28 กรกฎาคม 2561

hesitation mark, suicidal mark

hesitation mark, suicidal mark เก็บตกจาก "เมีย 2018"
ใครเป็นแฟนละคร เมีย 2018 ยกมือขึ้น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเราได้เห็นฉากที่ "กันยา" ใช้คัตเตอร์กรีดข้อมือแล้วส่งสัญญาณภาพสดไปยัง "ธาดา" เพื่อเหตุผลทางการเมือง เรามารู้จักแผลกรีดข้อมือตัวเองกัน
hesitation mark คือรอยแผลอันเกิดจากการพยายามทำร้ายตัวเองแต่เป็นการทำร้ายที่ยังไม่ถึงระดับจะเสียชีวิต การกระทำอันเป็นที่นิยมคือการใช้มีดกรีดข้อมือให้เป็นรอย หลายๆรอย มักจะเกิดกับข้อมือข้างที่ไม่ถนัด มือที่ถนัดใช้กรีดมืออีกข้างหนึ่ง
รอยแผลมักจะไม่ลึกมาก และมีหลายรอยขนานในทิศทางเดียวกัน เพราะส่วนมากผู้ทำไม่ได้มีเจตนาที่จะฆ่าตัวตายด้วยวิธีนี้ หรือลังเลที่จะทำ เพราะแผลไม่ลึก ที่ดูเลือดมากเพราะมีหลายแผล การเห็นรอยแผลที่หายเป็นแผลเป็นภายหลังหลายๆรอย อาจเกิดจากกรีดหลายครั้งหรือครั้งเดียวหลายรอยก็ได้
แต่ว่าการกรีดข้อมือแบบนี้ก็เกิดอันตรายได้หากกรีดลึกเพราะบริเวณข้อมือเป็นจุดรวมของเส้นประสาทและหลอดเลือดจากแขนส่งไปที่มือ และเป็นจุดรวมของเส้นเอ็นที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของนิ้วอีกด้วย รวมกันตรงไหน รวมกันตรงที่นิยมกรีดกันนั่นแหละแต่ว่าอยู่ลึกกว่า
การกรีดพลาดไป เกิดกดน้ำหนักมากขึ้น อาจมีเส้นประสาทขาด เส้นเอ็นขาด ส่งผลทำให้พิการได้หากแก้ไขไม่ทัน หรือหากไปโดนหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ไปเลี้ยงมือ (ลองจับชีพจรดู) แล้วห้ามเลือดไม่ทัน เลือดจะไหลออกมากเป็นอันตรายได้
การปฐมพยาบาล ให้ใช้ผ้าสะอาดกดปากแผลเอาไว้ งอข้อมือ และใช้ผ้าพันกดห้ามเลือด และรีบไปโรงพยาบาลเพื่อสำรวจความเสียหายและซ่อมแซม ในกรณีต้องห้ามเลือด หากกดหรือรัดแน่นแบบขันชะเนาะนานเกินไปจะทำให้มือขาดเลือดได้ ไม่ควรทำเอง ปฐมพยาบาลและไปโรงพยาบาลเลย
สิ่งที่อาจจะตามมาอีกได้คือ บาดทะยักนะครับ อย่าลืมพิจารณาการให้ยาป้องกันบาดทะยักด้วย
นอกจากนี้การพยายามทำร้ายตัวเอง ไม่ว่าจะถึงชีวิตหรือไม่เป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิตก็แล้วแต่ ควรได้รับการประเมินทางจิตเวชนะครับ เพราะหากมีอาการซึมเศร้าแล้วพยายามฆ่าตัวตาย ถือว่าอันตรายมากครับต้องรักษา ไม่งั้นเขาอาจทำสำเร็จในครั้งต่อไป
แต่สำหรับ "กันยา" ในเรื่องเมีย 2018 ไม่ถือเป็นการพยายามฆ่าตัวตายนะครับ เขาแอบแฝงการประชด พฤติกรรมการฆ่าตัวตายไม่ใช่แบบนั้น เด็กไม่ควรลอกเลืยนแบบและผู้ใหญ่ก็ต้องสอนว่า ทำแบบนั้นอาจอันตรายมากกว่าที่คิด

27 กรกฎาคม 2561

operation vital sign 4

episode 4 .. อัตราการหายใจ
อัตราการหายใจถือเป็นการวัดที่ยากที่สุดในสี่สัญญาณชีพ เพราะสังเกตเองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นสังเกตให้ เนื่องจากผู้ที่หายใจสามาาถบังคับการหายใจให้เป็นจังหวะที่ตนต้องการได้
1. การหายใจควรใช้การสังเกตการกระเพื่อมจากการหายใจเช่นการเคลื่อนที่ของหน้าอกหรือช่วงท้อง โดยสังเกตในขณะที่ผู้ป่วยหรือผู้ตรวจทำอย่างอื่นๆ อย่าจ้องเป๋ง
2. รูปแบบของการหายใจถือว่าค่อนข้างยากแต่ว่ามีความสำคัญมาก เช่น หายใจติดขัด หายใจลำบาก หายใจหอบลึก ถ้าได้ข้อมูลนี้จะช่วยได้ ถ้าบอกลักษณะไม่ได้ก็บรรยายเป็นคำพูดธรรมดา หรือทำให้ดูครับ
3. อัตราการหายใจเป็นสิ่งที่เราจะสังเกต นับ เข้า-ออก เป็นหนึ่งครั้ง นับจนครบหนึ่งนาที จะได้อัตราการหายใจต่อนาที ปกติจะ 10-12 ครั้งต่อนาที หากภาวะปวด มีไข้อัตราการหายใจจะเร็วขึ้น
4. อาจจะนับวันละ 3-4 ครั้งก็พอและเวลาที่คนไข้หอบหายใจเร็วก็ควรนับด้วย และบันทึกเอาไว้
5. การหายใจเร็วไม่ใช่อาการเหนื่อย อาการเหนื่อยจะหมายถึง หายใจธรรมดาด้วยกล้ามเนื้อหายใจปรกติทำได้ยาก ต้องใช้แรงส่วนอื่นนอกเหนือจากกล้ามเนื้อหายใจมาช่วย เช่น ยกไหล่ ยืดคอ ใช้แรงจากท้องมาช่วย
6. อาการหอบมีหลายอย่าง แต่ที่ค่อนข้างชัดว่าหายใจลำบากมากแล้วคือ หายใจหอบปีกจมูกบาน หรือ หายใจเป่าปากหายใจทางปากช่วย อันนี้อันตรายแล้วควรไปพบแพทย์ (โดยทั่วไปนะครับ)
การหายใจต้องถือว่าสังเกตยากมาก หลักๆขอแค่อัตราการหายใจก็พอครับ
เมื่อจบ 4 step เราจะได้เรียนรู้ว่าการสังเกตอาการเองที่บ้าน ไม่ใช่แค่เอายาให้กิน หาข้าวอร่อยๆให้กิน แต่เป็นการเฝ้าระวังความผิดปกติและสัญญาณชีพ เพื่อตรวจจับความผิดปกติหรือสามารถบอกเล่าเรื่องราวของโรคให้การวินิจฉัยแม่นยำมากขึ้น แค่ข้อมูลต่างๆเหล่านี้ เราแยกโรคได้มากเลยครับ

26 กรกฎาคม 2561

ข่าวสั้น Ebola 2018

ข่าวสั้น ทันสมัย ง่ายนิดเดียว
ตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการระบาดของไวรัสอีโบล่าขึ้นมาอีกครั้ง ข้อมูลล่าสุดเป็นการระบาดเฉพาะที่ของประเทศคองโกเท่านั้น ท่านที่มีประสบการณ์ทางอายุสูงอาจคุ้นกับชื่อประเทศซาอีร์ ประเทศเดียวกันนะ
การระบาดเกิดใน 53 ราย เสียชีวิตแล้ว 29 ราย ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกล่าสุดเมื่อ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา
มีการลงพื้นที่สอบสวนและป้องกัน ควบคุมเรียบร้อย ครั้งนี้คองโกระบาดครั้งที่เก้าแล้วเรียกว่าประเทศแถบนี้ช่ำชองมาก มีการจัดการที่ว่องไว
มีการใช้มาตรการ Ring Vaccination คือสำรวจว่าใครเป็นแล้วจับคนรอบตัวที่สัมผัสคนที่ติดเชื้อมาฉีดวัคซีนป้องกันให้หมด รวมทั้งคนที่สัมผัสคนรอบตัวคนติดเชื้ออีกต่อหนึ่งด้วย ซึ่งเป็นมาตรการที่ทรงประสิทธิภาพดีมาก
มาตรการการให้วัคซีนเร็วในช่วงแรกของการระบาดน่าจะได้รับการศึกษาต่อๆไปล่ะครับ ว่าสามารถควบคุมโรคได้ดีหรือไม่ และการระบาดครั้งนี้จะลุกลามมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่
ณ ขณะนี้ ตอนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยครับ
ตรวจสอบการระบาดได้ที่ www.who.int
เรื่อง : ลุงหมอรูปหล่อ
ภาพ : ลุงหมอรุ่นใหญ่ (XL)
นำเสนอ : ลุงหมอไม่ขี้เก๊ก ไม่ทำตัวเด็กๆ เรื่องเล็กไม่ทำเป็นใหญ่ๆ เหมือนหนุ่มๆทั่วไป

operation vital sign 3

episode 3 ...ชีพจร
แม้ว่าเครื่องมือตรวจวัดชีพจรแบบนาฬิกาหรือแผ่นแปะอกจะออกมาและได้รับการรับรอง ราคายังเกินเอื้อมมาก เราจะมาใช้อุปกรณ์พื้นฐานก็พอในการเรียนรู้ชีพจร
1. ตำแหน่งที่จับง่ายคลำชัดคือที่ข้อมือครับ เวลาคลำใช้สามนิ้วลูกเสือสามัญ ชี้กลางนาง สัมผัสและกดเบาๆให้รู้สึกถึงชีพจรที่ดันนิ้วเราขึ้นมา จุดอื่นที่คลำได้คือที่คอ แต่อย่ากดแรงกดนานครับ อีกที่คือที่ขาหนีบ ท่านอาจคลำเองหรือจะให้คนอื่น "คลำ" ก็ได้
2. สามสิ่งง่ายๆที่เราจะคลำ คือ อัตราเร็ว จังหวะ และ ความแรง อุปกรณ์ที่สำคัญคือนาฬิกาครับ สำหรับอัตราเร็วแนะนำให้นับชีพจรที่เต้นต่อหนึ่งนาทีเต็ม ส่วนจะจับ 15 วินาทีแล้วคูณสี่ ผมว่าไม่ละเอียดเท่าครับเสียเวลานาทีเดียวเอง ถ้าจังหวะสม่ำเสมอดีก็บอกได้ว่าอัตราชีพจรกี่ครั้งต่อนาที การติดตามก็เหมือนกับไข้นะครับ ใช้เปรียบเทียบกับค่าเดิม หรือบันทึกค่าที่เร็วมากๆเอาไว้ว่าหัวใจของเราที่ว่าเต้นเร็วนั้นเร็วเท่าไร
3. จังหวะ แยกสองอย่างครับสม่ำเสมอกับไม่สม่ำเสมอ จะไม่สม่ำเสมอแบบใดเป็นหน้าที่คุณหมอจะจัดการ เราแค่ดูว่าระยะมันเท่ากัน หรือผิดแบบเช่น แรงสองครั้งเบาหนึ่งครั้ง หรือเต้นแบบ ตุบ-ตุบ-หาย-ตุบ-ตุบ-หาย หรือไม่มีความสม่ำเสมอเลย ข้อมูลนี้จะช่วยการวินิจฉัยโรคได้มาก
ส่วนความแรง ให้สังเกตแค่ว่าความแรงมันเท่ากันหรือไม่หรือเบาๆ แรงๆ
ด้วยข้อมูลอัตราเร็ว จังหวะและความแรง จะช่วยติดตามโรคได้มาก
4. ชีพจรแนะนำจับด้วยมือ ค่าที่อ่านได้จากเครื่องวัดความดันจะเชื่อถือได้เมื่อความแรงเพียงพอและจังหวะสม่ำเสมอเท่านั้นครับ
5. เราสังเกตการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงเป็นสำคัญในการป่วยเฉียบพลัน หรือเปลี่ยนจากเป็นจังหวะสม่ำเสมอกลายเป็นไม่สม่ำเสมอเป็นต้น ตัวเลขที่บอกว่าอันตรายแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับพื้นฐานชีพจรเดิมขณะปรกติ อายุ เพศ แต่ผมจะบอกค่าคร่าวๆโดยทั่วไปแล้วกัน ที่ต้องระวังตั้งแต่ 120 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป และเต้นเร็วอย่างต่อเนื่อง ส่วนเต้นช้าแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันครับ แต่ถ้าต่ำกว่า 40 ครั้งต่อนาทีก็ต้องระวังแล้ว
6. ชีพจรเป็นตัวจับการเปลี่ยนแปลงที่ไวมาก มีความแปรปรวนสูง การวัดให้ใจเย็นๆและติดตามดูบางครั้งอัตราเร็วที่นาทีที่ศูนย์ กับติดตามไปอีกห้านาทีก็ต่างกันมากเลย บางคนมีเครื่องที่ติดตามชีพจรแบบเรียลไทม์ เช่น เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว จะตกใจกับค่าที่ขึ้นลงตลอดเวลา ก็เพราะหัวใจเราเต้นไม่เท่ากันทุกนาทีนะครับ ดูการเปลี่ยนแปลงเป็นหลัก
7. การบันทึกการเปลี่ยนแปลงชีพจรเป็นสิ่งสำคัญหากจะเลือกใช้การจับชีพจร เพราะไม่สามารถตัดสินได้จากค่าเดียวเลย เขียนกราฟได้จะชัดเลยครับว่าแนวโน้มช้าหรือเร็ว หรือเต้นผิดจังหวะตลอด
8. หลายคนคลำชีพจรมากกว่าหนึ่งที่แล้วแรงไม่เท่ากัน หรือเต้นไม่พร้อมกัน เช่นคลำซ้ายเบากว่าขวา หรือขาเต้นช้ากว่าแขนมาก หรือเต้นสองจังหวะ ให้นำข้อมูลนี้ไปบอกแพทย์ด้วยนะครับ มีความสำคัญมากในการวินิจฉัยโรคหลอดเลือด
9. กลุ่มคนบางกลุ่มอาจไม่มีชีพจรได้ เช่นกลุ่มคนที่ติดเครื่องช่วยการบีบตัวหัวใจ หลอดเลือดส่วนปลายอุดตัน ผ่าตัดบายพาส แต่ถ้าจับแล้วไม่มีชีพจร ตัวเย็น นิ่งๆ แข็งๆ อันนั้นเสียชีวิต !!!
ตอนต่อไปเป็นเรื่องที่ยากที่สุดคือ อัตราการหายใจ เพราะว่า สังเกตเองไม่ได้ครับต้องมีผู้ช่วยเหลือคอยสังเกตให้ กับ ซีรี่ส์สุดท้ายของ operation vital sign

Vibrio vulnificus

ภาพการอักเสบรุนแรงที่มือของชายคนหนึ่งหลังกินอาหารทะเลไม่สุก (กดไปดูได้ที่ลิงค์ด้านล่าง ฟรีครับ)
วารสาร NEJM เช้านี้ลงรูปภาพของชายอายุ 71 ปีคนหนึ่งมีโรคประจำตัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไตเสื่อม เขาไปกินอาหารไม่สุก (ตามรายงานไม่ได้บอกว่าอาหารชนิดใด แต่ถ้าพิจารณาจากเนื้อความน่าจะเป็นอาหารทะเลไม่สุก) 12 ชั่วโมงถัดมาเริ่มมีตุ่นน้ำและลุกลามเป็นถุงน้ำที่มือซ้าย
ผ่านมาสองวันถุงน้ำขยายขนาดใหญ่ขึ้นและมีเลือดออกในถุงน้ำนั้นทำให้เห็นเป็นสีม่วงคล้ำ (hemorrhagic bullae) โดยมีรอยแดงจากการอักเสบรอยแผลนั้น เขาได้รับการผ่าตัดรักษาและผลการเพาะเชื้อจากถุงน้ำนั้นคือ Vibrio vulnificus
คนไข้ได้รับการรักษาด้วยยา ceftazidime และ ciprofloxacin ปรากฏว่าอาการไม่ดีขึ้น จนต้องตัดมือทิ้งเพื่อรักษาชีวิตต่อไป
เชื้อโรค V.vulnificus เป็นเชื้อแบคทีเรียกลุ่มเดียวกันกับที่ก่อโรคท้องร่วงอหิวาตกโรคในคน แต่ชนิดนี้จะก่อโรคติดเชื้อรุนแรงในลักษณะเป็นถุงน้ำที่ผิวหนัง อักเสบรุนแรง มีเลือดออก ติดเชื้อลุกลามเข้ากระแสเลือด มักพบเมื่อมีแผลและไปสัมผัสเชื้อโรค หรือกินอาหารปนเปื้อนเชื้อโรค
อาหารปนเปื้อนเชื้อโรคสำหรับเชื้อตัวนี้มักจะเป็นอาหารทะเลที่ไม่สุก หรือบางคนกินดิบก็มี แต่ไม่ใช่ปลาดิบในภัตตาคารนะครับ ส่วนมากจะเป็นสัตว์ทะเลมีเปลือกดิบเสียมากกว่า หรือแผลสัมผัสสัตว์ทะเลมีเปลือก
และส่วนมากก็มักจะก่อโรคในคนที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี ไตเสื่อม ตับเสื่อม เบาหวาน เช่นชายวัย 71 ปีคนนี้ที่มีโรคประจำตัวเป็นเบาหวานและโรคไตเสื่อมเรื้อรัง
แล้วน่ากังวลกับอาหารทุกวันนี้ไหม ไม่นะครับ ...ถ้าเป็นการเก็บและการปรุงแบบปรกติไม่ใช่แบบเปิบพิสดารอะไรมากมาย ไม่ใช่กินดิบๆจากทะเล การรักษาอาหารที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียสสักสองชั่วโมงเชื้อก็ตายแล้ว หรือการปรุงอาหารให้สุก เชื้อก็ตายเช่นกัน
การรักษาใช้ยาปฏิชีวนะ 3rd-generation cephalosporins หรือ tetracyclines และอาจต้องผ่าตัดหากลุกลามมากครับ
อุทธาหรณ์สองประการจากเรื่องนี้
1. คนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ต้องระมัดระวังตัวในการดำเนินชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น
2. การกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ยังได้ผลดีเสมอ
NEJM.ORG
Images in Clinical Medicine from The New England Journal of Medicine — Vibrio vulnificus Infection

บทความที่ได้รับความนิยม