06 พฤศจิกายน 2564

ไอเป็นเลือดจากเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่

 ไอเป็นเลือดรายนี้ ประวัติสำคัญมาก

สำหรับวิชาอายุรศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสาขาใดก็ตาม สิ่งที่ยากที่สุดคือ 'การซักประวัติ' สิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และศิลปะมากที่สุดคือ 'การซักประวัติ' และสิ่งที่ใช้ในการวินิจฉัยมากที่สุดคือ 'การซักประวัติ' นี่คือตัวอย่างที่ดีมากเลยครับ

รายงานผู้ป่วยจากวารสาร New England Journal of Medicine ฉบับ 4 พฤศจิกายน 2021 จากไต้หวัน

สุภาพสตรีอายุ 26 ปีรายหนึ่ง มาตรวจที่ห้องฉุกเฉินเนื่องจากไอเป็นเลือด … ตามวิชาอาการวิทยา ต้องซักประวัติแยกโรค แยกเลือดว่ามาจากที่ใด อาการร่วมอะไร คิดถึงว่าเลือดออกจากจุดใดและสาเหตุใด … คุณลองคลิกไปตามลิ้งก์นะครับ ภาพเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ในทางซ้ายมือ มีฝ้าขาวจุดเล็ก ๆ ที่ปอดกลีบขวาล่าง ลักษณะเหมือนเป็นโพรง

https://www.nejm.org/doi/full/10.1056/NEJMicm2105508…

จากภาพเอ็กซเรย์ไม่มีทางบอกได้ว่า เลือดออกจากจุดนี้หรือไม่ และ สาเหตุของเลือดออกหรือฝ้าขาวนี้คืออะไร

เรามาดูประวัติกันต่อ…

สุภาพสตรีรายนี้ มีอาการไอเป็นเลือดครั้งละไม่มาก เป็น ๆ หาย ๆ มา 4 ปีแล้ว และทุกครั้งที่ไอเป็นเลือดจะสัมพันธ์กับรอบประจำเดือน !!

"เลือดออกผิดที่ สัมพันธ์กับรอบประจำเดือน" แว่บในความคิดคือ เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (endometriosis) เป็นโรคที่พบบ่อยมากในสตรี เนื่อบุมดลูกอาจไปเกาะที่ผนังช่องท้อง ทำให้ปวดท้องรุนแรงเวลามีประจำเดือน และเลือดที่ออกมาในช่องท้องก็สะสมเป็นถุงน้ำสีช็อกโกแลต ที่เรารู้จักกันดีว่าช็อกโกแลตซีสต์ และเยื่อบุมดลูกนี้สามารถเกิดที่ปอด เกิดที่เยื่อหุ้มปอดได้ หากเกิดในเนื้อปอด ใกล้หลอดลม ก็จะมีเลือดออก ไอออกมาเป็นเลือด ในเวลาที่มีประจำเดือน

ครับ เมื่อการวินิจฉัยแยกโรคนี้เกิดขึ้น ก็ต้องวางแผนพิสูจน์ ทางไต้หวันเขาส่องกล้องในช่องอกและตัดชื้นเนื้อออกมาตรวจดูเลย ก็พบว่ามีเซลล์เม็ดเลือด ตะกอนสีของเลือด และเซลล์เยื่อบุมดลูก เป็นอันวินิจฉัยได้ ไม่หลงทาง

ถ้าไม่มีประวัติตรงนี้ก็อาจต้อง ส่องกล้องหลอดลม ตรวจหาเชื้อโรค หาเซลล์มะเร็ง เอ็กซเรย์ฉีดสี ตรวจเลือดมากมาย กว่าจะแยกเหตุอื่นได้แล้วค่อยมาคิดถึงโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่นี้

หลังจากตัดส่วนที่เลือดออกและรักษาโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่เรียบร้อย ติดตามไปสองปี ผู้ป่วยไม่มีอาการอีกเลย

สรุปว่า ไอเป็นเลือดต้องตั้งใจตรวจตั้งใจดู ไอเลิฟยูไม่ต้องตรวจก็รู้ว่าจริงใจ

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

05 พฤศจิกายน 2564

วัคซีนโควิดและ household protection

 การระดมฉีดวัคซีนโควิด แสดงให้เห็นผลการลดอัตราการป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลและอัตราการตาย อันนี้เป็นความจริงเชิงประจักษ์ทั่วโลก

ในขณะที่การลดอัตราการติดเชื้อ แม้จะยังไม่ลดลงแบบกรณีแรก แต่ก็แสดงให้เห็นว่า มีความสำคัญเช่นกัน

ในระดับชาติ ระดับโลก อาจจะไกลตัว มองยาก มีหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เรามาลองดูงานวิจัยระดับครอบครัว (;8:uof8;bf c]t)​ จากประเทศสวีเดนอันนี้ น่าสนใจมากครับ ลงตีพิมพ์ใน JAMA Internal Medicine 11 ตุลาคม 2021 ทึ่ผ่านมานี่เอง

Peter Nordstrom นักวิจัยจากสวีเดน ต้องการศึกษาหาความสัมพันธ์ว่า หากมีคนในครอบครัวมีภูมิคุ้มกันต่อโควิด-19 จะส่งผลต่อโอกาสการติดเชื้อของคนในครอบครัวที่เหลือ ที่ยังไม่มีภูมิหรือไม่

นอร์ดสตรอม สนใจภูมิคุ้มกันทั้งจากการติดเชื้อตามธรรมชาติและการรับวัคซีนครบสองเข็ม มีการคิดแยกกันด้วยว่า ภูมิคุ้มกันที่เกิดต่างกันทั้งสองแบบนี้มีผลต่างกันไหม

นอร์ดสตรอมเก็บข้อมูลจากระบบพื้นฐานสุขภาพของสวีเดนประมาณ 1.78 ล้านคน จาก 810,806 ครอบครัว (เฉลี่ยครอบครัวละ 2-5 คน)​โดยนับแยกเริ่มต้นว่ามีคนในครอบครัวกี่คน เคยติดเชื้อกี่คน วัคซีนครบกี่คน เหลือยังไม่ติดและยังไม่ฉีดกี่คน แล้วเก็บข้อมูลต่อไปประมาณ 6 สัปดาห์ว่าแต่ละครอบครัว มีผู้ติดเชื้อรายใหม่กี่ราย ระยะเวลาเฉลี่ยของแต่ละครอบครัวประมาณ 26 วัน

ข้อที่ต้องคิดคือ เขาไม่ได้วัดภูมิคุ้มกันตรง ๆ เขานับว่าเคยติดเชื้อคือมีภูมิ และรีบวัคซีนครบคือมีภูมิ ส่วนคนที่ไม่มีภูมิ เขาก็ไม่ได้ไปวัดค่าจริง ๆ ว่าเคยติดเชื้อมาก่อน (แบบไม่มีอาการ ไม่รู้ตัว)​หรือไม่

วัคซีนที่กำหนดมีแค่สามตัว คือ mRNA-1273, BNT-162b2, ChAdOx1-nCoV19 ต้องครบสองเข็มทั้งสามตัว ดังนั้นอาจนำผลมาใช้ในบ้านเราไม่ได้

ระยะเวลาที่วัดผล ยังอยู่ในช่วงที่ภูมิจากวัคซีนยังสูงมาก แน่นอนว่าผลปกป้องยังอยู่ในระดับสูง หากติดตามไปนานกว่านี้ เมื่อภูมิต่ำลง ผลอาจจะเป็นรูปแบบอื่น

ผลออกมาว่า

🚫มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 88,000 คน จากคนที่ยังไม่มีภูมิกว่า 1.5 ล้านคน คิดเป็นอัตราการติดเชื้อในกลุ่มคนที่ไม่มีภูมิ 5.7%

🚩ถ้ามีคนที่มีภูมิ 1 คนในครอบครัว โอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิ จะลดลง 45-61%

🚩🚩ถ้ามีคนที่มีภูมิ 2 คนในครอบครัว โอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิ จะลดลง 75-86 %

🚩🚩🚩ถ้ามีคนที่มีภูมิ 3 คนในครอบครัว โอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิ จะลดลง 91-94 %

🚩🚩🚩🚩ถ้ามีคนที่มีภูมิ 4 คนในครอบครัว โอกาสติดเชื้อของสมาชิกที่เหลือที่ไม่มีภูมิ จะลดลง 97%

เห็นว่ายิ่งมีสมาชิกมีภูมิคุ้มกันเยอะเท่าไร คนที่เหลือในบ้านที่ยังไม่มีภูมิ ยิ่งมีโอกาสติดน้อยลงเท่านั้น👍

ข้อมูลเป็นแบบเดียวกันและตัวเลขใกล้กันมาก ไม่ว่าจะมีภูมิจากการติดเชื้อมาก่อนหรือจากวัคซีนสองเข็ม

แน่นอน เราคงอยากให้ภูมิของเรามาจากวัคซีนมากกว่าติดโรค เพราะถ้าติดโรคเราไม่รู้ว่า เราจะป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตซึ่งควบคุมไม่ได้ แต่ภูมิจากวัคซีนเราคุมได้

น่าจะบอกชัดเจนว่าผลของวัคซีน ช่วยปกป้องครอบครัวเราได้จริง (ถ้าได้วัคซีนมาตรฐานนะครับ)​

"จิ้มวัคซีนลดป่วยช่วยครอบครัว
ถ้าอยากจิ้มแบบตัวตัวก็ทักมา"

อาจเป็นรูปภาพของ หนึ่งคนขึ้นไป

04 พฤศจิกายน 2564

Longterm Home Oxygen Therapy การรักษาด้วยออกซิเจนที่บ้าน

 Longterm Home Oxygen Therapy การรักษาด้วยออกซิเจนที่บ้าน

การรักษาแบบนี้มีได้หลายโรคนะครับเช่น ถุงลมโป่งพอง โรคซิสติกไฟโบรสิส (cystic fibrosis) โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันปอดเรื้อรัง (Interstitial Lung Disease) แต่ที่ใช้กันมากในบ้านเราคือ โรคถุงลมโป่งพอง แถมหลักฐานสนับสนุนในโรคถุงลมโป่งพองก็มีมากกว่าโรคอื่นด้วย

🎈🎈🎈🎈
ถาม : ผู้ป่วยโรคนี้ต้องใช้ทุกคนไหม

ตอบ : ไม่ทุกคน เฉพาะคนที่อาการหนักเท่านั้น การศึกษาทำออกมาว่ามีประโยชน์ในคนไข้กลุ่มอาการหนัก และขาดออกซิเจนเรื้อรัง ถ้าอาการไม่รุนแรงก็จะไม่เกิดประโยชน์แถมยังเกิดโทษจากการไปรบกวนกลไกการหายใจ จากการระคายเคืองจมูก

🎈🎈🎈🎈
ถาม : อาการหนักแค่ไหน

ตอบ : เกณฑ์สำคัญจากแนวทางของ GOLD, British Thoracic Society, American Thoracic Society มาจากฐานการศึกษาเดียวกัน และออกเกณฑ์เหมือนกันคือ

ขาดออกซิเจนรุนแรงจากการตรวจแก๊สในเลือดแดงค่า PaO2 น้อยกว่า 55 หรือความอิ่มตัวออกซิเจนปลายนิ้ว น้อยกว่า 88% ***ข้อนี้สำคัญ ลดอัตราตายชัดเจน***

ขาดออกซิเจนปานกลาง ค่า PaO2 อยู่ที่ 55-60 หรือความอิ่มตัวออกซิเจนปลายนิ้วมากกว่า 88-93% และต้องมีภาวะแทรกซ้อนจากการขาดออกซิเจนเรื้อรังร่วมด้วยเช่น ความดันโลหิตปอดสูง มีอาการบวม ความเข้มข้นเม็ดเลือดแดงมากกว่า 55%

ถ้าในกรณีอยู่เฉย ๆ ไม่ขาดออกซิเจน หรือขาดออกซิเจนระดับปานกลาง แต่ว่าเวลาออกแรงหรือมาทดสอบให้ออกแรงแล้วเหนื่อยและขาดออกซิเจนรุนแรง อันนี้ 'อาจจะ' ให้ออกซิเจนแบบเครื่องเคลื่อนที่ติดตัว เพราะยังออกแรงอยู่ (ผู้ป่วยสองกลุ่มแรกมักไปไหนไม่ได้แล้ว) แต่หลักฐานไม่หนักแน่นและประโยชน์ในการลดอัตราการตายไม่ชัดเจน

🎈🎈🎈🎈
ถาม : แบบนี้ทุกคนก็ได้หมดสิ เวลากำเริบมาโรงพยาบาล

ตอบ : ไม่ใช่ ต้องประเมินตอนที่โรคสงบ ให้ยารักษาและปรับจนคงที่ โดยต้องยืนยันว่าขาดออกซิเจนจริง อย่างน้อยด้วยการตรวจสองครั้ง ห่างกันอย่างน้อยสามสัปดาห์ และแนะนำการตรวจโดยเจาะเลือดแดงวัดแก๊ส ส่วนการปรับออกซิเจนและติดตามผล อาจใช้การตรวจแก๊สจากหยดเลือดปลายนิ้วร่วมกับวัดออกซิเจนปลายนิ้วได้

🎈🎈🎈🎈
ถาม : ให้ออกซิเจนตลอดวันเลยรึ

ตอบ : อย่างน้อยให้ต่อเนื่องกันวันละ 15 ชั่วโมง (⅔ ของเวลาทั้งวัน แน่นอนรวมเวลานอนด้วย) โดยให้ออกซิเจนตามขนาดที่กำหนดจากการปรับตั้งค่าครั้งแรก โดยการปรับตั้งครั้งแรกจะค่อย ๆ ให้ออกซิเจนเริ่มที่ 1 ลิตรต่อนาที ปรับเพิ่มครั้งละ 1 ลิตรทุก ๆ 20-30 นาที จนได้ค่าความอิ่มตัวออกซิเจนปลายนิ้วมากกว่า 90% เมื่อได้ค่าจำนวนลิตรต่อนาทีที่ต้องการแล้ว ให้ใช้ออกซิเจนค่านั้นในการรักษา

🎈🎈🎈🎈
ถาม : ต่อดมออกซิเจนกับเครื่องมือใด

ตอบ : ง่ายสุดก็สายจมูก ต่อถัง ประสิทธิภาพดีไม่ต่างจากอุปกรณ์หรูหรา ยกเว้นมีข้อบ่งชี้อื่นด้วย ก็ต้องใช้เครื่องจ่ายออกซิเจนแรงดันสูงหรืออัตราการไหลสูง และไม่จำเป็นต้องผ่านน้ำหรือความชื้น ยกเว้นการใช้ออกซิเจนผ่านทางท่อคอในผู้ป่วยเจาะคอ อันนี้ต้องผ่านความชื้น ควรเข้ารับการสอนอบรมการดูแลสายออกซิเจน บ้านเราเราใช้การล้าง อบ ตากแดดอยู่ ซึ่งก็พอใช้ได้

🎈🎈🎈🎈
ถาม : ดมออกซิเจนค่านี้ไปตลอดเลยหรือ

ตอบ : ไม่ตลอด ต้องมีการประเมินที่สามเดือนแรกหลังให้การรักษา โดยเจาะเลือดแดงวัดแก๊ส และหลังจากนั้นประเมินและปรับระดับออกซิเจนทุก 6-12 เดือน จนกว่าจะหมดข้อบ่งชี้การให้ออกซิเจนจึงหยุดให้ ดังนั้นเมื่อเป็นการรักษาระยะยาว จึงต้องคุยกันเรื่อง การติดตามการรักษา การปฏิบัติตามขั้นตอน การขนส่งออกซิเจนและดูแลความปลอดภัย ราคาของออกซิเจนและการเบิกจ่าย

🎈🎈🎈🎈
ถาม : เหนื่อยแล้ว จบไหม

ตอบ : โอเค ไปดื่มกาแฟแล้วล่ะ

ที่มา
-GOLD 2020
-BTS guideline 2015
-ATS guideline 2020
-Long-term Oxygen Treatment Trial Research Group. A randomized trial of long-term oxygen for COPD with moderate desaturation. NEJM 2016; 375(17): 1617
-Wenger HC, Cifu AS, Lee CT. Home Oxygen Therapy for Adults With Chronic Obstructive Pulmonary Disease or Interstitial Lung Disease. JAMA. 2021;326(17):1738–1739. doi:10.1001/jama.2021.12073

อาจเป็นรูปภาพของ ลูกโป่ง

03 พฤศจิกายน 2564

คำศัพท์น่ารู้ จากงานประชุมวิชาการราชวิทยาลัย : คำแนะนำอาหาร

 คำศัพท์น่ารู้ จากงานประชุมวิชาการราชวิทยาลัย : คำแนะนำอาหาร

1. Estimated Average Requirement คือ ค่าประมาณปริมาณสารอาหารขั้นต่ำที่สุด ที่จะทำให้ประชากรครึ่งหนึ่ง มีสุขภาพที่ดี : แน่นอนว่าค่านี้ประมาณแค่ขั้นต่ำ และครึ่งหนึ่งของภาพรวม เราจึงต้องมีการคำนวณต่อไปว่า ค่าที่ดีกว่านี้ที่จะแนะนำเป็นอย่างไร

2. Recommended Dietary Allowance คือ ค่าปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวัน เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี ค่านี้จะส่งผลถึงร้อยละ 95-99 ของประชากรเลยทีเดียว มาจากการคำนวณค่าทางสถิติ คือเอาค่า EAR มาบวกกับสองเท่าของส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน พูดง่าย ๆ คือ มากกว่าครึ่งและเกือบถึง 95% สามารถนำค่านี้ไปใช้แนะนำได้

3. Adequate Intakes คือ ค่าประมาณสารอาหารที่เพียงพอในแต่ละวัน มันต่างจากข้อ 1 และข้อ 2 เพราะไม่ได้มาจากการคำนวณทางสถิติว่า กินสารอาหารเท่าไรจึงสุขภาพดี (จากเหตุไปผล) แต่มาจากการประมาณจากคนทั่วไปที่สุขภาพดีเขากินสารอาหารนี้ ประมาณนี้ (จากผลไปเหตุ) ด้วยข้อจำกัดทางการศึกษานั่นเอง

4. Tolerable Upper Intake Levels คือ ระดับสูงสุดของปริมาณสารอาหาร ที่กินไม่เกินนี้จะยังไม่เกิดผลเสีย นั่นคือ หากกินเกินขนาดที่กำหนด จะเริ่มเกิดผลเสียจากการกินเกินได้ ดังนั้น การกินสารอาหารมากเกินพอดี ก็เป็นปัญหานะครับ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ต้องใช้โภชนบำบัด หรือ กลุ่มคนที่ใช้อาหารเสริม

5. Dietary Reference Intake อันนี้แหละคือคำแนะนำที่เราจะนำไปใช้ จะเอาข้อมูลจากข้อ 1 ถึงข้อ 4 มาประมวลผลและประยุกต์เข้ากับชนิดอาหารและสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารของแต่ละประเทศ ของไทยเราก็คือคำแนะนำอันนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน สารอาหารต่าง ๆ เราจะมีคำแนะนำนี้ที่รวมข้อ 1-4 มาให้เข้าใจและทำตามได้จริง

6. Basal Energy Expenditure คือ พลังงานพื้นฐานที่ร่างกายเราใช้เพื่อการดำรงชีวิต เช่น หายใจ กินอาหาร คิดอ่าน ขับถ่าย ขนส่งสารต่าง ๆ สร้างความร้อน การวัดค่านี้โดยตรงทำยาก ส่วนมากได้จากการคำนวณจากอายุ ส่วนสูง น้ำหนัก เชื้อชาติ พลังงานส่วนนี้อย่างไรก็จำเป็นและมีสัดส่วนมากถึงร้อยละ 60 ของพลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน ในกรณีได้รับเข้ามาไม่พอ ร่างกายจะเริ่มสลายพลังงานสะสมมาเพื่อใช้ใน BEE นี้

7. Total Energy Expenditure คือ พลังงานที่ใช้ในแต่ละวัน จะรวมพลังงานในข้อ 6 คือ BEE และรวมพลังงานที่เก็บสะสมไว้ยามจำเป็น สองพลังงานนี้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน แต่หากเรามีกิจกรรมที่ทำในแต่ละวันมากขึ้น พลังงานตรงนี้จะเพิ่มขึ้น เช่น นักฟุตบอลก็จะเพิ่มมากกว่านักบัญชี หรือคนที่ออกกำลังกายทุกวันจะเพิ่มมากกว่าคนที่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูทีวี

8. Physical Activity Level กิจกรรมและการออกแรงที่ทำในแต่ละวัน รวมการทำงานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากความจำเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต และรวมการออกกำลังกายเข้าไปด้วย แบ่งเป็นเบา กลาง หนัก ซึ่งจะไปคูณกับ BEE ในข้อหก ประมาณได้เป็น TEE ในข้อ 7 นั่นเอง จึงเป็นคำแนะนำว่าให้ออกแรงและออกกำลังกายมากขึ้นในแต่ละวัน หากต้องการให้ผลลัพธ์พลังงานสะสมและความอ้วนลดลง (เมื่อการกินคงที่และไม่มากเกินไป)

9. Macro minerals and Trace Minerals คือ แร่ธาตุสารอนินทรีย์ต่าง ๆ ตามตารางธาตุ ที่ร่างกายต้องใช้เพื่อการทำงานของร่างกาย เช่น สร้างกระดูก กระตุ้นเอนไซม์ ขนถ่ายออกซิเจน ที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ คือ แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม แบ่งเป็น Macro คือต้องการปริมาณมาก ต้องกินอาหารครบห้าหมู่ ไม่เลือกกินและกินหลากหลาย จึงได้แร่ธาตุครบ การขาดแร่ธาตุกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เกิดจากกินไม่พอ ส่วน trace mineral คือ ต้องการเพียงเล็กน้อย ปกติก็จะมีอยู่แล้วในอาหาร การขาดสารพวกนี้ส่วนมากเกิดจากความผิดปกติของการดูดซึมหรือการนำไปใช้

10. Dietary Fiber and Phyto-chemicals เป็นกลุ่มอาหารที่แยกออกมาอีกกลุ่ม พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้าขาดก็อาจไม่ได้ส่งผลร้ายแรงมากนัก มีการศึกษาถึงประโยชน์ที่มากขึ้น พร้อมไปกับความจำเป็นแห่งสารอาหาร เพราะเริ่มมีอาหารเสริมและการโฆษณาสารอาหารต่าง ๆ เหล่านี้ที่อาจดูดีแต่เกินจริง เช่น เบต้าแคโรทีน โพลีฟีนอล ลูทีน ซีแซนทีน ไอโซฟลาโวน

11. Invincible team คือ ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้ ทีมลิเวอร์พูล ทีมที่ไปถล่มคู่แข่งตัวฉกาจทีมหนึ่งคาบ้านถึง 0 - 5

อ่านคำแนะนำ ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย 2563 จากสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ฟรี

https://www.thaidietetics.org/?p=6120

อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน และ ข้อความ

01 พฤศจิกายน 2564

ข้อคิดจากงานประชุมราชวิทยาลัย ฯ "นาทีทอง" การรักษาหลอดเลือดตีบเฉียบพลัน

 ข้อคิดจากงานประชุมราชวิทยาลัย ฯ "นาทีทอง" การรักษาหลอดเลือดตีบเฉียบพลัน

เรื่องของแนวทางการรักษาหลอดเลือดแดงตีบตันเฉียบพลันทั้งหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง เรามีมานานเป็นสิบปีแล้ว จนตอนนี้การรักษานั้นได้เป็นมาตรฐานพื้นฐานของประเทศเราแล้ว ในแนวทางการรักษาใหม่ของปี 2020 2021 ได้พัฒนาในแนวทางเชิงลึก เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนในอดีต

ผมขอย้ำเรื่องที่ประชาชนอย่างพวกเราควรรู้ควรปฏิบัติ เพื่อสานต่อเป็นเนื้อเดียวกับการรักษาทางการแพทย์

1. ความสำคัญที่สุดคือ การตระหนักรู้อาการ เมื่อมีอาการแบบนี้โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือด เช่น อายุมาก เบาหวาน ความดัน ไขมัน

ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นโรคหลอดเลือดตีบ จนกว่าจะไปถึงโรงพยาบาลและพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่

- หลอดเลือดหัวใจ มีอาการเจ็บหน้าอกบีบแน่นรุนแรง เจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่หายไป มีอาการเป็นลมฉับพลัน

- หลอดเลือดสมอง มีอาการอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง มีอาการเดินเซใกล้จะล้ม ปากเบี้ยวมุมปากตก พูดไม่ชัด อาการทั้งหมดเป็นฉับพลัน

2. เมื่อมีอาการแล้ว สิ่งสำคัญคือ รีบไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด ย้ำว่าเร็วที่สุดที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ไม่ว่าจะไปเอง หรือเข้าสู่ระบบบริการฉุกเฉิน 1669 หรือระบบฉุกเฉินของแต่ละโรงพยาบาล

เพราะแต่ละโรงพยาบาลจะมีแนวทางคัดกรองและจัดการเบื้องต้น รวมถึงประสานงานการส่งต่อที่ดี การจัดการเบื้องต้นนี้ หมายถึงการประสานงานและอาจให้ยากู้ชีวิตได้เลยที่รพ.นั้น ทำให้ไม่เสียโอกาสที่จะรักษา

3. สิทธิการรักษาฉุกเฉิน ทุกคนครอบคลุมหมด ถ้าเข้าข่ายต้องให้ยาหรือทำหัตถการเปิดหลอดเลือดว่าฉุกเฉินจริง ไม่ต้องเสียเงิน แต่หากประเมินแล้วว่าไม่เร่งด่วนขนาดนั้น ก็ให้การรักษาเบื้องต้นที่จำเป็นและส่งต่อไปสถานพยาบาลที่มีสิทธิการรักษา

4. เวลายังสำคัญที่สุด

- สำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและวินิจฉัยได้ใน 10 นาทีแรกสำคัญมาก เราจึงต้องไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด และหากเราไม่สามารถส่งผู้ป่วยไปทำหัตถการสวนหัวใจได้ภายใน 120 นาที (door to balloon time) ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด การให้ยาสลายลิ่มเลือดจะได้ประโยชน์กว่า ดีกว่าปล่อยเวลาเสียไปและกล้ามเนื้อหัวใจเสียไปเรื่อย ๆ

- สำหรับโรคหลอดเลือดสมอง เราจะส่งไปทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองให้เร็วที่สุด เพื่อแยกเลือดออกในสมอง และภาพถ่ายนั้นสามารถวิเคราะห์ความเสียหายของสมองได้มากพอควรที่จะตัดสินการให้ยาได้ ปัจจุบันมีการส่งภาพไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยาและประสาทวิทยา ทำให้สามารถตัดสินใจให้ยาได้ทันที ภายในเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ

5. การตัดสินใจรักษา อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ต้องจำกัดเวลา มีโอกาสอันตรายจากการรักษาก็จริง แต่จากผลการศึกษาวิจัยและการเก็บข้อมูลรักษา ทั้งโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง พบว่า

ด้วยการรักษาที่มีการเตรียมตัวที่ดีและมาตรฐานที่ดี (ในประเทศเราก็มีมาตรฐาน)​ อันตรายน้อยกว่าประโยชน์อย่างชัดเจน และสำคัญคือสามารถป้องกันโรคเรื้อรังและความพิการในอนาคตได้ด้วย ญาติและผู้ป่วยต้องร่วมตัดสินใจในการรักษาด้วย

6. การรักษาพื้นฐานที่สามารถเปิดหลอดเลือดที่ตีบตันและกู้พื้นที่ขาดเลือดไม่ให้ลุกลามคือ การให้ยาสลายหลอดเลือด fibrinolytic agents

ปัจจุบันแนะนำกลุ่ม fibin specific agents คือ ยา alteplase หรือ tenecteplase สามารถใช้ได้ทั้งหลอดเลือดหัวใจตีบและหลอดเลือดสมองตีบ

การตัดสินใจให้ยาเร็วภายใต้แผนการรักษาที่เตรียมไว้อย่างดี ถือว่าสำคัญมากเพราะ

**เวลาคือกุญแจดอกสำคัญที่สุด**

7. ในกรณีที่เลยระยะเวลาที่ดีที่สุดในการให้ยาทางหลอดเลือดดำตามข้อ 6 ปัจจุบันเราพบแนวทางการรักษาที่ยังสามารถช่วยกู้พื้นที่ขาดเลือดได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการทำหัตถการหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน การทำหัตถการผ่านสายสวนหลอดเลือดแดงสมอง ทั้งการดึงลากลิ่มเลือด การดูดลิ่มเลือด หรือการฉีดยาสลายลิ่มเลือดผ่านหลอดเลือดแดง

แต่การรักษาในข้อนี้ต้องอยู่ในที่มีทรัพยากรและประสบการณ์สูง ทางโรงพยาบาลต้นทางจะส่งตัวให้โดยเร็ว

8. ความลังเลที่จะเข้ารับการรักษาในข้อ 6 เพื่อจะไปศูนย์การแพทย์ที่ใหญ่และพร้อมกว่า แต่อาจเสียเวลาไปอย่างสูญเปล่าโดยไม่ได้รับการเปิดหลอดเลือด ผลการรักษาจะไม่ดีเท่าการให้ยาสลายลิ่มเลือดเพื่อเปิดหลอดเลือดอย่างเร็วที่สุด เพราะ

** เวลาคือกุญแจดอกสำคัญ** ที่จะบอกความสำเร็จของการรักษา

9. โดยมาตรฐาน หลังจากการให้ยาสลายลิ่มเลือดแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการส่งต่อไปประเมินหลอดเลือดซ้ำอีกครั้ง ว่าต้องทำการเปิดหลอดเลือดอีกหรือไม่

ไม่ว่าด้วยวิธีการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ การเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์พิเศษดูความมีชีวิตของเนื้อสมองและการกระจายของเลือด หากยังมีความผิดปกติจะทำการรักษาซ้ำ ขั้นตอนดังกล่าวต้องใช้เวลาและทีมงาน

จึงควรรักษาตามข้อ 6 หากมาในเวลาที่กำหนดหรือทำตามข้อ 7 หากพ้นเวลาที่ดีที่สุดไป ข้อ 9 จะทำเป็นลำดับหลัง

10. ดีที่สุด คือ อย่าให้เกิดภาวะหลอดเลือดแดงตีบตันเฉียบพลัน ทำได้โดย กินอาหารครบห้าหมู่ ลดอาหารหวานส่วนเกินและมันส่วนเกิน ลดความเค็ม ออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ พักผ่อนเพียงพอ รักษาโรคและปัจจัยเสี่ยงของตัวเองให้ดี เลิกบุหรี่ เลิกเหล้า และติดตามเพจอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียวเป็นประจำสม่ำเสมอ

อาจเป็นรูปภาพของ นาฬิกาข้อมือ และ ข้อความ

บทความที่ได้รับความนิยม