ความเข้าใจเรื่อง แมกนีเซียม ..การตรวจแมกนีเซียม
มีแฟนเพจที่เป็นคุณหมอท่านหนึ่ง สังเกตเห็นว่า ปัจจุบันมีการตรวจระดับแมกนีเซียมกันอย่างมากมาย อยากทราบความจริงของแมกนีเซียม ผมก็เห็นว่ามีความสำคัญนะครับ อย่างทีเป็นชุดการตรวจที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วย ทำให้เกิดการไขว้เขวและเสียเงินค่าตรวจมากขึ้น
แมกนีเซียม เป็นธาตุโลหะกลุ่มเดียวกับแคลเซียม ทำงานพร้อมกัน ใกล้เคียงกัน แม้ว่าร่างกายต้องการปริมาณน้อยแต่ก็จำเป็น แมกนีเซียมนั้นร่างกายใช้มากในการสังเคราะห์พลังงาน การใช้พลังงาน การสร้างสารพันธุกรรม การทำงานของหัวใจและการสื่อประสาท ทั่วไปแล้วร่างกายต้องการแมกนีเซียมวันละประมาณ 250-350 มิลลิกรัม นับว่าเป็นปริมาณไม่มาก โอกาสจะขาดแมกนีเซียมจากการกินอาหารไม่พอนั้นน้อยมากทีเดียว อาหารที่มีแมกนีเซียมมาก คือ ผักใบเขียว ที่เขียนมาชัดๆคือ บร็อคโคลี่ และ ผักโขม เมื่อกินเข้าไปและดูดซึมเข้าร่างกาย ส่วนมากแมกนีเซียมจะไปเก็บที่กระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ จะออกมาอยู่นอกเซลแค่ 1% และอยู่ในเลือดแค่ 0.3% เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะขับออกทางอุจจาระและท่อไต ถ้าระบบต่างๆทำงานดี แมกนีเซียมก็จะสมดุล
แต่ว่าแน่นอน ก็มีโอกาสเกิดความผิดปกติทั้งขาดหรือเกินได้ สาเหตุและการรักษาเดี๋ยวจะกล่าวถึงนะครับ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขาดหรือเกิน เราวัดอย่างไร อย่างที่กล่าวไปตอนต้นครับ แมกนีเซียมอยู่ในเลือดแค่ 0.3-1.0 % การตรวจวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและเร็ว สามารถทำได้เกือบทุกที่ การตรวจนี้อาจไม่ได้บ่งบอกถึงระดับแมกนีเซียม "ในตัว" อย่างแท้จริง เพียงแต่มันเป็นวิธีที่ง่ายเท่านั้น บางทีผู้ป่วยไม่ได้มีปัญหา ไม่มีอาการ แต่ว่าไปตรวจพบว่าระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ก็ไปแก้ไขและตามมาด้วยผลเสียของการแก้ไขโดยไม่จำเป็น
การวัดที่แม่นยำกว่าจะเป็นการให้แมกนีเซียมทางเลือด แล้วดูว่าแมกนีเซียมยังถูกขับออกมาอีกไหม ถ้ายังถูกขับออกมาแสดงว่า ในตัวมีแมกนีเซียมเพียงพอ แต่วิธีนี้ทำยาก ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย วิธีอื่นๆก็ยาก อาทิเช่น การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อมาวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดเทียบกับในปัสสาวะ หรือการตรวจด้วยสารกัมมันตภาพรังสี
ก็สรุปว่า การตรวจที่ง่ายที่สุดคือการวัดระดับแมกนีเซียมในเลือด ซึ่งไม่แม่นยำมากนัก และมีความแปรปรวนในแต่ละคนแต่ละแล็บ ดังนั้น การใช้เพื่อการวินิจฉัยและการติดตามผล ต้องระลึกข้อนี้ไว้เสมอ
การวินิจฉัยและรักษา จึงออกมาในรูปแบบที่ว่าต้องมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมในเลือดต่ำ เช่น ให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ดื่มเหล้า ได้รับยาเคมีบำบัด หรือเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมสูง เช่น กินมากหรือใช้ยาที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียมมาก ไตวาย นำมาคิดร่วมกับอาการที่เกิดจากแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ยาก ไม่ค่อยมีอาการครับ และอาการมักจะไปคล้ายกับ แคลเซียมในเลือดผิดปกติ
ถ้าต่ำ ก็จะ เกร็ง ชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ถ้าสูง ก็จะซึม หายใจช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ความไวกล้ามเนื้อลดลง (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราใช้สังเกตเวลาเราให้สารแมกนีเซียมเพื่อการรักษาคนไข้ ว่าที่ให้ไป เกินหรือไม่)
เมื่อมีอาการ ความเสี่ยง และ อาการแสดงที่ตรวจพบ สามารถให้การรักษาได้ก่อนที่ผลระดับแมกนีเซียมในเลือดจะรายงานผลออกมาด้วยซ้ำ ดังนั้น ระดับแมกนีเซียมในเลือด จึงใช้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นในการวินิจฉัยและการติดตามผล ดังนั้นความรู้ความเข้าในเรื่อง แมกนีเซียมจึงมีความสำคัญ เพราะการตรวจที่ง่ายๆกลับไม่ค่อยส่งผลต่อ การขาด หรือ ไม่ขาด ที่แท้จริงได้ครับ ผมแนบอ้างอิงมาให้ตอนท้ายนะครับ
เอาล่ะ ในเมื่อการตรวจระดับแมกนีเซียมในเลือดเป็นการตรวจที่เรามีอยู่และง่าย ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ถ้าแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาการไม่รุนแรงมากจะให้เกลือแร่แมกนีเซียมเสริมทางการกินครับ ถ้าต่ำมากและมีอาการรุนแรงเช่นชัก เกร็ง หัวใจเต้นผิดจังหวะก็จะให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือด ตรงนี้ต้องระวังแมกนีเซียมเกินครับ ในช่วงที่มีการใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดต้องมีการตรวจการทำงานของไต การหายใจ การตอบสนองกล้ามเนื้อ และวัดระดับแมกนีเซียมติดตามผลอยู่เสมอๆ การใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดอีกหนึ่งภาวะที่ต้องใช้การระมัดระวังแบบนี้คือ ภาวะครรภ์เป็นพิษ แล้วต้องให้แมกนีเซียมเพื่อกันชักครับ
ถ้าแมกนีเซียมสูง ส่วนมากเกิดจากสองภาวะคือ ไตวาย หรือ การใช้ยาที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วยมากเกินไป จะให้หยุดสาเหตุนั้น แล้วค่อยๆติดตามผลระดับแมกนีเซียมในเลือดครับ ให้ยาถ่าย (ที่ไม่ใช่แมกนีเซียม) เพื่อเพิ่มการขับออกทางลำไส้ ให้สารน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ หรือในรายไตวายคงต้องฟอกเลือดเอา แมกนีเซียมออกไป แต่ถ้ามีอาการซึมมาก หายใจไม่ไหวที่ต้องสงสัยจากแมกนีเซียมเกิน จะมียาที่ใช้ต้านพิษแมกนีเซียมเกิน ที่ได้ผลชะงัดทันตาเห็นมากๆ คือ ให้แคลเซียมขนาดสูงทางหลอดเลือดครับ
รายละเอียดการรักษา ผมไม่ลงลึกมาก ใครสนใจไปอ่านเพิ่มเติมได้ครับ
...ตั้งในทำงาน..ตั้งใจทำดี..ต่อไป..
http://synapse.koreamed.org/DOIx.php?id=10.5049/EBP.2008.6.2.86 : Magnesium Metabolism Jang Won Seo, M.D.corresponding author and Tae Jin Park, M.D.
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1855626/ : Clin Biochem Rev. 2003 May; 24(2): 47–66
http://ckj.oxfordjournals.org/content/5/Suppl_1/i3.full : Clin Kidney J (2012) 5 (Suppl 1): i3-i14.
pitfalls in management of common divalent ion disorder โดย อ.สาธิต คูระทอง ใน nephrology board review 2013
14 ตุลาคม 2559
ความเข้าใจเรื่อง แมกนีเซียม ..การตรวจแมกนีเซียม
ความเข้าใจเรื่อง แมกนีเซียม ..การตรวจแมกนีเซียม
มีแฟนเพจที่เป็นคุณหมอท่านหนึ่ง สังเกตเห็นว่า ปัจจุบันมีการตรวจระดับแมกนีเซียมกันอย่างมากมาย อยากทราบความจริงของแมกนีเซียม ผมก็เห็นว่ามีความสำคัญนะครับ อย่างทีเป็นชุดการตรวจที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วย ทำให้เกิดการไขว้เขวและเสียเงินค่าตรวจมากขึ้น
แมกนีเซียม เป็นธาตุโลหะกลุ่มเดียวกับแคลเซียม ทำงานพร้อมกัน ใกล้เคียงกัน แม้ว่าร่างกายต้องการปริมาณน้อยแต่ก็จำเป็น แมกนีเซียมนั้นร่างกายใช้มากในการสังเคราะห์พลังงาน การใช้พลังงาน การสร้างสารพันธุกรรม การทำงานของหัวใจและการสื่อประสาท ทั่วไปแล้วร่างกายต้องการแมกนีเซียมวันละประมาณ 250-350 มิลลิกรัม นับว่าเป็นปริมาณไม่มาก โอกาสจะขาดแมกนีเซียมจากการกินอาหารไม่พอนั้นน้อยมากทีเดียว อาหารที่มีแมกนีเซียมมาก คือ ผักใบเขียว ที่เขียนมาชัดๆคือ บร็อคโคลี่ และ ผักโขม เมื่อกินเข้าไปและดูดซึมเข้าร่างกาย ส่วนมากแมกนีเซียมจะไปเก็บที่กระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ จะออกมาอยู่นอกเซลแค่ 1% และอยู่ในเลือดแค่ 0.3% เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะขับออกทางอุจจาระและท่อไต ถ้าระบบต่างๆทำงานดี แมกนีเซียมก็จะสมดุล
แต่ว่าแน่นอน ก็มีโอกาสเกิดความผิดปกติทั้งขาดหรือเกินได้ สาเหตุและการรักษาเดี๋ยวจะกล่าวถึงนะครับ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขาดหรือเกิน เราวัดอย่างไร อย่างที่กล่าวไปตอนต้นครับ แมกนีเซียมอยู่ในเลือดแค่ 0.3-1.0 % การตรวจวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและเร็ว สามารถทำได้เกือบทุกที่ การตรวจนี้อาจไม่ได้บ่งบอกถึงระดับแมกนีเซียม "ในตัว" อย่างแท้จริง เพียงแต่มันเป็นวิธีที่ง่ายเท่านั้น บางทีผู้ป่วยไม่ได้มีปัญหา ไม่มีอาการ แต่ว่าไปตรวจพบว่าระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ก็ไปแก้ไขและตามมาด้วยผลเสียของการแก้ไขโดยไม่จำเป็น
การวัดที่แม่นยำกว่าจะเป็นการให้แมกนีเซียมทางเลือด แล้วดูว่าแมกนีเซียมยังถูกขับออกมาอีกไหม ถ้ายังถูกขับออกมาแสดงว่า ในตัวมีแมกนีเซียมเพียงพอ แต่วิธีนี้ทำยาก ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย วิธีอื่นๆก็ยาก อาทิเช่น การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อมาวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดเทียบกับในปัสสาวะ หรือการตรวจด้วยสารกัมมันตภาพรังสี
ก็สรุปว่า การตรวจที่ง่ายที่สุดคือการวัดระดับแมกนีเซียมในเลือด ซึ่งไม่แม่นยำมากนัก และมีความแปรปรวนในแต่ละคนแต่ละแล็บ ดังนั้น การใช้เพื่อการวินิจฉัยและการติดตามผล ต้องระลึกข้อนี้ไว้เสมอ
การวินิจฉัยและรักษา จึงออกมาในรูปแบบที่ว่าต้องมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมในเลือดต่ำ เช่น ให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ดื่มเหล้า ได้รับยาเคมีบำบัด หรือเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมสูง เช่น กินมากหรือใช้ยาที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียมมาก ไตวาย นำมาคิดร่วมกับอาการที่เกิดจากแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ยาก ไม่ค่อยมีอาการครับ และอาการมักจะไปคล้ายกับ แคลเซียมในเลือดผิดปกติ
ถ้าต่ำ ก็จะ เกร็ง ชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ถ้าสูง ก็จะซึม หายใจช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ความไวกล้ามเนื้อลดลง (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราใช้สังเกตเวลาเราให้สารแมกนีเซียมเพื่อการรักษาคนไข้ ว่าที่ให้ไป เกินหรือไม่)
เมื่อมีอาการ ความเสี่ยง และ อาการแสดงที่ตรวจพบ สามารถให้การรักษาได้ก่อนที่ผลระดับแมกนีเซียมในเลือดจะรายงานผลออกมาด้วยซ้ำ ดังนั้น ระดับแมกนีเซียมในเลือด จึงใช้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นในการวินิจฉัยและการติดตามผล ดังนั้นความรู้ความเข้าในเรื่อง แมกนีเซียมจึงมีความสำคัญ เพราะการตรวจที่ง่ายๆกลับไม่ค่อยส่งผลต่อ การขาด หรือ ไม่ขาด ที่แท้จริงได้ครับ ผมแนบอ้างอิงมาให้ตอนท้ายนะครับ
เอาล่ะ ในเมื่อการตรวจระดับแมกนีเซียมในเลือดเป็นการตรวจที่เรามีอยู่และง่าย ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ถ้าแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาการไม่รุนแรงมากจะให้เกลือแร่แมกนีเซียมเสริมทางการกินครับ ถ้าต่ำมากและมีอาการรุนแรงเช่นชัก เกร็ง หัวใจเต้นผิดจังหวะก็จะให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือด ตรงนี้ต้องระวังแมกนีเซียมเกินครับ ในช่วงที่มีการใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดต้องมีการตรวจการทำงานของไต การหายใจ การตอบสนองกล้ามเนื้อ และวัดระดับแมกนีเซียมติดตามผลอยู่เสมอๆ การใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดอีกหนึ่งภาวะที่ต้องใช้การระมัดระวังแบบนี้คือ ภาวะครรภ์เป็นพิษ แล้วต้องให้แมกนีเซียมเพื่อกันชักครับ
ถ้าแมกนีเซียมสูง ส่วนมากเกิดจากสองภาวะคือ ไตวาย หรือ การใช้ยาที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วยมากเกินไป จะให้หยุดสาเหตุนั้น แล้วค่อยๆติดตามผลระดับแมกนีเซียมในเลือดครับ ให้ยาถ่าย (ที่ไม่ใช่แมกนีเซียม) เพื่อเพิ่มการขับออกทางลำไส้ ให้สารน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ หรือในรายไตวายคงต้องฟอกเลือดเอา แมกนีเซียมออกไป แต่ถ้ามีอาการซึมมาก หายใจไม่ไหวที่ต้องสงสัยจากแมกนีเซียมเกิน จะมียาที่ใช้ต้านพิษแมกนีเซียมเกิน ที่ได้ผลชะงัดทันตาเห็นมากๆ คือ ให้แคลเซียมขนาดสูงทางหลอดเลือดครับ
รายละเอียดการรักษา ผมไม่ลงลึกมาก ใครสนใจไปอ่านเพิ่มเติมได้ครับ
...ตั้งในทำงาน..ตั้งใจทำดี..ต่อไป..
http://synapse.koreamed.org/DOIx.php?id=10.5049/EBP.2008.6.2.86 : Magnesium Metabolism Jang Won Seo, M.D.corresponding author and Tae Jin Park, M.D.
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1855626/ : Clin Biochem Rev. 2003 May; 24(2): 47–66
http://ckj.oxfordjournals.org/content/5/Suppl_1/i3.full : Clin Kidney J (2012) 5 (Suppl 1): i3-i14.
pitfalls in management of common divalent ion disorder โดย อ.สาธิต คูระทอง ใน nephrology board review 2013
มีแฟนเพจที่เป็นคุณหมอท่านหนึ่ง สังเกตเห็นว่า ปัจจุบันมีการตรวจระดับแมกนีเซียมกันอย่างมากมาย อยากทราบความจริงของแมกนีเซียม ผมก็เห็นว่ามีความสำคัญนะครับ อย่างทีเป็นชุดการตรวจที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วย ทำให้เกิดการไขว้เขวและเสียเงินค่าตรวจมากขึ้น
แมกนีเซียม เป็นธาตุโลหะกลุ่มเดียวกับแคลเซียม ทำงานพร้อมกัน ใกล้เคียงกัน แม้ว่าร่างกายต้องการปริมาณน้อยแต่ก็จำเป็น แมกนีเซียมนั้นร่างกายใช้มากในการสังเคราะห์พลังงาน การใช้พลังงาน การสร้างสารพันธุกรรม การทำงานของหัวใจและการสื่อประสาท ทั่วไปแล้วร่างกายต้องการแมกนีเซียมวันละประมาณ 250-350 มิลลิกรัม นับว่าเป็นปริมาณไม่มาก โอกาสจะขาดแมกนีเซียมจากการกินอาหารไม่พอนั้นน้อยมากทีเดียว อาหารที่มีแมกนีเซียมมาก คือ ผักใบเขียว ที่เขียนมาชัดๆคือ บร็อคโคลี่ และ ผักโขม เมื่อกินเข้าไปและดูดซึมเข้าร่างกาย ส่วนมากแมกนีเซียมจะไปเก็บที่กระดูก กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่างๆ จะออกมาอยู่นอกเซลแค่ 1% และอยู่ในเลือดแค่ 0.3% เท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะขับออกทางอุจจาระและท่อไต ถ้าระบบต่างๆทำงานดี แมกนีเซียมก็จะสมดุล
แต่ว่าแน่นอน ก็มีโอกาสเกิดความผิดปกติทั้งขาดหรือเกินได้ สาเหตุและการรักษาเดี๋ยวจะกล่าวถึงนะครับ ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขาดหรือเกิน เราวัดอย่างไร อย่างที่กล่าวไปตอนต้นครับ แมกนีเซียมอยู่ในเลือดแค่ 0.3-1.0 % การตรวจวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดซึ่งเป็นวิธีที่ง่ายและเร็ว สามารถทำได้เกือบทุกที่ การตรวจนี้อาจไม่ได้บ่งบอกถึงระดับแมกนีเซียม "ในตัว" อย่างแท้จริง เพียงแต่มันเป็นวิธีที่ง่ายเท่านั้น บางทีผู้ป่วยไม่ได้มีปัญหา ไม่มีอาการ แต่ว่าไปตรวจพบว่าระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ก็ไปแก้ไขและตามมาด้วยผลเสียของการแก้ไขโดยไม่จำเป็น
การวัดที่แม่นยำกว่าจะเป็นการให้แมกนีเซียมทางเลือด แล้วดูว่าแมกนีเซียมยังถูกขับออกมาอีกไหม ถ้ายังถูกขับออกมาแสดงว่า ในตัวมีแมกนีเซียมเพียงพอ แต่วิธีนี้ทำยาก ไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลาย วิธีอื่นๆก็ยาก อาทิเช่น การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อมาวัดระดับแมกนีเซียมในเลือดเทียบกับในปัสสาวะ หรือการตรวจด้วยสารกัมมันตภาพรังสี
ก็สรุปว่า การตรวจที่ง่ายที่สุดคือการวัดระดับแมกนีเซียมในเลือด ซึ่งไม่แม่นยำมากนัก และมีความแปรปรวนในแต่ละคนแต่ละแล็บ ดังนั้น การใช้เพื่อการวินิจฉัยและการติดตามผล ต้องระลึกข้อนี้ไว้เสมอ
การวินิจฉัยและรักษา จึงออกมาในรูปแบบที่ว่าต้องมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมในเลือดต่ำ เช่น ให้สารอาหารทางหลอดเลือดดำ ดื่มเหล้า ได้รับยาเคมีบำบัด หรือเสี่ยงที่จะเกิดแมกนีเซียมสูง เช่น กินมากหรือใช้ยาที่มีส่วนประกอบของแมกนีเซียมมาก ไตวาย นำมาคิดร่วมกับอาการที่เกิดจากแมกนีเซียมในเลือดต่ำ ซึ่งอันนี้ยาก ไม่ค่อยมีอาการครับ และอาการมักจะไปคล้ายกับ แคลเซียมในเลือดผิดปกติ
ถ้าต่ำ ก็จะ เกร็ง ชัก หัวใจเต้นผิดจังหวะ แต่ถ้าสูง ก็จะซึม หายใจช้าลง ลำไส้ไม่ทำงาน ความไวกล้ามเนื้อลดลง (ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราใช้สังเกตเวลาเราให้สารแมกนีเซียมเพื่อการรักษาคนไข้ ว่าที่ให้ไป เกินหรือไม่)
เมื่อมีอาการ ความเสี่ยง และ อาการแสดงที่ตรวจพบ สามารถให้การรักษาได้ก่อนที่ผลระดับแมกนีเซียมในเลือดจะรายงานผลออกมาด้วยซ้ำ ดังนั้น ระดับแมกนีเซียมในเลือด จึงใช้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นในการวินิจฉัยและการติดตามผล ดังนั้นความรู้ความเข้าในเรื่อง แมกนีเซียมจึงมีความสำคัญ เพราะการตรวจที่ง่ายๆกลับไม่ค่อยส่งผลต่อ การขาด หรือ ไม่ขาด ที่แท้จริงได้ครับ ผมแนบอ้างอิงมาให้ตอนท้ายนะครับ
เอาล่ะ ในเมื่อการตรวจระดับแมกนีเซียมในเลือดเป็นการตรวจที่เรามีอยู่และง่าย ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ถ้าแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาการไม่รุนแรงมากจะให้เกลือแร่แมกนีเซียมเสริมทางการกินครับ ถ้าต่ำมากและมีอาการรุนแรงเช่นชัก เกร็ง หัวใจเต้นผิดจังหวะก็จะให้แมกนีเซียมทางหลอดเลือด ตรงนี้ต้องระวังแมกนีเซียมเกินครับ ในช่วงที่มีการใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดต้องมีการตรวจการทำงานของไต การหายใจ การตอบสนองกล้ามเนื้อ และวัดระดับแมกนีเซียมติดตามผลอยู่เสมอๆ การใช้แมกนีเซียมทางหลอดเลือดอีกหนึ่งภาวะที่ต้องใช้การระมัดระวังแบบนี้คือ ภาวะครรภ์เป็นพิษ แล้วต้องให้แมกนีเซียมเพื่อกันชักครับ
ถ้าแมกนีเซียมสูง ส่วนมากเกิดจากสองภาวะคือ ไตวาย หรือ การใช้ยาที่มีแมกนีเซียมอยู่ด้วยมากเกินไป จะให้หยุดสาเหตุนั้น แล้วค่อยๆติดตามผลระดับแมกนีเซียมในเลือดครับ ให้ยาถ่าย (ที่ไม่ใช่แมกนีเซียม) เพื่อเพิ่มการขับออกทางลำไส้ ให้สารน้ำมากขึ้น เพื่อเพิ่มการขับออกทางปัสสาวะ หรือในรายไตวายคงต้องฟอกเลือดเอา แมกนีเซียมออกไป แต่ถ้ามีอาการซึมมาก หายใจไม่ไหวที่ต้องสงสัยจากแมกนีเซียมเกิน จะมียาที่ใช้ต้านพิษแมกนีเซียมเกิน ที่ได้ผลชะงัดทันตาเห็นมากๆ คือ ให้แคลเซียมขนาดสูงทางหลอดเลือดครับ
รายละเอียดการรักษา ผมไม่ลงลึกมาก ใครสนใจไปอ่านเพิ่มเติมได้ครับ
...ตั้งในทำงาน..ตั้งใจทำดี..ต่อไป..
http://synapse.koreamed.org/DOIx.php?id=10.5049/EBP.2008.6.2.86 : Magnesium Metabolism Jang Won Seo, M.D.corresponding author and Tae Jin Park, M.D.
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1855626/ : Clin Biochem Rev. 2003 May; 24(2): 47–66
http://ckj.oxfordjournals.org/content/5/Suppl_1/i3.full : Clin Kidney J (2012) 5 (Suppl 1): i3-i14.
pitfalls in management of common divalent ion disorder โดย อ.สาธิต คูระทอง ใน nephrology board review 2013
10 ตุลาคม 2559
paraneoplastic syndrome
มะเร็ง..เป็นก้อน..ปวด จริงๆมะเร็งก็มีอาการอย่างอื่นๆอีกนะ : paraneoplastic...the remote effect
ก้อนมะเร็งนั้นประกอบด้วยเซลผิดปกติกัดกิน ทำลาย หรือไปกดเบียดอวัยวะดีๆข้างเคียง บางครั้งก้อนมะเร็งบางชนิดก็หลั่งสารเคมีออกมา หลั่งแบบควบคุมไม่ได้ จนเสารเคมีเหล่านั้น ไปเกิดผลเสียต่อร่างกายเราเรียกอาการนี้ว่า paraneoplastic syndrome ภาษาทั่วไปคงใช้คำว่า collateral damage จะแปลความได้ตรงๆครับ
เซลที่ก่อเกิดมะเร็งนั้นบางชนิดมีความสามารถหลั่งสารเหมือนฮอร์โมนในร่างกายเรา ไปทำให้เกิดผลของฮอร์โมนนั้น แต่เป็นผลแบบไม่มีกลไกการควบคุมที่เรียกว่า feedback mechanism หรือมีผลกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ผลของสารเคมีนี้อาจเกิดขึ้นก่อนอาการของมะเร็งเสียอีก เพราะอาการของก้อนก็จะต้องใหญ่พอควรจึงเกิดอาการได้ แต่อาการจากสารเคมีนี้ไม่จำเป็นครับ และอาการก็มักจะดีขึ้นเมื่อได้มีการรักษามะเร็งครับ ผมยกตัวอย่างอาการผิดปกติต่างๆที่อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็ง ไม่ได้หมายถึงว่าถ้ามีแล้วจะเป็นมะเร็งนะครับ
กลุ่มอาการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ
1. ฮอร์โมน ADH คล้ายจากต่อมใต้สมอง ทำให้ร่างกายดูดน้ำจากท่อไตมาก ปัสสาวะน้อย โซเดียมในเลือดต่ำ มักพบในมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
2. ฮอร์โมน PTH คล้ายที่หลั่งออกมาจากต่อมพาราไธรอยด์ ทำให้กระดูกสลายเป็นแคลเซียมออกมาในเลือด และดูดซึมแคลเซียมมาก เกิดแคลเซียมในเลือดสูง มักพบในมะเร็งเต้านม มะเร็งเลือดชนิดมัยอีโลมา มะเร็งเยื่อบุผิวต่างๆ
3. ฮอร์โมน ACTH คล้ายฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ทำให้อ้วนกลม ความดันสูง มักพบในมะเร็งปอด
กลุ่มอาการระบบประสาท มักจะมีอาการของระบบสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้เดินเซ ตากระตุก ทรงตัวไม่อยู่ (cerebellitis) หรือเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง (LAMS) ส่วนมากพบในมะเร็งปอด
กลุ่มอาการระบบผิวหนัง เช่น ผื่นแดงนูนที่เรียกว่า Sweet's syndrome พบในมะเร็งเม็ดเลือดขาว กลุ่มอาการโรคข้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและอักเสบ polymyositis พบในมะเร็งของลำคอ มะเร็งรังไข่
โรคพวกนี้วินิจฉัยยากครับ ถ้ามีอาการต่างๆ อาจต้องคิดถึงว่ามีโรคมะเร็งหรือไม่ และการจะต้องคิดถึงว่าเป็นผลของโรคมะเร็งถ้าหาสาเหตุโดยทั่วไปไม่พบ ในขณะเดียวกันถ้าพบมะเร็งแล้วนอกจากโรคของตัวมะเร็งเองแล้วยังต้องพิจารณาหาอาการข้างเคียงจากการหลั่งสารต่างๆเหล่านี้ด้วย หัวข้อนี้จะยากและต้องไปศึกษาอ่านต่อครับ
สำหรับแฟนเพจเราผมอยากให้ทราบว่ามีอาการจำพวกนี้อยู่ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง และสำหรับบุคลากรที่ต้องการไปค้นต่อ หาอ่านได้จากตำราต่างๆ ส่วนลิงค์ที่ผมทำมาให้นั้น คัดมาว่าอ่านง่ายและไม่เสียเงินครับ
http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMra023009
http://www.nature.com/…/…/v10/n11/full/nrrheum.2014.138.html
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/…/pdf/mayoclinproc_85_9_008.pdf
http://jnnp.bmj.com/content/75/suppl_2/ii43.full อันนี้เสียเงินนะครับ
ก้อนมะเร็งนั้นประกอบด้วยเซลผิดปกติกัดกิน ทำลาย หรือไปกดเบียดอวัยวะดีๆข้างเคียง บางครั้งก้อนมะเร็งบางชนิดก็หลั่งสารเคมีออกมา หลั่งแบบควบคุมไม่ได้ จนเสารเคมีเหล่านั้น ไปเกิดผลเสียต่อร่างกายเราเรียกอาการนี้ว่า paraneoplastic syndrome ภาษาทั่วไปคงใช้คำว่า collateral damage จะแปลความได้ตรงๆครับ
เซลที่ก่อเกิดมะเร็งนั้นบางชนิดมีความสามารถหลั่งสารเหมือนฮอร์โมนในร่างกายเรา ไปทำให้เกิดผลของฮอร์โมนนั้น แต่เป็นผลแบบไม่มีกลไกการควบคุมที่เรียกว่า feedback mechanism หรือมีผลกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ผลของสารเคมีนี้อาจเกิดขึ้นก่อนอาการของมะเร็งเสียอีก เพราะอาการของก้อนก็จะต้องใหญ่พอควรจึงเกิดอาการได้ แต่อาการจากสารเคมีนี้ไม่จำเป็นครับ และอาการก็มักจะดีขึ้นเมื่อได้มีการรักษามะเร็งครับ ผมยกตัวอย่างอาการผิดปกติต่างๆที่อาจเกี่ยวข้องกับมะเร็ง ไม่ได้หมายถึงว่าถ้ามีแล้วจะเป็นมะเร็งนะครับ
กลุ่มอาการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติ
1. ฮอร์โมน ADH คล้ายจากต่อมใต้สมอง ทำให้ร่างกายดูดน้ำจากท่อไตมาก ปัสสาวะน้อย โซเดียมในเลือดต่ำ มักพบในมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
2. ฮอร์โมน PTH คล้ายที่หลั่งออกมาจากต่อมพาราไธรอยด์ ทำให้กระดูกสลายเป็นแคลเซียมออกมาในเลือด และดูดซึมแคลเซียมมาก เกิดแคลเซียมในเลือดสูง มักพบในมะเร็งเต้านม มะเร็งเลือดชนิดมัยอีโลมา มะเร็งเยื่อบุผิวต่างๆ
3. ฮอร์โมน ACTH คล้ายฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต ทำให้อ้วนกลม ความดันสูง มักพบในมะเร็งปอด
กลุ่มอาการระบบประสาท มักจะมีอาการของระบบสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้เดินเซ ตากระตุก ทรงตัวไม่อยู่ (cerebellitis) หรือเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง (LAMS) ส่วนมากพบในมะเร็งปอด
กลุ่มอาการระบบผิวหนัง เช่น ผื่นแดงนูนที่เรียกว่า Sweet's syndrome พบในมะเร็งเม็ดเลือดขาว กลุ่มอาการโรคข้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงและอักเสบ polymyositis พบในมะเร็งของลำคอ มะเร็งรังไข่
โรคพวกนี้วินิจฉัยยากครับ ถ้ามีอาการต่างๆ อาจต้องคิดถึงว่ามีโรคมะเร็งหรือไม่ และการจะต้องคิดถึงว่าเป็นผลของโรคมะเร็งถ้าหาสาเหตุโดยทั่วไปไม่พบ ในขณะเดียวกันถ้าพบมะเร็งแล้วนอกจากโรคของตัวมะเร็งเองแล้วยังต้องพิจารณาหาอาการข้างเคียงจากการหลั่งสารต่างๆเหล่านี้ด้วย หัวข้อนี้จะยากและต้องไปศึกษาอ่านต่อครับ
สำหรับแฟนเพจเราผมอยากให้ทราบว่ามีอาการจำพวกนี้อยู่ด้วย ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็ง และสำหรับบุคลากรที่ต้องการไปค้นต่อ หาอ่านได้จากตำราต่างๆ ส่วนลิงค์ที่ผมทำมาให้นั้น คัดมาว่าอ่านง่ายและไม่เสียเงินครับ
http://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMra023009
http://www.nature.com/…/…/v10/n11/full/nrrheum.2014.138.html
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/…/pdf/mayoclinproc_85_9_008.pdf
http://jnnp.bmj.com/content/75/suppl_2/ii43.full อันนี้เสียเงินนะครับ
08 ตุลาคม 2559
ใส่สายหลอดเลือดดำส่วนกลาง
ใส่สายหลอดเลือดดำใหญ่..ต่างจากแทงเส้นน้ำเกลือที่แขนไหม
การดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยหนักในไอซียูนั้น บางครั้งผู้ป่วยต้องใช้ยาและสารน้ำหลายอย่าง ก็จะต้องให้น้ำเกลือหลายสาย บางครั้งก็ต้องเอามาเชื่อมต่อกัน ถ้าสารละลายต่างๆนั้นเชื่อมต่อกันได้ แต่ในบางครั้งก็ถึงขีดจำกัดของหลอดเลือดดำส่วนปลาย ก็จะต้องมาใส่หลอดเลือดดำส่วนกลางครับ
หลอดเลือดดำส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่ เลือดไหลเวียนเร็ว สามารถรับความเข้มข้นของยาหรือสารน้ำ สารอาหารต่างๆได้อย่างมากมาย โดยทั่วไป เส้นเลือดส่วนปลายจะสามารถรับความเข้มข้นได้ประมาณสามเท่าของความเข้มข้นเลือด ยาบางอย่างเช่น เคมีบำบัด สารอาหารทางหลอดเลือดดำ มีความเข้มข้นมากกว่าเลือด 4-4.5 เท่า ถ้าให้ทางหลอดเลือดส่วนปลายไปตลอด ก็จะเกิดผนังหลอดเลือดเสียหาย แข็ง แตก ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้หลอดเลือดส่วนกลาง
นอกจากนี้ หัตถการบางอย่างก็ต้องใช้หลอดเลือดส่วนกลาง เช่น การใส่สายเพื่อฟอกเลือด ใส่สายเพื่อวัดแรงดันหัวใจ ใส่สายเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือหลอดเลือดส่วนปลายไม่มีแล้ว ในผู้ป่วยอ้วนมากๆ หรืออายุมากๆ บางครั้งหลอดเลือดส่วนปลายจะเสื่อมหรือไม่แข็งแรง
หลอดเลือดที่นิยมมีสามที่ คือที่ขาหนีบ (femoral vein), ที่ไหปลาร้า (subclavian vein), ที่ต้นคอด้านหน้า (internal jugular vein) แต่ละจุดมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน และหมอผู้ใส่สายก็จะมีความชำนาญไม่เหมือนกัน
ที่ขาหนีบ หลอดเลือดจะอยู่ตื้น ขนาดใหญ่ ใส่ง่าย ถ้าเลือดออกจะสามารถกดหยุดได้ง่าย แต่ว่าก็จะปนเปื้อนง่าย อายุการใช้งานสั้น
ที่ไหปลาร้า ตำแหน่งนี้จะไม่รำคาญ ใช้ได้นาน แต่ว่าใส่ยากกว่าโอกาสทะลุเข้าปอด เกิดลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดได้ กดหยุดเลือดลำบาก
ที่ต้นคอด้านหน้า หลอดเลือดอยู่ตื้น ใส่ง่าย กดหยุดเลือดง่าย ไม่ค่อยมีความแปรปรวนมากนัก แต่ว่าโอกาสหลุดง่ายมาก และผู้ป่วยรำคาญ
ส่วนตัวผมถ้าใส่เพื่อให้สารละลายจะใช้ที่ไหปลาร้าครับ หรือใส่เป็น port a cath คือ ที่ฉีดยาฝังอกเลย แต่ถ้าจะวัดค่าต่างๆจะใส่ที่ต้นคอครับ มันจะตรงเข้าหัวใจ และใส่ง่ายใช้เวลาน้อยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน การใส่อาจจะใส่โดยใช้อัลตร้าซาวนด์ช่วย อันนี้โอกาสใส่เข้าจะเพิ่มขึ้น มีการศึกษามายืนยันแล้ว อีกวิธีคือ ใส่โดยใช้ตำแหน่งต่างๆของร่างกายช่วยบ่งบอก เช่น ใส่ที่ไหปลาร้า ก็จะใส่ที่จุดกึ่งกลางไหปลาร้า ชี้เข็มเข้ากลางตัว เฉียงบนเล็กน้อย อันนี้ก็แม่นยำดีสำหรับผู้มีประสบการณ์
ข้อห้ามจริงๆในการใส่คือมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตรงนั้น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ แต่ที่อยากให้คิดจริงๆ คือ มีข้อบ่งชี้จริงๆหรือไม่ และควรถอดออกเมื่อหมดข้อบ่งชี้ เพราะจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในกระแสเลือดครับ
วิธีใส่..จะบอกคร่าวๆ คือ จัดท่าให้ถูก ทายาฆ่าเชื้อ ปูผ้าสะอาด ฉีดยาชาตรงจุดที่จะแทงเส้น หลังจากนั้นจะใช้เข็มกลวงเบอร์ 12 หรือ 14 ยิ่งเบอร์เล็กจะยิ่งมีขนาดใหญ่ สอดผ่านผิวหนังและเนื้อเยื่อเข้าไปที่หลอดเลือดนั้น หลังจากนั้น ใส่เส้นลวดปลายงอที่โค้งได้ เป็นเส้นลวดตัวนำทาง เข้าไปในหลอดเลือด หลังจากนั้นถอดเข็มกลวงออก เหลือแต่ลวดตัวนำ ต่อจากนั้นก็ใส่พลาสติกถ่างขยาย เพื่อเปิดทางให้เป็นโพรงเล็กๆ จากผิวหนังไปสู่หลอดเลือด คราวนี้ก็ถึงเวลาเอาสายสวนจริงๆสอดเข้าไปทางลวดตัวนำ จนถึงตำแหน่งที่ต้องการ ปลายสายอยู่ในหลอดเลือด แล้วเอาลวดตัวนำออก เย็บสายสวนติดกับผิวหนัง กันหลุด ปิดแผลก็เป็นอันเสร็จพิธี
คราวนี้ก็จะต่อสายน้ำเกลือ ยา สารอาหาร เข้าทางนี้ครับ แต่ละวันต้องตรวจว่าเลือดซึมหรือไม่ ติดเชื้อหรือไม่...และหมดข้อบ่งชี้หรือยัง ถ้าหมดข้อบ่งชี้การใช้ก็เอาออกครับ เอาออกนี่ง่ายมาก ตัดไหมและดูดเลือดออกทางสายเล็กน้อยพร้อมๆกับดึงออก เพื่อกันลิ่มเลือดที่อยู่ปลายสายจะหลุดไปอุดตามที่ต่างๆ กดไว้สักครู่ และปิดแผลได้เลย
การดูแลผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่วยหนักในไอซียูนั้น บางครั้งผู้ป่วยต้องใช้ยาและสารน้ำหลายอย่าง ก็จะต้องให้น้ำเกลือหลายสาย บางครั้งก็ต้องเอามาเชื่อมต่อกัน ถ้าสารละลายต่างๆนั้นเชื่อมต่อกันได้ แต่ในบางครั้งก็ถึงขีดจำกัดของหลอดเลือดดำส่วนปลาย ก็จะต้องมาใส่หลอดเลือดดำส่วนกลางครับ
หลอดเลือดดำส่วนกลางจะมีขนาดใหญ่ เลือดไหลเวียนเร็ว สามารถรับความเข้มข้นของยาหรือสารน้ำ สารอาหารต่างๆได้อย่างมากมาย โดยทั่วไป เส้นเลือดส่วนปลายจะสามารถรับความเข้มข้นได้ประมาณสามเท่าของความเข้มข้นเลือด ยาบางอย่างเช่น เคมีบำบัด สารอาหารทางหลอดเลือดดำ มีความเข้มข้นมากกว่าเลือด 4-4.5 เท่า ถ้าให้ทางหลอดเลือดส่วนปลายไปตลอด ก็จะเกิดผนังหลอดเลือดเสียหาย แข็ง แตก ใช้ไม่ได้ ก็ต้องใช้หลอดเลือดส่วนกลาง
นอกจากนี้ หัตถการบางอย่างก็ต้องใช้หลอดเลือดส่วนกลาง เช่น การใส่สายเพื่อฟอกเลือด ใส่สายเพื่อวัดแรงดันหัวใจ ใส่สายเพื่อใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือหลอดเลือดส่วนปลายไม่มีแล้ว ในผู้ป่วยอ้วนมากๆ หรืออายุมากๆ บางครั้งหลอดเลือดส่วนปลายจะเสื่อมหรือไม่แข็งแรง
หลอดเลือดที่นิยมมีสามที่ คือที่ขาหนีบ (femoral vein), ที่ไหปลาร้า (subclavian vein), ที่ต้นคอด้านหน้า (internal jugular vein) แต่ละจุดมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน และหมอผู้ใส่สายก็จะมีความชำนาญไม่เหมือนกัน
ที่ขาหนีบ หลอดเลือดจะอยู่ตื้น ขนาดใหญ่ ใส่ง่าย ถ้าเลือดออกจะสามารถกดหยุดได้ง่าย แต่ว่าก็จะปนเปื้อนง่าย อายุการใช้งานสั้น
ที่ไหปลาร้า ตำแหน่งนี้จะไม่รำคาญ ใช้ได้นาน แต่ว่าใส่ยากกว่าโอกาสทะลุเข้าปอด เกิดลมรั่วในเยื่อหุ้มปอดได้ กดหยุดเลือดลำบาก
ที่ต้นคอด้านหน้า หลอดเลือดอยู่ตื้น ใส่ง่าย กดหยุดเลือดง่าย ไม่ค่อยมีความแปรปรวนมากนัก แต่ว่าโอกาสหลุดง่ายมาก และผู้ป่วยรำคาญ
ส่วนตัวผมถ้าใส่เพื่อให้สารละลายจะใช้ที่ไหปลาร้าครับ หรือใส่เป็น port a cath คือ ที่ฉีดยาฝังอกเลย แต่ถ้าจะวัดค่าต่างๆจะใส่ที่ต้นคอครับ มันจะตรงเข้าหัวใจ และใส่ง่ายใช้เวลาน้อยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน การใส่อาจจะใส่โดยใช้อัลตร้าซาวนด์ช่วย อันนี้โอกาสใส่เข้าจะเพิ่มขึ้น มีการศึกษามายืนยันแล้ว อีกวิธีคือ ใส่โดยใช้ตำแหน่งต่างๆของร่างกายช่วยบ่งบอก เช่น ใส่ที่ไหปลาร้า ก็จะใส่ที่จุดกึ่งกลางไหปลาร้า ชี้เข็มเข้ากลางตัว เฉียงบนเล็กน้อย อันนี้ก็แม่นยำดีสำหรับผู้มีประสบการณ์
ข้อห้ามจริงๆในการใส่คือมีการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตรงนั้น การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ แต่ที่อยากให้คิดจริงๆ คือ มีข้อบ่งชี้จริงๆหรือไม่ และควรถอดออกเมื่อหมดข้อบ่งชี้ เพราะจะเพิ่มโอกาสการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราในกระแสเลือดครับ
วิธีใส่..จะบอกคร่าวๆ คือ จัดท่าให้ถูก ทายาฆ่าเชื้อ ปูผ้าสะอาด ฉีดยาชาตรงจุดที่จะแทงเส้น หลังจากนั้นจะใช้เข็มกลวงเบอร์ 12 หรือ 14 ยิ่งเบอร์เล็กจะยิ่งมีขนาดใหญ่ สอดผ่านผิวหนังและเนื้อเยื่อเข้าไปที่หลอดเลือดนั้น หลังจากนั้น ใส่เส้นลวดปลายงอที่โค้งได้ เป็นเส้นลวดตัวนำทาง เข้าไปในหลอดเลือด หลังจากนั้นถอดเข็มกลวงออก เหลือแต่ลวดตัวนำ ต่อจากนั้นก็ใส่พลาสติกถ่างขยาย เพื่อเปิดทางให้เป็นโพรงเล็กๆ จากผิวหนังไปสู่หลอดเลือด คราวนี้ก็ถึงเวลาเอาสายสวนจริงๆสอดเข้าไปทางลวดตัวนำ จนถึงตำแหน่งที่ต้องการ ปลายสายอยู่ในหลอดเลือด แล้วเอาลวดตัวนำออก เย็บสายสวนติดกับผิวหนัง กันหลุด ปิดแผลก็เป็นอันเสร็จพิธี
คราวนี้ก็จะต่อสายน้ำเกลือ ยา สารอาหาร เข้าทางนี้ครับ แต่ละวันต้องตรวจว่าเลือดซึมหรือไม่ ติดเชื้อหรือไม่...และหมดข้อบ่งชี้หรือยัง ถ้าหมดข้อบ่งชี้การใช้ก็เอาออกครับ เอาออกนี่ง่ายมาก ตัดไหมและดูดเลือดออกทางสายเล็กน้อยพร้อมๆกับดึงออก เพื่อกันลิ่มเลือดที่อยู่ปลายสายจะหลุดไปอุดตามที่ต่างๆ กดไว้สักครู่ และปิดแผลได้เลย
07 ตุลาคม 2559
การแบ่งตัวผิดปกติของเม็ดเลือดแดง
อาการคันหลังอาบน้ำ..อาจบ่งชี้โรคได้นะ
ผู้ป่วยโรคเลือดบางอย่างมีอาการคันหลังอาบน้ำที่เรียกว่า aquagenic pruritus ที่เกิดจากโรคเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ polycythemia vera พบได้ประมาณ 60% ของผู้ป่วยครับและมักจะดีขึ้นหลังจากการรักษาโรคนี้
โรค polycythemia vera เป็นโรคที่มีการแบ่งตัวผิดปกติของเม็ดเลือดแดง พบได้ไม่บ่อยมากนะครับ ส่วนใหญ่พบมากในผู้สูงอายุ เซลต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกมีการแบ่งตัวที่ผิดปกติ ผลิตเม็ดเลือดแดงออกมามากกว่าชนิดอื่น ความเข้มข้นของเลือดปกติจาก 40% ก็พุ่งขึ้นไปที่ 50% แต่การที่มีเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นซูเปอร์แมน นำออกซิเจนไปใช้ได้อย่าเยี่ยมยอด ไม่เลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เลือดจะหนืดมากครับ เพราะเซลมันมากขึ้น เปรียบเหมือนน้ำเชื่อมครับ เม็ดเลือดแดงคือน้ำตาล ยิ่งมีมากก็ข้นมาก เคลื่อนที่ยาก หนืดและอุดตันครับ แถมยังทำให้สารที่ทำให้เลือดแข็งตัวกระตุ้นมากขึ้น เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายขึ้น
อาการต่างๆก็มักจะเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่ตำแหน่งต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการทางระบบประสาทจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงนั้นอดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มือเท้ามีการอุดตันของเลือดและปวดแสบปวดร้อนบริเวณนั้น สีจะออกคล้ำๆแดงๆกว่าจุดที่ไม่ตัน (ต่างจากการอุดตันทั่วไป ที่มักจะขาดความรู้สึกและเย็น ซีด ก่อน) บางคนไปอุดตันที่หลอดเลือดที่ลำไส้จนมีอาการปวดท้องรุนแรงมากได้ และอาการแสดงที่มักพบเสมอคือ ม้ามโต การตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล เซลอื่นก็เพิ่มแต่ไม่มากเท่าเม็ดเลือดแดงครับ มีการตรวจทางพันธุกรรมหลายๆอย่างก็ช่วยบ่งชี้นะครับ
ส่วนมากผู้ป่วยจะแย่ลงจากหลอดเลือดอุดตันมากกว่า ถ้าอยู่ได้นานพอก็จะพบโอกาสเกิดมะเร็งเม็ดเลือดมากขึ้นครับ การรักษานั้นดูง่ายและตรงไปตรงมามากครับ เป็นการรักษาที่ทำมาตั้งแต่อดีต คือ การเจาะเลือดออก คล้ายๆการบริจาคเลือดนั่นเองครับ เพียงแต่เลือดที่บริจาคนั้นเอาไปใช้ไม่ได้นะครับ นอกจากเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้วยังเอาเม็ดเลือดอื่นๆที่ผิดปกติออกมาได้ด้วย เรามักจะเอาเลือดออกเพื่อรักษาระดับเม็ดเลือดแดงที่ประมาณ 45% ครับ
และมีการให้ยาเพื่อกดการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกร่วมด้วย เพื่อไม่ให้เซลเม็ดเลือดมีมากเกินไปจนเกิดปัญหา เช่น ยา hydroxyurea ,ยา peglylated interferon และอาจทำให้ม้ามลดขนาดลง ลดการปวดท้องหรือกดเบียดอวัยวะอื่นๆได้
อาการคันเราเชื่อว่า เกิดจากสารฮิสตามีนครับ แต่ก็ไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนทั้งหมด การให้ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้ทั้งหลาย ก็จะลดอาการคันได้ครับ
ผู้ป่วยโรคเลือดบางอย่างมีอาการคันหลังอาบน้ำที่เรียกว่า aquagenic pruritus ที่เกิดจากโรคเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ polycythemia vera พบได้ประมาณ 60% ของผู้ป่วยครับและมักจะดีขึ้นหลังจากการรักษาโรคนี้
โรค polycythemia vera เป็นโรคที่มีการแบ่งตัวผิดปกติของเม็ดเลือดแดง พบได้ไม่บ่อยมากนะครับ ส่วนใหญ่พบมากในผู้สูงอายุ เซลต้นกำเนิดเม็ดเลือดแดงในไขกระดูกมีการแบ่งตัวที่ผิดปกติ ผลิตเม็ดเลือดแดงออกมามากกว่าชนิดอื่น ความเข้มข้นของเลือดปกติจาก 40% ก็พุ่งขึ้นไปที่ 50% แต่การที่มีเม็ดเลือดแดงมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะกลายเป็นซูเปอร์แมน นำออกซิเจนไปใช้ได้อย่าเยี่ยมยอด ไม่เลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เลือดจะหนืดมากครับ เพราะเซลมันมากขึ้น เปรียบเหมือนน้ำเชื่อมครับ เม็ดเลือดแดงคือน้ำตาล ยิ่งมีมากก็ข้นมาก เคลื่อนที่ยาก หนืดและอุดตันครับ แถมยังทำให้สารที่ทำให้เลือดแข็งตัวกระตุ้นมากขึ้น เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายขึ้น
อาการต่างๆก็มักจะเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดที่ตำแหน่งต่างๆของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอาการทางระบบประสาทจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงนั้นอดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ มือเท้ามีการอุดตันของเลือดและปวดแสบปวดร้อนบริเวณนั้น สีจะออกคล้ำๆแดงๆกว่าจุดที่ไม่ตัน (ต่างจากการอุดตันทั่วไป ที่มักจะขาดความรู้สึกและเย็น ซีด ก่อน) บางคนไปอุดตันที่หลอดเลือดที่ลำไส้จนมีอาการปวดท้องรุนแรงมากได้ และอาการแสดงที่มักพบเสมอคือ ม้ามโต การตรวจเลือดจะพบเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างมากมายมหาศาล เซลอื่นก็เพิ่มแต่ไม่มากเท่าเม็ดเลือดแดงครับ มีการตรวจทางพันธุกรรมหลายๆอย่างก็ช่วยบ่งชี้นะครับ
ส่วนมากผู้ป่วยจะแย่ลงจากหลอดเลือดอุดตันมากกว่า ถ้าอยู่ได้นานพอก็จะพบโอกาสเกิดมะเร็งเม็ดเลือดมากขึ้นครับ การรักษานั้นดูง่ายและตรงไปตรงมามากครับ เป็นการรักษาที่ทำมาตั้งแต่อดีต คือ การเจาะเลือดออก คล้ายๆการบริจาคเลือดนั่นเองครับ เพียงแต่เลือดที่บริจาคนั้นเอาไปใช้ไม่ได้นะครับ นอกจากเอาเม็ดเลือดแดงออกแล้วยังเอาเม็ดเลือดอื่นๆที่ผิดปกติออกมาได้ด้วย เรามักจะเอาเลือดออกเพื่อรักษาระดับเม็ดเลือดแดงที่ประมาณ 45% ครับ
และมีการให้ยาเพื่อกดการสร้างเม็ดเลือดในไขกระดูกร่วมด้วย เพื่อไม่ให้เซลเม็ดเลือดมีมากเกินไปจนเกิดปัญหา เช่น ยา hydroxyurea ,ยา peglylated interferon และอาจทำให้ม้ามลดขนาดลง ลดการปวดท้องหรือกดเบียดอวัยวะอื่นๆได้
อาการคันเราเชื่อว่า เกิดจากสารฮิสตามีนครับ แต่ก็ไม่ได้เกิดจากฮิสตามีนทั้งหมด การให้ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้ทั้งหลาย ก็จะลดอาการคันได้ครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
บทความที่ได้รับความนิยม
-
แบบประเมินอาการโรคถุงลมโป่งพอง(COPD Assessment Test) หรือ CAT เป็นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้ประเมินอาการผู้ป่วยในแต่ละครั้ง ทำไมต้องใช้แบ...
-
statin กับสมองเสื่อม จริง ๆ แล้วมีการศึกษาหลายการศึกษาแล้วนะครับที่แสดงผลว่าการใช้ statin ไม่เกี่ยวอะไรกับสมองเสื่อม โดยปรับตามอายุ ตามโรค...
-
ผู้ป่วยรายหนึ่งมาปรึกษาว่าตัวเองเป็นโรคถุงลมโป่งพอง เลิกบุหรี่แล้ว ใช้ยาพ่นตลอดไม่เคยขาด ไปหาหมอตามนัด แต่ยังเหนื่อยและทำงานไม่ไหว มาปรึ...