13 กรกฎาคม 2566

Cytisinicline ยาเลิกบุหรี่ตัวใหม่ : ORCA-2 trial

 Cytisinicline : ORCA-2 trial

ความเดิม : ตอนนี้เราขาดยาอดบุหรี่ประสิทธิภาพสูงมาช่วยผู้ป่วยมานาน ไม่ว่าจะเป็นยา varenicline ที่หยุดจำหน่ายจากข้อกังวลผลข้างเคียงและการปนเปื้อน ยา bupropion ที่ใช้รูปแบบใหม่เป็นออกฤทธิ์ยาว ที่ยังไม่มีผลการศึกษาเลิกบุหรี่ในรูปแบบนี้ แต่ทว่าก่อนหน้านี้มียา Cytisine ยาสกัดจากพืชที่ทำงานคล้าย varenicline ออกมาทำการศึกษาและใช้ในประเทศกลุ่มยุโรปตะวันออก แต่ยังไม่แพร่หลายนัก ด้วยปัญหาที่ยาออกฤทธิ์สั้น ต้องกินวันละ 5-6 ครั้งต่อวัน และยังมีปัญหาเรื่องการปนเปื้อน การผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานของทางอเมริกา
ประเด็น : มีการพัฒนายา cytisine ให้ใช้งานง่ายขึ้น ออกฤทธิ์ยาวนานขึ้น ทำงานที่ alpha4beta2 ในสมองแบบ dual action กระตุ้นเพื่อลดความอยากบุหรี่แต่ไม่ติด ยับยั้งสารสื่อกระสาทให้ความสุขจากนิโคติน คือยา cytisinicline ผ่านการศึกษาในเฟสก่อนหน้านี้มาว่าน่าจะใช้ได้ วันนี้มีการศึกษาลงตีพิมพ์เฟสสามใน JAMA เมื่อ 12 กรกฎาคม 2566
1. ทำการศึกษาในคนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ตั้งแต่ 10 มวนต่อวันและยังไม่เลิก โดยมีการวัดคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจยืนยันว่าสูบบุหรี่ ค่าเกิน 10 ppm (ปกติถ้าเกิน 5 ก็นับว่าสูบจริง) และที่สำคัญพร้อมจะเลิกบุหรี่ // ก็เป็นมาตรฐานเดียวกันกับการศึกษายาเลิกบุหรี่ทั่วไป
2. ไม่นับผู้ที่ใช้ยาสูบอื่น ๅ และบุหรี่ไฟฟ้า หรือใช้ยาอดบุหรี่ใด ๆ อย่างน้อย 1 เดือนและสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี ไม่มีโรคหัวใจและโรคทางจิตเวช // ตรงนี้มีประเด็น เพราะยา varenicline เคยมีปัญหาในผู้ป่วยโรคหัวใจ แม้ตอนหลังทำการศึกษามาแล้วว่าไม่เพิ่มและมีประโยชน์มากกว่าโทษ และเคยมีปัญหาในผู้ป่วยจิตเวชจริง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นโรคซึมเศร้ามาก่อน จึงยังไม่สามารถไปปิด painpoint ของ varenicline ได้
3.จะแบ่งผู้ป่วยออกเป็นสามกลุ่ม // ระยะเวลาในการรักษาเท่ากับในการศึกษษของยา varenicline คือสามเดือน ติดตามวัดผลและวัดค่า CO ทุกสัปดาห์จนครบกำหนด แล้วติดตามต่อเนื่องไปอีกถึง 3 เดือนหลังหยุดยา
กลุ่มแรก ใช้ยาหลอกวันละสามครั้ง ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์
กลุ่มที่สอง ใช้ยา cytisinicline เป็นเวลาสามสัปดาห์แรก แล้วเปลี่ยนเป็นยาหลอกในสามสัปดาห์หลัง
กลุ่มที่สาม ใช้ยา cytisinicline วันละสามครั้งต่อเนื่องกันเลย 12 สัปดาห์
4.วัดผลว่าสามารถหยุดบุหรี่ได้ต่อเนื่อง โดยมีผลการวัด CO ในลมหายใจมายืนยัน ในช่วงสามสัปดาห์แรกการการให้ยา และในช่วงสามสัปดาห์หลังของการให้ยา
5. กลุ่มตัวอย่าง 810 คน แบ่งกลุ่มละประมาณ 270 คน สูบบุหรี่ประมาณ 20 มวนต่อวัน อายุประมาณ 53 ปี สูบมานาน 35 ปี คะแนนการติดบุหรี่ fagerstrom ประมาณ 5 ส่วนมากเคยเลิกบุหรี่มาแล้ว ค่าเฉลี่ยที่ประมาณ 4 ครั้ง // ถ้าดูตัวเลขจะมีคนที่ออกจากการศึกษาประมาณ 20% นับว่าน้อยสำหรับการศึกษาเลิกบุหรี่ทั่วไปที่มักจะสูงกว่า 50% จำนวนบุหรี่ที่สูบก็เท่า ๆ กับการทดลองอื่น แต่ที่น่าสนใจคือคะแนนการติดบุหรี่ค่อนข้างต่ำ คือน้อยกว่า 6 คะแนน ทั้ง ๆ ที่เลิกมาหลายครั้ง น่าจะพอบอกได้ว่าประชากรในการศึกษานี้เป็นกลุ่มที่ อาจจะแรงจูงใจไม่มากนัก เพราะคะแนนการติดไม่สูงแต่เลิกยาก หรือมีเหตุปัจจัยอื่นที่ทำให้ติดบุหรี่นอกจากสารเสพติดเท่านั้น เช่น พฤติกรรม
6. ผลการศึกษาหลัก คนที่เลิกได้จริงในสามสัปดาห์แรกคือ 22% และ 25% สำหรับการใช้ยาในกลุ่มหนึ่งและกลุ่มสอง ส่วนยาหลอกเท่ากับ 4.4% มีนัยสำคัญทางสถิติ และสูงกว่ากลุ่มยาหลอกถึง 8 เท่า
7. ผลการศึกษาหลัก คนที่เลิกได้จริงในช่สงสามสัปดาห์หลัง คือ 32% และ 22% สำหรับการใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่งและสอง ส่วนยาหลอกท่ากับ 7% มีนัยสำคัญทางสถิติ และสูงกว่ายาหลอก 6.7 เท่า // เราจะแอบเอาค่านี้ไปเทียบกับยา varenicline เพราะการศึกษา varenicline ก็เทียบที่ 12 สัปดาห์เช่นกัน แต่ว่าจำนวนผู้ศึกษาเยอะกว่านี้มาก พบว่าตัวเลขการหยุดบุหรี่ของ varenicline ประสิทธิภาพที่ 35-40% และสูงกว่ายาหลอกประมาณ 4.5 เท่า
8. ถึงแม้หยุดยาไปแล้วที่สามเดือน เมื่อติดตามต่อไป โอกาสจะเลิกบุหรี่ได้ก็ยังสูงกว่ากลุ่มยาหลอก แม้ประสิทธิภาพจะลดลง แต่ยังสูงกว่ายาหลอกประมาณ 5 เท่า ยาสามารถลดอาการอยากบุหรี่ได้ดีตั้งแต่สัปดาห์ที่สาม // นี่คือตัวชี้วัดรอง แต่ว่าเป็นข้อดีที่เพิ่มมา ทำให้คุณค่าของการใช้ยาสูงมากกว่าโทษขึ้นไปอีก และเพิ่มความคุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น
9.ผลข้างเคียงพบพอกันทั้งกลุ่มที่ได้ยาจริงและยาหลอกที่ประมาณ 65% และเป็นผลข้างเคียงที่ไม่รุนแรงเช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน แต่มีที่พบเด่นกว่ายาหลอกคือ ฝันร้าย // ตรงนี้ที่ต่างจาก varenicline พอสมควร คือยา varenicline จะมีผลข้างเคียงเรื่องการคลื่นไส้อาเจียนพอสมควร และต้องค่อย ๆ เพิ่มขนาดยาในสัปดาห์แรกด้วยซ้ำ
10. อันนี้ผมสรุปเองนะ สรุปว่าก็ใช้ได้เลยครับสำหรับตัวยาเลิกบุหรี่อันนี้ ประสิทธิภาพดีและผลข้างเคียงไม่มากไป เคยมีการศึกษาเทียบกับยา varenicline ว่าไม่ด้อยกว่าอีกด้วย แต่ข้อสำคัญเรื่องการต้องกินยาในขนาด 3 มิลลิกรัมวันละสามครั้งนี่แหละที่อาจเป็นอุปสรรค และอาจจะต้องทำการศึกษาพิสูจน์เรื่องความปลอดภัยในโรคหัวใจและโรคทางจิตเวช ที่เป็นปัญหาก่อนหน้านี้ของยา vareniclinne ด้วย
การศึกษาได้รับการสนับสนุนจาก Archieve Life Sciences และเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา มีนักวิจัยจากบริษัทอยู่ในทีมวิจัย
Rigotti NA, Benowitz NL, Prochaska J, et al. Cytisinicline for Smoking Cessation: A Randomized Clinical Trial. JAMA. 2023;330(2):152–160. doi:10.1001/jama.2023.10042

12 กรกฎาคม 2566

แอสไพริน กันเลือดแข็ง ดีกว่าตัวอื่นจริงหรือ

 แอสไพริน หรือจะถึงเวลาประกาศวางมือหลังจากอยู่ในตำแหน่งมายาวนาน ??

เราใช้แอสไพรินในแง่ป้องกันการแข็งตัวของเลือดจากการต้านเกล็ดเลือดมาหลายปี เพราะในตอนนั้นเราไม่มียาอื่นและ ราคาถูก
หลังจากเวลาผ่านไป ยาใหม่ ๆ คลื่นลูกใหม่ ได้แสดงให้เห็นว่าเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าคนเก่า เช่น clopidogrel, ticagrelor ในแง่ป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดตีบซ้ำ แถมยังปิดจุดอ่อนคนเก่าด้วยผลข้างเคียงที่น้อยลง คือ เลือดออกน้อยลง
ตอนนี้ทุกคนเข้าถึงยาใหม่ได้
มีการศึกษารวบรวมงานวิจัย กลุ่มตัวอย่างประมาณ 24000 คน จากงานวิจัยแบบเปรียบเทียบที่ออกแบบดีหลายอัน ระหว่างยาเก่าแอสไพรินเดี่ยว กับยากลุ่ม P2Y12 inh. คือ clopidogrel, ticagrelor เดี่ยว ๆ เปรียบเทียบกันแบบตรงตัว ในการป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจเกิดซ้ำ
พบว่าผลการปกป้องหัวใจนั้น ยา P2Y12 inh. ทำได้ดีกว่าแอสไพริน 12% และมีโอกาสเลือดออกน้อยกว่าอีกด้วย 13% ในทุกช่วงการรักษา
เรียกว่าพลิกขั้วแลนด์สไลด์กันเลย
ฤา แอสไพรินต้องประกาศวางมือจากวงการ
J Am Coll Cardiol. 2023 Jul, 82 (2) 89–105

09 กรกฎาคม 2566

ความรู้จากงานประชุมราชวิทยาลัยสู่ประชาชน : symposium SGLT2i

 ความรู้จากงานประชุมราชวิทยาลัยสู่ประชาชน : symposium SGLT2i: AztraZeneca: อ.ทวีศักดิ์ วรรณชาลี, อ.พงศธร คชเสนี, อ.ภัทรพงษ์ มกรเวช

ข้อมูลจาก symposium ยา dapagliflozin จากบริษัทแอสตร้าซีเนก้า แม้ว่าจะเป็นข้อมูลวิชาการจากห้องประชุมที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยา เนื้อหาไม่ได้โน้มเอียงไปทางตัวยานั้น เพียงแต่ยกการศึกษาตัวยา dapagliflozin เท่านั้นในยากลุ่ม SGLT2i
1. โรคเบาหวาน โรคไตเสื่อมเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด ปัจจุบันมีความเกี่ยวเนื่องกันและเป็นภาวะแทรกซ้อนต่อกัน การดูแลรักษาจึงต้องคำนึงถึงทุกระบบอวัยวะที่เกี่ยวข้อง หากอันใดอันหนึ่งแย่จะพาลทำให้ระบบอื่นแย่ไปด้วย และหากปกป้องได้ทั้งสามระบบก็จะเป็นแนวทางการรักษาที่ประสิทธิภาพสูง และยา SGLT2i ก็สามารถแสดงผลนั้นได้
2. ในการศึกษายาโรคเบาหวานตั้งแต่ปี 2008 นอกเหนือจากประสิทธิภาพการรักษาเบาหวานแล้ว จะต้องมีการศึกษาความปลอดภัยของโรคหัวใจและหลอดเลือดว่าต้องไม่ทำให้เกิดโรคหรือโรคหัวใจแย่ลง และถ้าปกป้องได้เพิ่มจะยิ่งดี ยาในกลุ่ม SGLT2i สามารถแสดงผลปกป้องหัวใจ และยังมีการศึกษาปกป้องผลแทรกซ้อนทางไตได้เพิ่มอีกด้วย
3. การศึกษา DECLARE-TIMI 58 พบว่าตัวยา dapagliflozin สามารถลดโรคหัวใจและความเสื่อมโรคไต (ไม่ใช่แค่ปลอดภัย แต่ลดโรคเลย) ได้ทั้งผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นโรคแทรกซ้อนหัวใจหรือไตแล้ว (secondary prevention) และในผู้ป่วยเบาหวานที่ยังไม่มีโรคแทรกซ้อนแต่เสี่ยงแล้ว (primary prevention)
4. การศึกษา DAPA-CKD พบว่าตัวยา dapagliflizin สามารถลดโรคไต ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเบาหวานที่ไตยังดีหรือไตเสื่อมไปบ้างแล้ว และยังสามารถปกป้องไตได้ในผู้ป่วยโรคไตอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เบาหวานอีกด้วย ไตเสื่อมจน GFR 25 ก็ยังพอใช้ได้ประโยชน์
5. การศึกษา DAPA-HF พบว่าตัวยา dapagliflozin สามารถลดการเข้ารับรักษาซ้ำในโรงพยาบาลในผู้ป่วยหัวใจวาย ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจวาย ในผู้ป่วยโรคหัวใจวายที่มีการบีบตัวลดลง (HFrEF, EF< 40%) แม้ว่าจะให้การรักษามาตรฐานมาแล้วเต็มที่ และเห็นผลตั้งแต่เดือนแรกที่ให้ยา
6. การศึกษา DELIVER ทำในผู้ป่วยหัวใจวายแต่แรงบีบยังดี พบว่ายา dapagliflozin สามารถลดการเข้ารับการรักษาซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยเบาหวานหรือไม่ก็ตาม เป็นยาตัวแรก ๆ ที่แสดงให้เห็นผลนี้ เพราะโรคหัวใจวายที่ยังบีบตัวดี ยังไม่มีข้อมูลที่ดีว่ายาใดก่อนหน้านี้จะช่วยได้
7. ยากลุ่ม SGLT2i ทำการศึกษาในทำนองเดียวกันนี้ทุกตัวและเป็น class effect คือได้ผลทั้งกลุ่มไม่ว่าจะเป็น dapagliflozin, empagliflozin, canagliflozin รวมทั้งผลข้างเคียงก็พบเหมือนกัน ไม่ว่าติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ เลือดเป็นกรด ปลายนิ้วปลายเท้าขาดเลือด ซึ่งพบไม่มาก และนับว่าประโยชน์ยังมากกว่าโทษ
8. แนวทางการรักษาเบาหวานทั่วโลก ขยับยา SGLT2i มาเป็นยาตัวแรกในการรักษาเบาหวานได้เลยหากเสี่ยงเกิดโรคหรือมีโรคแทรกแล้ว และยิ่งใช้เร็วประโยชน์ยิ่งเกิดชัด นอกเหนือจากนี้แนวทางการรักษาโรคหัวใจวายก็บรรจุ SGLT2i เป็นยาที่มีประโยชน์สูงและควรใช้หากไม่มีข้อห้ามโดยเฉพาะในกลุ่มแรงบีบหัวใจไม่ดี เช่นกันกับแนวทางรักษาโรคไตจากเบาหวานที่ขยับมาเป็นยาตัวแรกที่ควรใช้
9. ยายังมีราคาแพง การศึกษาความคุ้มทุนในประเทศกลุ่มรายได้สูง พบว่าคุ้มค่ามาก แต่ต้องรอการศึกษาในไทย ตอนนี้ยาใกล้หมดสิทธิบัตรคุ้มครอง ยา generic drug กำลังทยอยออกมาเพื่อเข้าถึงได้มากขึ้น
จบตอน ผมสรุปจากที่ทั้งสามท่านบรรยาย และ อ.ชัยชาญ ดีโรจนวงศ์ ที่เป็น moderator ได้ถามตอบในช่วงท้ายด้วยครับ

05 กรกฎาคม 2566

ความรู้จากราชวิทยาลัยสู่ประชาชน :แนวทางดูแลโรคนอนไม่หลับ : อ.นฤชา จิรกาลวสาน เรื่องของยา

 ความรู้จากราชวิทยาลัยสู่ประชาชน :แนวทางดูแลโรคนอนไม่หลับ : อ.นฤชา จิรกาลวสาน

เรื่องของยา
ยานอนหลับ เป็นยาที่ใช้กันมานานถูกบ้างผิดบ้าง ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่คำแนะนำนี้บอกชัดว่าการใช้ยานอนหลับเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น
1.ยา benzodiazepine อาจจะเป็นยาที่ใช้มากสุดในโลกกันแล้ว มันไม่ใช่ยานอนหลับที่ดีนัก แต่หาได้ง่าย พอใช้ได้ ราคาถูก ช่วยลดระยะเวลาจากเริ่มนอนจนจะหลับ เพียงแต่มีผลข้างเคียงสูง โดยเฉพาะการไปรบกวนการหลับในช่วงที่ดีมีคุณภาพ ลดการรับรู้และการคิดของสมอง และไม่แนะนำใช้ต่อเนื่องเพราะทำให้ติดยาได้ ยาที่ใช้เช่น diazepam, lorazepam, clonazepam ไม่แนะนำ alprazolam เพราะออกฤทธิ์สั้นไป นอกจากช่วยหลับได้ไม่ดี ยังติดยาง่ายอีก
2.non-benzodiazepines GABA agonist ยากลุ่มนี้จะมีโอกาสติดยาน้อยกว่ากลุ่มแรก ผลข้างเคียงในแง่ anticholinergics เช่นหน้ามืด ความดันตก ใจสั่น ปากแห้ง จะน้อยกว่าและไม่ค่อยส่งผลต่อเรื่องสมรรถนะของสมอง เช่น zolpidem,eszopiclone,zeleplon ที่ใช้มากคือ zolpidem และต้องระวังผลข้างเคียงสำคัญคือ เดินละเมอ
3.orexin receptor agonists ยากลุ่มใหม่ที่เพิ่งออกมาไม่นาน ไม่ไปยุ่งกับสารสื่อประสาท GABA ในสมอง ทำงานที่วงจรการหลับตื่นโดยตรง ผลข้างเคียงน้อย ใช้ได้นานกว่าโดยติดยาน้อยกว่า จากการศึกษานั้นใช้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป ไม่มีอาการถอนยาและไม่รบกวนสมรรถนะของสมอง เช่นยา suvorexant, lemborexant
4.prolong-released melatonin ย้ำว่าต้องเป็นชนิดออกฤทธิ์ยาวนะครับ ทำให้หลับได้โดยไม่เสียโครงสร้างการนอนและวงจรการหลับตื่นให้เสียหายไป ทำให้การนอนมีคุณภาพ แต่ว่าผลการรักษาไม่ค่อยดีและคาดเดาผลๆด้ไม่ชัดเจน
5.antidepressant เช่น trazodone, mirtazapine ใช้ได้ดีกับคนที่มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย ข้อควรระวังมาก ๆ เลยคือผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ คือมีผล anticholinergics ที่รุนแรงพอตัว มีผลต่อการรับรู้และการทำงานของสมอง และมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะจากยาได้
6.antihistamine หรือยาแก้แพ้ที่มีผลง่วงซึม อันนี้ไม่แนะนำครับ เพราะวงจรการหลับตื่นจะเสียไป ผลข้างเคียงมากมาย
7.ไม่แนะนำกัญชาเพื่อการนอนหลับนะครับ เนื่องจากหลักฐานเชิงประจักษ์ไม่เห็นผลที่ดีที่จะใช้รักษา และมีผลข้างเคียงมากมาย
ย้ำว่า "ไม่ใช่การรักษาหลัก ไม่ควรใช้ต่อเนื่องยาวนาน ระวังผลข้างเคียงจากยา"

04 กรกฎาคม 2566

ความรู้จากราชวิทยาลัยสู่ประชาชน :แนวทางดูแลโรคนอนไม่หลับ : อ.นฤชา จิรกาลวสาน

 ความรู้จากราชวิทยาลัยสู่ประชาชน :แนวทางดูแลโรคนอนไม่หลับ : อ.นฤชา จิรกาลวสาน

โรคนอนไม่หลับ เป็นโรคที่วินิจฉัยไม่ง่ายและหากเป็นจริงแล้ว การรักษาที่ดีมีหลักฐานมากคือการปรับพฤติกรรมและ mindset การใช้ยาเป็นเพียงตัวช่วยไม่ใช่การรักษาหลัก แนวทางเรื่องโรคของการนอนหลับของประเทศไทยกำลังจะตีพิมพ์ เนื้อหาที่ประชาชนน่ารู้ที่ผมคัดมามีดังนี้ครับ
1. การวินิจฉัยต้องชัดเจนเพราะมีอีกหลายภาวะที่ไม่ใช่โรคนอนไม่หลับ เช่น นอนน้อยแต่นอนพอ, นอนดึกตื่นสายหรือนอนเร็วตื่นไว, มีภาระที่ทำให้นอนไม่พอ, สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะ, ยาหรือโรคที่ทำให้นอนไม่หลับ, ทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ และภาวะเหล่านี้พบมากกว่าโรคนอนไม่หลับ
2. ความสำคัญคือต้องนอนไม่หลับ จนมีภาวะแทรกซ้อนตามมา ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ครอบครัว สังคม ระยะเวลาที่ทรมานจากการนอนไม่หลับอย่างน้อยสามเดือน มีอาการไม่ต่ำกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ถ้านอนไม่พอ นอนไม่หลับ แต่ไม่ได้เดือดร้อนใด ๆ ไม่ถือว่าเป็นโรคนอนไม่หลับ
3. การรักษาหลัก มีหลักฐานชัดเจนว่าประโยชน์สูงมากและผลแทรกซ้อนน้อย ใช้เป็นการรักษาแรก คือ cognitive-behavioral therapy (CBT) คือการปรับแนวคิดเกี่ยวกับการนอนหลับ, การเปลี่ยนวิธีการจัดการ, ปรับ mindset และ การฝึกพฤติกรรม ซึ่งเราจะรักษาเป็นรูปแบบ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคให้แม่นยำตามข้อ 1 และ 2 จึงสำคัญมาก
4. การปรับพฤติกรรมสำคัญ คือ ห้องนอนมีไว้นอน และเตียงนอนมีไว้นอน เอาสิ่งกระตุ้นสิ่งเร้าอื่นออกไป และหากนอนแล้วไม่หลับประมาณ 15 นาทีให้ลุก (กะเวลาเอา อย่าใช้นาฬิกาเพราะจะจดจ้องกับการจับเวลา) อย่าทำอะไรต่อเนื่องบนเตียงทั้งที่ไม่ง่วง ตั้งความคิดและพฤติกรรมว่านี่คือสถานที่นอนเท่านั้น ถ้าง่วงแล้วจึงกลับมานอน
5. อีกข้อมูลที่แนะนำ สำหรับการปรับพฤติกรรมการนอนคือ พยายามควบคุมและจำกัดเวลานอน ให้เป็นเวลานอนที่มีคุณภาพ พยายามเข้านอนและตั้งนาฬิกาปลุกในเวลาใกล้เคียงกัน ตามความเหมาะสมของเรา พยายามทำให้สม่ำเสมอแล้วจดบันทึก คุณหมอจะทำการปรับเวลานอนเวลาตื่น ให้การนอนของเราทรงประสิทธิภาพที่สุด (sleep efficiency = เวลาหลับ÷เวลาที่ใช้เพื่อการนอน)
6. ปรับความคิดเกี่ยวกับการนอนที่ผิด เช่น ต้องใช้ยาเท่านั้น, ถ้าไม่นอนแล้วจะทำอะไรในวันพรุ่งนี้ไม่ได้, จะต้องนอนเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมง เพราะถ้าทำแบบนี้จะยิ่งเครียดถ้านอนไม่ได้ตามที่ตั้งใจ ยิ่งทำให้นอนยากขึ้นอีก
7. การปรับปรุงสภาพการนอนให้ดีและถูกสุขอนามัย เป็นการรักษาเสริมจาก CBT ในข้อสามถึงข้อหก ทั้งการปรับแสงไฟ เสียง อุณหภูมิ กลิ่น สิ่งแวดล้อมที่นอนหมอนมุ้ง ให้เหมาะกับการนอน อ้อ…อย่าลืมว่านี่เป็นการรักษาเสริมสำหรับคนนอนไม่หลับ พวกที่หลับสบายอยู่แล้วในแบบของตัวเอง ไม่ต้องปรับก็ได้ครับ
8. ระยะเวลาอย่างน้อยที่ควรงดก่อนนอนสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ ซึ่งเป็นคำแนะนำกลาง ๆ นะครับ แล้วแต่คนไปปรับใช้ ผมเคยดื่มกาแฟเสร็จแล้วเข้านอนปุ๊บหลับปั๊บเลย
8.1 ดินเน่อร์ 3 ชั่วโมง
8.2 ออกกำลังกาย 2 ชั่วโมง
8.3 อาบน้ำ 2 ชั่วโมง
8.4 แอลกอฮอล์ 4 ชั่วโมง
8.5 บุหรี่ 2 ชั่วโมง
8.6 กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน เช่น ชา โคล่า 6-12 ชั่วโมง
8.7 ดื่มน้ำมาก ๆ 2 ชั่วโมง
9. การใช้ยา เป็นการรักษาเสริม ไม่ควรใช้ยาวนานเกินไป และควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ครับ ยาหลายชนิดมีอันตราย มีการติดยา มีผลแทรกซ้อนสูง เกิดผลไม่พึงประสงค์ในช่วงที่ตื่น และอย่าลืมว่าการรักษาหลักคือ CBT-insomnia
10. ทั้งหมดนี้งดเว้นกิจกรรมเข้าจังหวะทางเพศนะครับ ที่เกิดขึ้นในห้อง บนเตียง และทำก่อนนอนได้ แต่ว่าแล้วแต่บุคคล บางคนทำแล้วหลับยากก็ให้เปลี่ยนที่เปลี่ยนเวลาได้ (เปลี่ยนคนคงหลับไม่ฟื้น)
เรื่องของยาไม่ได้มากล่าวถึง ถ้าอยากให้กล่าวถึงบ้างจะมาเขียนให้ต่อไปครับ
May be an image of text that says 'ความรู้จากงานประชุมราชวิทยาลัย વ สู่ประชาชน RCPT 2023 medicine4layman 心'
See insights and ads
Boost post
All reactions:
93

บทความที่ได้รับความนิยม