07 ธันวาคม 2558

ฤดูหนาวกับโรคทางอายุรกรรม

ฤดูหนาวกับโรคทางอายุรกรรม

ฤดูหนาวมาแล้ว หลายๆคนอาจชอบฤดูหนาวแต่สำหรับอายุรแพทย์และอายุรแพทย์โรคหัวใจคงไม่ปลื้มฤดูหนาวมากนัก เพราะงานพวกเราจะมากขึ้น

   สมาคมแพทย์โรคหัวใจอเมริกาได้ส่งคำเตือนในวารสาร heart เมื่อ 16 กันยายน 2015 ว่าฤดูหนาวแล้วผู้ป่วยโรคหัวใจต้องระวังตัวให้มาก โดยเฉพาะการทำงานกลางหิมะที่จะทำให้อุณหภูมิกายต่ำกว่า 35 และการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงฤดูหนาว แต่ไม่ได้บอกเหตุผลเอาไว้ ผมได้ไปค้นเหตุผลหลายๆวารสาร หลายๆตำรา ทุกๆวารสารบอกเหมือนๆกันว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดจะพบมากขึ้นในฤดูหนาวและส่วนมากเป็นการศึกษาในประเทศเขตหนาว (คือในวารสารใช้คำว่า windy, winter และ..และ..snow) ก็ไปเจอรีวิวอันหนึ่งอธิบายได้ดีและรวบรวมข้อมูลจากเอเชียด้วย แต่ไม่มีประเทศไทยนะครับ ก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง ผมว่าบางส่วนน่าจะเข้ากับบ้านเราได้
    การศึกษาทั้งหมดเป็นการวิเคราะห์ความเสี่ยงโดยตามกลุ่มศึกษาในระยะยาว (prospective cohort observational study) ในแง่นี้ผมว่าไม่ต้องเป็นการทดลองทางการแพทย์ผมก็รับได้นะ
โรคหัวใจและหลอดเลือดที่มีมักพบมากในฤดูหนาวมีดังนี้และอธิบายคร่าวๆได้แบบนี้

โรคลิ่มเลือดดำอุดตัน จะพบมากขึ้นเพราะสารการแข็งตัวของเลือดทำงานมากขึ้นครับ (hypercoagulable state)และหลอดเลือดส่วนปลายที่บีบตัวมากขึ้น ทัั้งเลือดดำอุดตันที่ขาและลิ่มเลือดหลุดลอยไปอุดที่ปอด

เส้นเลือดแดงฉีกขาดหรือโป่งพอง เชื่อว่าความกดอากาศที่เปลี่ยนและการกระตุ้นฮอร์โมน catecholamines ทำให้เกิดเหตุมากขึ้น มีบางรายงานอธิบายว่าฤดูหนาวคนดูดบุหรี่มากขึ้น ก็เลยพบเพิ่มขึ้น

หลอดเลือดสมองตีบ อันนี้มีการศึกษามากและมีในเอเชียด้วยครับ พบมากว่าฤดูร้อน 39% ส่วนหลอดเลือดสมองแตกนั้นมีการศึกษามากกว่าตีบอีกครับและผลชัดเจนว่าหนาวเกิดมากกว่าร้อนในทุกๆทวีป เชื่อว่าหนาวมากไปกระตุ้นฮอร์โมน ทำให้ความดันโลหิตสูงจึงเกิดเหตุการณ์มากขึ้น

หัวใจวาย พบมากขึ้นเช่นกัน เพราะอากาศหนาวจึงต้องรักษาความอบอุ่นโดยให้หลอดเลือดตีบตัวลง ลดการสูญเสียความร้อน ไอ้ฮอร์โมน-อิพิเนฟรีน-ที่ช่วยรักษาความร้อนที่มีมากเกินไป ทำให้หัวใจวายครับ

หัวใจเต้นผิดจังหวะ (ทั้ง AF และ VT/VF) เชื่อว่าเกิดจากความแปรปรวนของอากาศช่วงร้อน-หนาว สลับกัน และปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่มากขึ้นในฤดูหนาว

อาการเจ็บอกและกล้ามเนื้อหัวใจตาย อันนี้ข้อมูลยังไม่ชัดเจนมากเหมือนข้างต้น แค่บอกว่าในฤดูหนาว เคสที่มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องนี้เพิ่มขึ้น

ในวารสารนี้อธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดได้ดี ผมโพสต์ URL มาให้ท่านที่สนใจค้นต่อที่
N Am J Med Sci. 2013 Apr; 5(4): 266–279 หรือที่
http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3662093/

เหตุต่างๆคร่าวๆคือ อุณหภูมิที่ลดลงไปทำให้ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดส่วนปลายตีบแคบ และสารทำให้เลือดแข็งทำงานเพิ่มขึ้น
วิตามินดีที่ลดลงเพราะเราขี้เกียจออกนอกบ้าน มันหนาว ก็เลยลดลงผลการปกป้องหัวใจก็น้อยลง
และฤดูหนาวมีการติดเชื้อต่างๆเพิ่มขึ้นและเชื้อโรคต่างๆนั้นบางตัวไปทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ขาดการออกกำลังกาย เอาแต่นั่งอุ่นๆในบ้านดื่มช็อกโกแลตก็ทำให้โรคหัวใจเพิ่ม เอาละแต่ผมว่าสาเหตุจริงๆน่าจะเกิดจาก ฮอร์โมน-catecholamine-ที่เพิ่มขึ้นมากกว่า

ฝากให้เรซิเดนท์หรือเฟลโลว์ เอาไว้ทำวิจัย seasonal incidence ในประเทศไทยว่าจริงตามนี้ไหม น่าสนใจกว่า "อัตราการเกิดหัวใจวายตอนที่มีการแข่งฟุตบอลโลก" หลายเท่านัก (ก็ขนาดนั้นยังมีคนทำ ตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor สูงๆได้เลย)

05 ธันวาคม 2558

การตรวจสุขภาพของผู้สูงวัย

การตรวจสุขภาพของผู้สูงวัย

วันพ่อ 5 ธันวาคม มีเรื่องสบายๆบอก คิดว่าพ่อของหลายๆท่านที่อ่านเพจของผมน่าจะอายุเกิน 50 ปี ผมจึงได้คิดหาของขวัญวันพ่อมาให้พวกท่าน เป็นการตรวจคัดกรองสุขภาพที่มีหลักฐานทางการแพทย์และเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขรองรับ ว่าคุ้มค่าและไม่โอเว่อร์ครับ ข้อมูลจาก NICE guideline ของอังกฤษ ผมถือว่าเป็น guideline ที่ขี้เหนียวที่สุดในโลก, จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ USPSTF ของอเมริกา

1. การวัดความดัน ฆาตกรเงียบตัวจริงครับ ไม่มีอาการอะไรถ้าไม่วัด

2. การตรวจฟัน ใช่ครับปัญหาสำคัญ ทำให้เคี้ยวไม่สะดวก ติดเชื้อต่างๆง่าย เชื้อโรคส่วนมากก็ติดมาจากปากและฟันที่สกปรกครับ

3. ชั่งน้ำหนัก ถูกสุดและเห็นชัดสุด ยิ่งอ้วน...จะลำบากในอนาคต

4. การตรวจร่างกายหาไฝผิดปกติ อันนี้พบมากในต่างประเทศนะครับคือ มะเร็งผิวหนังชนิด เมลาโนมา ในประเทศไทยพบไม่มาก เอ..หรือไม่ค่อยได้ตรวจ แต่ถ้ามีไฝที่โตเร็ว ไฝที่มีลูกหลานกระจายออกมา อาจต้องให้หมอเขาตัดชิ้นเนื้อไปตรวจนะครับ

5. ตรวจตาและหู การได้ยินที่บกพร่อง ต้อลมต้อเนื้อ หรือสายตาที่เสื่อมลง เป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต การสื่อสารและหลายๆโรคเราก็แก้ไขได้ครับ ทำให้คุณภาพชีวิตท่านดีขึ้นมาก

6. ตรวจเลือด...หาเบาหวานครับ งดอาหารมาเจาะเลือด 6-8 ชั่วโมง ทำทุกรายได้ก็ดีครับ แต่ถ้าต้องการประหยัดงบ ผมว่าเฉพาะท่านที่เสี่ยงคือ มีประวัติเครือญาติเป็นเบาหวาน (ไม่ได้พูดถึงเบาหวานจากการตั้งครรภ์ เพราะ พ่อ..ไม่ตั้งครรภ์)
และปัจจุบันมีข้อมูลการตรวจและรักษาไขมันในเลือดสูง จึงควรตรวจคัดกรองไขมันในเลือดทั้ง 4 ชนิด cholesterol, triglyceride, LDL, HDL แล้วเอามาคำนวณความเสี่ยงตามสมการนะครับ ไม่ได้ใช้ตัวเลขตรงๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดใน 10 ปี และประเมินว่าต้องกินยา--เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุหรือไม่—ตรวจเลือดนี่แค่สองตัวเอง

7. การตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ แนะนำใช้การส่องกล่องลำไส้ใหญ่ทุก 10 ปี หรือทำ CT-colonography แทนก็ได้ แต่ถ้างบไม่พอ ใช้การตรวจอุจจาระเพื่อหาเลือดที่ออกในลำไส้แทนได้ ตรวจปีละ 1 ครั้ง ครั้งหนึ่งตรวจ 3 วัน ต้องเป็นการตรวจหาเลือดมนุษย์ในอุจจาระนะครับ iFOBT = immunochemical fecal occult blood test

8. การตรวจทางรังสีอื่นๆ ไม่แนะนำทำทุกราย แต่ทำเมื่อเสี่ยง คือถ้าอายุ 65-75 และสูบบุหรี่จัดอาจตรวจอัลตร้าซาวนด์ท้อง คัดกรองหาหลอดเลือดแดงใหญ่ในท้องโป่งพอง ส่วนการวัดมวลกระดูกในผู้ชายยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามีประโยชน์ครับ (ถ้าไม่มีความเสี่ยงใด)
9. การฉีดวัดซีน
a. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทุกปี
b. วัคซีนโรคปอดอักเสบ 13 valent conjugated vaccines เมื่ออายุ 50ปี 1 เข็ม 1 ครั้ง
c. วัคซีนรวม คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก Tdap 1 เข็ม ทุกๆ 10ปี หรือถ้าต้องฉีดเพื่อป้องกันบาดทะยักเวลามีแผล ก็ให้
ฉีด Tdap แทน บาดทะยักธรรมดา 1 เข็มในชุดการฉีด 3 เข็ม
d. ถ้า-ยังไม่มีภูมิไวรัสตับอักเสบบี ให้วัคซีนตับอักเสบบี 1 ชุด (3เข็ม) 1 ครั้ง
e. ถ้า-ยังไม่มีภูมิไวรัสตับอักเสบเอ ให้วัคซีนตับอักเสบเอ 1 ชุด (2เข็ม) 1 ครั้ง
f. วัคซีนงูสวัด เมื่ออายุมากกว่า 60 ปี 1เข็ม 1ครั้ง
g. ถ้า-ไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือ ตรวจไม่พบภูมิคุ้มกัน ให้ฉีดวัคซีนโรคสุกใส 1 เข็ม 1ครั้ง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ การถ่ายภาพรังสีปอด การตรวจการทำงานของไต ไม่มีผลเชิงป้องกันแต่อย่างใด แต่อาจมีประโยชน์ในแง่เก็บเอาไว้เป็นข้อมูลพื้นฐานของตัวเอง ไว้เทียบเวลาเจ็บป่วยในอนาคต โดยทั่วไปก็ไม่ได้แนะนำให้ตรวจครับ

04 ธันวาคม 2558

Timeline การรักษาโรคเอดส์

Timeline การรักษาโรคเอดส์

   เนื่องจากวันที่ 1 ธันวาคม เป็นวันเอดส์โลกจึงมีเอกสารเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของการรักษาออกมาพร้อมๆกันเป็นจำนวนมาก แต่ผมเลือกบทความของ Anthony Fauci และ Hillary Marston จากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ในสองสิ่งพิมพ์ยักษ์ใหญ่คือ JAMA และ NEJM

  เริ่มต้นตั้งแต่เราใช้ยาต้านไวรัสแบบ HAART คือใช้ยาหลายๆชนิดออกฤทธิ์ยับยั้งการสืบสายพันธุ์ไวรัส ตั้งแต่ประมาณปี 1990 เริ่มจากการศึกษา SMART บอกเราว่าการให้การรักษาโดยใช้ยาหลายตัวอย่างต่อเนื่องนั้นสามารถรักษาคนไข้ได้ดีกว่าการรักษาตามอาการเป็นระยะๆ และควรเริ่มรักษาเร็วจะดีกว่าปล่อยให้โรคลุกลามไปมาก พวกที่รอหรือรักษาช้าแย่กว่ากลุ่มรักษาเร็ว 160%

  หลังจากนั้นเราก็พัฒนาไปถึง การศึกษา HPTN 052 อันลือลั่นบอกเราว่านอกจากรักษาตัวคนผู้ติดเชื้อแล้ว การให้ยาเร็วและแรงยังสามารถป้องกันคู่นอน คู่แต่งงานที่ยังไม่ติดเชื้อได้อีกด้วย ป้องกันได้ 96% เราจึงก้าวไปถึงขั้นลดการระบาดได้

  หลังจากนั้นเราก็พัฒนาไปถึงขั้นให้ยาในผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการและภูมิคุ้มกันยังดีอยู่ คือการศึกษา START และ TEMPRANO ที่บอกเราว่าไม่ต้องรอให้เกิดอาการ หาคนที่ติดเชื้อมาให้การรักษา ช่วยลดอัตราตายได้ดีกว่ารอ 57 % และ อัตราการแพร่กระจายเชื้อลงได้มากๆเลย

  เอาล่ะ การก้าวกระโดดในช่วง 20ปีมานี้ มีการประมาณการณ์จาก UNAIDs และ CDC ว่าเราสามารถให้ยาคนไข้ไป 13 ล้านคนแล้ว รักษาชีวิตนับไม่ถ้วน ปี 2014-2015 ให้ยาไป 700,000 ราย เพราะเข้าถึงยา เข้าถึงการรักษา และมีกองทุนสนับสนุนมากมายโดยเฉพาะจาก บิล เกตส์ ซีอีโอไมโครซอฟต์
  แต่..แต่ว่า การดูแลยังไม่ถึงเป้า มีแค่ 30% เท่านั้นที่ได้ยาแล้วกดไวรัสได้ ที่น่าเศร้าคือกว่า 60% ของคนที่รักษาล้มเหลวกดไวรัสไม่ได้ คือคนที่เคยรักษาแล้ว แต่กินยาและรักษาไม่สม่ำเสมอ ก็จะสิ้นเปลืองงบ เปลืองยา และทำให้เกิดสายพันธุ์ดื้อยาที่เป็นปัญหาต่อไป

  องค์กรเอดส์ทั่วโลก นำโดย UNAIDS จึงประกาศมาตรการ 90-90-90 ให้สำเร็จในปี 2020 คือ 90% ของผู้ติดเชื้อต้องทราบสถานะการติดเชื้อและระยะของโรค 90%ของผู้ที่ทราบว่าติดเชื้อต้องได้รับการรักษา และ 90% ของผู้ที่ได้รับการรักษาต้องสามารถกดไวรัสได้ ต้องอาศัยความร่วมมือมากๆของทุกๆประเทศ ผมเองจะคอยดูว่าสิ้นปี 2020 จะเป็นอย่างไร
   ท้ายสุดขอกล่าวถึงความก้าวหน้าขั้นต่อไปพอให้ตื่นเต้น คือการป้องกันไม่ให้ติดเชื้อและเป็นโรค การพัฒนาวัคซีนเอดส์ที่มีฐานในไทยยังได้ผลไม่ดีนัก 50-60% แต่การศึกษาล่าสุดทำในกลุ่มคนที่เสี่ยงที่สุดคือกลุ่มชายรักชาย คือ IPERGAY study เพราะยังพบอัตราการติดเชื้อและแพร่กระจายที่สูงมาก พบว่าการใช้ยา on-demand ด้วยยา tenofovir/emticirabine คือใช้เมื่อจะมีเพศสัมพันธ์ (คนกลุ่มนี้ยังไม่ติดเชื้อครับ) 2 เม็ดใน24ชั่วโมงก่อนมีเพศสัมพันธ์ ตามด้วยอีก1เม็ดหลังมีเพศสัมพันธ์ ด้วยการป้องกันแบบนี้ลดอัตราการติดเชื้อได้ถึง 87% ก็เป็นนวัตกรรมการป้องกันเพื่อไม่ให้ติดเชื้อแบบใหม่ (ใส่ถุงยางง่ายกว่าไม๊น้า...)

  ก็จะเห็นวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ วางแผนเพื่อป้องกันและผลักดันให้เกิดประสิทธิผลขององค์กรระดับโลก ไม่ได้ใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นใหญ่ เหมือนบางประเทศ

01 ธันวาคม 2558

ความรู้เรื่องน้ำผึ้ง

ความรู้เรื่องน้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง..เมนูยอดฮิตของยุคสมัย ผสมในทุกๆเมนูครับ ผมเองเคยคิดตั้งหลายทีว่าจะซื้อมากินดีไหมน้า......เลยลองค้นข้อมูลที่เชื่อถือได้มาประมวลข้อเท็จจริงมาสรุปและเล่าสู่กันฟังครับ

  น้ำผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารตั้งต้นคือเกสรดอกไม้ครับ ผ่านกระบวนการย่อยสลายทางเคมีของผึ้งออกมาเป็นน้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง ( wax เอามาทำรัง ) น้ำผึ้งที่ได้จะมีโครงสร้างคล้ายๆ น้ำหวานครับ คือมีน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสครับ เป็นน้ำหวานธรรมชาติ หวานจัดกว่าน้ำตาลที่ปริมาณเท่าๆกัน เนื่องจากมีสัดส่วนที่เป็นน้ำผสมอยู่น้อยมาก ดัชนีน้ำภายในคือ 0.6 ซึ่งน้ำที่มีน้อยๆนี้ทำให้ ไม่ต้องใช้ปริมาณมากเท่าน้ำตาลแต่ก็หวานเท่าน้ำตาล แต่ถ้าคุณใส่เท่าๆกับน้ำตาลก็จะหวานมากกว่าได้พลังงานมากกว่า นะครับ ในคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นเบาหวานอาจต้องระวังประเด็นนี้ด้วยนะครับ
  โดยทั่วไปน้ำผึ้งธรรมชาติหนึ่งช้อนชาจะให้พลังงาน 62-64 กิโลแคลอรี่ครับ หรือคิดเป็นหน่วยพลังงานได้ 1030 กิโลแคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 340 กรัม (หนึ่งถ้วย) เป็นคาร์โบไฮเดรต 279 กรัม ซึ่งก็คือน้ำตาลนั่นแหละครับถึง 278 กรัม ที่เหลือเป็นไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์และไม่มีไขมันนะครับ

  น้ำผึ้งจะมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าน้ำตาล หมายความว่าเวลากินเข้าไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าๆ จึงอิ่มนานกว่าโดยที่พลังงานเท่าน้ำตาลกลูโคส เคยมีการศึกษาเปรียบเทียบทางการแพทย์เลยนะครับ (เป็น RCTs) ว่าลดไขมัน และน้ำตาลเพิ่มน้อยกว่ากลูโคส แต่ว่าถ้ากินมากระดับน้ำตาลในเลือดก็สูงตามกันนะครับ
   และประเด็นสำคัญคือว่าเนื่องจากน้ำผึ้งที่มีนั้นไม่ว่าจะน้ำผึ้งแท้หรือเทียม มาจากแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คุณค่าทางโภชนาการและความสามารถเชิงการแพทย์ของน้ำผึ้งก็จะไม่เท่ากัน แปรเปลี่ยนตามชนิดของผึ้ง สายพันธุ์ ชนิดของดอกไม้ที่ผึ้งไปเก็บเกสรมา สารเคมีทางการเกษตรในแต่ละที่ คงต้องดูแหล่งที่มาของน้ำผึ้งด้วยครับ

  น้ำผึ้งเป็นน้ำตาลเข้มข้นสูง แบคทีเรียโตยากครับ ในการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสามารถต้านการโตของแบคทีเรียดื้อยาที่เป็นปัญหาในวงการแพทย์ยุคปัจจุบันไม่ว่า MRSA หรือ VRE แต่คงต้องมาออกแบบการทดลองในคนก่อนครับ ดังนั้นน้ำผึ้งจึงไม่ค่อยเสียถ้าตั้งไว้หรือในบางที่ก็ใช้น้ำผึ้งถนอมอาหาร ในอดีตโบราณใช้น้ำผึ้งทารักษาแผลได้เพราะสาเหตุนี้นั่นเองครับ รักษาผิวและใบหน้าได้ครับ และตามธรรมชาติจะมีฟิล์มเคลือบเพื่อไม่ให้เกิด ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นมากเกินไป ก็จะเสียยากครับ และปริมาณน้ำที่เจือปนอยู่ในน้ำผึงนี่แหละครับที่เป็นตัวที่บ่งชี้คุณภาพน้ำผึ้ง ถ้ายิ่งมีน้ำเจือปนอยู่น้อยยิ่งมีคุณภาพสูง
   บางสถาบันในต่างประเทศลองเอามาใช้รักษาแพ้เกสรดอกไม้ เพราะน้ำผึ้งสกัดมาจากเกสรดอกไม้ ก็พบว่าน่าจะเกิดประโยชน์แต่คงต้องรอการศึกษายืนยันอีกครั้ง ส่วนโรคอื่นๆเช่น ไอ หวัด ท้องเสีย ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์นะครับ (จาก pubmed)
ในส่วนตัวแนะนำใช้แทนความความจากน้ำตาลครับแต่ไม่ควรกินหวานจัดเกินไปเดี๋ยวจะอ้วนและน้ำตาลในเลือดสูงครับ

อ้างอิงที่มา
- http://nutritiondata.self.com/facts/sweets/5568/2
- J Med Food. 2004 Spring;7(1):100-7
- International Journal of Food Sciences and Nutrition
Volume 60, Issue 7, 2009
- Asian Pac J Trop Biomed. 2011 Apr; 1(2): 154–160.
- Clin Infect Dis. (2008) 46 (11): 1677-1682.
- http://www.mayoclinic.org/drugs-

supplements/honey/evidence/hrb-20059618

น้ำผึ้ง..เมนูยอดฮิตของยุคสมัย ผสมในทุกๆเมนูครับ ผมเองเคยคิดตั้งหลายทีว่าจะซื้อมากินดีไหมน้า......เลยลองค้นข้อมูลที่เชื่อถือได้มาประมวลข้อเท็จจริงมาสรุปและเล่าสู่กันฟังครับ

  น้ำผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารตั้งต้นคือเกสรดอกไม้ครับ ผ่านกระบวนการย่อยสลายทางเคมีของผึ้งออกมาเป็นน้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง ( wax เอามาทำรัง ) น้ำผึ้งที่ได้จะมีโครงสร้างคล้ายๆ น้ำหวานครับ คือมีน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรุกโตสครับ เป็นน้ำหวานธรรมชาติ หวานจัดกว่าน้ำตาลที่ปริมาณเท่าๆกัน เนื่องจากมีสัดส่วนที่เป็นน้ำผสมอยู่น้อยมาก ดัชนีน้ำภายในคือ 0.6 ซึ่งน้ำที่มีน้อยๆนี้ทำให้ ไม่ต้องใช้ปริมาณมากเท่าน้ำตาลแต่ก็หวานเท่าน้ำตาล แต่ถ้าคุณใส่เท่าๆกับน้ำตาลก็จะหวานมากกว่าได้พลังงานมากกว่า นะครับ ในคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือเป็นเบาหวานอาจต้องระวังประเด็นนี้ด้วยนะครับ
  โดยทั่วไปน้ำผึ้งธรรมชาติหนึ่งช้อนชาจะให้พลังงาน 62-64 กิโลแคลอรี่ครับ หรือคิดเป็นหน่วยพลังงานได้ 1030 กิโลแคลอรี่ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 340 กรัม (หนึ่งถ้วย) เป็นคาร์โบไฮเดรต 279 กรัม ซึ่งก็คือน้ำตาลนั่นแหละครับถึง 278 กรัม ที่เหลือเป็นไฟเบอร์และแอนตี้ออกซิแดนท์และไม่มีไขมันนะครับ

  น้ำผึ้งจะมีดัชนีน้ำตาลต่ำกว่าน้ำตาล หมายความว่าเวลากินเข้าไปจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้าๆ จึงอิ่มนานกว่าโดยที่พลังงานเท่าน้ำตาลกลูโคส เคยมีการศึกษาเปรียบเทียบทางการแพทย์เลยนะครับ (เป็น RCTs) ว่าลดไขมัน และน้ำตาลเพิ่มน้อยกว่ากลูโคส แต่ว่าถ้ากินมากระดับน้ำตาลในเลือดก็สูงตามกันนะครับ
   และประเด็นสำคัญคือว่าเนื่องจากน้ำผึ้งที่มีนั้นไม่ว่าจะน้ำผึ้งแท้หรือเทียม มาจากแหล่งกำเนิดที่ต่างกัน คุณค่าทางโภชนาการและความสามารถเชิงการแพทย์ของน้ำผึ้งก็จะไม่เท่ากัน แปรเปลี่ยนตามชนิดของผึ้ง สายพันธุ์ ชนิดของดอกไม้ที่ผึ้งไปเก็บเกสรมา สารเคมีทางการเกษตรในแต่ละที่ คงต้องดูแหล่งที่มาของน้ำผึ้งด้วยครับ

  น้ำผึ้งเป็นน้ำตาลเข้มข้นสูง แบคทีเรียโตยากครับ ในการศึกษาในหลอดทดลองพบว่าสามารถต้านการโตของแบคทีเรียดื้อยาที่เป็นปัญหาในวงการแพทย์ยุคปัจจุบันไม่ว่า MRSA หรือ VRE แต่คงต้องมาออกแบบการทดลองในคนก่อนครับ ดังนั้นน้ำผึ้งจึงไม่ค่อยเสียถ้าตั้งไว้หรือในบางที่ก็ใช้น้ำผึ้งถนอมอาหาร ในอดีตโบราณใช้น้ำผึ้งทารักษาแผลได้เพราะสาเหตุนี้นั่นเองครับ รักษาผิวและใบหน้าได้ครับ และตามธรรมชาติจะมีฟิล์มเคลือบเพื่อไม่ให้เกิด ปฏิกิริยาออกซิเดชั่นมากเกินไป ก็จะเสียยากครับ และปริมาณน้ำที่เจือปนอยู่ในน้ำผึงนี่แหละครับที่เป็นตัวที่บ่งชี้คุณภาพน้ำผึ้ง ถ้ายิ่งมีน้ำเจือปนอยู่น้อยยิ่งมีคุณภาพสูง
   บางสถาบันในต่างประเทศลองเอามาใช้รักษาแพ้เกสรดอกไม้ เพราะน้ำผึ้งสกัดมาจากเกสรดอกไม้ ก็พบว่าน่าจะเกิดประโยชน์แต่คงต้องรอการศึกษายืนยันอีกครั้ง ส่วนโรคอื่นๆเช่น ไอ หวัด ท้องเสีย ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์นะครับ (จาก pubmed)
ในส่วนตัวแนะนำใช้แทนความความจากน้ำตาลครับแต่ไม่ควรกินหวานจัดเกินไปเดี๋ยวจะอ้วนและน้ำตาลในเลือดสูงครับ

อ้างอิงที่มา
- http://nutritiondata.self.com/facts/sweets/5568/2
- J Med Food. 2004 Spring;7(1):100-7
- International Journal of Food Sciences and Nutrition
Volume 60, Issue 7, 2009
- Asian Pac J Trop Biomed. 2011 Apr; 1(2): 154–160.
- Clin Infect Dis. (2008) 46 (11): 1677-1682.
- http://www.mayoclinic.org/drugs-
supplements/honey/evidence/hrb-20059618

บทความที่ได้รับความนิยม