07 มิถุนายน 2568

SIMPLER ข้อคิดก่อนย้ายคนไข้ออกจากไอซียู: ของฝากสำหรับชาวไอซียู

 SIMPLER ข้อคิดก่อนย้ายคนไข้ออกจากไอซียู: ของฝากสำหรับชาวไอซียู

 

สมัยผมหนุ่ม ห้าวเป้ง คุมไอซียู เวลาราวนด์วอร์ดจะถามตัวเองและน้อง ว่า เคสนี้ยังจำเป็นต้องอยู่ในไอซียูไหม และสิ่งที่ผมตัดสินใจมันหยาบมาก คือ ข้อบ่งชี้การเข้าไอซียูคืออะไร และตอนนี้ข้อบ่งชี้นั้นหมดหรือยัง ถ้าหมดจะส่งคืนวอร์ดสามัญทันที .. ในตอนนั้นไม่ได้คิดปัจจัยแวดล้อมอื่นเลย เตียงในไอซียูจึงมี turnover rate สูงมาก โดยที่อัตราการเสียชีวิตไม่ลด แสดงว่าผมรักษาแย่ แต่บริหารเตียงได้ดี

 

เช่นผู้ป่วยที่เป็น diabetic ketoacidosis เข้าห้องไอซียูด้วยสาเหตุนี้ พอหมดภาวะเลือดเป็นกรดและคุมน้ำตาลได้ ผมก็จะจำหน่ายออกจากไอซียูเลย แม้ว่าโรคปอดอักเสบรุนแรงเขายังคุมไม่ได้ สายสวนต่าง ยังคาอยู่ ผมก็ไม่สน ถือว่า indication of ICU stay หมดแล้วเป็นจบกัน

 

มันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น ต่อมาสูงวัยขึ้น ความคิดรอบด้านเชิงการจัดการมันครบถ้วน สามารถตัดสินว่าใครเหมาะสมที่จะออกจากไอซียูได้อย่างราบรื่น มีความสุขทั้งผู้ป่วย ผู้รักษา ญาติ ทีมงาน 

 

คิดและใช้สัญชาติญาณ ไม่ได้เรียบเรียงให้ง่ายอย่าง simpler นี้ เรามาพิจารณากันรายข้อเลยครับอ้อ แต่ต้องเริ่มด้วย ข้อบ่งชี้ในการเข้ารักษาในไอซียูต้องได้รับการดูแลให้เรียบร้อยเสียก่อน

 

S: stable vital signs: อันนี้สำคัญสุดนะครับ ถ้าสัญญาณชีพไม่คงที่ มันคือข้อบ่งชี้การรักษาในไอซียู ดังนั้นจะออกจากไอซียูได้ต้องคงที่ ไม่ใช่คงที่แต่แว่บตามองตอนมาราวนด์ แต่ต้องทบทวนบันทึกการพยาบาลหรือบันทึกข้อมูลจากเครื่องว่าคงที่มาสักระยะหนึ่ง อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมง 

  stable ไม่จำเป็นต้อง good หรือ best แต่เป็นคงที่เพียงพอปลอดภัยที่จะอยู่วอร์ดสามัญ โดยไม่ต้องมาเฝ้าหน้าจอหรือวัดค่าทุก 30 นาที เพราะกำลังคนวอร์ดสามัญไม่มากพอจะเฝ้าแบบนี้ มันจะแก้ไขความผิดปกติไม่ทัน

  vital signs ของผมคือ temperature, respiratory rate, blood pressure, mean arterial pressure, ถ้าวัด cardiac output หรือ peripheral resistance ได้ ก็นับด้วย, heart rate และ rhythms ต้องคงที่และปลอดภัย, urine output และ oxygen saturation 

 

I: intact aeration: ปัญหาที่จะทำให้ผู้ป่วยแย่ลงได้เร็วมากคือ ปัญหาทางเดินหายใจไม่คงที่ ผู้ป่วยต้องตื่นมากพอที่จะไม่สำลัก สามารถไอพอได้ ขับเสมหะได้ เสมหะไม่อุดตัน ทางเดินหายใจส่วนล่างไม่ตีบแคบจนถึงขั้นหอบหรือต้องใช้ accessory muscle ความคงตัวของทางเดินหายใจต้องคงที่อย่างน้อยก็ 6-8 ชั่วโมง ต่อเนื่องกัน หลังจากถอดท่อช่วยหายใจ

 

  ตามมาตรฐานแล้วจะต้องไม่มีอุปกรณ์เสริมใด สำหรับการช่วยหายใจเลย ถึงจะย้ายออกจากไอซียูได้ แต่ปัจจุบันอุปกรณ์บางชนิดสามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก วอร์ดสามัญก็สามารถจัดการได้ดี ดังนั้นผู้ป่วยที่ยังมีอุปกรณ์เสริมง่าย เช่น high flow nasal cannula ก็ยังรับได้นะครับ

 

  ประเมินการหายใจ การพูด การไอ การกลืน การสำลัก อาจขอความช่วยเหลือจากนักวิชาชีพกายภาพบำบัดได้นะครับ 

 

M: Medications review: เรื่องยามีความสำคัญมาก พึงระลึกไว้เสมอว่าสรีรวิทยาของผู้ป่วยวิกฤต ต่างจากผู้ป่วยทั่วไป ดังนั้น การใช้ยา เภสัชวิทยา ผลแทรกซ้อน จะต่างออกไป ยาบางชนิดต้องการความแม่นยำในการบริหารยาอย่างมาก เช่น ยากระตุ้นความดันโลหิต norepinephrine ต้องใช้เครื่องกำหนดยาเสมอ และให้ทางหลอดเลือดดำส่วนกลาง ยาบางชนิดต้องเฝ้าสังเกตอาการใกล้ชิด เช่น ยาแก้ปวดมอร์ฟีนแบบหยด ถ้ายังมียากลุ่มอันตรายและต้องเฝ้าระวัง น่าจะย้ายออกจากไอซียูได้ง่ายนัก

 

  ก่อนที่จะย้ายออก จึงต้องมีการทบทวนยาเสมอ ว่าเมื่อหมดภาวะวิกฤตแล้ว ยาอะไรควรหยุด หรือเปลี่ยนเป็นตัวยาที่ไม่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เช่น เปลี่ยนจากอินซูลินชนิดหยดเข้าหลอดเลือด เป็นแบบฉีดใต้ผิวหนัง ไม่อย่างนั้นภาระงานที่หอผู้ป่วยสามัญจะไม่เหมาะสมกับการเฝ้าระวัง หรือยาใดที่หมดจำเป็นให้หยุดไป เพราะเวลาเข้าไอซียู เราจะรักษาชีวิตไว้ก่อน หลายครั้งมียามากมาย แต่พอหมดจำเป็นกลับลืมหยุดไป อันนั้นจะยิ่งเกิดโทษ หรือมีคุณหมอหลายคนมาสั่งยา บางตัวซ้ำ บางตัวตีกัน  

  ก่อนจะย้ายออกจึงต้องทบทวนยาให้เหมาะสมกับการใช้ยาในวอร์ดสามัญและไม่ควรมียาที่ต้องเฝ้าระวังเคร่งครัดครับ

 P: prepared psychology การเตรียมตัวผู้ป่วยนอกเหนือจากการฝึกการหายใจ กายภาพบำบัด จะต้องแจ้งด้วยว่า กำลังจะย้ายออกไปที่วอร์ดสามัญ ซึ่งจะไม่มีการดูแลใกล้ชิดถี่ยิบแบบนี้ ผู้ป่วยหลายคนรู้สึกไม่สบายใจ และหลายคนก็ส่งผลให้กังวลจนเกิดอาการทางกาย ต้องย้ายเข้ามาในไอซียูใหม่ ในกรณีผู้ป่วยรู้ตัวดีนั้น ทีมไอซียูทั้งหมอและพยาบาล ต้องให้ความมั่นใจว่าผู้ป่วยปลอดภัยมากพอและควรปฏิบัติตัวเมื่ออยู่วอร์ดสามัญอย่างไร

 

  และรวมไปถึงญาติ ที่ทุกคนจะกังวลว่าตอนนี้อาการดีพอแล้วหรือ จะปลอดภัยไหม ต้องย้ายเข้ามาอีกไหม ต้องสื่อสารกับญาติเสมอนะครับ และข้อกังวลตรงนี้เป็นหนึ่งในข้อร้องเรียนและฟ้องร้องกันอีกด้วย หากไม่เข้าใจหรือสื่อสารไม่ดี นอกจากประเด็นทางการแพทย์ ประเด็นด้านการสื่อสารกับญาติและสร้างความมั่นใจ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

  เตรียมทีมวอร์ดสามัญด้วย ต้องเข้าใจว่ากำลังคนและภาระหน้าที่ของวอร์ดสามัญ ไม่สามารถดูแลผู้ป่วยแบบหนึ่งต่อหนึ่งหรือหนึ่งต่อสองได้เหมือนไอซียู เขาดูแลคนไข้ 7-8 ต่อหนึ่ง ดังนั้น จะต้องเตรียมความพร้อมและความมั่นใจของทีมการรักษาวอร์ดสามัญด้วยครับ ถ้ามีข้อกังวลสงสัย อาจทำให้เกิดปัญหาในการดูแลคนไข้ได้

 

L: lingering catheters: สายต่าง ที่เชื่อมต่อกับผู้ป่วย ควรนำออกให้มากที่สุดก่อนที่จะย้ายออก และบางสายถ้ายังไม่สามารถนำออกได้ ก็ไม่ควรย้ายออกจากไอซียู นั่นคือสายที่ต้องการการเฝ้าระวังตำแหน่ง สารหล่อสาย หรือการติดเชื้อ เช่น สายสวนหลอดเลือดแดงที่ต้องมียาต้านเลือดแข็งเฮปารินหล่อสาย หรือสายระบายน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจที่ต้องระวังตำแหน่งสายและการติดเชื้อ สายเหล่านี้ยังต้องการการเฝ้าระวังและควรอยู่ในไอซียู (ถ้าไอซียูว่างพอ

 

  เป็นหลักการพื้นฐานอยู่แล้วนะครับ สายต่าง ใส่เมื่อจะใช้ หมดความจำเป็นให้ถอดออกเสมอ อาจจะมีสายสวนบางอย่างที่อาจติดตัวผู้ป่วยไปใช้ต่อในวอร์ดสามัญได้ และต้องแจ้งผู้ป่วย ญาติ และทีมวอร์ดสามัญให้รับรู้และดูแลต่อได้ ซึ่งต้องตกลงกันระหว่างทีมไอซียูและทีมวอร์ดสามัญ (อย่าตีกันล่ะ) เช่นสายสวนปัสสาวะ สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางเพื่อให้สารอาหารสารน้ำ

  ทุกสายสวนจะต้องมีการทบทวนความจำเป็นในการใส่สายอยู่เสมอ ถอดออกเมื่อหมดจำเป็น อีกหนึ่งประการสำคัญของการคงอยู่ของสายสวนคือผลแทรกซ้อนของการใส่สาย การติดเชื้อ การเกิดหลอดเลือดดำอุดตัน  

E: extreme laboratory findings: การมีผลแล็บที่ผิดปกติสุดขั้ว นอกเหนือจากว่าเป็นข้อผิดพลาดของการส่งตรวจ นั่นคือ ภาวะวิกฤตเดิมอาจยังไม่หยุด ยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือมีภาวะวิกฤตใหม่แทรกขึ้นมา จำต้องทบทวนการย้ายออกจากไอซียูกันอีกครั้ง

  การแก้ไขผลแล็บที่ผิดปกติสุดขั้ว มักจะต้องใช้ความสามารถและอุปกรณ์ในไอซียู ถ้าย้ายออกก็อาจต้องย้ายเข้ามาใหม่ เช่น โซเดียมในเลือด โปแตสเซียมในเลือด คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดคั่ง 

   ก่อนออกจากไอซียู นอกเหนือจากการทำ medications reviewed ในตัว M ของ SIMPLER ยังต้องทำ laboratory wrap up เสมอ ทั้งแล็บเดิมที่มี ที่อยู่ในประเด็นแก้ไข และแล็บที่ต้องเจาะซ้ำประเมินใหม่ก่อนจะย้ายจากไอซียู 

R: return plans: อันนี้เป็นความร่วมมือกันของทีมไอซียูและทีมวอร์ดสามัญอย่างแท้จริง ทั้งหมอและพยาบาล เพื่อการกำหนดสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังในช่วงเปลี่ยนวอร์ด อะไรที่เป็นสาระ อะไรที่เป็นค่าวิกฤตที่ต้องเฝ้า และเมื่อเกิดปัญหาเหล่านั้น จะต้องแก้ไขที่วอร์ดสามัญอย่างไร หรือเมื่อไรที่จะต้องย้ายเข้าไอซียูซ้ำ

  วอร์ดสามัญจะต้องเพิ่มงานมากขึ้นในช่วงแรก หรือในหลายโรงพยาบาลจะมีหอผู้ป่วย intermediate ward ที่เป็นโซ่ข้อกลางในช่วงการเฝ้าระวังนี้ ไม่เข้มเท่าไอซียู ดูแลเน้นประเด็นที่เราจะเฝ้าระวัง  และทีมไอซียูก็ต้องมีการจัดเตรียม บริหารเตียงและทรัพยากร หากผู้ป่วยที่เพิ่งย้ายออกไป มีความจำเป็นต้องย้ายกลับเข้ามาใหม่  การย้ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ เพราะความเปลี่ยนแปลงทางคลินิกยังเป็นพลวัตต่อเนื่อง แต่การทำ return plans จะช่วยลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรได้ครับ

  ต้องแจ้งข้อมูลนี้กับญาติด้วย เพื่อจะไดรับความร่วมมือที่ดีในการรักษาและเป้าหมายที่ตรงกัน หากญาติไม่เข้าใจจะทำให้การดูแลผู้ป่วยสะดุด หรือเกิดข้อกังขา ข้อร้องเรียนได้ง่ายครับ

 


06 มิถุนายน 2568

การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน

 เรื่องเล่าจากคลินิก : ครั้งเดียวก็เสียวเลย : ไข้ออกผื่น

สุภาพบุรุษหนุ่มหน้าตาดี หุ่นดีมาก เดินเข้ามาในคลินิกและถามว่า "คุณหมอรับรักษาโควิดไหมครับ"
ผู้ป่วยแต่งตัวมิดชิด สวมหน้ากาก สวมแว่นตากันแดด ( แต่คลินิกผมเปิดช่วงค่ำ) วัดไข้ 38.5 ตอนที่วัดความดันโลหิตพบว่ากล้ามแขนเป็นมัดเลยนะ ความดันโลหิต 120/80 ชีพจร 100
"ผมมีไข้สูงมา 4 วันแล้วครับ ทำงานพบปะคนเยอะ เพื่อนร่วมงานก็ติดโควิด วันนี้ก็เลยมาตรวจครับ" ผู้ป่วยเล่าให้ฟัง
ดูแล้วประวัติก็ไม่น่ามีอะไรซับซ้อนนะครับ แต่ผมก็สงสัยว่า ทำไมไข้สูงมาตั้งสี่วัน ทำไมเพิ่งมา ผู้ป่วยตอบข้อสงสัยว่า "เจ็บคอมากขึ้นมาสองวัน มีผื่นแดงขึ้นที่หน้าและคอ วันนี้ผื่นชัดขึ้นครับ"
อืม ไข้สูงลอยเฉียบพลัน เจ็บคอ ผื่น ...การวินิจฉัยแยกโรคมาเป็นชุด หัด, ไข้กุหลาบ, ติดเชื้อแบคทีเรีย, แพ้ยา แต่กับโควิดจะดูแปลกไปหน่อย มันไม่ค่อยมีผื่น ผื่นที่เห็นมีทั้งจุดและปื้นแดง กดไม่จาง ไม่นูน ไม่รวมตัวกัน กระจายแบบไม่มีรูปแบบ แถมมีผื่นที่หน้าด้วย
หรือจะเป็น SLE
สิ่งต่าง ๆ วนเวียนขึ้นในหัวผม คิดแยกโรคตู๊ด ๆ ตื๊ด ๆ ตลอด ในขณะที่สวมชุดเตรียมตรวจโควิดแบบ nasal swab เมื่อนำก้านตรวจไปจ่อที่หน้า ผู้ป่วยก็อ้าปากกว้าง ผมชะงักไปสักพัก แล้วบอกว่า "ตรวจทางจมูกครับ" ผู้ป่วยยิ้มและปิดปาก หลังจากปั่นจมูกและรอผลทดสอบ ผมบอกว่า ผมขอตรวจร่างกายเพิ่มเติมสักนิดนะครับ ขอตรวจคอด้วย
แว่บนั้น มองเห็นแผลในปาก
ตรวจพบต่อมน้ำเหลืองประมาณ 0.5-0.7 เซนติเมตร บริเวณคอและใต้คาง ข้างละสองถึงสามต่อม ทำให้ผมชวนคิดใหม่ พร้อมกับผลตรวจโควิดออกมาเป็นลบ
ไข้เฉียบพลัน + เจ็บคอ + ผื่นขึ้น + เห็นแผลเล็ก ๆ ในปาก + ต่อมน้ำเหลืองโต + รูปลักษณ์กายภาพดูดี มาก + พยายามปิดบังตัวตน ...หนึ่งโรคผุดขึ้นมาในห้วงความคิดทันที และถามเพิ่ม
"เป็นคำถามส่วนตัวเล็กน้อยนะครับ เอ่อ..คุณมีประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือเสี่ยงไหมครับ เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัย" ผมพูดให้เป็นปกติ
"ผมป้องกันทุกครั้งนะครับ ทุกคนด้วยครับ" คนไข้ตอบทันที
หลังจากคิดทบทวนสักพัก ..กับทุกคนด้วยหรือ ? อืมม...ผมก็ถามว่า " ขอโทษจริง ๆ นะครับ คือ อาการของคุณ มีหนึ่งโรคที่ต้องคิดถึง คือ ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน แต่ก็คงจะต้องมีปัจจัยเสี่ยงพอสมควร คุณ.เอ่อ.คุณ มีความเสี่ยงไหมครับ"
คนไข้นิ่งไปสักพัก และมองตาผม "ผมทำงานบาร์โฮสต์ครับ ก็มีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าบ้าง แต่ผมก็ป้องกันทุกครั้งนะครับ"
"สวมถุงยางอนามัยทุกครั้งนะครับ เอ่อ..มีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทวารหนักด้วยไหมครับ" ผมต้องย้ำ หลายครั้งที่เรา "ลืม"...และรวมถึงครั้งนี้ด้วย
"คือว่าเมื่อสักสิบวันก่อน ผมมีเพศสัมพันธ์กับลูกค้าประจำ ถุงยางมันขาดครับ แต่ผมก็ทำต่อจนเสร็จ แต่ก็ครั้งเดียวนะครับ นอกจากนั้น ผมเคร่งครัดมาก ป้องกันอย่างดี สวมใส่ถูกต้องตลอด"
เมื่อมีความเสี่ยงแบบนี้ ผมจึงอธิบายความจำเป็นของการตรวจหาเชื้อไวรัสเอชไอวี เพื่อทำการรักษา และทำการ pre-test counselling เรียบร้อย"
ขนาดผู้เชี่ยวชาญยังพลาดและหลงลืมว่าตัวเองพลาด เพราะความคุ้นชินกับความมีวินัยของตัวเองว่าป้องกันดีมาก ทำให้มองข้ามความผิดพลาดจุดเล็ก ๆไป
คุณ ๆ ที่เจตนาหรือเสี่ยงโดยรู้อยู่แก่ใจ คุณต้องยอมรับผลที่ตามมาด้วยให้ได้นะครับ แต่จริง ๆ อย่าเจตนาเสี่ยงเลย มันไม่คุ้มค่า ทั้งตัวเองและคนที่เรารัก
ผลการตรวจพบว่าพบ p24 antigen แต่ไม่พบแอนติบอดี (ชุดตรวจรุ่นที่สี่นี้ตรวจทั้งแอนติเจนและแอนติบอดีครับ) แต่ด้วยความเสี่ยงที่ชัดเจน อาการก็เหมือน ตรวจร่างกายก็ใช่ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเป็นโรคเอชไอวีเฉียบพลัน จึงยืนยันด้วยผลการตรวจนับปริมาณไวรัสในเลือด เพราะข้อจำกัดเรื่องแอนติบอดีในระยะต้น
ผลออกมาว่าตรวจพบอาร์เอ็นเอไวรัสเอชไววี 2 ล้านกว่าตัวต่อเลือดหนึ่งซีซี
เนื่องจากเพิ่งรับเชื้อมา ผลตรวจแอนติบอดีจึงยังไม่ขึ้น ผลการตรวจโรคทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ออกมาเป็นผลลบ
การติดเชื้อไวรัสเอชไอวีเฉียบพลัน เป็นข้อบ่งชี้ของการให้ยาต้านไวรัสนะครับ และต้องคุยเรื่องความเสี่ยงในอาชีพการงานของคนไข้ด้วย
ยุคนี้ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พุ่งทะลุกราฟ จะร่วมลงทุนกับใคร การลงทุนมีความเสี่ยง ควรป้องกันให้ดีนะครับ
แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยง ก็ไปซื้อไม้เกาหลัง มานั่งเกาเป็นเพื่อนกันได้นะ

05 มิถุนายน 2568

Streptococcus suis septicemia

 สองสัปดาห์มานี้ ผมพบผู้ป่วย Streptococcus suis septicemia ถึงสามราย

พยายามซักประวัติโดยละเอียด เพื่อหาการสัมผัสแหล่งโรค พบว่าทุกราย มีประวัติกินเนื้อหมูที่อาจจะไม่สุก (ไม่ได้เจตนากินดิบ) สามรายมี หมูกระทะ, ลาบหมู, ชาบู
ควรเน้นการกินอาหารปรุงสุกนะครับ นี่ขนาดทุกรายมีเจตนากินสุก ยังหลุดรอดมาได้
โชคดีที่ทั้งสามคนไม่เข้าสู่ภาวะช็อก ให้ยาได้ทันเวลา ครอบคลุมเชื้อได้ดี
เตือนทุกท่านเลยนะครับ ไม่คุ้มกันเลยกับหมูดิบ หรือเจตนากินกึ่งสุกกึ่งดิบ แม้ทุกรายจะรอด แต่ก็ฉิวเฉียดทีเดียว

02 มิถุนายน 2568

Case-Based Approaches in Internal Medicine เล่ม 3

 Case-Based Approaches in Internal Medicine เล่ม 3

ตำราซีรีส์ case-based approaches เดินทางมาที่เล่มที่สามแล้วนะครับ หลังจากเน้นการวินิจฉัยทางคลินิก เน้นการรักษาใหม่ มาถึงเล่มนี้จะเน้นเรื่องการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจทางห้องปฏิบัติการถือเป็นศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญในเวชปฏิบัติ เพราะการตรวจแต่ละอย่างมีความไว ความจำเพาะต่างกัน และเหมาะสมกับผู้ป่วยในสถานการณ์ที่ต่างกัน ผู้ส่งตรวจจำเป็นต้องรู้พื้นฐานวิธีการทำ และการแปลผล เพื่อนำมาใช้ “ประกอบ” การวินิจฉัยทางคลินิก นั่นคือศาสตร์ แล้วจะเลือกอะไรก่อนหลัง การตรวจบางอย่างต้องเรียงลำดับ จะเลือกตรวจแบบรุกล้ำหรือไม่รุกล้ำ คำนึงถึงประสิทธิภาพสูงสุดของแต่ละโรงพยาบาล ราคาค่าตรวจที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการส่งตรวจ อันนี้คือศิลปะ ...เล่มนี้มี
การส่งตรวจต้องเลือกให้เข้ากับสถานการณ์ทางคลินิกเสมอ และนำมาแปลผลให้เข้ากับผู้ป่วยแต่ละรายเท่านั้น โดยเลือกให้เหมาะสม ...เล่มนี้มีอีกเช่นกัน ยกตัวอย่างสถานการณ์ที่พบบ่อยทางเวชปฏิบัติ
การส่งตรวจเพื่อวินิจฉัย เพื่อแยกโรค เพื่อคัดกรอง แต่ละอย่างก็ต่างกัน บางทีใช้วิธีเดียวกันแต่แปลผลไม่เหมือนกัน บางอย่างต้องไปผ่านสมการหรือแผนภูมิอื่น ๆ ไม่ใช่นำไปใช้ตรง ๆ ...เล่มนี้มี
ที่สำคัญเล่มนี้แยกตัวอย่างคนไข้และสถานการณ์ตามสาขาย่อยของอายุรศาสตร์ เช่นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคตับ การตรวจก่อนผ่าตัด การตรวจทางโภชนศาสตร์คลินิก (อันนี้หายากนะครับ) การตรวจทางประสาทวิทยา การตรวจทางพิษวิทยา การตรวจวินิจฉัยและคัดกรองมะเร็ง
นอกจากบอกว่าจะตรวจอะไร ยังสอนวิธีการแปลผล ..นี่คือหัวใจ เล่มนี้จะสอนการแปลผลว่า จะเอาไปใช้ให้เข้ากับบริบททางคลินิกอย่างไรดี มีตารางการแปลผล มีแผนภูมิการคิด ส่วนวิธีการรักษาจะกล่าวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากไม่ใช่เป้าหมายหลักของหนังสือ
ตำราเขียนโดยอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ จากโรงเรียนแพทย์ทั่วฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะอาจารย์แพทย์รุ่นใหม่ไฟแรง ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา การตรวจแบบใหม่ทันสมัย และแนวคิดแบบเจเนอเรชั่นใหม่ ผมแอบถ่ายภาพในหนังสือมาให้ท่านพิจารณา (ป้ายยาและยั่วน้ำลาย)
ตำราโดย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กองบรรณาธิการ โดย อ.วีระเดช พิศประเสริฐ อ.เนาวนิตย์ นาทา อ.กนกพร สรรพวิทยากุล อ.วิชัย ประยูรวิวัฒน์ จำนวน 260 หน้า ราคาปก 450 บาท สั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
**ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดกับทางผู้พิมพ์จำหน่ายครับ ซื้ออ่านเองเช่นกัน**



01 มิถุนายน 2568

cytisine cystinicline

 ยา cytisine ยาเลิกบุหรี่ที่องค์การเภสัชกรรมของเราผลิตเอง

นอกเหนือจาก varenicline (ที่กลับมาวางจำหน่ายอีกครั้ง) และ Bupropion SR (ที่หายากมาก)
ตอนนี้เรามี cystinicline ที่ใช้ในการอดบุหรี่ ประสิทธิภาพดีในการอดบุหรี่เผาไหม้และบุหรี่ไฟฟ้า ประสิทธิผลไม่ด้อยไปกว่า varenicline อีกทั้งผลิตและจำหน่ายในประเทศ
ยาเม็ดขนาด 1.5 มิลลิกรัม มีวิธีกินยาสองแบบ ทั้งสองแบบมีการวิจัยรับรองดังนี้
วิธีแรก ยุ่งยากมากแต่เป็นวิธีมาตรฐาน กินยาครั้งละ 1 เม็ดในตอนเช้านะครับ นับเวลาช่วง 12 ชั่วโมงจากเช้าจรดเย็น ตะวันขึ้นยันตะวันตก
วันที่ 1-3 กินยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 2 ชั่วโมง วันละ 6 เม็ด
วันที่ 4-12 กินยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 2.5 ชั่วโมง วันละ 5 เม็ด
วันที่ 13-16 กินยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 3 ชั่วโมง วันละ 4 เม็ด
วันที่ 17-20 กินยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 5 ชั่วโมง วันละ 3 เม็ด
วันที่ 21-25 กินยาครั้งละ 1 เม็ด ทุก 6ชั่วโมง วันละ 2 เม็ด
วิธีสำรอง (แต่ผมเลือกใช้อันนี้) กินง่ายกว่ามาก คือ สองเม็ด วันละ 3 เวลา เป็นเวลา 25 วันเท่ากัน
โดยเริ่มยาก่อนจะถึงวันหยุดบุหรี่ เราจะหยุดบุหรี่ในวันที่ 5 ของการกินยา ทั้งสองวิธี
ปริมาณยาที่ใช้ทั้งสองวิธีพอกัน ผลข้างเคียงพอกัน ที่พบบ้างคือ คลื่นไส้ วิงเวียน ไม่รุนแรง การกินยาแนะนำกินจนครบ 25 วัน (ส่วน varenicline ผมอาจให้คนไข้หยุดได้เมื่อเลิกได้) และใช้ร่วมกับหมากฝรั่งหรือแผ่นแปะนิโคตินได้ หากเลิกไม่สำเร็จให้กลับมาทบทวนปัจจัยที่ยังค้างคาแล้วค่อยเริ่มคอร์สใหม่
อีกหนึ่งทางเลือกของการเลิกบุหรี่
ขอให้ประสบความสำเร็จทุกท่านนะครับ

บทความที่ได้รับความนิยม