความดันหัวใจห้องบนซ้ายที่เรียกว่า Pulmonary Artery Wedge Pressure แต่ในคำจำกัดความใหม่จะระบุว่า ภาวะนี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยภาวะน้ำท่วมปอดอย่างเดียว นั่นคือ อาจจะมีน้ำท่วมปอดได้ แต่เมื่อประเมินแล้วน่าจะมี ARDS ด้วยนั่นแหละ และนิยมใช้เครื่องมือตรวจวัดการทำงานของหัวใจที่ไม่ต้องใส่สาย โดยเฉพาะการตรวจ เอคโค่หัวใจ

6.ไม่ใช้ค่า Pulmonary Artery Wedge Pressure มาในคำนิยามอีกต่อไป ไม่บังคับใส่สาย Swan Ganz catheter แล้ว 

7.สำหรับ ARDS ขั้นรุนแรงนอกจากเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ว่ามาแล้ว แนะนำให้วัดปริมาณการหายใจในหนึ่งนาที (corrected minute ventilation) ไม่เกิน 10 ลิตรต่อนาที และวัดค่า compliance ในขณะปอดนิ่ง เอ้า ปอดนิ่งได้ด้วยหรือ ถ้าวัดด้วยมือเราจะใส่จังหวะหยุดส่งแก๊สของเครื่องช่วยหายใจนั่นคือจังหวะที่ปอดนิ่ง หรือในเครื่องยุคใหม่มันคำนวณให้เลยสำหรับค่า static compliance (สัดส่วนการเปลี่ยนแปลงปริมาตรต่อความดัน) ถ้าคำนวณเองก็ volume/(plateau pressure - PEEP) ใช้เกณฑ์ต่ำกว่า 40

 เอาล่ะนี่แค่คำจำกัดความ นอกจากจะค้นหาว่าใครเป็น ARDS หรือไม่เพื่อเข้าสู่กระบวนการการรักษา ก็จะมีการคำนวณคะแนนความรุนแรงและการพยากรณ์โรคที่เรียกว่า Murray Lung Injury Score ระบบคะแนนแบบเก่าแต่ตอนนี้นำมาใช้กับการรักษาใหม่คือการทำ ECMO (extracorporeal membrane oxygenation) การนำเลือดไปแลกเก๊สนอกตัวชั่วคราวแทนปอดที่พังไป 

พอดีมันมีแนวทางการรักษา ARDS ของอังกฤษใน british medical journal ที่ง่ายดี ผมอ่าน ๆ แล้วเห็นว่าดีและฟรี จึงมาสรุปให้น้อง ๆ หมอที่ไม่ได้ทำงานไอซียู หรือน้อง ๆ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ได้เข้าใจการรักษา ARDS ยุคนี้

https://bmjopenrespres.bmj.com/content/6/1/e000420

จะค่อย ๆ ทยอยเล่าเรื่องนะครับ ติดตามตอนต่อไปด้วยนะ

ไข้ในไอซียู

ผู้ป่วยที่มีไข้ขึ้นมาใหม่ในไอซียู หรือหอผู้ป่วยสามัญที่มีการดูแลคล้ายไอซียู นอกจากสืบหาการติดเชื้อในโรงพยาบาลตามมาตรฐานแล้ว อย่าลืมหาสิ่งต่างๆดังนี้

1.หลอดเลือดดำอักเสบ แถว ๆ จุดแทงน้ำเกลือทั้งหลาย ไม่ว่าจะปิดแน่นอย่างไร ตอนแทงปลอดเชื้อเพียงใด ก็ต้องตรวจหา

2.หลอดเลือดส่วนกลาง จุดแทงผิวหนัง (exit site) หรือแย่สุดคือติดเชื้อที่สาย

3ไซนัสอักเสบ เพราะมีท่อทั้งหลาย ท่อช่วยหายใจ สายยางให้อาหาร

4.แผลที่รูทวาร ฝีรอบรูทวาร เพราะการขับถ่ายผิดปกติไป ใส่ผ้าอ้อม การเสียดสีจากเช็ดก้น

5.แผลถลอกและแผลกดทับ จากการเสียดสี จากสภาพคนไข้ที่ขยับยาก ทำให้มีแผลได้และอาจติดเชื้อได้ แต่การเห็นแผลไม่เท่ากับการติดเชื้อทุกกรณีไป

6.เสมหะอุดตัน ทำให้ปอดมีการยุบตัว (atelectasis) ทำให้เกิดไข้ได้

7.ปัสสาวะขุ่น เพราะใส่สายสวนไว้นานเกิน อาจติดเชื้อได้

8.ไข้จากยา บางทีการติดเชื้อดีแล้วแต่ยาปฏิชีวนะที่ใช้ทำให้เกิดไข้ได้เช่นกัน

9.ถ่ายเหลวเพราะจากการให้ยาฆ่าเชื้อนาน ๆ เชื้อประจำถิ่นในลำไส้ลดลง จนติดเชื้ออื่น ๆ ได้

10.อย่าลืมเชื้ออื่น ๆ ที่ไม่ใช่แบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อรา

ที่สำคัญ เห็นไข้ขึ้น อาจจะไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อเสมอไป หลายครั้งไม่ต้องให้ยาฆ่าเชื้อนะครับ ให้สืบค้นหาสาเหตุเสมอ ใช้ยาฆ่าเชื้อเฉพาะกรณีสงสัยติดเชื้อเท่านั้นครับ

04 สิงหาคม 2562

สุขใจที่ได้อ่าน 2


สิ้นสุดไปแล้วกับงานบุ๊กคลับ เสวนาพูดคุย ในหัวข้อหนังสือแห่งความทรงจำ
วันที่จัดงานฝนไม่ตก คนเริ่มเข้ามาในงานมีทั้งท่านที่เคยมาเข้าร่วมและน้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามา ทุกคนมาด้วยแววตาตื่นเต้น และอยากมาเล่าเรื่องของหนังสือของตนเอง
ลุงหมอเปิดเรื่องด้วยหนังสือของผมก่อน มีคนสนใจมากเลยและที่สำคัญก็มีการวิจารณ์หนังสือในเชิงสร้างสรรค์ ทำให้เราได้เปิดโลกทรรศน์อีกมุมที่เราไม่คิดเกี่ยวกับหนังสือที่เราชอบ หรือเมื่อชีวิตเราก้าวเดินไป มุมมองเดิมก็เปลี่ยน มุมมองใหม่ก็เกิด อ่านเล่มเดิมแต่ได้อะไรใหม่ ๆ อย่างที่ไม่เคยคิดถึง หลั่งไหลออกมาไม่รู้จบ ยิ่งมีหลายคน ความคิดยิ่งแตกฉาน
มีการต่อยอดถึงหนังสือเรื่องอื่นในกลุ่มที่คล้ายกันหรือนักเขียนคนเดียวกัน แต่ละคนเป็นนักอ่านที่ลงลึกและเข้าใจนักเขียนอย่างดี ผลัดกันนำเสนอ วิจารณ์ สนุกสนาน เย้าแหย่ สนุกมากจริง ๆ
ให้พูดกันถึงสามทุ่มน่าจะไหว สงสัยต้องจัดค่าย "บอกกล่าวเล่าหนังสือ. สักคืน ทำรอบกองไฟ เล่ากันยันเช้า
ขอบคุณทุกคนมากครับ สิ่งที่เรารู้แน่ ๆ คือ นักอ่านยังคงมีอยู่อย่างมากมายรอบตัวเรา ถ้าเราได้จับกลุ่ม ได้มีตัวตน เชื่อว่านักเขียนก็จะยินดีสร้างสรรค์ผลงานออกมาอีกเรื่อย ๆ
ขอบคุณ ID WorkSpace ที่จัดสถานที่และเครื่องดื่มอย่างดีเสมอ ราคาไม่แพงและอร่อย
ขอบคุณ ร้านวีบุ๊ค ที่มาเข้าร่วมและยินดีจัดหาหนังสือที่ใครหลายคนต้องการ
ขอบคุณพี่เหน่ง ผู้จัดงานหนังสือโคราชตัวจริงเสียงจริงที่มาเข้าร่วมและน่าจะเป็นแรงใจให้พี่จัดงานอีกครา
ขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกท่านที่มาด้วยใจและตาใสเป็นประกายกันทุกท่านเลย
ครั้งหน้าจะจัดที่ไหนดี ???

















บทความที่ได้รับความนิยม