24 กรกฎาคม 2564

การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังที่ยังไม่ได้ฟอกเลือด

 การดูแลรักษาโรคความดันโลหิตสูง ในผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังที่ยังไม่ได้ฟอกเลือด มีอะไรที่ต่างจากผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทั่วไปหรือไม่

คำแนะนำมาจาก KDIGO 2021 ที่ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา รวบรวมการศึกษาใหม่ ๆ (โดยเฉพาะ SPRINT และ HOPE) แนวทางใหม่ ๆ นำมาสรุปครับ

คำถามว่าทำไมผู้ป่วยโรคไตจึงมีอะไรเป็นพิเศษ ก็ต้องบอกว่าอวัยวะหลักในการควบคุมความดันคือ "ไต" นี่แหละครับ พูดให้ถูกก็คือฮอร์โมนและระบบการฟีดแบ็คทางหลอดเลือดของไตเป็นหลัก และไตเองก็เป็นอวัยวะแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคความดันโลหิตสูง การศึกษาวิจัยโรคความดันโลหิตสูงจะมีการคิดแยกเฉพาะผู้ป่วยไตเสื่อมเรื้อรังออกมาเสมอ เพราะมันมีผลกระทบทางตรงครับ

1.คำแนะนำให้วัดความดันโลหิตเพื่อติดตามแบบ "ตั้งใจ" และได้มาตรฐาน มีการเลือกแถบพันแขนให้ถูกขนาด มีการนั่งพักก่อนวัดค่า ท่าทางการวัดที่ถูกต้อง การเลือกใช้เครื่องมือ วัดครั้งแรกต้องวัดแขนสองข้าง มีการแจ้งค่าความดันให้ผู้ป่วยทราบทั้งวาจาและหนังสือ จะแตกต่างจากการวัดความดันเพื่อคัดกรองทั่วไปเวลามาโรงพยาบาลนะครับ บางที่ผู้ป่วยไปหน้าเครื่อง นั่ง เสียบแขน พิมพ์ค่า จบ ขอเน้นว่าควรใช้วิธีแบบละเอียด พิถีพิถัน สำหรับผู้ป่วยโรคความดันสูง เพราะมันต้องใช้ค่านี้ในการปรับการรักษา

2.คำแนะนำการลดเค็มก็จะคล้าย ๆ กันคือโซเดียมน้อยกว่า 2 กรัมต่อวัน เรียกว่าจืดของโคตรจืด ต้องอดทนและคุ้นชินสักระยะเลยนะครับจึงทนได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังบางประเภท เขามีความผิดปกติที่ท่อไต ทำให้การดูดกลับโซเดียม การขับโซเดียม ไม่เหมือนคนทั่วไป เรียกว่า salt-wasting nephropathy อันนี้จะมาจำกัดสองกรัมไม่ได้ อาจจะต้องกินมากกว่านั้นเพื่อชดเชยที่เสียไป ผู้ป่วยโรคไตบางท่าน คุณหมอจะไม่ได้จำกัดเกลือแบบสุดขั้วแบบทั่วไปนะครับ

คนดูแลต้องทราบ ไม่งั้นก็จำกัดเกลือมากไป มีผลเสียเหมือนกันนะครับ

3.อาหารเพื่อโรคความดันสูง จะกำจัดโซเดียมและเพิ่มโปแตสเซียม อันนี้มีผลดีโดยรวม แต่ผู้ป่วยโรคไตเสื่อมเรื้อรังบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มไตไม่ทำงาน จะต้องจำกัดเกลือโปแตสเซียม หากไปใช้มาตรการทั่วไปอาจจะเกิดภาวะเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดสูงได้ จะไปกินโปแตสเซียมมากจะไม่ดีครับ

4.ตัวเลขค่าความดันซิสโตลิก ในคำแนะนำนี้แนะนำถึงต่ำกว่า 120 มิลลิเมตรปรอทนะครับ ในเงื่อนไขไม่เสี่ยงอันตรายและทนได้ เพราะการศึกษาหลายตัวยังพบประโยชน์จากการลดความดันโลหิตต่ำกว่า 120 โดยเช่นกันประโยชน์จะเกิดหากไม่เกิดโทษเช่น วูบ หกล้ม ไตแย่ลง เรียกว่าค่ามันแคบมาก ต่ำลงมากก็อันตราย สูงเกินความเสี่ยงก็ไม่ลด แนวทางทั่วไปเราต้องการที่ต่ำกว่า 130/80 ในข้อนี้ให้พิจารณาเป็นรายไปครับ และระวังผลเสียให้ดี

5.ควรใช้เครื่องวัดความดันที่บ้านมาช่วยการดูแลครับ แม้ว่าการตัดสินใจรักษา การปรับยาจะใช้ standardized office BP ตามข้อหนึ่ง แต่หากมีผลวัดความดันโลหิตที่บ้าน จะช่วยปรับแต่งการรักษาได้มากครับ ข้อนี้ส่วนตัวผมแนะนำมาก ๆๆ

6.ยาที่ใช้เป็นหลักคือยากลุ่มยับยั้งระบบฮอร์โมน เรนิน-แองจิโอเทนซิน-อัลโดสเตอโรน เพราะที่ไตมีความผิดปกติที่นี่แหละ แถมยากลุ่มนี้ก็ยังเป็นที่เลือกใช้ในโรคไตอยู่แล้ว เรียกว่าปกป้องไต ลดความดัน และที่สำคัญคือลดผลแทรกซ้อนโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ด้วย ในแนวทางนี้จะใช้ยากลุ่ม

 ACEI ยากลุ่ม -ipril เช่น ramipril enalapril

ARB ยาซาตาน เช่น losartan

โดยจะเลือกใช้ตัวใดก็ได้ หรือตามแนวทางในไทยก็ใช้ ACEI ก่อนถ้ามีอาการข้างเคียงค่อยใช้ ARB ก็ไม่ผิดกติกา แต่พยายามให้ยาตัวนี้เสมอ และห้ามให้คู่กันเพราะอันตราย

7.แนะนำให้ยาในขนาดสูงสุด แม้ว่าจะควบคุมความดันได้ดีแล้วก็ตาม เพราะหวังผลไปปกป้องความเสื่อมไตและป้องกันโรคหัวใจแทรกซ้อนอีกด้วย เพียงแต่ต้องระวังว่า ความดันโลหิตจะต่ำไปไหม (ข้อ 5 จึงสำคัญ) เกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดจะสูงไหม (ข้อ 3 จึงสำคัญ) จะเกิดไตบาดเจ็บและค่า creatinine เพิ่มไหม ผู้ป่วยต้องเข้าใจว่าทำไมหมอปรับยาขึ้นอีกครับ และติดตามอย่าวต่อเนื่อง เพื่อได้ประโยชน์สูงสุด

8.ถ้าความดันไม่ลงจริง ๆ เพิ่มยาลดผล aldosterone ที่กล่าวในข้อ 6 ได้ครับ ที่ใช้มากในบ้านเราคือ spironolactone (ที่กินแล้วนมโต) แต่ระวังโปแตสเซียมในเลือดสูง

รายละเอียดและที่มาคำแนะนำไปหาอ่านเพิ่มกันได้ โหลดฟรี ที่เว็บไซต์ KDIGO อ่านเพจนี้ได้ฟรีทุกคนแหละครับ ผมสรุปคร่าว ๆ ให้ผู้ป่วยไตเสื่อมและผู้ดูแลได้เข้าใจกัน จะได้ปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกับคุณหมอเขาครับ

"เป็นโรคไตต้องแคร์
ต้องดูแลเพิ่มขึ้นมา

เหมือนมาให้เห็นบ่อยด้วยตา
เดี๋ยวก็ได้เข้ามาอยู่ในใจ"

อาจเป็นรูปภาพของ สถานที่ในร่ม

กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ผลข้างเคียงของจริงของ mRNA COVID vaccine

 กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ผลข้างเคียงของจริงของ mRNA COVID vaccine

ผลการศึกษาศักยภาพของวัคซีนเทคโนโลยีใหม่ mRNA ในการป้องกันโรคโควิดนั้น ผลออกมาดีมากจนเรียกว่าแทบจะกลายเป็น Gold Standard ของวัคซีนโควิดไปแล้ว มีรายงานเรื่องผลข้างเคียงออกมาบ้าง แต่ก็ไม่หนักแน่นพอที่จะเลิกใช้วัคซีน ข่าวว่า mRNA จะเข้าไปเกิดกลายพันธุ์นั้น ไม่เป็นความจริง แต่กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ คือ ของจริง !!

ก่อนหน้านี้เราได้รู้จัก VITT ภาวะเกล็ดเลือดต่ำและลิ่มเลือดอุดตัน อันเกิดจากวัคซีนไวรัลเวกเตอร์มาแล้ว พอทราบกลไกและวิธีการรักษา แต่ว่า VITT ยังมีอุบัติการณ์การเกิดต่ำกว่าประชากรทั่วไป คือ ไม่รู้ว่า มันเกิดจากวัคซีนจริงแท้หรือจะเกิดเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงลิ่มเลือดดำอุดตันอยู่แล้ว

รายงานจากวารสาร Circulation (preprint) วารสารลงการศึกษาสรุปผลของนักวิจัยจาก Baylor College of Medicine เท็กซัส สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับโรคกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอันเกิดจากวัคซีน mRNA กลไกที่อาจเป็นไปได้ การดำเนินโรคและการรักษา สิ่งที่พบคือ

อุบัติการณ์การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ ก่อนมีวัคซีนคือ 1 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปี (อิสราเอล) และประมาณ 10 ต่อ 100,000 ประชากรต่อปีที่อเมริกา แต่หลังจากมีการฉีดวัคซีนในกลุ่มประชากรกลุ่มเดียวกัน ในอิสราเอลพบอุบัติการณ์ถึง 1 ต่อ 20,000 ราย มากกว่าปรกติ 5 เท่า (นี่ไม่ใช่เฉพาะคนรับวัคซีนนะ แต่ในประชากรโดยรวม)

CDC รายงานในกลุ่มประชากรอายุ 12-39 ปี ที่รับวัคซีน mRNA มีรายงานการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบมากกว่า ประชากรกลุ่มเดียวกันที่ยังไม่ได้วัคซีนหรือรับวัคซีนยี่ห้ออื่น ถึง 10 เท่า

รายงานในหน่วยงานทหารของอเมริกา 23 คนจากการฉีด 2.8 ล้านเข็ม

แสดงว่าวัคซีน ทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจริง พบมากกว่าความชุกของโรคในประชากรปกติก่อนรับวัคซีน กลไกการเกิดเชื่อว่าอาจจะไปกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อตัวเอง และเกิดอันตรายต่อกล้ามเนื้อหัวใจ

แต่ว่าโอกาสการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ "จากการป่วยด้วยโรคโควิด" อยู่ที่ประมาณ 20-30% ทีเดียว ส่วนจากการฉีดวัคซีนแค่ 0.005% ต่างกันกี่เท่าก็ลองคำนวณดูนะครับ ด้วยตัวเลขนี้ เป็นที่ยืนยันว่าแม้ผลแทรกซ้อนกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจะเป็นของจริง แต่โอกาสเกิดต่ำ ต่ำกว่าหัวใจอักเสบจากโควิด และประโยชน์มากกว่าโทษแบบไม่เห็นฝุ่น

แล้วใครที่จะเกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จากตัวเลขที่รวบรวมคือ ส่วนมากเป็นผู้ชาย อายุไม่มาก ไม่เกิน 30-40 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีโรคหัวใจเลย และมักเกิดกับเข็มสองมากกว่าเข็มแรก

อาการที่พบ มีอาการเจ็บแน่นหน้าอกถึง 86% ก็จะคล้ายกับแน่นหน้าอกจากหลอดเลือดหัวใจตีบครับ สองโรคนี้ต้องวินิจฉัยแยกโรคกันอยู่แล้ว มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ เอนไซม์ที่บ่งชี้การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหัวใจสูงขึ้น (สูงสุดที่ประมาณวันที่สามหลังฉีด) ตรวจคลื่นเสียงหัวใจพบผิดปกติได้ถึง 40% ตรวจเอ็มอาร์ไอพบผิดปกติได้ ทั้งหมดที่ผมเขียนมาก็คือสิ่งที่พบในการวินิจฉัย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบนั่นเอง

นั่นคือ ถ้าไปฉีดวัคซีน mRNA มาและมีอาการแน่นหน้าอกเหมือนโรคหัวใจ นอกจากโรคที่เราต้องแยกตามปรกติ ยังต้องคิดถึงกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีนด้วย และแน่นอนแยกจากการติดเชื้อโควิดและสารพัดไวรัสที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบอีกด้วย

เอาล่ะ แล้วถ้ายืนยันว่าไม่มีเหตุอื่น หัวใจอักเสบนี้เกิดจากวัคซีน mRNA แน่นอน จะอันตรายไหม คำตอบคือ ไม่เลย แม้จะพบมากการเกิดโรคมากขึ้น มากกว่าก่อนการมาของวัคซีน แต่ผู้ที่เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากวัคซีน เกือบทั้งหมดหายเป็นปรกติ ภายในเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ มีส่วนน้อยมาก น้อยมาก ๆ ที่จะต้องรักษาต่อเนื่องยาวกว่าทั่วไปและให้ยาแบบโรคหัวใจล้มเหลว

การรักษาก็ให้ยาต้านการอักเสบ ประคับประคองอาการ ติดตามการทำงานของหัวใจ ในรายที่การบีบตัวหัวใจไม่ดีอาจต้องให้ยาช่วยเรื่องหัวใจล้มเหลว มีรายงานไม่กี่คนที่ต้องใช้ immunoglobulins เพื่อรักษา แต่ผลลัพธ์ก็ดี ทั้งหมดนี้ยังไม่มีแนวทางการรักษาอันเป็นที่ยอมรับแบบทั่วไป เพราะปริมาณที่เกิดและปริมาณผู้ป่วยน้อย เป็นโรคใหม่ที่ยังไม่มีการวิจัยมากนัก ยังต้องรอการศึกษาต่อไป

แต่วันนี้ก็บอกได้ว่า mRNA มีโอกาสเกิดกล้ามเนี้อหัวใจอักเสบจริง เกิดไม่บ่อยและไม่รุนแรง หายเองได้หรือให้การรักษาประคับประคอง ประโยชน์ของวัคซีนยังมากกว่าโทษจากวัคซีน และมากกว่าการไม่ฉีดวัคซีน

ขอบคุณอาจารย์วัยซิ่งปริศนาท่านหนึ่ง ที่เอื้อเฟื้อวารสารต้นฉบับครับ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

23 กรกฎาคม 2564

ปลาหมึก และไขมัน

 แม้โรคไขมันในเลือดที่ผิดปกติที่มีโอกาสการเกิดโรคหัวใจ จะใช้การรักษาหลักคือการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยง

แต่อย่างไร คุณก็ต้องลดปริมาณไขมันที่กินเข้าไปด้วยนะครับ เพื่อลดน้ำหนัก และลดสัดส่วนไขมันโคเลสเตอรอลที่มาจากอาหาร

หมึก มีโคเลสเตอรอล 233 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักหมึก 100 กรัม นับว่าสูงหากเราต้องการจำกัดไม่ให้โคเลสเตอรอลต่อวัน ไม่ให้เกิน 300 มิลลิกรัม

แถมยังมีไขมันเพิ่มจากการทอดกระเทียมร้อน ๆ หอม ๆ หรืออาจจะมีไขมันเพิ่มจากการเอาไปผัดฉ่ากับน้ำมัน ใส่เครื่องเทศและพริกไทยที่รสจัดจ้านเหลือเกิน หรือจัดหมึกนึ่งมะนาวจานโต เปรี้ยวหวานเผ็ดครบเครื่อง น่าจะกินมากกว่าสองขีดแน่นอน

ดังนั้นตั้งสติก่อนเริ่มกินเสมอนะครับ

ปล. ผมไม่ได้มีเจตนามายั่วให้ท่านหิวในยามดึกแต่อย่างใดนะครับ อีกอย่างนี่ก็เป็นเวลาเคอฟิว ออกไปซื้อไม่ได้อยู่แล้ว ฟังเสียงท้องร้องกับซดน้ำลายที่แตก ไปพลาง ๆ นะครับ

อาจเป็นรูปภาพของ อาหาร

ดื่มกาแฟ ไม่ทำให้ใจสั่น

 ดื่มกาแฟแล้วใจสั่น วันนี้มีการศึกษาวิจัยมาใหม่ บอกไม่เกี่ยวข้องกัน จริงหรือ ?

ดื่มกาแฟแล้วใจสั่น คนใจสั่นห้ามดื่มกาแฟ ใครใจสั่นก็พาลไปโทษกาแฟ เป็นความเชื่อที่มีมานาน และมีข้อมูลการศึกษาเล็ก ๆ เมื่อ 40 ปีก่อนว่ากาแฟทำให้เกิดใจสั่นมากขึ้น เราก็แนะนำแบบนี้มาตลอด ผ่านมา 40 ปี ข้อมูลออกมาอีกมาก มีทั้งทำให้ใจสั่น มีทั้งไม่เกี่ยวกับใจสั่น มีทั้งช่วยและไม่ช่วยในโรคหัวใจ ก็สรุปว่ายังก้ำกึ่ง ๆ อยู่ ใครใคร่ดื่มแล้วไม่อันตรายก็ดื่มไป

เมื่อ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟ กับการเกิดโรคหัวใจเต้นเร็ว โดยเป็นการเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ โดยพยายามเกลี่ยตัวแปรต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ โรคร่วม ปริมาณดื่ม เพื่อให้เปรียบเทียบกันได้ ผลออกมาว่า คนที่ดื่มกาแฟพบอุบัติการณ์ของหัวใจเต้นเร็ว 'น้อยกว่า' คนที่ไม่ดื่ม 'อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และดื่มจำนวนถ้วยต่อวันมากถ้วย ก็สัมพันธ์กับการเกิดใจสั่น ที่พบน้อยกว่าคนที่ดื่มจำนวนถ้วยต่อวันน้อยกว่า (ดื่มเยอะใจสั่นน้อย ดื่มน้อยใจสั่นเยอะ)

แถมการวิจัยนี้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างยีนที่ส่งผลต่อการจัดการกาแฟในร่างกายมาวิเคราะห์ด้วย เพราะในอดีตที่ผลออกมาก้ำกึ่ง อาจจะเป็นเพราะเราไม่ได้คิดแยกยีนและพันธุกรรมที่เรายังไม่ได้คิดแยก ผลออกมาว่า ไม่ว่าการจัดการเผาผลาญกาแฟในร่างกายอันมีผลจากยีน จะเป็นอย่างไร ก็ไม่ได้ส่งผลต่อผลวิจัยหลัก หมายความว่า ไม่ว่าคุณจะเผาผลาญกาแฟอย่างไร การดื่มกาแฟจะยังสัมพันธ์กับการเกิดหัวใจเต้นเร็ว น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ ตามผลการวิจัยหลัก

อ้าว...ออกมาแบบนี้ก็มีเฮสิครับ คอกาแฟก็ชอบ ใครยังไม่ดื่มก็อาจจะอยากหันมาดื่ม ร้านกาแฟและบาริสต้าคงมีมูลค่าทางธุรกิจเพิ่ม ... แต่เดี๋ยวก่อน ผมจะลองชี้บางอย่างของงานวิจัยนี้ แล้วคุณค่อยคิดตาม คิดใหม่ หรือคิดต่างได้นะครับ

1. การเก็บข้อมูลใช้การสอบถามเป็นหลัก ถามเป็นจำนวนถ้วยต่อวัน ประเด็นคือ อาจมีการหลงลืม การแปลความหมายที่ไม่เหมือนกัน

2. การศึกษาคิดข้อมูลการดื่มกาแฟของแต่ละคนเป็นข้อมูลคงที่ และคิดว่าคนคนนั้นดื่มกาแฟด้วยชนิดและปริมาณเท่าเดิมตลอดการศึกษา แต่ในความเป็นจริง การดื่มกาแฟเป็นพลวัติ และการเกิดใจสั่นอาจแปรเปลี่ยนตามโอกาสเวลาที่ดื่มกาแฟไม่เท่าเดิมก็ได้ ซึ่งประเด็นนี้สำคัญและการศึกษาไม่ได้ให้คำตอบตรงนี้

3. แม้จะมีการเกลี่ย เฉลี่ย จัดตัวแปรเพื่อให้การเปรียบเทียบทำได้ไม่เสียเปรียบกันนัก เช่นอายุมากขึ้นโอก่สใจสั่นก็มากขึ้น ดังนั้นจะต้องเกลี่ยตัวแปรอายุ เพราะมันมีผลกับการศึกษา แต่สิ่งสำคัญที่การศึกษานี้ไม่ได้กล่าวไว้คือ ชนิดและปริมาณกาแฟครับ อย่างที่เรารู้ กาแฟหนึ่งถ้วยที่ชนิดต่างกัน แม้ถ้วยเท่ากัน ปริมาณกาแฟหรือความเข้มข้นคาเฟอีนก็ไม่เท่ากัน เช่น เอสเปรสโซ่หนึ่งถ้วย (หนึ่งช็อต) กับ คาราเมลแมคคิอาโต้หนึ่งถ้วย องค์ประกอบต่างกันมาก กมรศึกษานี้นับหน่วยเป็นถ้วย แต่ไม่ได้แจกแจง 'ถ้วยแบบใด ของชนิดใด'

4. แม้จะรวบรวมคนที่เข้าศึกษาได้ห้าแสนกว่าคน แต่มีคนที่มีหลักฐานการเกิดหัวใจเต้นเร็วด้วยผลการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีประมาณครึ่งเดียว และส่วนมากเป็นผู้ป่วยใน ที่อาจเป็นโรคร่วมอื่นหรือโรคปัจจุบันใด ๆ อันต้องเข้ารับการรักษาและเกิดอาการใจสั่น ก็จะถูกนับปนไปกับ 'ดื่มกาแฟแล้วใจสั่น'

5. ถ้าเรามาดูผลการศึกษา เมื่อนับอาการใจสั่นเต้นเร็วในทุกรูปแบบนั้น ค่า hazard ratioคือ 0.99 คือ กลุ่มดื่มกาแฟเกิดใจสั่นน้อยกว่ากลุ่มไม่ดื่มกาแฟ 1% ...ย้ำอีกครั้ง หนึ่งเปอร์เซนต์ มันน้อยมากเลยนะ ...และค่าความเชื่อมั่น 95% อยู่ในช่วง (0.98-1.0) เรียกว่าช่วงแคบมาก ค่าที่ได้แม่นยำสูง แต่ขอบบนมันทับเลขหนึ่ง นั่นคือไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ...อ้าว ไหนว่ามีนัยสำคัญ มาดูข้อต่อไป

6. แต่นั่นคือยังไม่ได้เกลี่ยตัวแปร หากเกลี่ยตัวแปรแล้ว ทำให้สองกลุ่มเท่าเทียมกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค่า hazard ratio จะออกมาที่ 0.97 คือกลุ่มที่ดื่มกาแฟเกิดใจสั่นน้อยกว่ากลุ่มไม่ดื่มกาแฟอยู่ 3% ...ย้ำอีกรอบ ปรับตัวแปรแล้วเพิ่มมานิดนึง ปรับเพียบเลยนะ) โดยช่วงความเชื่อมั่น 95% คือ 0.96-0.98 ยังแคบอยู่และไม่คร่อมหนึ่ง เกิดนัยสำคัญทางสถิติแล้ว

มันก็เป็นความจริงทางสถิตินะครับ และนับว่ามีนัยสำคัญทางสถิติจริงด้วย แต่ใน clinical significant นั้นอาจแทบไม่ขยับเลย เหมือนคุณบอกว่า ถ้ามีเงินในกระเป๋ามากกว่า 100 บาทเรียกว่ารวย ถ้าใช้สถิติและตัวเลข เราจะแยกคนรวยที่มีเงิน 101บาทและคนจน 99 บาทออกจากกันได้ชัดเจน แต่มันสำคัญไหม อันนี้ต้องไปคิด

7. การศึกษานี้มีการสุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ทางพันธุกรรม Medelian Randomization อีกด้วย เพราะจริง ๆ ปัจจัยทางพันธุกรรมที่ต่างกันอาจมีผลต่อสิ่งต่าง ๆ มากมายแต่เราไม่เคยมีองค์ความรู้ตรงนี้ การศึกษานี้จัดกลุ่มย่อยเพื่อตรวจ polygenic gene score และ cytochrome 1A2 varient หมายถึงความแปรปรวนทางยีนที่จะมีผลต่อการเผาผลาญกาแฟ เช่น กำจัดกาแฟเร็ว กำจัดช้า ก็มีผลต่อระดับกาแฟและใจสั่นใช่ไหม การศึกษานี้เขาแยกให้ดู นับว่าเป็นไฮไลท์เลย เพียงแต่ทำแล้วปรากฏว่า ยีนที่แตกต่างกัน ไม่มีผลอะไรต่ออาการใจเต้นเร็ว

เอาล่ะ มันยังมีรายละเอียดเชิงลึกอีกมาก ใครสนใจไปค้นต่อได้ครับ การศึกษานี้เขาสรุปว่า "ดื่มกาแฟเป็นประจำจะพบใจสั่นน้อยกว่า ยิ่งดื่มมากยิ่งพบใจสั่นน้อยลง" แต่สำหรับผม ผมยังไม่สนิทใจนัก อยากจะสรุปว่า การดื่มกาแฟ คงไม่เกี่ยวข้องอะไรกับอาการใจสั่นและการตรวจพบโรคหัวใจเต้นเร็ว คนที่ใจเต้นเร็วแล้วจะมาโทษกาแฟ คงไม่ถูกต้องเสียทีเดียว น่าจะไปดูเหตุอื่น ๆ ก่อน และคงไม่สนับสนุนให้ใครหันมาดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะพบใจสั่นน้อยลง ตามผลการศึกษานี้

"ใจสั่นคงไม่เกี่ยวกับกาแฟ
แต่ถ้าใจอ่อนแอ มีคนคอยชงกาแฟน่าจะหายดี"

ที่มา
Kim E, Hoffmann TJ, Nah G, Vittinghoff E, Delling F, Marcus GM. Coffee Consumption and Incident Tachyarrhythmias: Reported Behavior, Mendelian Randomization, and Their Interactions. JAMA Intern Med. Published online July 19, 2021. doi:10.1001/jamainternmed.2021.3616

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน, กาแฟ และถ้วยกาแฟ

22 กรกฎาคม 2564

กระเป๋าใบเล็กเผื่อกักตัว

 กระเป๋าใบเล็กเผื่อกักตัว เป็นบุคลากรการแพทย์ชั่วโมงนี้ต้องเตรียม เผื่อเจอผู้ติดเชื้อและเราต้องกักตัวแยกโรค สืบสวนโรค มาคุยกันบรรเทาเครียด

1. ผ้าขาวม้า ผมชอบใช้เพราะมันแห้งง่าย สารพัดประโยชน์ ซักตากง่าย แม้ว่าออกจะบาง เวลานุ่งแล้วหากแสงลอดได้มุมดี ๆ ก็อาจมีวี้ดว้ายกันบ้าง ส่วนผ้าขนหนูแค่ผืนเล็ก ๆ ก็พอ อ้อ...ผมชอบสีชมพูเป็นการส่วนตัวนะครับ

2. ผมเลือกสบู่เด็ก head to toe กลิ่นองุ่น หอมมาก ขวดเดียวเอาอยู่ครับ ชุดแปรงสีฟันพร้อมยาสีฟันที่เขาใส่กล่องเป็นชุดพร้อมขายในร้านสะดวกซื้อนั่นแหละ 1ชุด โชคดีที่เป็นคนไม่ทาแป้ง สุดท้ายก็มีโลชั่นกันยุงหนึ่งขวดเล็ก น่าจะพอแล้ว สำหรับชุดทำความสะอาดร่างกาย

3. เตรียมยาประจำตัว ผมใช้ยาลดไขมันก็เตรียมไว้หนึ่งแผง มียาเม็ดพาราเซตามอลหนึ่งแผงเล็ก และยาหม่องตลับกลางหนึ่งตลับ รวมกันอยู่ในกระเป๋าใส่อุปกรณ์อาบน้ำ

4. ผู้ชายอย่าลืมมีดโกนหนวดนะครับ แต่ผมใช้เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าอยู่แล้ว แบบใส่ถ่าน AA ด้วย สะดวกดี พกเครื่องพร้อมถ่านไฟฉายสองก้อน เดี๋ยวนี้ราคาไม่แพง พกง่าย ใครเดินทางบ่อย ๆ ตอบโจทย์มาก ใส่ในกระเป๋าอาบน้ำได้เลย

5. ไฟฉายอันเล็ก อุปกรณ์นี้ผมจะมีติดกระเป๋าไว้เสมอ แต่กลับด้านถ่านเอาไว้ หากไม่ใช้ก็เก็บสำรองถ่านไว้เผื่อเครื่องโกนหนวดได้ด้วย

6. ขวดน้ำส่วนตัว ใช้กระป๋องเล็ก มีหูหิ้ว อันนี้เพื่อนที่อังกฤษส่งมาให้ ลายฉลองแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยนะครับ

7. หน้ากากอนามัย ผมมีทั้งหน้ากากอนามัยและหน้ากากผ้าลายทันจิโร่กับเนซึโกะ ก็พกไปด้วยครับ หน้ากากผ้าซักได้ด้วยนะ ทิชชู่แห้งและเปียก รับรองได้ใช้ ผมเลือกห่อเล็ก ส่วนตัวชอบยี่ห้อนี้มันนุ่มดี และเจลแอลกอฮอล์แบบพกพาสักสองหลอด

8. หัวชาร์จ สายชาร์จ เพาเวอร์แบงค์ สำคัญมาก เพราะต้องติดต่อสื่อสาร ไม่ต้องเอาไปเป็นออฟฟิศเคลื่อนที่นะครับ แบบพกง่ายอย่างละอัน เช็คว่าใช้ได้ก่อนด้วย หัวปลั๊กแบบแบนจะดีกว่า ใช้ได้กว้างขวางกว่า

9. หนังสือหนึ่งเล่ม ที่ยังอ่านไม่จบ เครื่องอ่านคินเดิ้ล มีหนังสือเกือบแปดสิบเล่ม ชาร์จทีอ่านได้เป็นสัปดาห์แถมอ่านในที่มืดได้ด้วย อ่านเป็นเดือนยังไหว และพกสมุดกับปากกาหนึ่งด้าม เผื่อบันทึก อันนี้เป็นของผ่อนคลาย แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ไม่ต้องแบกไปมาก 7-14 วันเอง

10. หลักฐาน เอกสาร บันทึก ถ่ายภาพลงโทรศัพท์เก็บไว้ สมัคร money application เอาไว้เผื่อจ่ายเงิน เอาเงินสดสำรองไว้สักหน่อย โหลด final fantasy 6 เอาไว้เผื่อแก้เบื่อ

ทั้งหมดใส่กระเป๋าหิ้วใบเล็กไว้ เตรียมพร้อมเสมอ เกิดต้องกักตัว ต้องเข้ารพ.สนาม ก็หิ้วกระเป๋า ก้าวลงบันได เดินก้มหน้าร้องไห้ ไปกักตัวแต่โดยดี

ใครเตรียมอะไรอีกไหม ผมเตรียมแบบมินิมอลที่สุดแล้วครับ

ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

บทความที่ได้รับความนิยม