08 มิถุนายน 2560

นักฆ่าหมายเลขหนึ่งของโลก malaria

สูดหายใจลึกๆ นั่งบนเก้าอี้นุ่มๆ หยิบเครื่องดื่มแก้วโปรดมาวางข้างๆ ผมจะพาท่านข้ามเวลาไปสัมผัส นักฆ่าหมายเลขหนึ่งของโลก

323 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์หนุ่มผู้ยิ่งใหญ่อเล็กซานเดอร์มหาราช ถึงแก่กรรมในขณะที่อายุเพียง 33 ปี หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือ เขาป่วยเป็นมาเลเรีย จากบันทึกที่เลือนลางระบุไข้สั่น สามวันต่อมาอาการหนัก ต่อมาเริ่มเพ้อคลั่งและถึงแก่ชีวิต ผู้รู้หลายท่านคิดว่านี่คือมาเลเรีย (cerebral malaria) แค่ความจริงก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันมากนัก แต่ตำนานไข้สั่น สามวันแย่ลง ก็ยังดำเนินต่อไป

ผ่านเข้ามาถึงสมัยโรมัน ไข้หนาวสั่น ตับม้ามโต และเสียชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป ในยุคที่ศูนย์กลางของโลกอยู่ที่กรุงโรม พบว่า โรคนี้มักจะพบใกล้ๆแหล่งน้ำขัง และน้ำขังก็มียุงเยอะ ดูๆแล้วเข้าเค้าแล้ว แต่ยังก่อนยังไม่มีใครเชื่อมโยงความสัมพันธ์นี้ได้ เพราะตอนนี้ทฤษฎีที่ว่าเชื้อโรคเป็นตัวทำให้เกิดโรคติดเชื้อ ยังไม่เกิดเลย สมัยนั้นเชื่อว่าเกิดจากอากาศไม่ดี กลิ่นเหม็นของน้ำเสีย ตามคำศัพท์ malaria คือ mala-aria (รากศัพท์อิตาลี-โรมัน) โดย mal ที่แปลว่าผิดไปนี่แหละครับ เช่น malfunction malpractice .. aria ก็มาจากที่มาคำเดียวกับ air .. สรุปคืออากาศไม่ดี ทำให้มีไข้สูงสั่นสามวันแย่ เพ้อคลั่ง ตาย (บางเล่มเขียนตับม้ามโตเอาไว้ด้วย)

ในขณะที่ยุโรปคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางโลก หารู้ไม่ว่าที่อื่นๆก็ระบาด อาจจะระบาดมากกว่าด้วย แต่ว่าการบันทึกต่างๆ น้อยกว่ายุโรปมาก และข้อมูลที่เรารู้ว่าส่วนต่างๆของโลกมีการระบาดก็เพราะบันทึกของชาวยุโรปที่เดินทางไปตามที่ต่างๆนี่แหละครับ

มาที่แอฟริกา ที่นี่ก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับไข้มรณะนี่เหมือนกัน ตำนานว่าไข้ประหลาดนี้ลิงกอริลล่าเป็นสิ่งนำพามาสู่มนุษย์ และเดิมทีก็เชื่อว่าการระบาดอยู่ในเขตแอฟริกา

มาที่เอเชีย มีการบันทึกว่าพบไข้ชนิดนี้มาตั้งแต่ 2700 ปีก่อนคริสตกาล อย่าลืมว่าจีนมีประวัติศาสตร์นานมากครับ ที่น่าทึ่งมากคือบันทึกที่เขียน Huangchi Neijing ประมาณ 400 ปีก่อรคริสตกาลบันทึกเอาไว้ว่าเจ้าไข้ประเภทนี้.."หายได้" ด้วยการรักษาแบบสมุนไพรคือ ชิงเฮา หรือ โกฐจุฬาลัมพา(ในตำราแผนไทย) หรือ sweet wormwood ชื่อต่างๆนี้คือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า artemisia
ซึ่ง Artemisia คือต้นกำเนิดของยา artemisnin derivatives คือ artesunate ยาที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการรักษา malaria ในยุคปัจจุบัน

และแสนมหัศจรรย์ที่คนนำมาทำเป็นยารักษามาเลเรียในยุคปัจจุบัน คือ คนจีนนั่นเอง ศาสตราจารย์ YouyouTu ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2015 เพราะได้คิดอาวุธที่มาต่อสู้กับศัตรูอันดับหนึ่งขององค์การอนามัยโลก...มาเลเรีย

แต่ว่าก่อนที่จะพบ artemisia โลกได้รับความทุกข์ทรมานจากมาเลเรียอย่างมาก เพราะไม่รู้จะรักษาอย่างไร เกิดจากอะไร เป็นแล้วตายเรียบ จนกระทั่ง...

ต้นศตวรรษที 16 ยุโรปส่งเรือไปล่าอาณานิคมมากมาย นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Charles Marie de la Condamine ไปได้ยินเรื่องราวหนึ่งจากอเมริกาใต้ว่า เค้าท์เตสแห่งซินโคน ราชตระกูลของสเปนที่ได้อาณานิคมที่อเมริกาใต้ ซึ่งเป็นรุ่นที่สี่ ป่วยเป็นโรคนี้หายเพราะได้อาบน้ำที่ผสมด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง (คิดว่าคงมีการดื่มเข้าไปบ้าง ไม่งั้นคงไม่หายแน่ๆ) เปลือกไม้นั้นคือเปลือกต้นควินนา Condamine วาดรูปและส่งตัวอย่างกลับมายุโรป หลังจากนั้นเหล่ามหาอำนาจของยุโรปก็มาตามล่าต้นนี้กันอย่างหนัก (อืม.. โฆษณาแบบนี้มันมีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 เลยนะเนี่ย ไม่ใช่เพิ่งมีในยุคเฟสบุ๊กนี้นะครับ)
กษัตริย์ชาร์ลส์ที่สอง และโอรสของหลุยส์ที่สิบสี่ ก็หายจากเปลือกควินนา จนมาในปี 1742 นักวิทยาศาสตร์ที่ถือเป็นบิดาของการแจกแจงสิ่งมีชิวิต (Taxonomy) Carl Linnaeus ชาวสวีเดน ได้ตั้งชื่อเปลือกไม้นี้เป็นสากลว่า Chichona ตามราชวงศ์ Chinchon และยาที่สกัดมาจากเปลือกไม้นี้คือ "ควินิน" นั่นเอง

แต่ว่ามาเลเรียก็ยังระบาดอย่างรุนแรงมากขึ้นเพราะยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุของการเกิดโรคที่แท้จริง แม้ต่อมาในยุคที่เราค้นพบ germ theory คือ ทฤษฎีการเกิดโรคติดเชื้อจากเชื้อโรค แต่เราไม่พบแบคทีเรียในโรคนี้เลย เช่นเคย จนกระทั่ง..

Chales Luise Alphonse Valeran แพทย์ทหารชาวฝรั่งเศสได้ใช้กล้องจุลทรรศน์มองดูเลือดของผู้ติดเชื้อนี้ และค้นพบคำตอบ ..!!!

เลือดของผู้ติดเชื้อจะมีสิ่งมีชีวิตรูปร่างพระจันทร์เสี้ยวและรูปร่างประหลาดมากมายที่ไม่พบในการติดเชื้ออื่นๆ และเมื่อใช้ควินินรักษาแล้ว คนไข้หายและเชื้อก็หายไป ครบองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายอาญา ..นี่คือตัวร้าย ถือเป็นการค้นพบปรสิตก่อโรคในคนที่ก่อโรคเป็นครั้งแรก ต่อมาเจ้าตัวนี้ก็คือ Plasmodium falciparum ปรสิตตัวก่อโรคมาเลเรียผู้ร้ายที่สำคัญที่สุดในยุคปัจจุบัน ..นิดนึง falciparum มาจาก falx คือ เป็นจันทร์เสี้ยว ถ้าใครจำได้เยื่อหุ้มสมองที่แบ่งสมองตรงกลางนั่นก็เป็นรูปจันทร์เสี้ยวที่ชื่อ falx cerebri และ parere ที่แปลว่า ให้กำเนิด แปลไทยว่า เกิดมาเบี้ยวๆ ตามรูปร่างระยะแกมมีตของมัน...

แต่ก็ยังไม่ครบ..มันเข้าตัวเราได้อย่างไร Valeran คิดว่ามาจากการดื่มน้ำสกปรก แต่ทำน้ำให้สะอาดก็ไม่เปลี่ยนการระบาด และเช่นเคย จนกระทั่ง...

นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Ronald Ross พบว่าปรสิตในเลือดไปสู่อีกคนโดย.."ยุง" และนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีก็พบว่ายุงที่นำเชื้อมาเลเรียคือ ยุง anopheles (แปลว่า ยุงไร้ค่า ก็จริงนะ ไร้ค่าแถมยังก่อโรคอีก) ยุงก้นปล่องของไทยนั่นแหละครับ ต่างจากยุงลายของไข้เลือดออก คือ ยุง Aedes

หลังจากนั้นก็เริ่มมาตรการคุมยุง สารที่ใช้แรกๆคือ DDT ต่อมายุงก็ทนดีดีที และ ดีดีทีก็เป็นพิษต่อคน ปัจจุบันที่ใช้ก็เป็นยาทากันยุง มากกว่า รวมทั้งการคิดค้นยาและสายพันธุ์ต่างๆทำให้การควบคุมและรักษามาเลเรียดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น chloroquine primaquine mefloquine tetracycline artesunate
แต่ว่า มาเลเรีย ยังเป็นปัญหาอันดับหนึ่งขององค์การอนามัยโลกนะครับ ปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยการตัดต่อพันธุกรรมยุง ไม่ให้มันแพร่เชื้อได้ น่าสนใจนะครับ

จริงๆแล้ว การป้องกันพื้นบ้านเราดีมากเลย และได้ผลชะงัดนัก ส่วนตัวคิดว่านี่คือนวัตกรรมที่จะเปลี่ยนโลก ลดการติดเชื้อทางแมลงเป็นพาหะได้หลายชนิด การป้องกันนั้นคือ..."มุ้ง"..นั่นเอง

เครื่องฟอกเลือดเครื่องแรก

   ปี 1938 คุณหมอ Willem Johan Kloff คุณหมอผู้มีความคิดยาวไกล ชาวฮอลแลนด์ สังเกตว่าในผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเฉียบพลัน มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก ถ้าสามารถกำจัดของเสียรอให้ไตฟื้นคืนสภาพให้กลับมาทำงานได้ปกติ คนไข้น่าจะรอด แต่จะทำอย่างไร ที่จะนำเลือดจากผู้ที่ไตวายออกมาฟอกได้
   ก่อนหน้านี้ในปี 1914 มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ ได้ทำการทดลองนำของเสียออกจากเลือดสัตว์ทดลองแล้วใส่กลับเข้าไป แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ไม่ได้โด่งดังอะไร

...เขาทำการทดลองอย่างไร...

  คือว่าการฟอกเลือด หรือการขับของเสียที่ไตนั้น เลือดจะถูกส่งลงไปในหลอดเลือดฝอยเล็กๆ ผนังบางๆ ของเสียโมเลกุลเล็กๆจะถูกกรองออกไปได้ โดยอาศัยเรื่องราวทางเคมีไม่ว่าจะเป็นความเข้มข้น ประจุไฟฟ้า ขนาดโมเลกุล ผ่านผนังหลอดเลือดออกไปผ่านไปยังหน่วยไต ออกไปเป็นปัสสาวะ
   ถ้าเราเอาเลือดออกมาส่งไปยังหลอดเล็กๆผ่านเยื่อบางๆที่จะให้ของเสียผ่านออกแต่สารโมเลกุลใหญ่ๆเช่นเม็ดเลือด โปรตีน ยังอยู่ต่อไปได้ แล้วเอาเลือดที่นำของเสียออกแล้วกลับเข้ามาในร่างกายใหม่ ก็ฟอกเลือดได้

   คุณหมอ Kloff ทำการทดลองต่อไปเรื่อยๆ แต่ทันใดนั้นการทดลองก็หยุดชะงักด้วยเหตุ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เข้าบุกยึดเนเธอร์แลนด์ในปี 1940  เป็นการบุกยึดที่รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม ยิ่งกว่าสงครามอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่า shock and awe เสียอีก แต่คุณหมอก็ยังไม่หยุดความพยายาม ทำการทดลองต่อไปด้วยสภาพที่แร้นแค้นของมหาสงคราม
   ก่อนที่เยอรมันจะบุกยึด คุณหมอสามารถทำให้เลือดผ่านเยื่อบางๆที่เรียกว่าตัวกรอง แล้วทำให้สารยูเรีย ที่เป็นของเสียในเลือดออกมาในน้ำเกลือได้แล้ว ... ทว่าฝันมิอาจเป็นจริงจากสงครามอันแสนโหดร้าย...

  คุณหมอทำการทดลองต่อ วัสดุที่ใช้นะครับ ตัวกรอง..เยื่อบางๆใช้วัสดุที่หุ้มไส้กรอก !! ใช่ครับฟังไม่ผิด ผมพยายามไปค้นว่าช่วงเวลานั้นใช้วัสดุอะไร ก็ไม่พบ ใช้ชิ้นส่วนเครื่องปั๊มจากรถฟอร์ด ใช้ถังติดตั้งตัวกรองคือถังเครื่องซักผ้า สายยาง และ กระป๋องน้ำส้มคั้น !!  ไม่น่าเชื่อเลย นี่คือ อุปกรณ์ไตเทียมเครื่องแรกในโลก ด้วยอุปกรณ์ที่หาง่าย ในเวลาสงครามเยี่ยงนั้น ใครเคยดูซีรี่ส์เรื่อง แม็คไกรเวอร์ ยอดคนสมองเพชรไหมครับ อย่างนั้นเลย
   โดยรุ่นต้นแบบใช้เปลือกไส้กรอกยาว 46 เมตร ใช้น้ำเกลือเป็น dialysate ทดสอบกับมนุษย์ 15 คน...ไม่มีใครรอด (เอกสารที่ผมไปค้นบอกว่าคุณหมอทำการทดลองภายใต้การสนับสนุนของนาซีเยอรมัน อาจจะเป็นนาซีที่ช่วยเรื่องนี้ด้วย เราเคยได้รับข้อเท็จจริงนะครับว่ามี dark experiments จริงๆ)

  จนกระทั่ง..ในปี 1945 หลังสงครามในภาคพื้นยุโรปสิ้นสุดไม่นาน การทดลองของคุณหมอก็พัฒนาไปและได้ช่วยชีวิตหญิงวัยกลางคน 65 ปี จากพิษของสารยูเรียคั่งในเลือดจนโคม่า (uremic encephalopathy) ตอนนั้นเป็นที่โด่งดัง เพราะไม่มีใครเชื่อ..
  หลังสงครามคุณหมอได้ย้ายถิ่นฐานไปที่อเมริกา พัฒนางานต่อไป โดยที่ โดยที่ อันนี้คือประเด็น คุณหมอไม่จดสิทธิบัตรนี้เป็นงานของตน กลับยกให้โรงพยาบาลทั้งหลายในอังกฤษ ฮอล์แลนด์ โปแลนด์ อเมริกา สามารถนำไปต่อยอดเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติต่อไป
    แต่ว่ากว่าเครื่องฟอกเลือดจะพัฒนาจนได้มาตรฐานก็ต้องรอไปจนถึงปี 1960 โดย Belding Scribner คุณหมอจากซีแอตเติ้ล ได้พัฒนาเครื่องนี้จนสมบูรณ์และสามารถใช้กับโรคไตวายเรื้อรังได้อีกด้วย ตอนนั้นฟอกเลือดสัปดาห์ละสองครั้ง ครั้งละ 16 ชั่วโมง

  คุณหมอ Willem Kloff  ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา bioengineering mechine มากมายทั้ง เครื่องหัวใจและปอดเทียมที่ใช้เวลาผ่าตัดหัวใจ (heart-lung machine) ร่วมสร้างหัวใจเทียมเครื่องแรกของโลก (artificial heart) ตอนนั้นใช้ได้ 118 วัน  และของเทียมจักรกลต่างๆมากมาย เป็นต้นฉบับของ bioengineering medicine มาจนทุกวันนี้



07 มิถุนายน 2560

คิดว่าตั้งครรภ์แล้วดื่มเหล้าได้ไหม

ใครท้อง ใครอยากท้อง..โปรดฟัง และ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

   คิดว่าตั้งครรภ์แล้วดื่มเหล้าได้ไหม ??

ก. ไม่ได้เลย
ข. รอพ้นสามเดือนแรกไปก่อน
ค. ขอเป็นค็อกเทลอ่อนๆนะคะ
ง. กินไปเหอะ ลำยองยังกินเลย

   คำตอบออกมาใน jama pediatrics 5 มิถุนายน 2560 ... แล้วอายุรศาสตร์ ง่ายนิดเดียวไปเอี่ยวอะไรกับหมอเด็ก  ด้วยหน้าที่อันใหญ่ยิ่งต้องทำนั่นเอง (จริงๆคือเด้งมาในทวีตเตอร์แล้วน่าสนใจมากต่างหาก)
   เราทราบดีแล้วล่ะว่าในสามเดือนแรกมนุษย์จะสร้างอวัยวะ ทั่วไปจึงไม่ดื่มแอลกอฮอล์กันในสามเดือนแรกเลย พอพ้นสามเดือนบางคนก็มี เบาๆ จางๆ

   คำตอบคิอไม่ได้นะครับ ไม่ว่าแอลกอฮอล์จะเข้มจะจางเท่าไร จะดื่มช่วงใดของการตั้งครรภ์ มีผลทั้งนั้น เรียกว่า fetal alcohol spectrum disorder สมองถูกทำลาย..แต่เด็ก, ปัญหาด้านการเรียนรู้ สติปัญญา  การเจริญเติบโตทางกายและใบหน้า
   ใบหน้าผิดรูปนี่จะค่อนข้างเฉพาะกับ alcohol ยิ่งกินมาก ยิ่งกินตั้งแต่แรกยิ่งมีความผิดปกติ จมูกแบน ตาห่าง ปากบาง คางเล็ก fetal alcohol syndrome ไปกดดูรูปได้

  **แต่ไม่ว่ากินช่วงไหน แค่ไหน มีผลทั้งนั้นครับ**

ไม่ใช่แค่หญิงตั้งครรภ์นะครับ ถ้าวางแผนจะตั้งครรภ์ในระยะใกล้ๆก็ไม่ควรดื่มเช่นกันนะครับ ถ้าวางแผนจะมีบุตรไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์ และถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์อยู่ต่อไป ก็ควรคุมกำเนิด   ส่วนผู้ที่จะไม่มีบุตร ไม่คิดจะมี ไม่สามารถจะมี(ด้วยสาเหตุใดๆก็ตาม  หึหึ) แม้ว่าจะไม่เข้าตามกฎของ JAMA มาตรานี้  แต่ก็จะยังถูกบังคับด้วย ข้อห้า ของศีลห้าอยู่ดี ..กรุณามีสติก่อนดื่ม เพราะดื่มแล้วมักจะไม่ค่อยมีสติ

  สรุปว่า แอลกอฮอล์ไม่ควรดื่ม ตั้งแต่วางแผนจะตั้งครรภ์ ตลอดการตั้งครรภ์ (และไหนๆแล้วก็หลังการตั้งครรภ์ด้วยครับ)

06 มิถุนายน 2560

the orgasm

the orgasm (แนววิชาการ ไม่ติดเรตนะ)

   สืบเนื่องมาจากไปค้นข้อมูลเรื่องของไขสันหลังถูกกดทับกับการฟื้นคืนของระบบประสาท ไปสะดุดบทวิจัยบทหนึ่งเข้าน่าสนใจดีเลยไปค้นเพิ่มมาเล่าให้ฟัง รับรองไม่ติดเรทครับ

  บทความนั้นเขียนว่า มีการศึกษาในสุภาพสตรีที่มีภาวะไขสันหลังถูกกดทับอย่างสมบูรณ์ที่ระดับกระดูกสันหลังส่วนอกข้อที่ 10 นั่นคือระบบประสาทครึ่งล่างของร่างกายจะไม่ทำงาน การรับรู้ก็จะพิการไปด้วย แต่ทว่าเมื่อทดสอบให้มีการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า คือการกระตุ้นที่ช่องคลอดและปากมดลูก พบว่าสุภาพสตรีรายนั้นก็ถึงจุดสุดยอดทางเพศได้เช่นกัน และได้ถ่ายภาพ Functional MRI ก็พบบริเวณที่ถูกกระตุ้นของสมองเป็นบริเวณเดียวกับที่สุภาพสตรีที่ร่างกายปกติถูกกระตุ้นเช่นกัน
   ผลสรุปนี้บอกว่า การส่งความรู้สึกที่จะทำให้เกิดจุดสุดยอดทางเพศไม่ได้ส่งไปจากระบบรับสัมผัสทางเส้นประสาท pudendal ที่อยู่ที่เชิงกรานเท่านั้น ยังนำพาผ่านระบบประสาทเวกัส ที่เป็นเส้นประสาทสมองคู่ที่สิบโดยไม่ผ่านไขสันหลังอีกด้วย

   ออกัสซัม หรือจุดสุดยอดทางเพศนั้น เป็นกระแสประสาทที่ถูกปล่อยออกมาจากสมองแล้วไปกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกายภายในเวลาสั้นๆ 5-10 วินาทีในชาย และ 10-20 วินาทีในสตรี ทำให้เกิดการทำงานพร้อมๆกันของสมอง เกิดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมนอกอำนาจจิตใจเช่น หลอดเลือดขยาย หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อกระตุก มีการหลั่งฮอร์โมนอาทิเช่น ออกซีโทซิน (ฮอร์โมนที่ใช้บีบมดลูกเวลาคลอด และ บีบท่อน้ำนมเวลาให้นม) ฮอร์โมนโปรแลกติน (สร้างน้ำนม) และเอนโดรฟีน (มอร์ฟีนที่ร่างกายเราผลิตเอง)
   ออกัสซัมนั้นมีความซับซ้อนมาก เราแบ่งได้เป็นออกกัสซัมที่ถูกกระตุ้นจากการสัมผัส การกระตุ้นของเส้นประสาท เช่นการมีเพศสัมพันธ์ การช่วยตัวเองในแบบต่างๆ  และไม่ได้สัมผัสเช่นปรากฏการณ์ฝันเปียกของชาย เกิดการสร้างกระแสประสาทโดยไม่สัมผัสได้ เคยมีนักวิทยาศาสตร์ทดลองดูพบว่าคลื่นสมองคล้ายๆกับการเกิดโรคลมชัก

   ผลของออกัสซัม แน่นอนว่าเป็นการสร้างความสุขจากฮอร์โมนและกระแสประสาทที่เกิดในส่วนความสุขของมนุษย์ และยังเกิดการทำงานแบบต่อเนื่องของระบบประสาทอัตโนมัติอีกด้วย เพื่อเกิดการสืบพันธุ์ เช่นเกิดการบีบตัวของท่อนำอสุจิ เกิดการบีบตัวหลั่งน้ำอสุจิเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เกิดการคลายตัวของกล้ามเนื้อหูรูด   ในสุภาพสตรีก็จะมีน้ำหล่อลื่นออกมาเพื่อสร้างความชุ่มชื้นในช่องคลอดและปากมดลูก มีการยกตัวของมดลูก  ตรงส่วนนี้ผมคิดว่าก็เป็นกระบวนการช่วยสืบพันธุ์ เพราะว่าถ้าไม่มีความสุขในการสืบพันธุ์ เผ่าพันธุ์คงไม่เจริญต่อ เป็นความฉลาดหลักแหลมของธรรมชาติ

  เมื่อการกระตุ้นทางเพศขึ้นถึงจุดสูงสุด (plateau phase) ก็จะเกิดจุดสุดยอด ประมาณ 5-20 วินาที หลังจากนั้นระบบประสาทจะเข้าสู่ระยะพัก คือกระตุ้นต่อก็ไม่ค่อยได้ผล แต่ว่าระยะพักนี้ในสุภาพสตรีจะค่อยๆลดลงช้าๆ และสามารถกระตุ้นต่อได้ สันนิษฐานว่าเกิดจากผลของฮอร์โมนออกซีโทซิน (และอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ) ทำให้สุภาพสตรีเกิดการเข้าถึงจุดสุดยอดได้ซ้อนกันหลายครั้ง ก่อนที่กระแสประสาทและสารสื่อประสาทจะหมดและเข้าสู่ระยะพักถาวร
  ส่วนในเพศชายนั้น เมื่อการกระตุ้นถึงจุด plateau ซึ่งกินเวลาน้อยกว่าและเข้าระยะพักอย่างรวดเร็วจึงเป็นคำอธิบายที่ว่า ชายจะไม่ค่อยเกิดจุดสุดยอดซ้อนกันหลายๆครั้ง และการกระตุ้นซ้ำๆในช่วงประสาทขาลงไม่ค่อยกระตุ้นได้มาก ต่างจากสตรี ต้องรอเข้าสูระยะพักนานกว่า

    intensity คือ ความรุนแรงของเหตุการณ์จุดสุดยอดนั้น สุภาพสตรีจะมีความแรงมากกว่าสุภาพบุรุษสองถึงสามเท่าเลย  Masters และ Johnson สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งเพศศึกษากล่าวว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ชายต้องการเพิ่มขึ้นเพราะความแรงไม่มากและลดลงเร็วกว่า

    ส่วนการเข้าถึงออกัสซัมนั้น ในสุภาพสตรีจะใช้เวลากระตุ้นนานกว่าชายโดยเฉลี่ย 10-20 นาที ในขณะที่ชายนั้นน้อยกว่ามากค่าเฉลี่ยแค่ 4-6 นาทีเท่านั้น นี่เป็นที่มาของ foreplay หรือการเล้าโลมที่ต้องอาศัยเวลาที่ต่างกันในสุภาพสตรี  การเข้าถึงออกกัสซัมโดยการสัมผัสนั้น ในชายพบว่าเกือบทั้งหมดต้องอาศัยการกระตุ้นผ่านอวัยวะเพศโดยเฉพาะส่วนหัวของอวัยวะเพศชายที่ชื่อว่า glans penis มีปลายประสาทรับความรู้สึกมากมายเกือบแสนจุด มากกว่าปลายนิ้ว ปลายลิ้นเสียอีก
   ในขณะที่สุภาพสตรีนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงตั้งแต่ศาสตราจารย์ซิกมันด์ ฟรอยด์ ปรมาจารย์ด้านจิตวิทยา จนปัจจุบัน ตอนนี้ยังแยกจุดสุดยอดของสุภาพสตรีเป็นสองส่วนคือ clitoral orgasm คือจุดสุดยอดจากการกระตุ้นที่คลิตอริส และ vaginal orgasm คือจากการกระตุ้นจากช่องคลอด

  แนวโน้มการศึกษาในยุคปัจจุบันที่ใช้เครื่องมือที่ทันสมัยกว่าที่เรียกว่า PET scan และ functional MRI คือการถ่ายภาพให้เห็นถึงการทำงาน ไม่ใช่แค่โครงสร้างเท่านั้น พบว่าส่วนมากเกิดจากการกระตุ้นที่คลิตอริส ส่วนทางช่องคลอดเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น หลายๆคนเชื่อว่า ในช่องคลอดมีจุด G (จุดสมมติที่อยู่ผนังช่องคลอดด้านในกึ่งกลางของจุดรวมแคมในด้านบนกับท่อปัสสาวะ) ที่ถูกกระตุ้นรุนแรงได้ ปัจจุบันก็พิสูจน์ชัดว่า บริเวณนั้นคือส่วนหนึ่งของคลิตอริสนั่นเอง
   การกระตุ้นทางช่องคลอดที่จุดอื่นๆและปากมดลูกมีผลด้วยนะครับแต่ว่าไม่มากเท่าการกระตุ้นจากคลิตอริส
    หรือแม้กระทั่งการกระตุ้นทางทวารหนัก ก็พิสูจน์แล้วว่าเกิดจากการส่งประสาทไปร่วมกับคลิตอริสและปลายอวัยวะเพศชายนั่นเอง (เป็นเหตุผลของการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักก็เข้าถึงออกัสซัมได้ เรียก aforementioned orgasm)
  การกระตุ้นที่หัวนมและลานนม ก็สัมพันธ์กับฮอร์โมนออกซีโทซิน ที่มีส่วนในการเข้าถึงออกัสซัมได้เช่นกัน แต่ว่ากระแสประสาทจะสู้การกระตุ้นจากอวัยะเพศชาย และคลิทอริส กับช่องคลอด ที่มีเป็นแสนๆจุดได้เลย

  มีการศึกษาการใช้ฮอร์โมนเหล่านี้มาช่วยเหลือกลุ่มคนที่ไม่สามารถไปถึงออกัสซั่มได้เช่นสมองพิการ ไขสันหลังบาดเจ็บรุนแรงเป็นต้น

  ตั้งต้นจากวิกิพีเดียแล้วไล่อ่านตามอ้างอิงครับ เฮ้อ อ่านไปเรื่อยๆเกือบร้อยเรื่องแอบสแตรก เอามาแต่ใจความสำคัญ เขียนมาเล่าให้ฟัง .. สรุปไม่ได้คำตอบเรื่องการฟื้นตัวของไขสันหลัง !!!


การใช้ยาในผู้สูงวัย

ปัจจุบันเราก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุกันแล้ว จริงๆเข้ามาตั้งนานแล้ว ไหนใครเป็นสมาชิกแล้วยกมือหน่อย (เราไม่ใช้คำว่าแก่นะครับ ไม่เอา)

แพทย์ทุกสาขาคงต้องรับมือกับผู้สูงวัยแน่ๆ ยกเว้นกุมารแพทย์ กับ สูติแพทย์ ผู้สูงวัยไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่อายุมากเท่านั้น เหมือนกับเด็กก็ไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ การดูแลจึงต้องมีความเข้าใจกายวิภาค สรีรวิทยาของการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงวัยจึงจะสามารถดูแลได้ดี

การทำงานของร่างกายที่ถดถอยลงย่อมส่งผลแน่นอน กับการออกฤทธิ์ การกำจัดยา ไหนจะสารพัดยาที่ได้ในแต่ละโรค ยาซ้ำยาซ้อน ซึมเศร้า ไม่กินข้าวไม่กินยา เวลาผมทบทวนยาคนไข้สูงวัยที่เข้ามาในไอซียูแต่ละคน เรียกว่าไม่ต่ำกว่า 5 ตัว มากๆเข้า ..เอ จะให้ตัวไหน ต่อ จะหยุดตัวไหน งงเหมือนกัน

คุณหมอ Mark Beers ได้รวบรวบการศึกษาต่างๆที่เกี่ยวกับการใช้ยาในผู้สูงวัยที่ไม่เหมาะสมหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหา ไม่ว่าจะทำให้หกล้ม มีปฏิกิริยาระหว่างยา ต้องปรับยาเมื่อไตเสื่อม เรียกรายชื่อและข้อแนะนำเหล่านี้ว่า Beers' criteria (ไม่อยากใช้คำว่า criteria เลย อยากใช้ consensus หรือ recommendation มากกว่า) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1991 ต่อมาเนื่องจากวันเวลาที่เปลี่ยนไป ยาตัวใหม่เกิดขึ้น ยาเก่าเลิก ใช้ความรู้ใหม่ๆเพิ่มขึ้นก็มีการปรับปรุงเรื่อยๆล่าสุดทาง american geriatrics society (เวชศาสตร์ปัจฉิมวัย) ได้ปรับปรุงรายการใหม่ในปี2015 เพิ่มเติมจากปี 2012
รายการนี้แบ่งออกเป็นยาที่ใช้ในระบบต่างๆ หลายระบบ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ

1. ยาแก้แพ้ antihistamine ยากลุ่มแรกรุ่นแรก ที่มีฤทธิ์ต้านระบบประสาทโคลิเนอร์จิกรุนแรง และออกฤทธิ์นาน แนะนำให้หลีกเลี่ยง เนื่องจากเสี่ยงต่อการวูบและล้ม เช่นยา คลอร์เฟนนิรามีน (ถ้าจำได้ผมถึงขั้นต้มขิง กินแทน คลอร์เฟนิรามีน)

2. ยาฮอร์โมนเพศชาย แอนโดรเจน แนะนำหลีกเลี่ยงเพราะเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและมะเร็งต่อมลูกหมาก (ระดับความมั่นใจในคำแนะนำสูงมากและหลักฐานเชิงประจักษ์แน่นหนา)

3. ยาเบาหวาน sulphonylureas ที่ออกฤทธิ์นาน คือ chlorpropramide และ glibenclamide แนะนำหลีกเลี่ยงเพราะออกฤทธิ์นานเกินไป..ในผู้สูงวัย..เพิ่มโอกาสความเสี่ยงน้ำตาลต่ำ

Beers' criteria ถือกำเนิดในอเมริกา แน่นอนล่ะว่าการใช้ยาต่างๆของยุโรปกับอเมริกานั้นบางอย่างก็ไม่เหมือนกัน ทำให้ผู้สูงวัยในยุโรปอาจไม่ปลอดภัยจากคำแนะนำนี้ เพราะยาบางในยุโรปไม่มีก็ไม่ถูกระบุในแนวทาง
ทางยุโรปจึงจำเป็นต้องสร้างแนวทางคล้ายๆกันแต่ออกแบบสำหรับสภาพแวดล้อมฝั่งยุโรป เรียกว่า screening tool of older persons prescriptions ใช้ชื่อย่อว่า‘‘STOPP’’ เพื่อบอกถึงแนวทางการสั่งยาให้เหมาะสมและเกิดผลเสียน้อยที่สุด พร้อมกันนั้นก็ออกแนวทางเพื่อกระตุ้นเตือนให้แพทย์คิดถึงการสั่งยาที่จะเกิดประโยชน์กับผู้สูงวัยหากมีภาวะเหมาะสมเรียกว่า screening tool to alert to right treatment หรือใช้ชื่อย่อว่า "START" ปัจจุบันก็เวอร์ชั่นสอง ปี 2016

จำง่ายดีนะครับ STOPP และ START ยกตัวอย่างละอัน

stopp .. ระมัดระวังยากลุ่ม benzodiazepines ที่ออกฤทธิ์นาน หรือ อนุพันธ์ของมันที่ออกฤทธิ์นาน เช่นยา diazepam ที่เราใช้กันมากมาย เพราะเพิ่มความเสี่ยงการหกล้ม การซึมลง โดยเฉพาะถ้าใช้ต่อเนื่องนานเกินหนึ่งเดือน

start .. การใช้ยา L-dopa ในโรคพาร์กินสันที่ไม่มีสาเหตุอื่นๆ และโรคมีผลต่อการเคลื่อนที่และชีวิตประจำวัน

หลังแนวทางประกาศใช้ การให้ยาอย่างไม่เหมาะสมลดลงมากมายในยุโรปลดลงจาก 30% เหลือแค่ 2.5%
การใช้ยาในผู้สูงวัยจึงไม่ใช่แค่ ทราบวินิจฉัย ข้อบ่งชี้ ข้อห้าม ขนาดยา เท่านั้น ต้องพิจารณาอย่างอื่นๆอีกตามเกณฑ์ที่แนะนำ ไม่ว่าจะขับยาออกไหม ตาจะมองเห็นเม็ดยาไหม หักครึ่งเม็ดทำได้ไหม ให้ยาวันละสามครั้งจะลืมไหมหรือจะกินซ้ำหรือเปล่า มียามากๆจะกินผิดซองไหม สำคัญนะครับ เพราะสักวันแนวทางนี้ ท่านก็ได้ใช้

แนวทางทั้งหมดสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีนะครับ กดหาจากกูเกิ้ลได้เลย ผู้สูงอายุเราจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น...คุณพร้อมจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือยัง

บทความที่ได้รับความนิยม