17 พฤษภาคม 2566

ความเสี่ยงโรคหัวใจใหม่ มีอะไรใหม่ แล้วหนักแน่นพอไหม

 ความเสี่ยงโรคหัวใจใหม่ มีอะไรใหม่ แล้วหนักแน่นพอไหม

ความเสี่ยงโรคหัวใจ ที่เรารู้จักกันดี มีการศึกษาติดตามระยะยาวว่าเพิ่มความเสี่ยง และลดปัจจัยเสี่ยงนั้นโรคหัวใจก็ลดลง เรียกว่าไม่ต้องสงสัยกันอีก ก็มี อ้วน บุหรี่ เบาหวาน ความดัน ไตเสื่อม ชีวิตที่ไม่ค่อยขยับตัว อายุ
แต่ในยุคปัจจุบัน มีการศึกษามากมายตั้งข้อสงสัยด้วยกลไกการเกิดโรคว่า เอ กลไกแบบนี้ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีชีวภาพแบบนี้ มันน่าจะนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจขาดเลือด ก็เลยออกแบบการศึกษาแบบต่าง ๆ มาเพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงที่สนใจกับการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
** ความสัมพันธ์ อาจไม่ใช่ เป็นเหตุหรือเป็นผลกัน **
วารสาร American Journal of Medicine ลงตีพิมพ์ปัจจัยเสี่ยงใหม่ ๆ ที่สัมพันธ์ต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ เมื่อเดือนที่แล้ว เราไปดูปัจจัยเหล่านั้นกันและผมจะประเมินเหตุผลและความหนักแน่น จากเอกสารอ้างอิงที่แนบมา
ปัจจัยโรคที่มีการอักเสบเรื้อรัง : โรค SLE, ข้ออักเสบรูมาตอยด์, ลำไส้อักเสบเรื้อรัง, โรคสะเก็ดเงิน
ปัจจัยเรื่องการตั้งครรภ์ : ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์, เบาหวานขณะตั้งครรภ์, ทารกเกิดก่อนกำหนด, ทารกน้ำหนักตัวน้อย, ภาวะหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร
ปัจจัยเรื่องอุบัติเหตุรุนแรงเมื่อวัยเด็ก
ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมคือเศรษฐานะที่ไม่ดีและมลภาวะทางอากาศ (โดยเฉพาะ pm 2.5)
ปัจจัยเรื่องการใช้ชีวิต คือ การทำงานที่หนักและยาวนานเกินไป, การงดอาหารเช้า, การกินน้ำตาลหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาล
ท่านอาจจะนึกว่า อิหยังวะ ดูมันไม่น่าจะเป็นไม่ได้ แน่นอนครับ มันไม่ได้เป็นเหตุเป็นผล มีปัจจัยก่อกวนรบกวนอีกมากมาย ใช่ครับ มันขึ้นกับผู้ศึกษาสนใจอะไร บางอย่างมันไม่ได้มีเหตุผลที่ดีที่สุด แต่มันกลับมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสัมพันธ์กัน
แล้วเราเชื่อการศึกษาความสัมพันธ์นี้ได้ไหม
ผมคงไม่ได้อธิบายทุกอ้างอิง แต่อ่านทุกอ้างอิง ก็ต้องบอกว่าหลักฐานเกือบทั้งหมดมาจาก registry หรือที่เรียกว่า cross sectional study ไปเค้นหาข้อมูลจากชุดข้อมูลที่เก็บไว้แล้ว อีกสองการศึกษาใช้การจำลองโมเดลทางคณิตศาสตร์ เรียกว่าระดับความหนักแน่นของหลักฐานไม่หนักแน่น ยังไม่สามารถพัฒนาระดับความสัมพันธ์ มาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน เป็นเพียงทฤษฎีเล็ก ๆ ที่มีเหตุผลสนับสนุน
มีเพียงสองการศึกษาที่เป็นการศึกษาแบบตามไปข้างหน้าคือ การหมดประจำเดือนก่อนวัยอันควร และ โรคความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ นับว่าเป็นระดับหลักฐานที่ดีและหนักแน่นขึ้น แต่ก็เป็นการศึกษาที่มีกลุ่มตัวอย่างน้อยและระยะเวลาติดตามโรคไม่นาน เรียกว่าก็ยังไม่สามารถเอามาเป็นข้อสรุปปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของหัวใจและหลอดเลือกได้ อาจต้องใช้เวลาหรือการศึกษาที่มีขนาดใหญ่และวิธีการทำที่รัดกุมกว่านี้
สำหรับความเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้คือ โรคอักเสบเรื้อรังเช่น เอสแอลอี สะเก็ดเงิน มีคำถามว่าการรักษาโรคให้สงบนั้น ทำให้โอกาสการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดลดลงไหม คำตอบคือ มีแนวโน้มเป็นเช่นนั้นแต่ว่าหลักฐานยังไม่ชัดเจนเท่าไร ต้องหาข้อมูลเพิ่ม
สรุปว่าปัจจัยเหล่านี้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจขาดเลือดจริง และยังคงต้องศึกษาต่อเนื่องว่าน้ำหนักของความเสี่ยงมากหรือน้อย รวมทั้งจะปรับเปลี่ยนได้อย่างไร ต้องรอดูข้อมูลต่อไป ตอนนี้จัดการปัจจัยเสี่ยงที่จัดการได้ชัดเจนก่อนนะครับ

13 พฤษภาคม 2566

แว็งโช ดื่มไวน์อุ่น ให้คุณผ่อนคลาย

 สำหรับใครที่ติดตามงานเขียนของ ฟูมิเอะ คนโดะ ผมขอบอกว่าเล่มนี้ห้ามพลาด และใครที่ชื่นชอบนิยายละมุนใจ มีปริศนาให้น่าติดตามเล็กน้อย ก็ห้ามพลาดเช่นกันครับ

นิยายชุดพ่อครัวและบิสโตรปาลมาล ของคนโดะ บอกเล่าเรื่องราวของร้านอาหารฝรั่งเศสเล็ก ๆ ที่มีพนักงานแค่ 4 คนรวมพ่อครัวด้วย ร้านอาหารรสดี อัธยาศัยดี และต้องจอง เพราะทางร้านจะได้ให้บริการได้อย่างถึงใจ
เล่มนี้ "แว็งโช ดื่มไวน์อุ่น ให้คุณผ่อนคลาย"
สำหรับเรื่องราวของอาหาร รับรองว่าคุณจะได้เต็มอิ่ม เต็มอารมณ์ กับอาหารฝรั่งเศสเมนูต่าง ๆ รู้จักอาหารฝรั่งเศสแบบที่คุณอ่านแล้ว ต้องยกโทรศัพท์มาเปิดหาว่า เจ้าอาหารที่ว่านี้มันคืออะไร ทำไมคนโดะบรรยายได้ หอมฟุ้ง น่ากิน ละลายในคำแรกที่กลืน ผ่านตัวอักษรได้ขนาดนี้
ผมถึงขนาดเปิดหาร้านอาหารฝรั่งเศสใกล้บ้านเชียวนะครับ แต่ว่าไม่มี 555
แต่เรื่องราวของอาหารฝรั่งเศสเป็นธีมที่สำคัญของเรื่องเท่านั้น (เป็นธรมที่อบอุ่น ละมุนใจมาก) เรื่องราวแต่ละตอนถูกขับเคลื่อนด้วย ลูกค้าที่เข้ามาในร้าน จะมีเรื่องเล่าและการแสดงออกที่ไม่สามารถหลบสายตาอันแหลมคมของเชฟฟุมิเนะ
เชฟจะดูออกว่าเรื่องราวของคนนี้เป็นอย่างไร และเมื่อลูกค้าเล่าเรื่องต่าง ๆ ทั้งเชฟและพนักงานในร้านจะสามารถแกะรอยปริศนาได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ต้องห่วงนะครับไม่ใช่ปริศนาฆาตกรรม แต่เป็นปริศนาที่เรียกว่า cozy mystery ยกตัวอย่างละกัน
สองสามีภรรยาเข้ามากินอาหารในร้าน และาังเกคเห็นเชฟใช้กระทะเหล็ก เขาก็เล่าว่าที่บ้านก็ใช้ แต่ทำไมมันขึ้นสนิมบ่อย ทั้ง ๆ ที่ดูแลดี ..เรื่องราวปริศนานี้ถูกไขออก ว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับลูกชายที่บ้านและการหายตัวไปอย่างลึกลับของแมวที่บ้าน และมาจบด้วย ความรักแมวของลูกชาย ที่ไม่อย่างให้เกิดเหตุ "แมวหาย" อีก
นิยายเป็นตอนสั้น ๆ อ่านสนุก น่าติดตาม คล้ายซิตคอมครับ และเล่มนี้มีความพิเศษหนึ่งอย่าง คือ มีเรื่องราวของเชฟมิฟุเนะ ตอนที่ตะลอนฝึกทำอาหารที่ฝรั่งเศสก่อนหน้าจะมาเปิดร้าน ทีเป็นเรื่องราวความรัก อบอุ่น และปาดน้ำตาพอสมควร
เรียกว่า เป็นโคซี่ มิสเซอรี่ เจือกับความอบอุ่นสุขใจภายใต้บรรยากาศหอมกรุ่น ละมุนลิ้นของอาหารฝรั่งเศสแสนอร่อย
เล่มนี้แปลโดยผู้แปลเจ้าเก่า กนกวรรณ เกตุชัยมาศ (แปลได้สุดยอด) จัดจำหน่ายโดยสนพ. ซันเดย์ อาฟเตอร์นูน Sunday Afternoon Page สีปกพาสเทลน่ารักมาก มีที่คั่นลายสวยแนบมาด้วย ราคาปก 265 บาท
รับรองว่าอ่านจบ คุณจะไปหานิยายของ ฟูมิเอะ คนโดะมาอ่านจนครบแหละ (ผมอ่านครบแล้ว รีวิวมาทุกเล่ม) และแอบยิ้ม กดสั่งอาหารไปพร้อมกัน

12 พฤษภาคม 2566

ม้าม จะคลำหรือจะเคาะดี

 ม้าม จะคลำหรือจะเคาะดี

แม้โพสต์นี้จะตั้งใจทำให้น้อง ๆ หมอได้เข้าใจการตรวจร่างกาย แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถอ่านได้นะครับ จะได้รู้ว่าหมอเขาทำอะไร และเกิดประโยชน์กับตัวเองอย่างไร
ม้าม เป็นอวัยวะขี้อาย ซ่อนอยู่มุดอยู่ใต้ซี่โครงซ้าย คุณลองเอาศอกซ้ายแนบลำตัว มันอยู่แถวปลายข้อศอก นั่นคือถ้ามันไม่โตมาก โอกาสที่จะคลำได้นั้นแทบจะไม่มีเลย หมายความว่าหากคลำม้ามได้จะมีความจำเพาะการวินิจฉัยม้ามโตสูงมาก ระดับ 95% เลยทีเดียว แต่ถ้าคลำไม่ได้ จะยังบอกไม่ได้ว่าม้ามโต เพราะความไวจากการคลำในระดับต่ำถึงปานกลางเท่านั้
** positive likelihood ratio if palpable = 9.6
negative likelihood ratio if not palpable = 0.6 **
เอาล่ะถ้าคลำไม่ได้ว่าโต อาจจะลองให้คนไข้อยู่ในท่าตะแคงทับขวา (right lateral decubitus) มือซ้ายกดชายโครงลงมา ส่วนมือขวาใช้ด้านข้างนิ้วชี้ช้อนขึ้นไปใต้ชายโครง จะเพิ่มโอกาสคลำได้อีกนิดนึง และอย่าลืมว่า "คลำไม่ได้" อาจจะคลำอยู่บนม้ามที่โตมาก ครูบาอาจารย์จึงสอนเสมอว่าหากตั้งใจคลำม้าม ต้องเริ่มคลำตั้งแต่ท้องน้อย หัวเหน่า กันเลยทีเดียว
แต่ถ้ายังคลำไม่ได้ ซึ่งยังบอกไม่ได้ว่า "ไม่โต" (ให้เขียนรายงานว่า คลำไม่ได้ ไม่ใช่ ม้ามไม่โต) เราจะทำการเคาะกับต่อไป
การเคาะม้าม จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย เปิดพื้นที่หน้าท้องให้ชัด แล้วเคาะตามวิธีด้านล่าง (มีสองวิธี) โดยให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออกลึก ๆ ต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบเทียงทั้งจังหวะหายใจเข้าสุดและออกสุด
1.เคาะที่ Traube's space (คุณหมอ Ludwig Traube ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว)
อย่างแรกต้องรู้ก่อนว่า Traube's space ในทางกายวิภาคพื้นผิวอยู่ตรงไหน เพราะคำจำกัดความของ Traube's space นั้นจะเป็นขอบเขตของอวัยวะภายใน เราจึงต้องใข้พื้นผิวด้านบนมาวาดพื้นที่ Traube's สามเหลี่ยมนี้ ด้านหนึ่งคือเส้น mid axillary line,ด้านหนึ่งคือ ขอบชายโครง (costal margin), ขอบอีกด้านคือ ช่องว่าง intercostal space ที่ 6
เราจะเคาะในพื้นที่นี้ เปรียบเทียบทั้งหายใจออก ที่ไม่ควรจะทึบ เรียกเสียงไม่ทึบนี้ว่า resonance แล้วเปรียบเทียบกับเสียงเคาะตอนหายใจเข้าลึก ๆ ที่กระบังลมจะดันม้ามลงมา ถ้ามีการเปลี่ยนของเสียงเป็น dullness แบบนี้จะสงสัยมีม้ามโต แต่ถ้าหายใจออกก็เคาะทึบแล้ว อันนี้อาจจะม้ามโต หรือมีสิ่งรบกวนอื่นได้
2.เคาะตามวิธีของ Castell's Method (คุณหมอ Donald O' Castell ชาวอเมริกัน)
จุดของ Castell จะหาง่ายกว่า Traube's space คือเป็นจุดตัดของ anterior axillary line กับ ช่องว่างระหว่างซี่โครง intercostal space อยู่ล่างที่สุดในแนว anterior axillary line
เราจะเคาะตรงจุดนี้ ทั้งหายใจเข้าและออก เช่นกันว่าไม่ควรจะเคาะทึบเลยถ้าม้ามไม่โต แต่ถ้าหายใจเข้าทึบ หายใจออกโปร่ง อันนี้จะสงสัยม้ามโต ส่วนเคาะทึบทั้งหายใจเข้าและออก อาจจะเกิดจากม้ามโตจริง หรืออาจเคาะไม่แม่นหรือมีสิ่งอื่นที่ทำให้ทึบ
การตรวจโดยวิธีเคาะนี้ โดยรวมจะมีความไวและความจำเพาะสูงประมาณ 83-85% ขึ้นกับกรรมวิธีของผู้เคาะ ความรู้สึกของการรับเสียงของผู้เคาะ ที่ต้องฝึกฝนทักษะต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

คำนิยามใหม่ของ ARDS ช่วยอะไรเราบ้าง New Global Definition of ARDS

 คำนิยามใหม่ของ ARDS ช่วยอะไรเราบ้าง

american thoracic society ลงตีพิมพ์ New Global Definition of ARDS
อย่างแรกคือ การใช้ Oxygen Saturation มาใช้เพื่อวินิจฉัย คือ SpO2/FiO2 ไม่เกิน 315 ภายใต้เงื่อนไข SpO2 ไม่เกิน 97%
อันนี้ชัดเจนว่าเพิ่มการวินิจฉัยให้เร็วขึ้น สะดวกขึ้น ใช้แค่ค่าอิ่มตัวออกซิเจนปลายนิ้ว มาช่วยวินิจฉัย ไม่ต้องเจาะหลอดเลือดแดงที่หลายที่ใช้เวลาพอควร ก็จะยิงการรักษาได้เร็วขึ้น ส่วนที่ว่า SpO2 ต้องไม่เกิน 97% เพราะว่าถ้า ARDS จริง ค่านี้จะต่ำมาก เอาให้เกิน 88% ยังยากเลย ถ้าเกิน 97% นี่อาจจะเป็นโรคอื่น
อย่างที่สอง ใช้อัลตร้าซาวนด์ทรวงอกเพื่อวินิจฉัยได้ ด้วยการศึกษาการอัลตร้าซาวนด์ทรวงอกมีมากขึ้น และ validate มากมาย จนทำให้แนวทางนี้ยอมรับการวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ อันนี้ถือเป็นนวัตกรรม
แต่ว่าอัลตร้าซาวนด์มีความแปรปรวนสูง แม้อยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญก็ตาม ผมว่าในบ้านเราอาจจะใช้เอ็กซเรย์ปอดได้ง่ายและสะดวก
อย่างที่สาม อันนี้ก็ไม่ได้เป็นเกณฑ์การวินิจฉัยเดิม ว่าจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจหรือต้องใส่ท่อช่วยหายใจจึงจะวินิจฉัย ARDS ได้
แนวทางนี้เพิ่มโอกาสทางการวินิจฉัย ARDS ว่าไม่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ แค่ใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจยุคปัจจุบัน ก็สามารถให้การวินิจฉัยและรักษาได้ ไม่ต้องรอให้อาการหนัก เกณฑ์ตอนนี้จะใช้
เครื่อง high flow nasal canula ที่เปิดอัตราไหลเกิน 30 ลิตรต่อนาที หรือเครื่อง NIV ที่เปิดความดันบวกมากกว่า 5 เซนติเมตรน้ำ แม้ว่าใช้เครื่องเหล่านี้ แล้วมีออกซิเจนต่ำ มีฟิล์มผิดปกติ ก็สามารถวินิจฉัยและรักษา ARDS
อีกข้อที่อาจจะต้องรออ่านฉบับเต็ม คือ ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถใช้เกณฑ์ต่าง ๆ แบบเต็มพิกัดได้ หรือไม่มีอุปกรณ์ที่จะวัดค่าต่าง ๆ ได้ก็ไม่ต้องลังเลที่จะให้การวินิจฉัย ตามข้อมูลที่เรามี
อันนี้ขอติดไว้ก่อน เพราะแม้ว่าจะช่วยให้วินิจฉัยและรักษาได้เร็วขึ้นจริง แต่ก็อาจ้กิดการวินิจฉัยและรักษาเกินจำเป็น จนเกิดอันตรายหรือผลแทรกซ้อนได้
เช่น จะทำ lung protective strategies หรือเปล่าถ้าไม่ชัวร์ว่าเป็น ARDS จะยอม petmissive hypercapnia หรือไม่
จะจับคนไข้คว่ำไหม หรือจะทำ lung recruitment manuver หรือไม่ หากยังก้ำกึ่ง อย่าลืมว่าผลเสียมันก็มี และประโยชน์ที่อ้างกัน เกิดจากการศึกษาที่ใช้เกณฑ์เก่า Berlin Definition ทั้งสิ้น
อ้อ..อย่าลืมของเดิม อย่าลืมแยก pulmonary edema ด้วยนะ
ทั้งนี้ทั้งหมดที่เขียนมา ผมยังไม่ได้อ่านฉบับเต็มนะ อ่านแต่แอ๊บสแตร่ก อ่านจากบทวิเคราะห์ แล้วมาสรุป
ใครเห็นต่างเห็นด้วย ก็แสดงความคิดเห็นได้ครับ

10 พฤษภาคม 2566

เรื่องเล่าจากคลินิก : บวมจากยา

 เรื่องเล่าจากคลินิก : บวมจากยา

ผู้ป่วยรายหนึ่งโทรมานัดเพื่อรับคำปรึกษาเรื่องอาการบวม ผู้ป่วยท่านนี้มาจากต่างอำเภอ จึงนัดเป็นคิวแรกจะได้เสร็จเร็วกลับบ้านไม่ค่ำ
สรุปเรื่องราวเป็นดังนี้ ผู้ป่วยรายนี้ป่วยเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ยังควบคุมโรคไม่ได้ดีนัก คุณหมอปรับยาให้หลายครั้ง ล่าสุดคุณหมอเพิ่มยาลดความดัน amlodipine ในขนาด 5 มิลลิกรัม วัลนะสองเม็ด ผู้ป่วยสังเกตเห็นอาการบวมที่หลังเท้า "บ่อยขึ้นและมากขึ้นกว่าเดิม" จึงไปพบแพทย์อีกท่านในอีกโรงพยาบาล
คุณหมอให้หยุดยา amlodipine และแจ้งว่าเป็นยาที่ทำให้บวม และนัดมาปรับยาความดันใหม่ หลังจากหยุดยาไปสิบวัน อาการบวมลดลงเพียงเล็กน้อย แต่ความดันโลหิตเริ่มสูงขึ้น จึงมาปรึกษาผมที่คลินิก
ผมร้องขอให้นำประวัติ สมุดเบาหวานและยาทั้งหมดทั้งสิ้นมาด้วย เมื่อคนไข้มาถึง เรากางสมุด จัดเรียงยาบนโต๊ะตามลำดับ แล้วให้ผู้ป่วยเล่าให้ฟังตั้งแต่เริ่ม
ลุงหมอ : คุณพี่มีอาการบวมมาสักพักแล้วนี่ครับ แต่ทำไมเพิ่งมาหาหมอตอนที่ได้รับยา amlodipine นี่หล่ะครับ
คุณพี่ : ก่อนหน้านี้มันก็บวมอยู่บ้างครับ ไม่รำคาญอะไร แต่พอได้ยาตัวนี้มันบวมขึ้นและอ่านฉลากยาเขาเขียนไว้ว่า "อาจมีอาการบวมที่หลังเท้า" ผมจึงนำยานี้ไปหาหมอว่ามันเกิดจากยาไหม
ลุงหมอ : แล้วตอนที่คุณพี่ไปหาหมอคนใหม่ คุณพี่ไปถามเขาว่าอะไร
ประโยคนี้คือกุญแจขอเรื่องนี้ทั้งหมด " ผมไปถามหมอว่า ผมเพิ่งได้รับยาลดความดันตัวนี้มาใหม่ กินแล้วมีอาการเท้าบวม สงสัยว่าเกิดจากยานี้ ใช่หรือเปล่าครับคุณหมอ"
คุณหมอท่านที่สองตอบว่า เป็นไปได้ ให้หยุดยาแล้วติดตามอาการดู ซึ่งก็เป็นวิธีที่ดีและใช้กันเป็นมาตรฐาน แต่…คนไข้ไม่ได้บอกว่ามีโรคประจำตัวอย่างอื่นหรือไม่ และ คุณหมอก็ไม่ได้ถามถึงยาอื่น
แล้วทำไมไม่ยุบบวม ประวัติและตรวจร่างกายอื่นยังไม่คิดถึงเหตุอื่น ค่าการทำงานของไตก็ดี แต่ยาตรงข้างหน้าผม มันมีคำตอบซ่อนอยู่ กองตรงหน้ามียาฉีดอินซูลินชนิดออกฤทธิ์นานปานกลาง ยากินเม็ตฟอร์มิน และยาเบาหวาน piogitazone ในขนาด 45 มิลลิกรัมต่อวัน
ครับ ..ที่ผู้ป่วยมีอาการบวมอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากยา pioglitazone ที่อาการบวมจะยิ่งชัดหากใช้ยานี้ร่วมกับยาฉีดอินซูลิน แต่ว่าไม่มีฉลากยาเขียนว่า ยานี้ทำให้บวม และผู้ป่วยไม่ได้รับคำแนะนำว่าระวังการใช้ยานี้ร่วมกับอินซูลิน ผู้ป่วยจึงไม่เคยคิดว่าเกิดจากยา แต่เมื่อมาได้รับยา amlodipine ที่มีผลทำให้เท้าบวม จึงบวมมากขึ้น และเมื่อมีฉลากเขียนว่า "อาจมีอาการบวมที่หลังเท้า" คุณพี่จึงฉุกใจคิดแล้วหาหมอ (อีกท่าน)
ผมถามย้ำอีกครั้ง : คุณพี่ได้เอายาเบาหวานให้คุณหมอดูไหมครับ
คำตอบที่ได้คือ ไม่ได้เอาให้ดู คุณหมอก็ไม่ได้ถาม หลังจากที่คนไข้ยื่น amlodipine พร้อมบอกว่า ขาบวม
ครับ ..อาการบวมมีได้หลายเหตุ และก็มียาหลายตัวทำให้บวม และไม่จำเป็นจะต้องเกิดจากยาเพียงตัวเดียวในกรรมและวาระเดียวนี้ เมื่อคุณหมอได้รับข้อมูลที่เป็น bias ซึ่งเป็น bias ที่พบบ่อยมากเสียด้วย จึงพลาดการประเมินยาตัวอื่น ประวัตืการบวมเดิม
อีกประการคำแนะนำปัจจุบัน แนะนำว่าไม่ควรใช้ pioglitazone คู่กับ insulin เพราะอาจจะบวม หรืออาจทำให้น้ำในหลอดเลือดคั่งได้ … พอคำแนะนำเป็นแบบนี้ ทำให้คุณหมออาจจะว่าคงไม่มีการจ่ายยาแบบนี้คู่กันอีก ซึ่งพอถามคุณพี่ คำตอบที่ได้คือ คุณหมอที่จ่ายยาสองตัวนี้เป็นคนละคนและคนละครั้งต่างกัน
สุดท้ายจึงต้องปรับยา ล้างกระดาน จัดให้ใช้ยาน้อยสุด บริหารยาง่ายสุด น้อยครั้งที่สุด และตรวจสอบปฏิกิริยาและผลข้างเคียงของยาอีกครั้งแล้วนัดมาติดตามผล
สรุปว่ายุบบวมหมดแล้วนะครับ เหลือแต่บวมเล็กน้อยเวลานั่งห้อยเท้านาน ๆ เท่านั้น
ประวัติยาและการทำ medical reconcilation ยังเป็นวิธีที่ง่าย เร็ว ประหยัด และประสิทธิภาพสูงอยู่เสมอครับ
No photo description available.
See insights and ads
Boost post
All reactions:
566

บทความที่ได้รับความนิยม