18 มีนาคม 2569

Lp(a) กับ apoB ตกลงว่าควรตรวจไหม ช่วยอะไร

 Lp(a) กับ apoB ตกลงว่าควรตรวจไหม ช่วยอะไร

ที่ผ่านมามีความเห็นหลากหลายในโลกออนไลน์ครับ คิดว่าหลายคนก็น่าจะได้อ่านมาบ้างเกี่ยวกับ Lp(a) และ apoB สรุปว่าอย่างไร แนวทางนี้มีกล่าวถึง ซึ่งในความเป็นจริงมีกล่าวไว้ตั้งแต่แนวทางไขมันปี 2018 แล้วนะครับ
🔴apoB คือ apolipoprotein ชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของไขมันที่ก่อให้เกิดตะกรันหลอดเลือด (atherogenic plaque) เป็นส่วนประกอบของ LDL และ VLDL ด้วยสัดส่วนหนึ่งต่อหนึ่ง หมายความว่าไขมันเกิดโรคหนึ่งโมเลกุลก็จะมี apoB หนึ่งตัว ดังนั้นปริมาณยิ่งสูงคือมีจำนวนก้อนไขมันก่อโรคที่มากขึ้น เป็นตัวบ่งชี้การเกิดโรคตัวหนึ่ง
แต่การเกิดโรคมันไม่ได้มีแต่จำนวนก้อนไขมัน มันขึ้นกับน้ำหนักก้อนไขมันคือ ระดับค่า LDL, การอักเสบหลอดเลือด ,อายุ, พันธุกรรม, บุหรี่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นมันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมิน ในแนวทางนี้เราจัดมันในกลุ่ม risk enhancer พิจารณาตรวจเมื่อความเสี่ยงก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม หรือใช้ยาแล้ว จะใช้เพิ่มเพื่อลดความเสี่ยงที่เหลืออีกหรือไม่
🔴Lp(a) อันนี้เป็น lipoprotein ตัวหนึ่งเลยแยกจาก LDL เราพบว่าคนที่มี Lp(a) สูง จะมีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดมากกว่าคนที่ Lp(a) ต่ำ เจ้า Lp(a) มันค่อนข้างเป็นอิสระ ปัจจัยควบคุมคือพันธุกรรม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับยาหรือการปฏิบัติตัว หมายถึงเป็นป้ายประจำตัวว่าคุณเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดมากน้อยเพียงใด ตรวจตอนเด็ก ตรวจตอนโต ตรวจตอนแก่ ตรวจตอนกินยาหรือไม่กินยา ค่าก็ไม่เปลี่ยนนัก
คำแนะนำคือ ตรวจก็ดี ตรวจสักครั้งในชีวิตก็พอเพื่อรู้ว่าเราเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และมีหน้าที่เหมือน apoB คือ risk enhancer พิจารณาตรวจเมื่อความเสี่ยงก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม หรือใช้ยาแล้ว จะใช้เพิ่มเพื่อลดความเสี่ยงที่เหลืออีกหรือไม่ (แต่มีน้ำหนักในการตรวจที่หนักแน่นกว่า apoB)
สรุป
👉Lp(a) ตรวจสักครั้งในชีวิต
👉apoB ตรวจเมื่อจำเป็นเช่น หาความเสี่ยงที่เหลืออยู่ในไขมันสูงจากพันธุกรรม โรคเบาหวาน หรือผล LDL ไม่สอดคล้องกับความเสี่ยงที่คำนวณได้
👉ขั้นตอนเป็นแบบนี้
🔴ในคนที่ไม่เป็นโรค ก็ตรวจไขมันพื้นฐาน LDL,HDL,Triglyceride,cholesterol แล้วคำนวณความเสี่ยง ถ้าเสี่ยงสูงก็กินยา ถ้าเสี่ยงต่ำก็ยังไม่ต้องกินยา
แต่ถ้าความเสี่ยงตกในกลุ่ม borderline หรือ intermediate ก็อาจนำผล apoB หรือ Lp(a) มาช่วยพิจารณาว่าจะเริ่มยาดีหรือไม่
🔴ในคนที่เป็นโรคแล้วหรือกินยาแล้ว พิจารณาเป้าหมายหลักคือ LDL ที่ลดลง ต่อด้วยเป้าหมายต่อไปคือ non-HDL
และหากมีความจำเป็นหรือต้องลดความเสี่ยงเพิ่มในคนที่เสี่ยงมาก (เช่น familial hypercholesterolemia) ให้ตรวจ apoB เพิ่มเติม หรือนำผล Lp(a) มาคุยกับคนไข้ เพื่อพิจารณาเพิ่มยากลุ่มอื่น หวังผลลดความเสี่ยงเข้าไปอีก เช่น ยา PCSK9i หรือ inclisiran
ผมว่าเคลียร์ ชัดเจน ใครต้องการอ่านเพิ่ม ไปคลิกดูอ้างอิงในตัวแนวทางได้ (เกือบทั้งหมด..ฟรี)
ส่วนเรื่องการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ อันนี้มันต้องทำอยู่แล้ว
ไม่ว่าคุณจะเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำ ใช้ยาหรือไม่ใช้ยา แข็งแรงดีหรือไม่มีโรคครับ เพราะมีแต่ประโยชน์ ไม่มีอันตรายแทรกซ้อน ลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิตได้จริง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม