24 พฤษภาคม 2561

ยาที่ทำให้กระดูกพรุน

อันว่ายาหรือเรียกว่าโอสถ
รวมทั้งหมดมีผสมคมทั้งสอง
หนึ่งคือคมรักษาดังใจปอง
สองคือคมพิษซ้อนซ่อนอำพราง
จึงขอขานเรื่องราวมาเล่าบ่น
เรื่องของผลแทรกปนผลเคียงข้าง
กระดูกพรุนกระดูกหักกระดูกบาง
จากการใช้ยาบางอย่างให้เข้าใจ
ปกติเรื่องของกระดูกพรุน
จะคุ้นคุ้นเมื่อพวกเราพ้นวัยใส
เข้าสู่เขตแดนเลขหกตกกะใจ
หรือเข้าวัยเงินทองของสตรี
แต่ทว่ายาหลายตัวเกิดผลเสีย
เกิดเฉลี่ยกระดูกพรุนมาเร็วรี่
สร้างก็ลดทำลายเพิ่มนี่ตัวดี
มวลกระดูกลดทันทีเร็วจริงจัง
บางตัวก็เพิ่มอัตรากระดูกหัก
แต่ที่หนักทั้งหักเพิ่มทั้งบางจ๋อย
มาไล่ดูมีอะไรที่ต้องคอย
ระวังหน่อยตอนใช้ยาอย่าพาเพลิน
อันดับหนึ่งต้องระวังให้จงหนัก
มีมากนักใช้ให้ถูกห้ามห่างเหิน
ทั้งใช้มากหรือใช้นานอย่าให้เกิน
ชื่อนั่นเอิ้นชัดชัดว่า ยาสเตียรอยด์
ทั้งแบบกินแบบฉีดก็เกิดได้
คิดถึงไว้เตือนไว้เผื่อต้องถอย
ต้องคิดถึงและป้องกันอย่านั่งคอย
อย่าปล่อยเกิดค่อยแก้แย่ไม่ทัน
พบต่อมากับยากระเพาะพีพีไอ
เอาไว้ใช้ป้องกันกระเพาะฉัน
มีรายงานหักและพรุนด้วยเช่นกัน
ยิ่งถ้าใช้นานนานนั้นพลันต้องทบทวน
(PPI ยาลงท้ายด้วย-prazole)
---
ยาเบาหวานหนึ่งขนานที่ต้องจำ
เป็นยาดำที่มักลืมอยู่เสมอ
ไพโอกลิตาโซนคือชื่อเธอ (pioglitazone)
รีเมมเบอร์ไว้นะพบพอประมาณ
กลุ่มต่อมาแม้พบไม่มากนัก
ยากันชักทั้งหลายชื่อเรียกขาน
เกือบทุกตัวมีรีพอร์ตมีรายงาน
มักพบเมื่อใช้ยานานหลายหลายปี
ตัวที่มีรายงานพบน้อยกว่า
ชื่อว่ายาวาลโพรอิกคือตัวนี้(valproate)
ส่วนเจ้ายาฟีนายตอยเจ้าตัวดี (phenytoin)
มันยับยั้งวิตามินดีกระดูกบาง
กลุ่มต่อมาคือยาบังคับระดับฮอร์โมน
เมดร็อกซี่โปรเจสเตอโรนมีกล่าวบ้าง (medroxyprogesterone)
ใช้รักษาเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดทาง
หรือฉีดคุมกำเนิดครั้งละสามเดือน
ส่วนยา จีเอ็นอาร์เอช-อนาล็อก
สร้างเลียนลอกฮอร์โมนคนแบบเสมือน
ก็สามารถพบกระดูกบางอยู่เนือนๆ (ขออภัย..เนืองๆนั่นแหละ)
สระเอือนกลอนลำบากยาก-ระทม
ยาต้านอาโรมาเทสก็พบได้ (aromatase inhibitor)
เอาไว้ใช้การรักษาผสานผสม
ในการระงับยับยั้งมะเร็งเต้านม
หลังผ่าตัดนิยมในหมดเมนส์
ยากดภูมิคุ้มกันก็มีบ้าง
แต่ที่เอ่ยอ้างที่เห็นเห็น
ซึ่งก็พบน้อยมากไม่เป็นประเด็น
เอ่ยให้เป็นความรู้คู่ตัวเธอ
เทโคลิมัส ไซโคลสปอร์ริน (taclolimus, cyclosporin)
เป็นแคลซินิวรินอินฮิบิเตอร์ (calcineurin inhibitor)
ใช้เวลารับเอาอวัยวะมานะเออ
เดี๋ยวตัวฉันต้านตัวเธอมันจะพัง
ยากันเลือดแข็งวาร์ฟาริน
กินไม่ให้เลือดแข็งให้ไหลหลั่ง
ก็พบมีรายงานกระดูกพัง
แต่แค่เตือนอย่าถึงกับยั้งงดใช้มัน
ยาทั้งหลายที่เล่ากล่าวให้เห็น
แค่เพียงเป็นความเสี่ยงมี่เห็นหัน
ยังมีอีกหลายปัจจัยจะเกิดกัน
ใช่กินยานี้เท่านั้นแล้วจะพรุน
ขอแค่คิดในจิตใจเอาไว้เถิด
ว่าอาจเกิดตามข้อมูลสนับสนุน
ให้กินเสริมเติมแคลเซียมให้พอทุน
และต้องตุนคุณวิตะมินดี
คัดกรองวัดมวลกระดูกตามชี้บ่ง
รักษาตรงตามต่อข้อบ่งชี้
ไกด์ไลน์มีลิงค์มาให้อ่านฟรีฟรี
อย่าโหลดไปแล้วคร่อกฟี้นะน้องยา
พิเศษหน่อยสเตียรอยด์ต้องจำแม่น
หลักฐานแน่นข้อมูลชัดมัดแน่นหนา
ทั้งการตรวจการคัดกรองการใช้ยา
ข้อสอบมาคนไข้รอดตลอดไป
จบนะ หมดมุกแล้ว
แนวทางการรักษากระดูกพรุนจากสเตียรอยด์
https://www.rheumatology.org/…/Glucocorticoid-Induced-Osteo…
ทีมา
1. Panday K, Gona A, Humphrey MB. Medication-induced osteoporosis: screening and treatment strategies. Therapeutic Advances in Musculoskeletal Disease. 2014;6(5):185-202.
2. Drug-induced Osteoporosis: Mechanisms and Clinical Implications
Mazziotti, Gherardo et al. The American Journal of Medicine , Volume 123 , Issue 10 , 877 - 884
3. https://www.medscape.com/viewarticle/731170
Drug-induced Osteoporosis in the Older Adult. O'Connell MB, Borgelt LM, Bowles SK, Vondracek SF. Drug-induced Osteoporosis in the Older Adult. Aging Health 2010 Aug;6(4):501-518. (Review)

23 พฤษภาคม 2561

ดูคลำ "เคาะ"ฟัง

เมื่อวานนี้หลายคนอาจจะงงว่าคุณหมอที่เจ็บนิ้วกลางมือซ้าย หมายถึงอะไร เราก็จะมาเฉลยกันสักหน่อย
หนึ่งในสี่ทักษะการตรวจร่างกาย ดูคลำ "เคาะ"ฟัง การเคาะคือการสร้างเสียงจากการเอานิ้วเคาะบนนิ้วของตัวเอง เพื่อฟังเสียงสะท้อนและตัดสินสิ่งที่เกิดขึ้นจากเสียงสะท้อน เราเลียนแบบทักษะของค้างคาวนั้นเอง เวลาตรวจร่างกายด้วยการเคาะ คุณหมอจะใช้มือกดแนบไปกับส่วนร่างกายที่ต้องการจะตรวจ เสมือนว่ามือและนิ้วคุณหมอเป็นเนื้อเดียวกับร่างกายของคนไข้ และใช้นิ้วกลางของมืออีกข้าง (ดังนั้นควรตัดเล็บสั้นเสมอ) เคาะตรงๆไปที่กระดูกนิ้วมือของมือที่วางอยู่ เพื่อส่งแรงสั่นลงไปร่างกายคนไข้และฟังเสียงสะท้อนกลับมา
การเคาะแบบที่ไม่ได้เจตนาฟังเสียง ผมไม่ถือว่าเป็นการเคาะ เช่น การเคาะบริเวณชายโครงด้านหลังเพื่อดูว่า "เจ็บ" หรือไม่ ในรายกรวยไตอักเสบ เราเจตนาดูความเจ็บไม่ใช่ "เสียง" หรือการเคาะบริเวณข้างแก้มเพื่อดูว่าไซนัส "เจ็บ" หรือไม่ อันนี้ไม่น่าจะนับเป็นการเคาะ
เคาะอะไรบ้าง อวัยวะที่เคาะบ่อยๆ คือทรวงอก คุณหมอก็จะเคาะทั้งด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และเคาะบนกระดูกไหปลาร้า เพื่อตรวจสภาพทรวงอกทั้งหมด เนื่องจากปกติใต้นิ้วที่เคาะคือปอด มีลมด้านในจะเคาะเสียงดัง ป๊อกๆ เรียกว่าเสียง resonance คราวนี้ถ้าเราจินตนาการว่ามีน้ำคั่นระหว่างทรวงอกกับเนื้อปอด เช่นมีน้ำในเยื่อหุ้มปอด เวลาเคาะเราจะได้เสียงทุ้มลงและทึบขึ้น ป่อกๆ และถ้ามีลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดเสียงของลมก็จะโปร่งขึ้นเป็นเสียง ป๊องๆ เรียกว่า hyporesonance และ hyperresonance ตามลำดับ
ด้วยการตรวจร่วมกับวิธีอื่นจะสามารถแยกพยาธิสภาพในปอดได้ว่า เป็นของเหลวหรือลม ระดับซี่โครงที่เท่าไร การเจาะน้ำในเยื่อหุ้มปอดก็ใช้วิธีนี้
ส่วนของร่างกายที่เคาะมากๆ อีกก็คือ ช่องท้อง เคาะทั่วๆไปจะได้ยินเสียง tympanic percussion ของลมในลำไส้จะโปร่งกว่าปอด เพราะช่องท้องไม่มีอวัยวะอัดแน่นเท่าช่องอก คราวนี้ถ้าท้องอืดมาก ลมมาก เสียงจะกังวานดังเลย ป๊องงง แต่ถ้ามีน้ำในช่องท้องมากก็จะได้ยินเสียงที่ทึบเหมือนกับการเคาะปอดเลย ตัวอย่างที่ชัดคือ คุณหมอจะเคาะไล่ลำดับจากสะดือลงไปถึงเอว ถ้ามีน้ำขังในช่องท้องในท่านอน จะตรวจพบระดับเสียงที่เปลี่ยนจากกังวานไปทึบ แสดงระดับน้ำ ซึ่งไม่พอคุณหมอก็จะให้คนไข้นอนตะแคง เอามือทาบตรงจุดเสียงเปลี่ยนแล้วเคาะไล่กลับมาด้านบน เสียงจากทึบก็จะกลายเป็นโปร่ง เรียกการตรวจนี้ว่า "shifting dullness" มีความไวในการตรวจน้ำในช่องท้อง 85% คุณหมอจะใช้วิธีนี้ในการตรวจหาระดับน้ำเวลาที่จะเจาะท้อง
การเคาะตับ เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่มีเลือดมาก ทึบ และอยู่ติดช่องท้องและซี่โครง เวลาเคาะจึงจะทึบกว่า tympanic และ resonance เราสามารถหาขอบเขตของตับได้ที่เรียกว่า"liver span" โดยการเคาะจากทรวงอกไล่ลงมาผ่านตับเลยไปถึงช่องท้อง เสียงสะท้อนที่เปลี่ยนไปจะบอกขอบเขตของตับได้ นอกจากนี้ถ้าหากเคาะตับแล้วเสียงโปร่งเป็นเสียงลมคล้ายช่องท้อง จะแสดงว่ามีลมรั่วมาแทรกระหว่างเนื้อตับกับผนังช่องท้อง ทำให้เราเคาะตรงๆไปที่ช่องลมเสียงจึงกังวานมาก แสดงว่ามีลมรั่วออกมาจากอวัยวะในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหารทะลุเป็นต้น
การเคาะม้าม เคาะที่บริเวณข้างลำตัวด้านซ้าย เช่นเดียวกับตับ ม้ามก็จะอยู่ชิดช่องท้องแต่ว่าพื้นที่ส่วนมากจะมุดอยู่ใต้ซี่โครงทำให้คลำขนาดได้ยาก ยกเว้นโตมากๆจริงๆ ส่วนมากจึงใช้การเคาะเพื่ประเมินขนาดว่าม้ามโตหรือไม่ โดยทั่วไปม้ามมักจะโตไม่เกินซี่โครงซี่ที่ 12 หากเคาะทึบได้ยาวกกว่านั้นให้สงสัยว่าม้ามโด
การเคาะที่เคาะโดยตรงไปบนกระดูกนิ้วมือ นอกจากจะช่วยเพิ่มการสะท้อนของเสียง ส่งผ่านคลื่นการสั่นได้ดีกว่าเนื้อเยื่อไขมันตามหลักการวิชาฟิสิกส์แล้วนั้น ยังเป็นมารยาทที่ดีที่ไม่ไปเคาะตรงๆบนร่างกายคนไข้ อีกทั้งถ้าร่างกายส่วนนั้นมีอาการเจ็บปวดก็จะไม่รุนแรงเท่าเคาะตรงๆลงไป
การเคาะเป็นทักษะการตรวจร่างกายที่ไม่ง่ายและต้องฝึกสม่ำเสมอ คุณหมอควรต้องตัดเล็บนิ้วที่จะเคาะให้สั้น กันการบาดเจ็บต่อตัวเองและคนไข้ ท่านอาจสังเกตดูนิ้วกลางหรือนิ้วชี้ของหมอมีรอยแดงๆช้ำๆ นั่นแหละร่องรอยการเคาะ percussion skills
เคาะร่างกายเพื่อวินิจฉัย เคาะหัวใจให้พินิจฉัน

22 พฤษภาคม 2561

ปรัชญาการรักษาจากโทรทัศน์

ปรัชญาการรักษาจากโทรทัศน์
สมัยที่คุณหมอคนหนึ่งเรียนจบออกมาใหม่ๆ หัวร้อนมาก บ้าวิชา ไร้ซึ่งความสมดุล มองตำราคือคัมภีร์ มองไกด์ไลน์คือคำสั่งแห่งสวรรค์ มุ่งแต่รักษาโรคไม่ได้สนใจรักษา "คน"
เคยหัวร้อนมากกับผู้ป่วยรายหนึ่งที่ส่งมาอยู่ไอซียู เมื่อทบทวนประวัติก็ฉุนเฉียวว่าทำไมคนไข้จึงได้รับยาที่ลดอัตราการเสียชีวิตในโรคหัวใจล้มเหลวไม่ครบ ทำไมไม่ปรับยาจนถึงขนาดสูงสุด ทำไมไม่พิจารณาใส่อุปกรณ์ ทำไมๆๆๆ
มองตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
วันนี้ได้ไปเลือกซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ นึกถึงเรื่องนี้ได้จึงมาเล่าให้ฟัง
โทรทัศน์ที่ผมใช้ประจำ ใช้ต่อเครื่องเล่นดีวีดีงานบรรยายต่างๆ ต่อสัญญาณทีวีติดตามข่าวสารต่างๆ ผมใช้มา 11 ปี เป็นทีวีจอแก้ว CRT ขนาด 21 นิ้ว ถือว่าหรูหรามากในสมัยนั้น มีรีโมท มีช่องต่อสัญญาณ AV 2 ชุด ลำโพงเสียงดี
และผมใช้แค่นั้นจริงๆ จนกระทั่งเพื่อนทีวีถึงแก่อนิจกรรมเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
วันนี้ไปเลือกซื้อทีวีเครื่องใหม่มาแทนเครื่องเดิม ความต้องการของผมก็เท่าเดิม แต่ทีวีตอนนี้อย่างต่ำๆก็ 32 นิ้ว จอ LED มีช่องต่อ HDMI สองช่อง ต่อ USB รับสัญญาณอินเตอร์เน็ตได้ เป็นสิ่งพื้นฐานของทีวีทุกเครื่อง
แต่ผมไม่ได้ต้องการมาตรฐานทีวียุคปัจจุบัน ทันสมัย อัพเดต หรูหรา ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ ผมแค่ต้องการตอบสนองง่ายๆ พนักงานขายก็ดูงงๆ ว่าผมมาตามหาอะไร มันไม่มีหรอก
มันก็เหมือนการดูแลคนไข้ บางทีเรามีสิ่งที่ดีที่สุดของเรา อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดของเขา คนไข้อาจไม่ได้ต้องการการรักษาที่ทันสมัยที่สุด ลดอัตราการเสียชีวิตสูงสุดตามมาตรฐานใหม่ของเรา เขาอาจต้องการแค่ให้อยู่อย่างมีความสุข ไม่ต้องกินยามาก ไม่ต้องเสียค่ายามากมาย และไม่ได้ต้องการ "ลด" ความตาย อย่างที่เราต้องการ
การรักษา "คน" ต้องเห็นใจ เข้าใจ และ ใส่ใจ "คน"
อย่าลืมปรับการรักษาให้เข้ากับคนไข้ ดูความพร้อมความต้องการของเขาด้วย ความต้องการความสุขของคนเราไม่เท่ากันครับ

21 พฤษภาคม 2561

เรื่องไข่ๆ มาอีกครั้ง

เรื่องไข่ๆ มาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ผมเคยรวบรวมการศึกษาของไทยและต่างประเทศว่ากินไข่มากๆอันตรายหรือไม่ เดิมทีก็สรุปว่าแม้องค์ประกอบในไข่จะมีไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอลในระดับปานกลางถึงสูง (แต่ถ้าเทียบต่อน้ำหนักก็ถือว่าสูง) แต่แทบไม่ส่งผลกับระดับไขมันในเลือดหรืออันตรายจากโรคหัวใจเลย เพราะอย่าลืมว่าสารอาหารที่ดีอื่นๆในไข่ โปรตีนและวิตามินที่ดีมันก็มีมาก และระดับไขมันกับโคเลสเตอรอลในอาหารส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดไม่มากนัก (ต่างกันนะครับ ส่งผลต่อระดับไขมันในเลือดไม่มาก กับส่งเพิ่มอัตราการเกิดโรคหัวใจ อย่างไขมันทรานส์อาจส่งผลเพิ่มไขมันในเลือดไม่เท่าไร แต่กลับส่วผลต่ออัตราการเกิดโรคหัวใจมากเลย)
อีกทั้งไข่ก็เป็นแหล่งพลังงานและสารอาหารที่ราคาถูก หาง่าย จึงแนะนำรับประทานไข่ได้ตามปรกติ อย่ากินมากจนเกินพอดีเช่นวันละ 10 ฟอง เพราะเราก็ไม่ทราบว่ากินหนักๆจะเป็นอย่างไร ในการศึกษาส่วนใหญ่สัปดาห์ละ 12 -20 ฟองก็ถือว่ามากแล้ว
เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยที่ทำงานวิจัยเรื่องการกินไข่ DIABEGG ในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก็ทำงานวิจัยขึ้นมาอีกคล้ายๆเดิมลงตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยทำการศึกษาในกลุ่มประชากรที่เป็นเบาหวานหรือเกือบจะเป็น (prediabetes) ที่มีน้ำหนักตัวเกิน มาให้การรักษาลดน้ำหนักโดยการจัดอาหารที่ถูกสัดส่วนผสมผสานแต่ลดพลังงานลง 500 กิโลแคลอรี่ ลดลงนี่คือลดลงไปกว่าพลังงานที่ควรได้รับนะครับ ไม่ใช่จากเดิมที่กิน
โดยมีนักโภชนาการกำหนดอาหาร มีระยะที่กินให้น้ำหนักคงที่และน้ำหนักลดลง รวมทั้งระยะติดตามต่อเนื่อง โดยรวมแล้วต้องกินเคร่งครัดอย่างน้อยครึ่งปี ยังไม่พอ ทุกคนยังต้องออกกำลังกายให้ได้ตามกำหนด มีการติดเครื่องนับก้าวเดินต้องออกกำลังไม่น้อยกว่าวันละหมื่นก้าว การรักษาเบาหวานก็รักษาตามเดิม
อ้าว..แล้วไข่อยู่ตรงไหน ...คำตอบนี้ไม่ยาก ไข่ก็อยู่ตรง ....
ครับเรื่องของไข่มาอยู่ตรงนี้ คือคนกลุ่มนี้เราก็จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มย่อย กลุ่มแรกกินไข่ปริมาณสูง 12 ฟองต่อสัปดาห์ (วันละสองฟองในมื้อเช้า หกวัน) โดยหักลบสัดส่วนของโปรตีนจากอย่างอื่น ให้โปรตีนโดยรวมและพลังงานเท่าเดิม เท่ากับกลุ่มไข่น้อย (โอ๊ะๆๆ พิมพ์ตก กลุ่มกินไข่ปริมาณน้อย)
ส่วนกลุ่มไข่น้อย กินไข่แค่ไม่เกิน 2 ฟองต่อสัปดาห์ โดยโปรตีนและพลังงานก็ชดเชยให้เท่ากับกลุ่มไข่เยอะ การประกอบอาหารก็ไม่ใช้น้ำมัน หรือถ้าใช้น้ำมันก็ใช้น้ำมันมะกอกปริมาณน้อยๆ
เรียกว่า กำกับพลังงานและสัดส่วนอาหารให้คงที่ วัดกันที่ไข่อย่างเดียว ว่ากลุ่มที่ไข่เยอะกับกลุ่มที่ไข่น้อย น้ำหนักตัว ค่าการอักเสบในเลือด ไขมัน รอบเอว ความดัน มันต่างกันหรือไม่
ปรากฏว่ามีคนที่อยู่ไม่ครบการศึกษาพอสมควร (หรือทนไข่มากๆไม่ไหว) drop-out rate มากกว่าที่กำหนดเล็กน้อย ต้องบอกว่าคนส่วนมากที่อยู่ในการศึกษา อายุมากกว่า 45 น้ำหนักประมาณ 95 กิโลกรัม ดัชนีมวลกาย 34-35 นะครับ และเมื่อติดตามไปสามเดือน หกเดือน หนึ่งปี ก็พบว่าทั้งสองกลุ่มน้ำหนักลดลงอย่างชัดเจน อันนี้แน่นอนเพราะจำกัด "พลังงาน" และออกแรงหนัก โดยทั้งกลุ่มไข่เยอะและไข่ย้อย เอ้ย ไข่น้อย มีตัวเลขการเปลี่ยนแปลงของไขมันไม่ต่างกัน ลดน้ำหนักได้พอๆกัน สารการอักเสบในหลอดเลือด (ที่เป็นตัวบอกว่าโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ) ลดลงพอๆกัน ความดันโลหิต น้ำตาลในเลือด ลดลงพอๆกัน แถมกลุ่มที่กินไข่น้อยกว่า โคเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มมากว่ากลุ่มที่กินไข่เยอะเสียอีก (อาจเป็นเพราะต้องใช้แหล่งโปรตีนอื่นๆแทนไข่ที่อาจทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงกว่า)
แม้ในกลุ่มคนที่เสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจสูง การกินไข่เป็นแหล่งโปรตีนและพลังงาน ก็ไม่ได้เลวร้ายดังความเชื่อที่เชื่อกันมานะครับ แถมยังให้สารอาหารครบถ้วน ราคาถูก ประกอบอาหารได้หลากหลาย ดีกว่ากินซุปเป็ดสกัดตราลิเวอร์พูล หรือรังหงส์บรรจุขวดตราแอนฟิลด์
ก่อนจะจบ อยากให้ดูว่า การที่บอกว่าการศึกษานี้ดีและใช้ได้ ก็ต้องดูตัวเราหรือคนไข้เราว่าใช้ได้ตามวิธีของการศึกษานี้หรือไม่ อย่าคิดว่ากินไข่มากๆไม่เป็นไรก็จัดไข่ไป เรียงคิวกินไข่ แต่ไม่ออกกำลังกาย จัดเค้กตามไข่ จัดเหล้าเคล้าไข่ บีบนม(ข้น)ผสมไข่ อย่างนี้มันก็จะพลังงานเกินและอ้วนแน่
ไม่ว่าจะหยิบผลการศึกษาใดมาใข้ ต้องคำนึงถึง "วิธี" การศึกษาด้วยเสมอ อย่าหยิบแต่ผลลัพธ์นะครับ ทักษะการอ่านและวิเคราะห์วารสารจึงสำคัญมาก
ลิงค์เรื่องไข่เก่าๆของผม
ไข่ แบบภาพสนุกๆ
https://m.facebook.com/medicine4layman/posts/1724428717873154
ที่มา
AmJClin Nutr 2018;107:1–11.

20 พฤษภาคม 2561

concentration camp syndrome

เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในภาคพื้นยุโรป โลกได้ตกตะลึงกับความโหดร้ายทารุณกับสิ่งที่นาซีทำกับเชลยศึกและชาวยิว สิ่งที่เรียกว่า "ค่ายกักกัน"
กองทัพแดงของโซเวียตเข้าไปปลดปล่อยเชลยสงครามและผู้เคราะห์ร้ายที่ยังเหลืออยู่จากการสังหารของนาซี ค่ายที่ยังคงสภาพเดิมมากที่สุดคือค่ายกักกัน Auschwitz ที่โปแลนด์ ส่วนค่าย Birkenau ที่อยู่ใกล้ๆกันและใหญ่กว่านั้น ทางนาซีได้ทำลายหลักฐานกลบเกลื่อนความโหดร้ายของตัวเองไปมากแล้ว
หลังจากสงครามภาคพื้นยุโรปจบไป จากคำให้การของนักโทษแห่งค่ายเอ๊าชวิทช์ที่ยังมีชีวิตทำให้เราได้ทราบความเป็นอยู่ของนักโทษ การรมแก๊ส การสังหารหมู่ ความเลวร้ายของการเป็นเชลย หนึ่งในการศึกษาของแพทย์และนักวิจัยชาวเดนมาร์ก ทำในปี 1952 เพื่อศึกษาถึงสิ่งที่เกิดในแคมป์ จนทำให้ผู้ที่รอดชีวิตมาเกิดโรคที่เรียกว่า "concentration camp syndrome"
กว่า 75% ของนักโทษที่รอดมาได้จะมีอาการผิดปกติของระบบประสาทที่ไม่สามารถอธิบายได้จากหลักการของวิชาประสาทวิทยา อาการของระบบจิตประสาทที่พบคือ กระสับกระส่ายบ่อย อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า ขาดความสุขและหวาดระแวง นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าเกิดความสูญเสียในช่วงสงคราม แต่อาการเหล่านี้กลับไม่หายไป ไม่ดีขึ้น ต่างจากโรคภาวะตึงเครียดจากเหตุกระทบกระเทือนทางจิตใจ (Post-Traumatic Stress Disorder)
บางรายมีอาการทางสมองเช่น มีแขนขาอ่อนแรง มีอาการสับสนจากสมองอักเสบ กล้ามเนื้อกระตุก น้ำหนักตัวลดลง เส้นประสาทสมองพิการ
อาการทั้งหลายเหล่านี้ตามวิชาประสาทวิทยาควรจะระบุตำแหน่งในระบบประสาทที่เกิดโรคได้ แต่ในกลุ่มคนไข้กลุ่มนี้กลับไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ชัดเจน การศึกษาการถ่ายภาพสมอง การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง หรือแม้กระทั่งการตรวจศพ ก็ไม่ได้พบความผิดปกติที่จะอธิบายได้เหมือนคนปรกติเลย
เมื่อถามประวัติถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายกักกัน นักโทษเล่าว่ามันเป็นสิ่งที่เกินจะทานทนและเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายมาก ไม่ว่าจะเป็น
1.การถูกทารุณกรรมทางกาย การทุบตี บาดเจ็บที่ศีรษะ
2. การติดโรคระบาดในค่าย โรควัณโรค โรคไข้รากสาดใหญ่ (ไทฟอยด์) โรคติดเชื้อฝีหนองที่ผิวหนัง รวมถึงโรคยอดฮิตของค่ายกักกันของสงครามโลกครั้งที่สอง ไข้ไทฟัส โรคอันเกิดจากการคิดเชื้อแบคทีเรีย พาหะนำโรคจากไรในตัวแมลงและหมัด โรคระบาดนี้เกิดจากสุขอนามัยที่แย่มากในค่ายกักกัน
3. ภาวะบีบเค้นทางใจอย่างถึงที่สุด การถูกทรมาน ทารุณกรรมทางเพศโดยที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ถูกแยกจากครอบครัว มองเห็นเพื่อนๆ ถูกฆาตกรรมต่อหน้า
4. บางคนก็โดนหมอปีศาจแห่งกองทัพนาซี จับตัวไปทำการทดลองในคน เช่นการฉีดเชื้อไทฟัสเข้าไปแล้วเฝ้าดูปฏิกิริยาที่จะเกิด การใช้สารเคมีที่เชื่อว่าเป็นตัวรักษาฉีดเข้าไปในคนโดยไม่ได้ผ่านการศึกษามาก่อน และไม่ได้หวังผลรักษาหวังผลแค่อยากดูว่าฉีดเข้าไปแล้วเป็นอย่างไร
5. ความอดอยาก ขาดภาวะโภชนาการที่ดี ประมาณว่านักโทษจะได้อาหารสูงสุด 500-800 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ซึ่งมักเป็นซุปเศษผัก มันฝรั่ง เศษขนมปัง ขาดโปรตีนอย่างมาก ในขณะที่ต้องทำงานเยี่ยงสัตว์ ใช้พลังงานวันละ 2000-3000 กิโลแคลอรี่ เราจึงเห็นภาพโครงกระดูกเดินได้ประจำ
ภาวะทั้งหมดนี้เมื่อมาตรวจพบร่วมกับเม็ดเลือดที่สูงผิดปกติ โปรตีนในเลือดต่ำ การอักเสบของตับ การตรวจร่างกายทางระบบประสาทที่ผิดปกติ อาการทางจิตเวชหลายประการที่ผสมผสานไม่เป็นโรคเดียว
เหล่านักวิจัยและแพทย์ในปลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียตั้งชื่อกลุ่มอาการที่มีความผิดปกติทั้งทางกายและจิตใจ ในกลุ่มคนที่รอดจากค่ายกักกันนี้ว่า "concentration camp syndrome" ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีแนวโน้มฆ่าตัวตายสูงมาก และยังไม่มีคำอธิบายโรค การรักษาที่ชัดเจน
มีการศึกษาในผู้ที่รอดชีวิตจากสงครามหลายครั้งแต่ยังไม่มีกรณีใดเหมือนกับกรณีของ Auschwitz-Birkenau ค่ายนรกนาซีแห่งสงครามโลกครั้งที่สองเลยแม้แต่กรณีเดียว ปัจจุบันกฎหมายอาชญากรรมระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนได้รับการปฏิบัติมากขึ้น
เราหวังว่าเราจะไม่มีรายงาน concentration camp syndrome อีกต่อไป

บทความที่ได้รับความนิยม