Lp(a) กับ apoB ตกลงว่าควรตรวจไหม ช่วยอะไร
ที่ผ่านมามีความเห็นหลากหลายในโลกออนไลน์ครับ คิดว่าหลายคนก็น่าจะได้อ่านมาบ้างเกี่ยวกับ Lp(a) และ apoB สรุปว่าอย่างไร แนวทางนี้มีกล่าวถึง ซึ่งในความเป็นจริงมีกล่าวไว้ตั้งแต่แนวทางไขมันปี 2018 แล้วนะครับ
แต่การเกิดโรคมันไม่ได้มีแต่จำนวนก้อนไขมัน มันขึ้นกับน้ำหนักก้อนไขมันคือ ระดับค่า LDL, การอักเสบหลอดเลือด ,อายุ, พันธุกรรม, บุหรี่ และอื่น ๆ อีกมากมาย ดังนั้นมันจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมิน ในแนวทางนี้เราจัดมันในกลุ่ม risk enhancer พิจารณาตรวจเมื่อความเสี่ยงก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม หรือใช้ยาแล้ว จะใช้เพิ่มเพื่อลดความเสี่ยงที่เหลืออีกหรือไม่
คำแนะนำคือ ตรวจก็ดี ตรวจสักครั้งในชีวิตก็พอเพื่อรู้ว่าเราเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และมีหน้าที่เหมือน apoB คือ risk enhancer พิจารณาตรวจเมื่อความเสี่ยงก้ำกึ่งจะใช้ยาดีไหม หรือใช้ยาแล้ว จะใช้เพิ่มเพื่อลดความเสี่ยงที่เหลืออีกหรือไม่ (แต่มีน้ำหนักในการตรวจที่หนักแน่นกว่า apoB)
สรุป
แต่ถ้าความเสี่ยงตกในกลุ่ม borderline หรือ intermediate ก็อาจนำผล apoB หรือ Lp(a) มาช่วยพิจารณาว่าจะเริ่มยาดีหรือไม่
และหากมีความจำเป็นหรือต้องลดความเสี่ยงเพิ่มในคนที่เสี่ยงมาก (เช่น familial hypercholesterolemia) ให้ตรวจ apoB เพิ่มเติม หรือนำผล Lp(a) มาคุยกับคนไข้ เพื่อพิจารณาเพิ่มยากลุ่มอื่น หวังผลลดความเสี่ยงเข้าไปอีก เช่น ยา PCSK9i หรือ inclisiran
ผมว่าเคลียร์ ชัดเจน ใครต้องการอ่านเพิ่ม ไปคลิกดูอ้างอิงในตัวแนวทางได้ (เกือบทั้งหมด..ฟรี)
ส่วนเรื่องการควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก เลิกบุหรี่ ลดแอลกอฮอล์ อันนี้มันต้องทำอยู่แล้ว
ไม่ว่าคุณจะเสี่ยงสูงเสี่ยงต่ำ ใช้ยาหรือไม่ใช้ยา แข็งแรงดีหรือไม่มีโรคครับ เพราะมีแต่ประโยชน์ ไม่มีอันตรายแทรกซ้อน ลดอัตราการเกิดโรคและเสียชีวิตได้จริง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น