22 ธันวาคม 2560

อ่านให้ถูก
Tremor อ่านว่า "เทร้ม-เมอะ" ห้ามอ่าน "ทรี-หม่อ" เด็ดขาด
ออกเสียงเน้นคำหน้านะ เทร๊ม-เม่อะ
Penis ให้อ่านว่า "พี้-หนิส" ห้ามอ่าน "เพน-นิส"
ดูปากณิชาอีกทีนะคะ เน้นพยางค์หน้าค่ะ "พี้-หนิส"
Ileum ให้อ่านว่า "อี๊-เลี่ยม" ไม่ใช่ "ไอ-เลี่ยม"
ออกเสียงโทนเดียวกัน และออกเสียง "เลียมมม" ในลำคอด้วย อี๊เลี่ยมมม
แอดมินเพจอายุรศาสตร์ง่ายนิดเดียว ให้อ่านว่า "โร-เบิร์ต-แพ้ต-ทิน-ซั่น"
โอเค..จบนะ
ไปนอนแล้วนะ

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเรื่อง การลดไขมันในยุคปัจจุบัน ตอนที่ 2

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเรื่อง การลดไขมันในยุคปัจจุบัน ตอนที่ 2
จากตอนแรกผมได้พูดเรื่องไขมันแล้วนะ ว่ามันไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนอย่างฝากเงิน ฝากมากออมมากเงินมาก ฝากน้อยใช้มากเงินน้อย แต่มันยังมีอีกหลายๆกระบวนการมาเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหลอดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการอักเสบของหลอดเลือด (หลายๆโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังก็เสี่ยงโรคหัวใจมากขึ้นเช่นสะเก็ดเงิน) การควบคุมด้วยอาหารและออกกำลังกายได้ผลจริง แต่ว่าไม่ทั้งหมด
คราวนี้ก็มาถึงเรื่องของยา ความจริงก็ได้บอกหลายครั้งแล้วว่าเมิ่อเราได้ศึกษา มูลเหตุของโรคหลอดเลือดที่ชัดเจนว่าความผิดปกติของไขมันและการอักเสบของไขมันที่หลอดเลือด เป็นสาเหตุหลัก (ไม่ใช่ทั้งหมดนะ) และเราก็ได้ค้นพบยาหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพในการลดไขมันในเลือด ทั้ง โคเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ แอลดีแอล หรือ เพิ่มเอชดีแอล เราก็คิดว่าอะไรสูงก็ลดอันนั้นคงจะดี ความเสี่ยงมันก็น่าจะลดลง แต่ความจริงมันไม่ใช่...
เพราะมันมีหลายปัจจัย ยาหลายชนิดไขมันได้ แต่ไม่ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ แต่ไม่ลดอัตราการเสียชีวิต หากเราใช้ตัววัดที่สำคัญคือ กินยาแล้วอัตราการตาย อัตราการเกิดโรคลดลงหรือไม่ ไม่ใช่แต่ระดับไขมันลดลงหรือไม่ เราจะเข้าใจ
ยาลดไขมันยุคปัจจุบันจึงออกแบบการศึกษามาเพื่อลดอัตราการตายและอัตราการเกิดโรคหัวใจ เป็นเป้าหมายหลัก เราหวังผลมากไปกว่าตัวเลขไขมันที่ลดลง ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ ไม่ใช่ "ยาลดไขมัน" อีกต่อไป
เราจึงใช้ความเสี่ยงการเกิดโรคมาเป็นตัวกำหนดการใช้ยาที่สำคัญ และสำคัญมากกว่าระดับไขมันเพียงอย่างเดียว ก็คงได้คำตอบที่ว่า ทำไมบางคนไขมันสูงไม่ต้องกินยา บางคนไขมันไม่สูงเท่าไรก็ต้องกินยา ความเสี่ยงนั้นก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วว่าใช้แล้วได้ผล ไม่ว่าเป็น ASCVD QRISK thaiCVrisk
ไม่ได้ใช้คะแนนมาเพิ่มการใช้ยา แต่จริงๆใช้คะแนนมาเลือกคนที่ใช้ยาให้แม่นขึ้นต่างหาก คนที่จำเป็นก็ได้รับการใช้ คนที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้ ใครว่างๆลองกดดูนะ ถ้าท่านไม่มีโรคใดๆ ใช้แต่ตัวเลขอย่างเดียว ไม่ง่ายนะครับที่จะต้อง "กินยา"
ก็มีคำถามว่า ใช้คะแนนแล้วคนต้องใช้ยามากขึ้น จริงๆก็แบบนั้น เพราะที่ผ่านมาเราใช้แต่ตัวเลขไขมัน เราไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงอื่นๆเลย การใช้ยาจึงน้อยและไม่เหมาะสม การใช้แนวทางและคะแนนที่ดีจึงช่วยทั้งคนที่เป็นโรคแล้วและป้องกันไม่ให้เกิดโรค
ทำไมต้องกินไปตลอดด้วย ก็เพราะความเสี่ยงเมื่อเกิดแล้วมันก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นด้วยตัวแปรที่สำคัญมากคือ อายุ ดังนั้นการกินไปตลอดจึงเป็นการลดความเสี่ยง หากไม่เกิดผลเสีย ซึ่งผลเสียว่ากันตามหลักฐานแล้วก็มีนะครับ ตับอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ เพิ่มโอกาสเบาหวาน แต่เกิดด้วยอัตราที่ต่ำมาก เรียกว่าถ้าเสี่ยงตามคะแนนแล้ว กินมีประโยชน์มากกว่าชัดเจน
การศึกษาระยะยาวบอกว่าไม่เกิดโทษรุนแรง แต่ว่าหากจะออกแบบการศึกษาให้ตามไป 40 -50 ปี สุดท้ายจะไม่ลดอัตราตายแน่ๆ เพราะแก่ตาย เป็นโรคอื่นตายกันด้วย ไม่ว่ายาใดๆนะครับ ถ้าติดตามไประยะยาวจนถึงอายุขัยมันจะไม่ลดอัตราตายเลยเพราะไม่ใช่น้ำอมฤต
หลายๆเสียงบอกว่า ก็กินกันมากมายก่ายกองทำไมโรคหัวใจไม่เห็นลดเลยล่ะ ตรวจเจอมากขึ้น ทำบอลลูนมากขึ้น ก็ถูกนะครับตรวจเจอมากขึ้น ทำบอลลูนมากขึ้นเพราะเรามีมาตรการการตรวจจับและรักษาที่ไวขึ้นครับ ศูนย์การตรวจการทำหัตถการก็มากขึ้น อุบัติการณ์ก็พบตามจริง (ก่อนหน้านี้น้อยกว่าความจริง) และเรารักษาชีวิตได้มากขึ้นนะครับ อัตราการเสียชีวิตหรือพิการจากโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองลดลงมาก เพียงแต่ของเดิมมันมากๆๆ
และอย่าลืมว่า ถึงแม้เรามียาที่ดี การรักษาที่ดี แต่ปัจจัยอื่นของโรคอาจคุมไม่ได้ เช่น อ้วนขึ้น ไม่มีเวลาออกกำลังกาย กินอาหารสำเร็จรูป เค็มจัด เบาหวานคุมไม่ดี บุหรี่ไม่ยอมเลิก ประเด็นพวกนี้ถ้ายังแก้ไขไม่ได้อย่างไรเสีย โรคก็ไม่ลดลง และจากการศึกษาหากควบคุมปัจจัยอื่นๆได้ดีเท่าๆกัน คนที่ใช้ยาลดไขมันจะตายน้อยกว่าชัดเจน
ยาอะไร...ว่ากันเลย ใช้ยาสเตตินก่อน ราคาถูกมาก มีทุกที่ ประสิทธิภาพดี ผลข้างเคียงต่ำมาก simvastatin ก็ดี ยายุคใหม่ๆก็จะออกแบบให้ขนาดสูงขึ้นแรงขึ้น และผลเสียน้อยลงไม่ว่าจะเป็น atorvastatin rosuvastatin pitavastatin ที่เริ่มจะมียาสามัญเทียบเคียงต้นฉบับมาใช้ในราคาถูกออกมาแล้ว
ตกหลุม บริษัทยาข้ามชาติไหม ... วิจัยทั้งหลายบริษัทยาก็สนับสนุน ..ก็จริงครับหลายๆงานวิจัยก็มีบริษัทยาสนับสนุน แต่ว่าข้อมูลเชิงประจักษ์แบบหนึ่งในทางวิทยาศาสตร์ คือ reproducible ทำซ้ำกันหรือรูปแบบเดียวกัน ก็จะได้ผลเหมือนๆกัน ลดอัตราการตายและโรคหัวใจได้เหมือนกันในทุกๆตัวยาและงานวิจัย แพทย์เราก็ไม่เชื่อคนง่ายนะครับยิ่งมีบริษัทมาสนับสนุนนี่ต้องฟังหูไว้หู มีความไม่เชื่อและพยายามพิสูจน์หลายครั้ง แต่สุดท้ายมันก็คือความจริง
คนไข้ได้ประโยชน์ชัดเจน แม้ว่าบริษัทจะขายยาได้ แต่คนไข้ก็ได้ประโยชน์จริงๆ
ยาตัวอื่นที่ใช้รองลงมา ezetimibe และ ตัวล่าสุด PCSK9i ยาพวกนี้ลดอัตราการเสียชีวิตได้เมื่อรักษาเพิ่มขึ้นจากสเตตินในกรณีสเตตินได้ผลไม่เต็มที่หรือห้ามใช้ แต่ราคายังแพงอยู่มาก ก็รองลงมาแล้วกัน ส่วนยาอื่นๆ fenofibrate, niacin, omega 3 ใช้ลดไขมันในบางกรณี ขนาดของการลดอัตราตายและโรคหลอดเลือดไม่ชัดเท่าสามกลุ่มแรก ถ้าจำเป็นตามกรณีจึงค่อยให้ เช่น ไตรกลีเซอไรด์สูงมากๆ เป็นต้น
และไม่ได้แนะนำให้ไปซื้อยากินกันทั้งหมด เพราะการใช้ยาใดก็ตามต้องได้รับการกำกับดูแลเสมอ อย่าประมาทในการใช้ยาเด็ดขาดทั้งหมอและคนไข้
จากสองตอนนี้ ผมก็จะสรุปล่ะว่า ปัจจุบันการรักษาไขมันมันไม่ใช่ไขมันอีกแล้ว มันคือการลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดอันมีไขมันเป็นองค์ประกอบหลัก เป้าหมายที่ลดอัตราการตายเป็นหลัก โดยต้องไม่มีผลเสียจากการรักษา การใช้ยาเป็นข้อที่ต้องทำถ้าเสี่ยง ทำร่วมกับการปฏิบัติตัวเสมอ และควรมีการติดตามกำกับดูแลความเสี่ยงและการใช้ยาอยู่ตลอด
คนสำคัญคือบุคลากรทางการแพทย์และหมอเอง "ต้อง" เข้าใจแล้วว่า การรักษาที่แท้จริงคืออะไร และอธิบายกับคนไข้อย่างถูกต้องต่อไป
ภาพ Dr. Akira Endo ผู้ค้นพบยา HMG CoA reductase inhibitor หรือ statin

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเรื่อง การลดไขมันในยุคปัจจุบัน ตอนที่ 1

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวเรื่อง การลดไขมันในยุคปัจจุบัน ตอนที่ 1
มนุษย์เรารู้จักไขมันในเลือดมานานแล้ว และในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมาเรามีความเข้าใจมากขึ้น และความรู้ในช่วงห้าสิบปีหลังมานี้พุ่งสูงเป็นยอดเขาเพราะว่า เราได้ค้นพบวิธีอันทรงประสิทธิภาพที่มาจัดการได้นั่นเอง
ยิ่งในช่วงสิบปีหลังมานี้ ความเข้าใจเรื่องไขมันในเลือดไปไกลมากขึ้นลงลึกไปถึงระดับเซล ระดับเล็กกว่าเซล ระดับพันธุกรรม แต่ว่าจริงๆ เราก็ยังเข้าใจมันน้อยอยู่ดี
เป็นความเชื่อที่มีมานานว่า you are what you eat นั้นเป็นจริงแค่บางส่วน ร่าวกายคนเราอัศจรรย์กว่านั้นในการควบคุมและแปรรูปสารอาหาร ผลิตภัณฑ์ ให้ทดแทนกันได้ยามขาดแคลน ความจริงที่ว่ากินไขมันมากๆนั้นไขมันในเลือดจะสูง ก็เป็นจริงแต่ไม่ใช่กินร้อยได้ร้อย กินร้อยมีผลต่อไขมันในเลือดประมาณ 20-30% เพราะไขมันต้องผ่านกระบวนการย่อยสลาย แปรรูป เก็บสะสมอีกหลายอย่าง
สิ่งที่ได้แน่ๆจากการกินไขมันมากเกินไปคือ ความอ้วน เพราะไขมันมีพลังงานต่อหน่วยสูงที่สุด และถ้าคิดว่าเราควบคุมการกินได้ ท่านอาจประมาทเกินไป อุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบันมีไขมันอยู่มากมาย และส่วนมากก็ต้องใช้ไขมันที่มีจุดเกิดควันสูง คือทนความร้อนได้มากๆ นั่นก็คือ ไขมันอิ่มตัวนั่นเอง หรือในอุตสาหกรรมขนม ที่นิยมใช้เนยเทียม มาร์การีนที่เป็นไขมันอิ่มตัวทั้งสิ้น
อาหารทอดซ้ำๆกัน ตอนแรกๆอาจใช้ไขมันดี แต่เมื่อทอดไปก็กลายเป็นไขมันไม่ดี ไปได้เช่นกัน
จริงๆ การไปเรียกว่าไขมันตัวนั้นดีไขมันตัวนี้ไม่ดี ก็ออกจะเป็นการให้ร้ายไขมันไปสักหน่อย คุณประโยชน์ของไขมันก็มีมากมาย ถ้าเราบริโภคเหมาะสม ในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม การใช้เครื่องมือ การผลิตเพื่อส่งออกและจำหน่าย เข้ามาแทนที่การผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือน คนทำไม่ได้กินและคนกินไม่ได้ทำ คนทำจึงใช้วิธีให้ได้ผลผลิตมากๆราคาไม่แพง ทำให้การใช้ไขมันและการบริโภคไขมันเยอะขึ้นมากมายมหาศาล
โรคต่างๆก็เปลี่ยนไป ภาวะอ้วนลงพุง ไขมันเกาะตับ ไขมันสูงในเลือด ก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวและตอนนี้เงานั้นก็ใหญ่กว่าตัว หันกลับมากลืนกินมนุษย์เจ้าของเงา ก็จนมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ปัจจุบัน
การลดไขมันในเลือด แน่นอน การรักษามาตรฐานและใช้ได้ทุกโรคตั้งแต่เบาหวาน ไขมัน ความดัน โรคไต หรือแม้แต่ไม่เป็นโรคก็ควรกระทำ คือสิ่งที่เรียกว่า lifestyle modification ปรับเปลี่ยนจากพฤติกรรมเสี่ยงโรคมาเป็นพฤติกรรมห่างโรค ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การควบคุมอาหาร การลดไขมันทรานส์และไขมันอิ่มตัว การออกกำลังกาย การพักผ่อน งดดื่มเหล้างดสูบบุหรี่
ทำแบบนี้ไม่ได้ลดแค่ไขมัน แต่ส่งเสริมสุขภาพและลดอัตราเสี่ยงโดยรวม แล้วถามว่าทำเต็มที่สุดๆเลย มันจะลดไขมันในเลือดได้มากไหม ไม่ต้องกินยาได้ไหม
ตัวเลขจากการศึกษาพบว่าจะลดไขมันในเลือดลงได้ประมาณ 15-30% จากของเดิม แต่ในชีวิตจริงก็มีคนทำได้จริงและบางคนก็ทำจนลดได้ 40-60% ก็มี แต่นั่นคือไม่ใช่ทุกคน คุณต้องซื่อสัตย์ เคร่งครัด อดทน มีวินัย (เหมือนคำขวัญวันเด็กเลย) และถึงแม้เป็นเด็กดีทุกอย่างบางคนก็ไม่ลด เพราะว่า อีกเกือบ 70% ของไขมันที่ผิดปกติในเลือด อันเป็นตัวก่อโรคนั้น เกิดจากการสังเคราะห์ที่ผิดปกติ
การสังเคราะห์มีหลายขั้นตอน ใช้สารตั้งต้นและเอนไซม์ต่างๆที่ซับซ้อน ความผิดปกติของสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นหลักสำคัญของไขมันที่ผิดปกติในเลือด..ขอใช้คำว่าผิดปกตินะครับ เพราะบางทีปริมาณไม่มากแต่พิษสงร้ายกาจก็มี อาทิเช่น LDL สูง กับ triglyceride สูงนี่ ความสำคัญในการเกิดโรคหัวใจต่างกันมากและการรักษาให้ LDL ลดลง กับการรักษาให้ triglyceride ลดลง ก็มีผลต่างกันมหาศาล ทั้งๆที่เป็นไขมันในเลือดเหมือนกัน
แม้ว่าเราจะเข้าใจกลไก และการยับยั้งกลไกต่างๆได้ดีกว่าเดิมแต่ก็ต้องบอกว่ายังเหลืออีกมากที่ไม่เข้าใจ
เอาล่ะ..ที่พูดมาก็จะบอกว่า การควบคุมอาหารและพฤติกรรมสำคัญมาก แต่การใช้ยาก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการควบคุมอาหารไม่สามารถไประงับการผลิตที่ผิดปกติได้เลย
การใช้ยาลดไขมัน ที่ปัจจุบันผมอยากจะเปลี่ยนชื่อเป็น #ยาลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอันเกิดจากไขมัน ต้องบอกว่าปัจจุบันมันมีบทพิสูจน์มากมายที่เป็นหลักฐานที่ตรงกัน ด้วยการทดลองแบบควบคุม ทำในคน และรวมการทดลองดีๆเหล่านั้นมากลั่นแล้วกลั่นอีกออกมาเป็นข้อเท็จจริงคือ ยาเหล่านี้ ลดไขมันที่กลไกการสร้าง และไม่ใช่แค่ลดไขมันอย่างเดียวมันยังไปลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือด อัตราการเสียชีวิตและพิการจากโรคหลอดเลือดอีกด้วย (เชื่อว่ากลไกคือลดการอักเสบร่วมด้วย)
ฟังดูดีนะ แต่ว่าทุกการศึกษาจะเป็นการใช้ยาเพิ่มไปจากการทำ lifestyle modification นั่นคือจะได้ผลดังว่าต้องปรับปรุงชีวิตด้วย ดูแลโรคร่วมอื่นๆให้ดีด้วย ไม่ใช่กินยาไขมัน ออกกำลัง งดของมัน แต่คุมเบาหวานไม่ได้ อย่างงี้ผลร้ายของเบาหวานก็หักลบกลบหนี้กับประโยชน์จากยาเสียสิ้น
หลายกระแสหลายคนก็บอกว่า เป็นอุบายของต่างประเทศในการจำหน่ายยา ...ไม่ใช้หนทางธรรมชาติ... ทำไมยากินก็กินกันโครมๆ แต่โรคหัวใจโรคอัมพาตก็ไม่เห็นลดลง .. กระแสพวกนี้แรงมาก เล่นเอาผมต้องไปหาหนังสือเกี่ยวกับ dark side, untold, mysterious fact ของไขมันและยาลดไขมันมาอ่านหลายเล่ม และอ่านเว็บ ฟังคลิปทั้งหลายมามากมาย เพราะหวั่นไหวในใจว่าวิชาการแพทย์แบบสมเหตุสมผลกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้มาตลอดมันไม่ถูกหรือเปล่า
แล้วมาต่อบทหน้านะครับ

วิชาเลิกบุหรี่เราก็มีการใช้คาร์บอนมอนอไซด์

คาร์บอนมอนอกไซด์ (carbon monoxide) แก๊สต้องสงสัยที่ปรากฏในข่าวการฆ่าตัวตายของดาราเกาหลีชื่อดังเมื่อสามวันก่อน ในวิชาเลิกบุหรี่เราก็มีการใช้คาร์บอนมอนอไซด์นะครับ
คาร์บอนมอนอกไซด์ แก๊สที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ หากสุดเข้าไปจะมีความสามารถในการจับฮีโมโกลบินที่เป็นตัวขนส่งออกซิเจน จับดีกว่าแน่นกว่าออกซิเจนหลายเท่า จับแล้วปล่อยยาก ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถขนส่งไปในที่ต่างๆได้ ร่างกายก็ขาดออกซิเจน
ในลมหายใจคนปกติจะมีคาร์บอนมอนอกไซด์น้อยมาก ไม่ควรเกิน 4 ppm หน่วย ppm คือ part per million ใช้สำหรับวัดสารที่มีน้อยมากๆในอากาศหรือน้ำ ยกเว้นภาวะปอดอุดกั้นเรื้อรังที่อาจมีคาร์บอนมอนอกไซด์สูงกว่าปกติได้
แต่ในลมหายใจของผู้สูบบุหรี่จะสามารถตรวจจับคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ 10-20 ppm เลยทีเดียว เราจึงมีเครื่องมืออันหนึ่งที่ใช้ในการตรวจติดตามการเลิกบุหรี่ คือเครื่องวัดคาร์บอนมอนอกไซด์ในลมหายใจ exhaled CO
สำหรับค่าที่ใช้คือหากตรวจพบเกิน 7 ppm น่าจะมีควันบุหรี่ในทางเดินหายใจแน่ แต่การมีควันบุหรี่ในทางเดินหายใจอาจจะเกิดจากอยู่ในบริเวณที่เขาสูบบุหรี่ก็ได้ ดังนั้นถ้าทำงานอยู่ในที่ที่มีการสูบบุหรี่จะใช้ค่าที่ 5 ppm
ถ้าตรวจพบ ในคนที่กำลังเลิกบุหรี่ ก็น่าจะบอกว่าเขายังไม่สามารถเลิกได้ คือเวลาสูบแล้วเนี่ยค่าจะขึ้นไปถึง 20 ได้เลยนะครับ แต่การบอกว่าไม่พบ หรือต่ำมากก็ไม่ได้บอกว่าเขาไม่สูบนะ เขาอาจจะทิ้งห่างการสูบไปมากกว่า 6-10 ชั่วโมง ปอดเราจัดการเคลียร์ได้หมดแล้ว เช่นหลังตื่นนอน
การวัดจึงควรวัดตอนบ่ายๆ เพราะคนที่ติดบุหรี่ สิ่งแรกที่เขาตื่นมาคือจะหาบุหรี่ก่อน หรือหลังกินอาหารไม่เกินชั่วโมงเขาก็จะสูบบุหรี่ การวัดช่วงกลางวัน บ่ายๆ ถ้าไม่พบ CO หรือพบน้อยมากก็จะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น
การศึกษาความสัมพันธ์ของค่า CO กับปริมาณบุหรี่ที่สูบก็พบว่ามีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรง คือ สูบมากขึ้นมาก สูบน้อยขึ้นน้อย จึงอาจจะพอใช้ติดตามได้ว่า ลดลง จริงหรือไม่
การวัดระดับ cotinine ที่เป็นตัวบอกการใช้ nicotine ทั้งจากเลือด น้ำลาย หรือปัสสาวะ ไม่เป็นที่แพร่หลาย ใช้ยากและแพง จึงใข้เฉพาะในงานวิจัยเท่านั้น
การวัดทั้งสองอย่างนี้เป็นแค่ส่วนประกอบและใช้ในกระบวนการเลิกบุหรี่ครับ ไม่ได้แปลความทั้งหมดว่าเลิกได้ไม่ได้จากค่าเท่านั้น ต้องอาศัยปัจจัยประกอบอีกหลายประการ
เอาเครื่องมือที่ใช้ติดตามการเลิกบุหรี่ มาให้รู้จักกัน แต่จริงๆนะ ใช้ "ใจ" ดีกว่าเยอะเลย

21 ธันวาคม 2560

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ผ่าตัดไปแล้วก็ยังต้องติดตามผล

ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ผ่าตัดไปแล้วก็ยังต้องติดตามผลและเฝ้าระวังนะครับ
วารสาร JAMA ฉบับ 20 ธันวาคม ได้ลงย้ำเตือนการเฝ้าระวังนี้ โดย USMSTF (เดิมทีก็เป็นคำแนะนำมาตรฐานอยู่แล้วนะครับ) เกี่ยวกับคนที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ว่าถึงแม้ผ่าตัดหรือรับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัดหรือสารชีวภาพไปแล้ว มันก็ยังไม่จบกระบวนการรักษาในส่วนที่เรียกว่า "การเฝ้าระวัง"
ครั้งนี้เป็นความเห็นร่วมของสามสมาคมแพทย์ทางเดินอาหารของอเมริกาและอีกหนึ่งสมาคมแพทย์โรคมะเร็งมาทำความเห็นร่วมกัน (USMSTF)
1. ควรส่องกล้องตรวจติดตามโรคหลังจากผ่าตัดไปแล้ว ภายในหนึ่งปี หรือหากเป็นมะเร็งที่เกิดอาการอุดกั้นด้วยแล้วควรติดตามในหกเดือน จากหลักฐานที่ว่าส่วนมากมักจะกลับมาเป็นซ้ำในสองปีแรก แต่เป็นหลักฐานจากการตัดติ่งเนื้อมากกว่าจากการผ่าตัดออกไปหมด เพราะการศึกษาจากโรคมะเร็งที่ได้รับการตัดแล้ว มีไม่มากพอ
2.ควรใช้การทำ ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ colonoscopy มากที่สุด หากทำไม่ได้หรือมีข้อจำกัดจึงส่งไปถ่ายภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ CT colonoscopy ก็พอทดแทนได้ครับ มี negative predictive value สูงคือถ้าไม่เจอนั้นก็มักจะเป็นผลลบของจริง มีผลลบปลอมน้อยมาก ไม่ได้จริงๆเลยจึงใช้การสวนแป้งทางทวารหนัก barium enema เพราะการทำ colonoscopy สามารถตัดชิ้นเนื้อได้ครับ
จริงๆแล้วข้อมูลการศึกษาแสดงประโยชน์ชัดเจน ในการลดอัตราการเสียชีวิต แต่ว่าส่วนที่เกิดมาใหม่มักจะไม่หายขาดแล้ว
3. หลังจากทำการเฝ้าระวังในปีแรกแล้ว แนะนำทำครั้งที่สองหลังจากทำครั้งแรกไปแล้วสามปี และหลังจากนั้น ให้ทำทุก 5 ปี จนกว่าการทำจะไม่เกิดประโยชน์ เช่น อายุมากเกิน 75 หรือมีโรคร่วมอื่นมากถึงเจออีกก็คงรักษาไม่ไหวแล้ว
** อย่าลืมว่าการทำส่องกล้องทวารหนักก็มีความเสี่ยงนะ **
4. สำหรับมะเร็งลำไส้ส่วนปลายและทวารหนัก โอกาสจะเกิดโรคซ้ำโดยเฉพาะตรงจุดเชื่อมต่อลำไส้มีมาก จึงแนะนำว่าในสามปีแรกให้เฝ้าระวังทุก 3-6 เดือน แต่ใช้วิธี flexible sigmoidoscopy แทน ไม่ต้องส่องกล้องลึกมากแบบ colonoscopy
อีกวิธีที่แนะนำแต่หลักฐานน้อยกว่า คือ การทำอัลตร้าซาวนด์ผ่านกล้อง endoscopic ultrasonograpghy การศึกษายังไม่มากพอที่จะแนะนำอย่างชัดๆ ใช้แค่เป็นทางเลือกได้ (จริงๆก็ต้องสอดกล้องเข้าไปเหมือนกันนะ)
การติดตามโรคมะเร็งหลังการรักษาไม่ว่าเป็นมะเร็งชนิดใดก็มีความสำคัญมากครับ

บทความที่ได้รับความนิยม